posted on 14 Jul 2007 16:51 by bannpeeploy in articles
สนใจอ่านข้อมูลในโรคอื่นๆ คลิ๊ก "บทความทางการแพทย์"
หรือ คลิ๊ก articles ก็ได้นะค่ะ
ที่มาของเรื่องซึ่งจะนำเสนอคราวนี้ อาจต่างจากครั้งอื่นๆ สักหน่อย ตรงที่เราได้หยิบยกประสบการณ์จริงของแม่ลูกคู่หนึ่งมาเล่าสู่กันฟัง เพราะเห็นว่า สามารถเป็นอุทาหรณ์ให้คนเป็นพ่อแม่ก่อนที่ทุกอย่างที่จะสายเกินการณ์
เป็นเรื่องจริงที่ฟังแล้วอดเห็นใจไปกับชะตากรรมของคุณแม่ และลูกสาววัย 9 ขวบไม่ได้
เรื่องมีอยู่ว่า น้องบอลล์เริ่มมีอาการปวดหัวโดยไม่มีไข้มาตั้งแต่อายุ 7-8 ขวบ แรกๆ เมื่อรู้ คุณแม่ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ รีบพาลูกไปหาหมอทุกครั้งโดยไม่ต้องคิดด้วยซ้ำว่าจะไปหาหมอท่านใด เพราะน้องบอลล์มีหมอประจำตัวที่ตรวจเช็กสุขภาพกันมาตั้งแต่แรกเกิดอยู่แล้ว แถมยังอยู่โรงพยาบาลดังที่ใครๆ ก็เชื่อถือ
เมื่อพบหมอประจำ คุณแม่รีบบอกว่า ลูกมีอาการปวดหัวบ่อยและเริ่มดื่มน้ำทีละมากๆ ขนาดครั้งละ 1-2 ขวดใหญ่ ทำให้ฉี่บ่อย คุณหมอก็บอกว่าเมื่อดื่มน้ำมากก็ต้องฉี่บ่อยเป็นธรรมดา ส่วนเรื่องปวดหัว เพราะน้องบอลล์เป็นหวัดและเป็นภูมิแพ้ด้วย ว่าแล้วคุณหมอก็จัดยาให้ไปทานที่บ้าน
ด้วยความเชื่อมั่นว่าคุณหมอรู้ประวัติลูกดีคุณแม่จึงไม่คิดเปลี่ยนหมอใหม่ พอน้องบอลล์ปวดหัวทีไรเป็นต้องพาไปหาหมอท่านนี้เป็นประจำ และก็มักจะได้ยากลับมาทานที่บ้านทุกครั้ง
จนอายุ 9 ขวบน้องบอลล์เริ่มมีอาการปวดหัวถี่ขึ้นเรื่อยๆ น้ำหนักตัวลด ทานอาหารไม่ค่อยได้จนร่างกายซูบผอม แถมยังเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย แม่ทนไม่ไหวขอให้หมอทำการตรวจเลือดและฮอร์โมน เพราะรู้สึกหน้าอกลูกขยายตัวเร็วเหมือนเด็กอายุ 11-12 ในขณะที่น้ำหนักลดลงไปถึงเกือบ 4 กก. แต่เมื่อผลออกมาคุณหมอกลับบอกว่าน้องบอลล์ไม่เป็นอะไรแค่เลือดน้อย และร่างกายขาดธาตุเหล็ก จากนั้นก็จัดยาให้ทานเหมือนเดิม
อาการน้องบอลล์ไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น ยังคงปวดหัวบ่อยๆ ทานอาหารไม่ได้ จนกระทั่งเริ่มเดินชนตู้เย็นบ้าง ประตูบ้าง แม่จึงเริ่มเกิดความคิดว่าควรพาลูกไปหาหมอคนใหม่
เมื่อไปถึงโรงพยาบาลแห่งใหม่ คุณหมอเห็นอาการน้องบอลล์ก็รีบทำการตรวจเช็กอย่างละเอียดทันทีก่อนจะพบว่าน้องบอลล์มีมดลูกโตกว่าอายุจริงเพราะฮอร์โมนผิดปกติ และกำลังเป็นมะเร็งที่สมองระยะสุดท้าย !!!
