ตู้พระไตรปิฏกบ้านพี่พลอย

รวบรวมเรื่องพุทธประวัติ และนิทานชาดก

  สนใจเลือกรับฟังตอนอื่น  คลิ๊กที่นี้คะ

พุทธประวัติ ตอนที่ 2 เข้าสู่วัยหนุ่ม อภิเสกสมรส

ในนครกบิลพัสดุ์นั้น ในครั้งนั้นเป็นฤดูร้อน อันเป็นฤดูเริ่มการทำนา พระเจ้าศรีสุทโธทนะได้เสด็จ ออกจากพระนครพร้อมด้วยขบวนหลวง เพื่อประกอบพิธีอันเรียกว่า รัชชนังคลมงคล ประชาราษฎร ทั่วทั้งนครได้ติดตามพระองค์ไป เพราะเป็นพิธีใหญ่ประจำปี และเพื่อรอดูพระราชาของพระองค์ ประกอบพิธีอันสำคัญครั้งนี้ และมีการแสดงมโหรสพต่างๆ อย่างครึกครื้นที่สุดต่อเนื่องกัน พระเจ้า สุทโทธนะก็ได้พาพระโอรสองค์น้อยของพระองค์ไปสู่ท้องนาเพื่อร่วมประกอบพิธีด้วย

พระเจ้าศรีสุทโธทนะได้เสด็จไปยังที่ที่ประกอบพิธีไถนา (แรกนาขวัญ) พระองค์ทรงจับคันไถซึ่งประดับ ด้วยทองคำ เริ่มไถพื้นดินแห่งท้องนา ถัดมาตามหลังมีหมู่เสนาอำมาตย์ติดตามซึ่งจับคันไถอันประดับ ด้วยเงิน แล้วก็ถึงลำดับต่อมาที่เป็นหมู่ชาวนาธรรมดาทำการไถตามมา ด้วยการไถเป็นปรกติของตน เป็นคู่ๆ ล้วนแต่ไถดินดานเหล่านั้นให้พลิกฟื้น เพื่อให้เหมาะสมที่จะปูหว่านพืชพันธุ์ธัญญาหารเป็น ตัวอย่างต่อไป

ครั้นถึงเวลารับประทานอาหาร พวกข้าราชบริพารทั้งหลายต่างพากันไปยังที่เลี้ยงอาหารกันหมด พากัน ลืมนึกถึงเจ้าชายสิทธัตถะโดยสิ้นเชิง ดังนั้นพระองค์จึงเสด็จดำเนินไปอย่างเงียบๆตามลำพังจนไปหยุด อยู่ใต้ต้นหว้าใหญ่ มีใบดกหนาร่มเงาเย็นดี จึงเสด็จประทับนั่งลงสำรวมจิตใจให้ว่างจากอารมณ์ ทั้งหลาย แล้วพระองค์ได้เริ่มพิจารณาถึงความเป็นอยู่ของชีวิต คิดว่าในที่นี้ พระราชบิดาพร้อมทั้ง อำมาตย์และชาวนาทั้งหลายได้ประกอบพิธีหว่านไถ ทุกคนกำลังมีความสุขสนุกสนาน เลี้ยงดูกันอย่าง เต็มที่ นี่คือธรรมชาติของชีวิตมนุษย์เรา

แต่สำหรับวัวทุกตัว เจ้าชายได้คำนึงแล้วว่าไม่มีความสุขสักเพียงแต่น้อย มันต้องแบกไถอันหนัก ไถไปตามพื้นดินเหนียว มันแบกไถไปด้วยความลำบาก จึงหมดแรงและต้องหายใจทางปาก ทำให้ เห็นชัดเจนว่า ชีวิตนี้ไม่ได้สนุกสนานสำหรับมันเลย แม้แต่ในวันที่มนุษย์กินเลี้ยงกันอย่างสนุกสนาน เช่นนี้ มันจำเป็นต้องทำงานหนัก ถูกไล่ตีและถูกด่าด้วยคำอันหยาบคายเพราะทำไม่ได้ตามความ ต้องการของเจ้าของมัน และสิ่งเหล่านี้ ทำให้เจ้าชายไม่สบายพระทัยเลย

นอกจากนั้น เจ้าชายยังสังเกตถึงความเคลื่อนไหว ของสัตว์ต่างๆตลอดจนถึงแมลงที่อยู่บริเวณนั้น เพราะพระองค์สังเกตเห็นกิ้งก่าตัวหนึ่งวิ่งมาจากซอกใกล้ๆพระบาทของพระองค์ แล้วใช้ลิ้นอันไวของ มันแลบจับเอาแมลงเล็กๆ ตัวหนึ่งซึ่งทำรังของมันอยู่อย่างแข็งขัน แต่ชั่วขณะเวลานั้นเองมีงูตัวหนึ่ง เลื้อยออกมาแล้วงาบกิ้งก่าตัวนั้นกลืนกิน และในขณะที่พระองค์กำลังประหลาดใจอยู่นั้นเอง ก็มีเหยี่ยว ตัวหนึ่งได้บินถลาลงมาจากท้องฟ้าอย่างรวดเร็วโฉบเอางูตัวนั้นไปจิกกินเป็นอาหาร พระองค์จึงคิด สงสารว่า สังขารของสัตว์เหล่านั้นล้วนอยู่ไม่เที่ยง

เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงพิจารณาอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปแล้วได้ถามพระองค์เองว่า เมื่อมีสิ่งต่าง ๆ เป็น ดังนี้แล้ว ความงดงามทั้งหลายที่ปรากฎอยู่ มีความสกปรกแฝงอยู่ในเบื้องหลัง ของเราอย่างจริงแท้ ในที่สุดก็มีความรู้สึกว่า ความทุกข์อันใหญ่หลวงกำลังครอบคลุมคนและสัตว์ทั้งหลายอยู่ตลอดเวลา แม้นว่าพระองค์เอง จะกำลังมีความสำราญเบิกบานก็ดี เมื่อทรงรำพึงอยู่ดังนั้น ทั้งที่พระองค์เองก็อยู่ใน วัยคนองหนุ่มน้อย เจ้าชายสิทธัตถะก็ได้มีพระทัยดิ่งลงสู่ห้วงลึกแห่งความคิด จนกระทั่งหมดความรู้ สึกต่อสิ่งใด ๆ โดยสิ้นเชิงเพราะยังหาคำตอบไม่ได้

เมื่อพิธีไถนาสิ้นสุดลง พวกที่มีหน้าที่ทำการอารักขาเจ้าชายได้ระลึกถึงพระองค์ จึงรีบเที่ยวเสาะหา และได้พบพระองค์กำลังประทับนิ่งเงียบอย่างกับรูปหินสลักอยู่ใต้โคนต้นหว้า จึงได้พยายามปลุกให้ตื่น จากสมาธิ แล้วกราบทูลให้พระองค์ได้ทราบว่า พระราชาสั่งให้ตามเสด็จกลับเพราะเป็นเวลาสมควรที่จะ เสด็จกลับพระราชวังแล้ว ตลอดทางเสด็จกลับพระราชวัง ในพระทัยของพระองค์เต็มไปด้วยความ สงสารต่อสรรพสัตว์สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย

( เจ้าชายสิทธัตถะนั่งสมาธิเป็นเวลานาน จนตะวันจะคล้อยบ่าย เงาของต้นไม้ทุกต้นจะเลื่อนไปตาม ตะวัน แต่เงาของต้นหว้ากลับเที่ยงตรงดังเดิม พระเจ้าสุทโธทนะมีความอัศจรรย์ใจ จึงได้ถวายบังคม พระโอรส นี่เป็นเหตุครั้งที่สองที่พระองค์กระทำเช่นนี้ )

พระเจ้าศรีสุทโทธนะ ได้ทรงวุ่นวายพระทัยที่ได้รู้ว่า พระโอรสของพระองค์มีความคิดหมุนไปทางสมณ เพศเสียแล้ว พระองค์จึงหวั่นพระทัยว่าเจ้าชายสิทธัตถะจะละทิ้งบ้านเมืองไป และพระองค์เองจะไม่มี พระโอรสสืบราชบัลลังก์ของพระองค์ พระองค์จึงตั้งพระทัยที่จะทำทุกอย่าง เพื่อดึงดูดจิตใจให้พระโอรส ของพระองค์ให้หันกลับมาสนพระทัยในสิ่งที่เพลิดเพลินยินดีของชีวิต ภายในพระราชวังนั้น ในขั้นแรก ได้ทรงรับสั่งให้สร้างปราสาทอันงดงามขึ้นอีก ๓ หลัง รวมปราสาทของเจ้าชายสิทธัตถะทั้งหมดมีอยู่ ๔ หลังด้วยกัน แต่แล้วก็ยังไม่สามารถเอาชนะความตั้งใจของผู้ที่ยอมเสียสละความสุขของตน เพื่อทำให้ คนอื่นรู้ในความสุขที่แท้จริง ด้วยความเมตตาอยากให้คนอื่นพ้นจากทุกข์

ปราสาทหลังที่หนึ่งสร้างด้วยแก่นไม้อย่างดี ภายในจึงอบอุ่นสบาย ปราสาทหลังนี้ปูด้วยไม้มีกลิ่นหอม ( ไม้จันทน์ ) สำหรับเป็นที่ประทับของเจ้าชายในฤดูหนาว ปราสาทหลังที่สอง สร้างขึ้นด้วยหินอ่อน ขัดมัน มีความเย็นดี มีความสบาย เหมาะสมที่เจ้าชายจะประทับตลอดฤดูร้อน ปราสาทหลังที่สาม สร้างขึ้นด้วยดินเผาอย่างดี หลังคามุงด้วยกระเบื้องสีเขียว เพื่อกันฝนตกหนักในฤดูมรสุม ขณะที่เจ้าชาย เสด็จประทับอยู่ตลอดฤดูฝน เป็นปราสาทที่อยู่กับมเหสี รวมทั้งบริเวณปราสาทเหล่านั้น พระเจ้าศรีสุท โธทนะได้รับสั่งให้จัดเป็น สวนสุขารมย์ พร้อมทั้งสระอันมีน้ำถ่ายเทเข้าออกและปลูกดอกบัวทุกสีในสระ เพื่อให้เจ้าชายได้เสด็จออกดำเนินเที่ยวหรือขี่ม้าวิ่งไปได้ทุกทางที่พระองค์ประสงค์ แต่แล้วปราสาททั้ง ๔ หลังก็ไม่สามารถเอาชนะพระทัยของเจ้าชายสิทธัตถะได

ในที่สุดกาลเวลาได้ผ่านไป เจ้าชายสิทธัตถะเริ่มเข้าสู่วัยหนุ่ม แต่สิ่งอันน่าสนุกสนานต่างๆ ซึ่งพระราช บิดาจัดประทานให้ก็ยังเป็นสิ่งที่ไม่มีคุณค่าอันใด ที่จะมาหยุดความคิดอันลึกซึ้งของเจ้าชายได้เสีย พระราชาได้สังเกตความจริงในข้อนี้ พระองค์ได้ทรงเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ทรงจัดขึ้นเพื่อยึด เหนี่ยวจิตใจของเจ้าชายให้ติดอยู่ในความเพลิดเพลินนั้นเป็นสิ่งที่ล้มเหลวทั้งสิ้น ความดำริพิจารณา ของเจ้าชายว่าสิ่งที่พระบิดาประทานให้ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง

