ตู้พระไตรปิฏกบ้านพี่พลอย

รวบรวมเรื่องพุทธประวัติ และนิทานชาดก

  สนใจเลือกรับฟังตอนอื่น  คลิ๊กที่นี้คะ

ขอเชิญทุกท่าน ฟังเสียงแห่งธรรม ออนไลน์ เรื่องพุทธประวัติ ด้วยกันนะคะ

พลอยจ๋า เปิด คอลัมม์ใหม่ใน "บ้านพี่พลอย" คะ โดยจะใช้ชื่อว่า "ตู้พระไตรปิฎก" จะเก็บบันทึก เสียงแห่งธรรม ทั้งหมดไว้ โดยรวบรวมเป็น พุทธประวัติ รวมถึงชาดกทั้งหมดด้วย แต่เนื่องจาก พระไตรปิฏก นั้น เป็นคำสั่งสอนทางพระพุทธศาสนา ซึ่งมีลักษณะเป็นนิทานสุภาษิต ฉะนั้นในพระไตรปิฎกจึงไม่มีการเล่าเรื่องใดๆ ทั้งสิ้น คงมีแต่คำสุภาษิตอย่างเดียว ดังนั้นคำโต้ตอบในเสียงแห่งธรรม ร่วมถึงในชาดกที่จะนำมาจัดลงไว้ใน "ตู้พระไตรปิฏก บ้านพี่พลอย" นี้ จะยึดถือเนื้อเรื่องตาม "อรรถกถา" เป็นหลัก(หนังสือที่แต่งขึ้นเพื่ออธิบายพระไตรปิฏกอีกทีน่ะคะ) ทั้งนี้เพื่อความเข้าใจง่าย และชวนติดตามน่ะคะ

พลอยจ๋าขอเชิญชวนทุกท่านที่มีเวลาว่างประมาณ 15 - 20 ลองเข้ามาเปิดฟัง พุทธประวัติ และชาดก ใน "ตู้พระไตรปิฏก" บ้านพี่พลอยกันนะคะ เพื่อความรู้ ความเข้าใจในพระพุทธศาสนาของเราโดยแจ่มแจ้ง อีกทั้งเป็นเกราะป้องกันให้ระลึกอยู๋เสมอว่าเราคือ ชาวพุทธ ควรที่จะรู้และเข้าใจถึงพระประวัติขององค์พระสัมมาสันพุทธเจ้าพอสังเขป และสามารถอธิบายแก่บุตรหลานได้อย่างถูกต้องนะคะ

ขอขอบพระคุณทุกท่านที่เห็นความสำคัญในการศึกษาฯ ในครั้งนี้นะคะ พลอยจ๋าขอร่วมอนุโมทนาบุญในกุศลที่จะเกิดแก่ผู้ที่มีจิตตั้งใจฟังพุทธประวัติคะ

พุทธประวัติ ตอนที่ 1 กำเนิดเจ้าชายสิทธัตถะ

เมื่อพระโพธิสัตว์ พระเวสสันดรได้ไปจุติในสวรรค์ชั้นดุสิต เป็นเทพบุตร ก่อนพุทธศักราช เทพบุตร ทุกชั้นฟ้าได้มาประชุมปรึกษาว่า ผู้ใดจะลงมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เทพทุกองค์ได้ลงความเห็นเป็น อันหนึ่งเดียวกันว่าพระโพธิสัตว์ อยู่ชั้นดุสิต จะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนั้นจึงได้ทูลเชิญ ให้ลงมาจุติ ตรัสรู้ เพื่อโปรดสัตว์โลกสมกับความมุ่งหวังที่พระองค์ได้บำเพ็ญมาในชาติปางหลังหลาย ๆ ชาติ พระองค์ไม่ได้หวังสิ่งใดสิ้น นอกจากหวังเอาสัมโพธิญาณเพื่อตรัสรู้เป็นพระสัมมา สัมพุทธเจ้า เท่านั้น จึงควรแล้วที่พระองค์จะเสด็จมาโปรดชาวโลกมนุษย์และสรรพสัตว์น้อยใหญ่ทั้งหลาย ให้ได้รับ แสงสว่าง เกิดปัญญา รู้จักทางออกจากทุกข์ของตนที่มีอยู่