คงไม่ต้องกล่าวถึงหัวใจของแม่ที่แหลกสลายไม่มีชิ้นดี คงไม่ต้องพูดถึงภาวะของน้องบอลล์ว่าจะต้องต่อสู้กับโรคร้ายอย่างหนักหนาสาหัสเพียงใด และคงไม่ต้องพาดพิงถึงสำนึกอันมืดบอกของคุณหมอประจำตัว
แต่สิ่งที่อยากบอกคุณพ่อคุณแม่ก็คือ อย่าเชื่อในสิ่งที่เขาบอกให้เชื่อแม้ว่าท่านจะเป็นหมอ
ยิ่งถ้าความเชื่อนั้นค้านกับวิจารณญาณส่วนตัว หรือคำบอกนั้นยังก่อให้เกิดความสงสัย เราก็ควรตัดสินใจปรึกษาหารือกับคุณหมอท่านอื่นๆ เพื่อหาข้อมูล และสร้างความแน่ใจเพื่อจะได้ช่วยแก้ปัญหาให้ลูกได้ถูกทาง ก็ในบ้านนี้เมืองนี้มีหมอคนเดียวเสียเมื่อไหร่
น้องบอลล์อาจโชคร้ายที่โชคชะตาทำให้ได้พบหมอไม่เก่งแถมยังวินิจฉัยโรคผิดๆ อย่างขาดความรับผิดชอบ แต่เรื่องของน้องบอลล์ก็มีคุณูปการใหญ่หลวงตรงที่คงเป็นตัวอย่างให้พ่อแม่ได้เปลี่ยนแปลงความเชื่อ และเลือกที่จะหาวิธีจัดการที่ถูกต้องเหมาะสมหากลูกเกิดภาวะเจ็บไข้ได้ป่วย
ข้อสำคัญ อาการปวดหัวของเด็กมาได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่เรื่องเล็กไปจนถึงเรื่องใหญ่ที่ไม่ธรรมดา
เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ค่ะที่ต้องหมั่นสังเกต คอยดูแลลูกอย่างใกล้ชิด
ข้อสำคัญคือต้องมีวิจารณญาณต่อการแก้ปัญหาก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินการณ์
ทำไมถึงปวดหัว ?
น.พ.เกษียรสม วีรานุวัติ์ จากคณะแพทย์โรงพยาบาลรามาธิบดีได้จำแนกอาการปวดหัวออกมาเป็น 7 กลุ่มดังนี้ค่ะ
1. ปวดหัวไมเกรน
2. ปวดหัวเนื่องจากกล้ามเนื้อตึงตัว
3. ปวดหัวเนื่องจากสาเหตุผิดปกติในสมอง เช่น โรคเนื้องอกในสมอง อาการโป่งพองของเส้นเลือดหรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
4. ปวดหัวเนื่องจากสาเหตุนอกสมอง เช่น หูชั้นในอักเสบ โรคจากกะโหลกศีรษะหรือกระดูกคอ โรคไซนัส ฯลฯ
5. ปวดหัวเนื่องจากอุบัติเหตุทางสมอง
6. ปวดหัวเนื่องจากโรคทางกายอื่นๆ เช่น ภูมิแพ้ เส้นเลือดอักเสบ ฯลฯ
7. ปวดหัวเนื่องจากภาวะทางจิตใจ เช่น เครียด ซึมเศร้า ฯลฯ
ดังนั้นเวลาไปพบแพทย์ การบอกประวัติการปวดหัวอย่างละเอียดจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยที่ถูกต้องค่ะ |
[ ที่มา..life & family ปีที่ 8 ฉบับที่ 91 ตุลาคม 2546 ]
ด้วยรัก/จากใจ..พลอยจ๋า
.
เพลงประกอบชื่อ "ขาดใจ"
ศิลปิน เจย์ ซี
โค้ดเพลง http://img255.imageshack.us/img255/2351/jckhardjaiop4.swf
ชื่อ จำปี ลำดวน แก้วตา แก้วใจ แล้วก็เจ้าฟ้าหฤทัย
รักมากสุดก็คุณลำดวนค่ะ
อื๊ม เวลาเรียกนี่ ต้องมีคุณนำหน้าด้วยนะคะ
#1 By 。( っ '๐')づ::หนูกิมบ๊วย::♣ on 2007-07-14 17:01