พระราชาจึงได้เรียกหมู่อำมาตย์ทั้งหลายให้เข้าเฝ้า และรับสั่งถามว่า ยังมีวิธีใดอีกที่พระองค์จะ สามารถทำเพื่อป้องกันไม่ให้พระโอรสสละบ้านเมืองไปเป็นนักบวช ตามคำพยากรณ์ของฤาษีสูงอายุ อำมาตย์ทั้งหลายได้กราบทูลว่าทางที่ดีที่สุดที่จะยึดเหนี่ยวจิตใจของเจ้าชายไม่ให้คิดไปในทางสละโลก นั้นคือการที่จัดให้เจ้าชายได้สมรสกับหญิงที่มีรูปโฉมงดงามที่สุดเสีย เมื่อเจ้าชายได้ทรงพัวพันอยู่กับ พระชายาก็จะไม่มีเวลาหวนคิดถึงถึงสิ่งอันใดจนกระทั่งถึงเวลาที่จะครองราชย์ตามความประสงค์ของ บิดา พระองค์จึงดำริคิดว่าหนทางคราวนี้จะได้ผล

พระราชาจึงเห็นดีด้วยในคำแนะนำของอำมาตย์เหล่านั้น จึงได้บัญชาให้บรรดาหญิงที่มีรูปร่างงาม ที่สุดทั้งหมดในประเทศของพระองค์มายังนครกบิลพัสดุ์ในวันที่กำหนดไว้ เพื่อให้เดินผ่านพระพักตร์ ของเจ้าชายสิทธัตถะและรับรางวัลอย่างใดอย่างหนึ่งโดยสมควรกับความงามของแต่ละคนจากพระหัตถ์ของเจ้าชาย และทรงให้อำมาตย์ผู้มีปัญญาของพระองค์จำนวนหนึ่งไปคอยเฝ้าดูอยู่ในพิธีดังกล่าว เพื่อที่ จะสังเกตดูว่าเจ้าชายสนพระทัยในหญิงงามคนใดมากที่สุด ถึงแม้ว่าพระราชบิดาจะหาทางใดๆ มาหยุด ความตั้งใจของเจ้าชาย แต่ก็ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงพระทัยของพระองค์ได้เลย

ในที่สุด กรุงกบิลพัสดุ์ก็ครึกครื้นอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้เป็นการประกวดหาหญิงงามมาเป็นพระชายาของ เจ้าชายสิทธัตถะ บรรดาหญิงงามเหล่านั้น เป็นหญิงงามที่สุดที่ได้คัดเลือกมาจากประเทศต่างๆเข้ามา ยังกรุงกบิลพัสดุ์ เพื่อเดินผ่านพระพักตร์ของเจ้าชายโดยเป็นลำดับทีละนาง เป็นขบวนแห่งความงามที่ น่าดูน่าชมที่สุด แต่ละนางต่างก็ได้รับพระราชทานรางวัลจากพระหัตถ์เจ้าชายสิทธัตถะ แต่หญิงสาว เหล่านั้น แทนที่จะรู้สึกร่าเริงยินดีในการที่ได้เดินผ่านหน้าพระพักตร์ และได้รับรางวัลจากเจ้าชาย แต่ละนางมีความกลัวจนสะทกสะท้าน จะกลับมีในร่าเริงก็ต่อเมื่อผ่านพ้นไปสู่หมู่เพื่อนของตนเป็นแบบ เดียวกันหมดในบรรดาหญิงทั้งหลายเหล่านั้น ตามความเห็นของเสนาบดีทั้งหลายที่ได้สังเกตเห็น

เป็นการถูกต้องแล้ว ที่ผู้หญิงเหล่านั้นจะรู้สึกหวาดกลัว เพราะว่าเจ้าชายสิทธัตถะไม่เหมือนบรรดาชาย หนุ่มอื่นๆ พระองค์ไม่ได้ตั้งพระทัยมองดูความงามของหญิงสาวเหล่านั้นเลย พระหัตถ์ของพระองค์ ได้ยื่นประทานรางวัลให้ก็จริง แต่พระทัยของพระองค์กำลังคิดถึงสิ่งอื่น ที่ใหญ่หลวงกว่าใบหน้าอัน ยิ้มแย้มและท่าทางรูปร่างอันเย้ายวนของผู้หญิงเหล่านั้น หญิงสาวบางคนจึงพูดกันว่าขณะที่พระองค์ กำลังนั่งประทับบนบัลลังก์เพื่อพระราชทานรางวัลอยู่นั้นรู้สึกเหมือนว่าพระองค์เหมือนเทวรูปองค์หนึ่ง มากกว่าที่จะเป็นเจ้าชาย เพราะพระทัยของพระองค์ไม่ได้มีความรู้สึกในการสัมพันธ์แม้แต่น้อยเลย พระองค์ทรงคิดถึงทุกข์ของสัตว์โลกเท่านั้น

หญิงสาวทั้งหลาย ได้พากันเดินผ่านไปเกือบจะถึงคนสุดท้ายอยู่แล้ว เจ้าชายก็ยังประทับไม่ไหวติงมี พระทัยเลื่อนลอยไปในทางอื่นอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าไม่ทรงสนพระทัยในความงดงามของบรรดาสาวงาม เหล่านั้นเลย แต่ขณะที่หญิงสาวที่ทุกคนคิดว่าเป็นคนสุดท้ายเข้ารับรางวัลและเดินผ่านไปแล้ว แต่มีสิ่ง ที่ทุกคนไม่คาดคิดก็คือ ยังมีสาวงามอีกนางหนึ่งได้เดินผ่านเข้ามาช้ากว่ากำหนดด้วยอาการค่อนข้างรีบ ร้อน เพราะบุพเพสันนิวาสชาติหลังที่สร้างบุญไว้ต่อกัน

คนที่เฝ้ามองอยู่ในที่นั้นได้มีอาการเบิกบานขึ้น หญิงสาวผู้ที่กำลังเดินมาถึงต่อหน้าพระพักตร์ แทนที่จะ ผ่านเจ้าชายไปอย่างหญิงสาวคนอื่นๆ กลับเหลียวมองพระพักตร์ของเจ้าชาย แล้วหยุดนั่ง ยิ้มแล้วทูล ถามว่า มีรางวัลอันใดเหลือสำหรับข้าพระบาทผู้มาทีหลังหรือไม่ เจ้าชายได้ทรงยิ้มตอบและตรัสว่า เราพระองค์เสียพระทัยที่รางวัลได้หมดไปแล้ว แต่น้องไม่ต้องเสียใจ จงรับเอาสิ่งนี้จากใจจริงของพระ องค์ไปเถิด พร้อมกับตรัสนั้น พระองค์ได้ทรงปลดพระสังวาลย์อันสวมอยู่ที่พระศอ มาพันอ้อมข้อพระ หัตถ์ของนางสาวคนสุดท้ายคนนั้น เจ้าหญิงยโสธราคนสุดท้ายนี้คือ นางพิมพา หรือ ยโสธรา อันเป็น บุพเพสันนิวาสมาแต่ชาติหลัง

อำมาตย์ทั้งหลายที่เฝ้าสังเกตการณ์ตามพระราชโองการของพระเจ้าศรีสุทโธทนะได้เห็นดังนั้นก็พากัน ปลื้มใจยินดีเป็นอย่างยิ่ง ครั้นสืบสาวจนได้รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นมีชื่อว่า เจ้าหญิงยโสธรา เป็นธิดาของ พระเจ้าสุปปพุทธะ ก็พากันรีบนำเรื่องมาเข้าเฝ้าต่อพระเจ้าศรีสุทโทธนะ กราบทูลให้ทรงทราบทุกๆ ประการ ในวันต่อมา พระเจ้าศรีสุทโธทนะได้จัดส่งอำมาตย์ผู้ใหญ่ไปเข้าเฝ้าพระเจ้าสุปปพุทธะ เพื่อ ทูลขอพระธิดาคือเจ้าหญิงยโสธรามาอภิเษกสมรสกับเจ้าชายสิทธัตถะ (พระเจ้าสุปปพุทธะ คือพระ ราชาแห่งนครเทวทหะ ซึ่งมีความเกี่ยวดองกับนครกบิลพัสดุ์มาตลอด)

มีธรรมเนียมอย่างหนึ่งของบรรดาเจ้าศากยะผู้ซึ่งมีเป็นเชื้อชาติที่มีความเข้มแข็งแห่งเชิงภูเขาหิมาลัยว่า เมื่อเจ้าชายหนุ่มองค์ใดประสงค์ที่จะเข้าพิธีอภิเษกสมรส ข้อแรกเขาจะต้องแสดงตนให้คนทั้งหลายเห็น ว่าเป็นผู้ฉลาดและเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เช่น การขี่ม้า การยิงธนู และการฟันดาบ เช่นเดียวกับ เจ้าชายหนุ่มองค์อื่นๆ เจ้าชายสิทธัตถะก็ต้องปฏิบัติเช่นเดียวกัน ตามธรรมเนียมประเพณีไม่แตกต่าง จากชายหนุ่มคนอื่นๆ ดังนั้นจึงมีการนัดประชุมชายหนุ่มผู้ฉลาดและเข้มแข็งแห่ง แคว้นศากยะทั้งหมด ที่สนามอันเป็นที่แข่งขันประลองฝีมือในนครกบิลพัสดุ์ในพิธีต่อสู้ แข่งขัน เพื่อเป็นการรักษาวัฒนธรรม ของชาติให้อยู่ต่อไป

ชายหนุ่มเหล่านั้น ล้วนแต่เป็นนักขี่ม้า นักฟันดาบ นักยิงธนูที่เก่งกล้าสามารถและเด็ดเดี่ยวด้วยกัน ทุกๆคน ต่างก็ได้แสดงการขี่ม้า การใช้ลูกศรและการฟันดาบตามความสามารถ ต่อหน้าที่ประชุมของ หมู่อำมาตย์และประชาชน เจ้าชายสิทธัตถะได้ขี่ม้าขาวชื่อ กัณฐกะ แสดงความสามารถในการขับขี่ แข่งขันกับเจ้าชายคนอื่นๆ จนเป็นที่ปรากฏว่า พระองค์เป็นผู้มีความสามารถยิ่งกว่าคนที่มีความ สามารถที่สุดในประเทศของพระองค์ในการยิงธนู พระองค์มีความสามารถยิงลูกศรไปได้ไกลกว่า คนหนุ่มนักยิงธนูที่เก่งที่สุดในประเทศ คือ เจ้าชายเทวทัต ซึ่งเป็นทายาทลูกพี่ลูกน้อง ของพระองค์ นั้นเอง

ในการแข่งขันฟันดาบก็ดี พระองค์ได้ฟันต้นไม้ต้นหนึ่งขาดออกจากกัน ด้วยการฟันเพียงครั้งเดียว และฝีมืออันปราณีตและฉับไว จนถึงกับว่าเมื่อดาบตัดไปแล้ว ต้นไม้ก็ยังคงยืนตั้งต้นอยู่ ทำให้ผู้ที่เฝ้าชม อยู่คิดว่าต้นไม้ยังไม่ได้ถูกตัด จนมีลมพัด ต้นไม้นั้นจึงค่อย ๆ ล้มลงสู่พื้นดิน ทำให้คนทั้งหลายเห็นว่า พระองค์เป็นผู้มีความชำนาญในการใช้ดาบมากที่สุด และพระองค์ก็ได้รับชัยชนะเลิศ โดยชนะเจ้าชาย นันทะ พระอนุชาต่างมารดาของพระองค์เอง ซึ่งเป็นผู้ที่ใคร ๆ ก็คาดกันว่าจะไม่มีใครในประเทศจะ สามารถเอาชนะในการฟันดาบได้ แต่ในนาทีสุดท้าย เจ้าชายสิทธัตถะก็สามารถเอาชนะได้

ในลำดับต่อไป เป็นการแข่งขันขี่ม้า โดยอาศัยม้ากัณฐกะสีขาวที่มีฝีเท้าอันว่องไว เจ้าชายสิทธัตถะ สามารถขี่ม้าวิ่งไปได้ไกล จนทิ้งผู้อื่นและคู่แข่งไว้ด้านหลังได้โดยง่าย นักแข่งขันพากันไม่พอใจ บางคน ก็พูดว่าการที่พระองค์ชนะได้ง่ายดายเช่นนี้ น่าจะเป็นเพราะม้ากัณฐกะต่างหาก หากเราได้ม้าที่มีฝีเท้าไว เหมือนม้ากัณฐกะมาขี่แล้ว เราก็ต้องชนะเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ดี ให้ลองเอาม้าโทนสีดำที่พยศที่สุด ไม่เคยมีใครๆขึ้นขี่หลังมาก่อน มาพิสูจน์กันว่าใครจะขึ้นขี่มันได้และนั่งบนหลังม้าได้นานกว่ากัน มีแต่ผู้ ที่มีความเมตตาสัตว์เท่านั้นที่จะเข้าใจได้

ดังนั้น บรรดาเจ้าชายทั้งหลายต่างก็พยายามกันเต็มที่และเต็มความสามารถของตน เปลี่ยนกันทีละคน เพื่อที่จะจับม้านั้นไว้แล้วกระโดดขึ้นนั่งบนหลังของมันให้ได้ ผลที่ปรากฏออกมา ทุกคนได้ถูกม้าคะนอง ดีดให้ตกลงจากหลังของมันลงสู่พื้นดิน จนกระทั่งมาถึงคราวของเจ้าชายอรชุน ซึ่งเป็นผู้เก่งกล้าและถือ ว่าเป็นนักขี่ม้าที่เก่งที่สุดในประเทศมาแล้ว เจ้าชายอรชุนใช้ความพยายามเพียงเล็กน้อยก็สามารถขี่ หลังมันได้ และตีหวดด้วยแส้เพื่อให้มันพาไปรอบสนาม ทำให้ทุกคนตกตะลึง แต่หารู้ไม่ว่าเจ้าชาย อรชุนก็อาจจะเป็นผู้หนึ่งที่จะรับชะตากรรมเหมือนกับเจ้าชายคนอื่น ๆ ก็เป็นได้

แต่ไม่นานต่อมา โดยที่ทุกคนไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าม้าตัวนั้นจะมีฤทธิ์เดชเพียงใด ม้าร้ายตัวนั้นได้แว้ง หัวของมันโดยเร็ว แล้วงับเอาขาของเจ้าชายอรชุนรวมทั้งสะบัดให้ตกลงมาจากหลังพร้อมกัน ไม่เพียง แต่เท่านั้น ยังจะเข้ามาทำร้ายอีกด้วย หากว่าไม่มีเจ้าพนักงานที่คอยเฝ้าระวังเหตุการณ์อยู่นั้น ช่วยกันดึง เชือกม้าไว้และแยกออกไป เจ้าชายอรชุนคงถูกม้าพยศทำร้ายจนถึงแก่ชีวิตเป็นแน่ เพราะเป็นความ ประมาทขาดสติ ไม่นึกถึงว่าม้าตัวนั้นจะยอมให้เจ้าชายอรชุน เพราะเจ้าชายอรชุนไม่ได้มีความเมตตา ต่อมันเลยถึงได้ใช้แส้ตี และบังคับมัน มีแต่ผู้ที่มีความเมตตาสัตว์เท่านั้นที่จะบังคับมันได้

ม้าดำตัวนั้นจะพยศร้ายปานใดก็ตาม นาทีสุดท้ายเจ้าชายสิทธัตถะก็ต้องได้ขี่ม้าพยศตัวนั้น ตามที่ได้ตก ลงกันไว้ ทุกคนพากันคิดว่าพระองค์จะต้องเสียชีวิตเป็นแน่ จึงร้องเรียกและห้ามมิให้เจ้าชายลงสู่สนาม อย่าไปเลยพระองค์ ม้าสีดำตัวนั้นจะทำร้ายพระองค์ แม้แต่เจ้าชายอรชุนผู้มีความเชี่ยวชาญทางการขี่ม้า มากที่สุดยังรอดตายไปอย่างหวุดหวิด แต่เจ้าชายสิทธัตถะได้สั่งพนักงานปล่อยม้าตัวนั้น ออกมาทาง สนามแล้ว ทรงดำเนินไปหาม้าตัวนั้นอย่างช้าๆ และเป็นไปอย่างปรกติ ทรงวางพระหัตถ์ข้างขวาลงบน คอม้าตัวนั้นและพระหัตถ์ข้างซ้ายลูบไล้ที่ตัวของมัน พร้อมทั้งกล่าวคำอ่อนหวานที่หูของมันสองสามคำ แล้วพระองค์ได้ทรงตบมันเบาๆลูบไล้ไปตามตัวของมัน แสดงถึงความมีเมตตาจิตต่อสัตว์ มันก็รู้ว่าควร จะทำอย่างไรต่อผู้มีเมตตาจิตมัน

ทุกคนพากันประหลาดใจ ในการที่ม้าร้ายตัวนั้น ยอมนิ่งไม่ไหวติงและยอมให้เจ้าชายขึ้น ประทับบนหลัง มันอีก จากนั้นพระองค์ก็ได้ใช้หัวเข่าบังคับให้มันเดินไปรอบๆ สนามให้ประชาชนได้ชมกันอย่างทั่วถึง เป็นประจักษ์ด้วยกันทุกคนในที่นั้นว่ามันยอมทำตามความประสงค์ของพระองค์ นับเป็นครั้งแรกที่มัน ยอมให้คนเข้าไปใกล้และบังคับมันได้โดยไม่กลัวมันทำร้าย เพราะไม่เคยมีใครให้ความเมตตากรุณากับ มันเลย มีแต่เจ้าชายสิทธัตถะองค์เดียวที่ให้ความเมตตากับมัน ซึ่งไม่มีผู้ใดกระทำกับมันมาก่อน ดังสุภาษิตที่ว่า ความดีเอาชนะความชั่ว ความเมตตาเอาชนะความโหดร้าย จิตผู้ประเสริฐย่อมเอาชนะ จิตโหดเหี้ยมทารุณของคนใจบาป

ในที่สุดทุกคนก็ยอมรับว่าเจ้าชายสิทธัตถะเป็นผู้ชนะ และเป็นนักฟันดาบ ยิงธนูและนักขี่ม้าที่เชี่ยวชาญ ที่สุดในประเทศ และอีกประการหนึ่งเป็นผู้สมควรที่สุดที่จะได้เป็นสวามีของเจ้าหญิงยโสธรา ผู้มีสิริโฉม งามเลิศอีกด้วย เป็นเหตุให้พระเจ้าศรีสุทโธทนะปลื้มพระทัย เพราะพระองค์คิดว่าเจ้าชายสิทธัตถะเป็น ผู้อ่อนแอ มีท่าทีไปทางนักบวชมากกว่านักปกครอง ทางฝ่ายพระเจ้าสุปปพุทธะ พระบิดาของเจ้าหญิง ยโสธราก็มีความยินดี ทรงยกพระธิดาของพระองค์ให้เป็นพระชายาของเจ้าชายสิทธัตถะ ผู้องอาจ สง่างามและเก่งกล้าในยุทธศิลป์ต่าง ๆ เหตุผลได้ประจักษ์ต่อหน้าปวงชนทั้งหลายว่าเจ้าชายสิทธัตถะ เป็นผู้ที่มีความสามารถในทุก ๆ ด้าน เช่น วาทศิลป์และยุทธศิลป์อย่างดีเลิศ

เจ้าชายสิทธัตถะได้สมรสกับเจ้าหญิงยโสธรา และขึ้นเสวยราชสมบัติ เมื่ออายุได้ ๑๘ ปี ในปีฉลู ท่ามกลางความปลื้มปิติยินดีของประชาราษฎร์ทั่วประเทศ และได้เสด็จพร้อมพระชายาไปประทับ ยังปราสาทที่สร้างขึ้นใหม่อย่างงดงาม สร้างขึ้นเพื่อให้เจ้าชายและพระชายา ซึ่งแวดล้อมไปด้วย ความเบิกบานตามประสาของวัยหนุ่มสาว บัดนี้ พระเจ้าศรีสุทโธทนะมีความพอพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ว่าพระโอรสของพระองค์จะไม่คิดถึงการสละราชบัลลังก์ ออกแสวงหาโมกขธรรมอีก แต่ความสุข ทั้งหลายของเจ้าชายสิทธัตถะก็ไม่ได้ถือเอาเป็นความสุขที่จีรังยั่งยืน

เพื่อไม่ให้ความนึกคิดโน้มไปในทางสละโลกออกบวชหรือมีแนวคิดอื่นนอกไปจากที่พระองค์เป็นอยู่ใน ระยะนั้น พระเจ้าสุทโธทนะจึงได้รับสั่งให้ ไม่ให้มีผู้หนึ่งผู้ใดในที่นั้น เอ่ยถึงสิ่งที่นำมาซึ่งความสลดใจ เช่น ความเจ็บ ความแก่ และความตายเป็นต้น แม้แต่คำเดียวเลย ทุก ๆ คนที่แวดล้อมพระองค์อยู่ จะต้องแสดงอาการเบิกบาน สดชื่นแจ่มใสตลอดเวลา ไม่ว่ากลางวัน กลางคืนและในยามที่เป็นเวลา ฟ้อนรำขับกล่อมจะต้องไม่แสดงถึงอาการเหน็ดเหนื่อยให้ปรากฏแก่เจ้าชายได้เห็น แต่หารู้ไม่ว่าพระทัย ของเจ้าชาย ไม่ได้มีความสุขอันแท้จริงได้รับตั้งแต่รู้จักความมานั้น เจ้าชายสิทธัตถะยังไม่ถือว่าเป็น ความสุขที่แท้จริง

นอกจากนั้น พระเจ้าศรีสุทโธทนะยังรับสั่งให้สร้างกำแพงสูงๆ ล้อมปราสาทและอุทยานของเจ้าชาย ในเขตปราสาทของเจ้าชายนั้น คนอื่นจักเยี่ยมเข้าไปไม่ได้เลย นอกจากคนหนุ่มสาวเท่านั้น ซึ่งมีใบหน้า แสดงถึงความสุขความเบิกบาน ความยิ้มแย้มแจ่มใสเท่านั้น หากบังเอิญมีผู้ใดผู้หนึ่งล้มเจ็บลงในขณะ นั้น ต้องรีบช่วยกันนำออกไปจากบริเวณโดยทันที และจะไม่ยอมให้กลับเข้ามาจนว่าอาการจะหายและ สมบูรณ์ดังเดิมและทรงบังคับอย่างเข้มงวดแก่ผู้เฝ้าประตูทั้งหลายว่า ไม่ยอมให้เจ้าชายเสด็จออกมา สมดังพุทธสุภาษิตท่านได้กล่าวไว้ว่า พระโพธิสัตว์ตรัสแล้วไม่ยอมคืนคำ

พระเจ้าศรีสุทโธทนะได้ทรงจัดสรรให้มีนางสนมคอยบำเรอแวดล้อมเพียงใดก็ตาม ใช่ว่าความสุข ต่างๆ นาๆ ประการก็ไม่สามารถที่จะเอาชนะความรู้สึก ความทุกข์ที่มีในพระทัยของพระองค์แม้แต่นิดเดียว เจ้าชายสิทธัตถะไม่ได้มีความสุขอย่างที่พระราชบิดาของพระองค์ปรารถนาเอาไว้ พระองค์ทรงประสงค์ อยากจะเห็นโลกภายนอก มากกว่าสิ่งที่มีอยู่ภายในกำแพงของพระองค์ ทั้งๆที่ความเป็นอยู่ภายใน พระราชวังนั้นก็เต็มไปด้วยความเบิกบานอย่างที่สุดแล้ว พระองค์ทรงปรารถนาที่จะเห็นชีวิตความเป็น อยู่ของ ไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ว่ามีความเป็นอยู่กันอย่างผาสุกหรือทุกข์ยากเพียงใด ฉะนั้น พระองค์จึงได้ กราบทูลต่อพระบิดาซ้ำอีกว่า พระองค์จะไม่มีความสุขใจ ถ้าหากไม่ได้ออกไปด้วยตัวของพระองค์เอง นี่ก็แสดงให้เห็นว่าในพระทัยของเจ้าชาย พระองค์เต็มไปด้วยความทรมาน อยากรู้ถึงความจริง

ในที่สุดพระเจ้าศรีสุทโธทนะก็ใจอ่อนทนต่อคำวิงวอนรบเร้าของพระโอรสในการที่จะออกไปดูสิ่งต่าง ๆ ภายนอกกำแพงพระราชวัง จึงได้รับสั่งให้แจ้งข่าวแก่ประชาราษฏร เพื่อให้รู้ว่าพระราชโอรสของ พระองค์จะเสด็จประพาสพระนครในวันที่กำหนดไว้ ให้ทุกบ้านเรือนทาสีใหม่เพื่อความงดงามสดใส เท่าที่จะทำได้ และทรงมีพระราชโองการเด็ดขาด ไม่ให้มีผู้ใดทำธุรกิจแม้แต่เพียงเล็กน้อยบนถนน หนทาง ตลอดถึงคนตาบอด คนเปลี้ยเป็นง่อย คนเจ็บไม่ว่าแบบใดก็ตาม คนแก่ คนเป็นโรคต่าง ๆ มิให้ออกมาบนถนนทุกสาย ในวันนั้น ต้องปิดประตูอยู่ในเรือนตลอดเวลาที่เจ้าชายเสด็จผ่าน

เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมแล้ว เจ้าชายสิทธัตถะได้เสด็จออกจากวัง ประทับบนราชรถอันงดงามของ พระองค์เสด็จประพาสไปตามท้องถนนหลวงสายต่าง ๆ ทอดพระเนตรเห็นประชาราษฎรซึ่งล้วนแล้วแต่ มีใบหน้าเบิกบานยิ้มแย้มแจ่มใสที่ได้เห็นเจ้าชายของพวกเขา เสด้จออกมาเยี่ยมเยียนไพร่ฟ้าประชา ราษฏร ทุกคนต่างเฝ้าคอยรับเสด็จกันอยู่โดยทั่วกัน ต่างก็ส่งเสียงร้องไชโยกันอย่างเนืองแน่น พร้อมทั้ง โรยดอกไม้รองพระบาทตามถนนหลวงที่ราชรถของพระองค์เสด็จผ่านไป

ขณะนั้น มีชายชราคนหนึ่งผมขาวเต็มหัว นุ่งแต่ผ้าขาดเดินโซเซไปมาออกมาจากบ้านหลังหนึ่งข้างถนน โดยไม่มีผู้ใดได้ทันสังเกตเห็นและห้ามปรามได้ทัน ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น และตาแฉะฝ้าฟาง ในปากไม่มีฟันหลงเหลืออยู่เลย ทั้งยังหลังค่อม ต้องใช้ไม้เท้าคอยพยุงไว้ไม่ให้ล้มลง และเดินไปตาม ถนนเที่ยวร้องขออาหารจากประชาชนด้วยความหิวโหย ถึงขนาดที่ว่าหากไม่ได้กินสิ่งใดสิ่งหนึ่งในวันนั้น คนแก่คนนี้จะต้องตายเป็นแน่ นี่คือสิ่งที่ประทับใจเจ้าชายอย่างยิ่ง เทวะทูตทั้งสี่มาปรากฏให้เจ้าชาย ได้เห็น ทั้งคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณเพศ

ทุกคนในที่นั้นมีความเกลียดชังคนแก่คนนั้นเป็นอย่างยิ่ง ในการที่ลักลอบออกมาบนถนนในวันที่เจ้าชาย เสด็จประพาสพระนคร และการทำเช่นนี้ พระราชาก็ได้มีพระราชโองการห้ามคนเหล่านั้นไว้อยู่แล้ว จึงได้พากันไล่จับผู้เฒ่าคนนั้นให้กลับเข้าไปยังที่ที่หลบซ่อนอยู่ ก่อนที่เจ้าชายจะทอดพระเนตรเห็น แต่การห้ามปรามไม่ได้เป็นไปอย่างทันท่วงที เจ้าชายสิทธัตถะได้ทอดพระเนตรเห็นคนแก่คนนั้นเสียแล้ว นี่คือสิ่งที่มาบันดาลใจเจ้าชายให้รู้ถึงความทุกข์ของสังขารมนุษย์ อันเป็นความไม่จีรัง

เจ้าชายสิทธัตถะได้ทอดพระเนตรเห็นคนชรา ทรงรู้สึกว่าเป็นการยากที่จะกล่าวได้ว่า เหมือนกับสัตว์ ชนิดใด ชนิดหนึ่ง พระองค์ได้รับสั่งถามนายฉันนะ มหาดเล็กคนสนิทว่า นั่นคือสัตว์ชนิดใด ฉันนะ นั่นใช่คนหรือไม่ ถ้าใช่คนทำไมถึงหลังโก่งงอเช่นนั้น เป็นอะไรถึงไม่ยืดหลังให้ตรงๆ เหมือนคนอื่น ทำไมถึงต้องสั่นเทิ้มเช่นนั้น ทำไมผมเขาถึงขาวอย่างประหลาดไม่เหมือนผมของเรา ตาของเขาเป็น อะไรไป ฟันของเขาอยู่ที่ไหน คนทุกคนเกิดมาก็ต้องเป็นเช่นนี้หมดทุกคนหรือไม่ บอกให้เรารู้เถิดฉันนะ สิ่งที่เราเห็นคืออะไร เกิดอะไรขึ้นฉันนะ นายฉันนะไม่สามารถปิดความจริงได้อีกต่อไป จึงต้องทูลไป ตามความจริง

นายฉันนะได้กราบทูลไปตามความเป็นจริงทุกอย่างว่า สิ่งที่พระองค์เห็นอยู่นั้นก็คือ คนแก่ชรา และการ ที่เขามีหลังค่อม ก็ไม่ใช่ว่าเขาเป็นมาแต่กำเนิดดอกพระองค์ เขาเกิดมาในโลกนี้เช่นเดียวกันกับคน ทั้งหลาย ในเบื้องต้นเขาก็เป็นคนหนุ่มที่แข็งแรง พร้อมทั้งมีร่างกายแข็งแรงดี มีผมสีดำ มีตาอันแจ่มใส ดี มีสติสัมปชัญญะดีทุกประการ แต่เมื่อเขามีชีวิตอยู่ในโลกเนิ่นนานเข้า เขาก็กลายเป็นคนเช่นนั้นละ! มันเป็นกฎของธรรมชาติที่ทุกคนไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ พระองค์ได้ตรัสถามต่อไปอีกว่า หมายความว่า นี่เป็นกฎของธรรมชาติอย่างนั้นหรือ เจ้ากล้ายืนยันว่าทุกคนที่อยู่ในโลกนี้ เนิ่นนานเข้าจะต้องเป็น เช่นนั้นหรือไม่ เราว่าเจ้าเป็นบ้าไปแล้ว ฉันนะเอ๋ย เราไม่เคยเห็นสิ่งนี้มาก่อนเลย และไม่เคยมีใครบอก ให้เรารู้มาก่อนเลยสังขารเกิดมาจากการปรุงแต่งย่อมเป็นไปตามสภาวะของธรรมชาติ

นายฉันนะทูลไปตามความจริงอีกว่า ทุก ๆ คนในโลกนี้เมื่อมีชีวิตเนิ่นนานเข้า จะต้องเป็นเหมือนคนๆนี้ ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ พระองค์ถามต่ออีกว่า ทุกๆคนเลยหรือ เราพระองค์ด้วยหรือ พระบิดาพระมารดา ของเราอีกด้วยหรือ พระชายาของเราอีกด้วยหรือ เราพระองค์ก็จะเป็นเช่นนั้นใช่หรือไม่ นายฉันนะทูล เพิ่มอีกว่า ทุกๆ คนในโลกนี้ เมื่อมีชีวิตนานเข้าแล้ว ก็จะต้องเป็นเหมือนกัน เพราะเป็นสิ่งที่ป้องกัน หลีกหนีเสียมิได้ นี่แหละ คือความชรา ธรรมชาติมีเกิดก็ต้องมีแก่ มีเจ็บก็ต้องมีตาย ไม่มีสิ่งใดที่จะมา หยุดยั้งมันได้

เจ้าชายสิทธัตถะรับสั่งให้นายฉันนะ นำขบวนกลับพระราชวังทันที พระองค์ไม่มีแก่ใจที่จะประพาส พระนครอีกต่อไป ทรงประสงค์อยากอยู่ลำพังเพียงองค์เดียว เพื่อคิดในปัญหาอันเนื่องจากได้เห็นสิ่งที่ น่าหวาดเสียวที่พระองค์ได้ประสบพบเห็นเป็นครั้งแรก บัดนี้ พระองค์ทรงเห็นว่า พระองค์ได้ชื่อว่าเป็น เจ้าชาย พร้อมทั้งเป็นทายาทแห่งราชวัง และทุกๆคนที่พระองค์ทรงรักใคร่ ในวันหนึ่งจะต้องหมดกำลัง และสูญสิ้นความเบิกบานแห่งชีวิตโดยประการทั้งปวง เพราะต้องเข้าสู่ความแก่ชราและทั้งไม่สามารถ จะปกปิดป้องกันได้ ไม่ยกเว้นว่าจะเป็นผู้ใดมาจากไหน ไม่ว่าคนมั่งมีหรือว่าคนยากจน ไม่ว่าจะเป็นพระ มหากษัตริย์ ก็จะต้องมีชะตากรรมเช่นดียวกันหมด หรือคนไร้วาสนาก็ต้องเป็นอย่างเดียวกันหมด จะต้องเป็นไปตามกฏแห่งกรรม พุทธบาลีตรัสว่า กัมมุนา วัตตตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไป ตามกรรม ของตน

ด้วยรัก/จากใจ..พลอยจ๋าคะ

Tags: audio, buddhism, story

Comment

Comment:

Tweet

Recommend