วันที่พระองค์เสด็จจุตินั้น ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ วันเพ็ญเดือน ๘ ปีจอ หลังจากที่พระเจ้าสุทโธทนะ และ พระนางสิริมหามายาอภิเษกได้ไม่นาน ตอนที่พระโพธิสัตว์จุติจากสวรรค์ชั้นดุสิต พระนางสิริมหามายา กำลังบรรทม และทรงได้สุบินนิมิตว่า พระนางได้ไปอยู่ในป่าหิมพานต์และได้มีช้างเผือกตัวหนึ่งลงมา จากยอดเขาสูง แล้วเข้ามาหาพระนาง และเดินวนรอบพระแท่นที่บรรทม ได้มีการบรรยายไว้ว่า วันที่ พระโพธิสัตว์ได้เข้าสู่พระครรภ์นั้น มีเหตุการณ์มหัศจรรย์เกิดขึ้น เหมือนกับวันที่ประสูติ ตรัสรู้ วันปฐม เทศนา เพียงแตกต่างกันในรายละเอียดเท่านั้น เสียงที่สั่นสะเทือนไปทั่วโลกจักรวาลนั้นก็หมายความว่า คนตาบอดกลับเห็นแจ้ง คนหูหนวกกลับได้ยินเสียง ซึ่งหมายถึงพระมหาธิคุณ และพระมหาบารมี ของ พระพุทธเจ้าแห่งสัจจธรรม จะแผ่ไปทั่วโลกมนุษย์ คนตาบอด คนหูหนวกก็ดี คนที่มีกิเลสเมื่อได้สดับ รับฟังพระธรรมเทศนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะหายจากการเป็นคนหูหนวกตาบอด กลายเป็นคนมี ปัญญารอบรู้ ก็เนื่องจากพระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ส่องแสงให้เห็นทางออกจากทุกข์ได้

มีเมืองต่างๆ หลายเมืองด้วยกัน มีเมืองหนึ่งที่มีชื่อเสียง เมืองนี้เรียกว่ากรุงกบิลพัสดุ์ ซึ่งเป็นเมืองของ เจ้าชายสิทธัตถะที่กำเนิด เมืองกบิลพัสดุ์ได้สร้างขึ้น ที่ดงไม้สักกะ ใกล้หอที่อยู่ของฤาษีดาบสที่ชื่อ กบิลดาบส จึงได้ให้ขนานนามว่า เมืองกบิลพัสดุ์ กรุงกบิลพัสดุ์ได้มีกษัตริย์ปกครองมาหลายชั่วอายุคน ชาวเมืองได้เรียกกันว่า กษัตริย์วงศ์ศากยะ ซึ่งกษัตริย์ในสมัยนั้น คือ พระเจ้าสุทโธทนะ มีเมหสีชื่อ พระนางสิริมหามายา, พระเจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริมหามายา เป็นพุทธบิดา และพุทธมารดา ของ เจ้าชายสิทธัตถะ

ตอนที่เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จลงมาปฏิสนธิในครรภ์โภทร ( ท้องแม่ ) ในวันพฤหัสบดี วันเพ็ญเดือน ๘ เวลาใกล้จะแจ้ง พระนางมหาเทวีสิริมหามายาได้สุบิน(ฝันนิมิต)ว่า มีช้างเผือกตัวหนึ่งได้นำเอาดอกบัว มาจากภูเขาเงินภูเขาทองมาถวายแก่พระนาง หลังจากนั้นพระนางก็ทรงมีพระครรภ์ได้ ๑๐เดือน เวลาจะ ประสูติพระกุมาร พระนางจึงได้นึกในพระทัยว่าจะขอกลับไปสู่กรุงเทวทหะเพื่อประสูติ

พระเจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริมหามายาได้ทรงอภิเษกสมรส อยู่ร่วมกันมาเป็นเวลาช้านานด้วยความ ผาสุข พระนางทรงมีพระครรภ์ จวนเวลาจะประสูติจึงได้ทูลขออนุญาตพระสวามี เพื่อเสด็จไปประสูติที่ พระนครเทวทหะ อันเป็นนครที่กำเนิดของพระนาง พระเจ้าสุทโธทนะได้โปรดกรุณาแก่ พระนางเสด็จ ได้ด้วยความเต็มพระทัย ได้ทรงรับสั่งให้เตรียมขบวนเสด็จและเตรียมเสด็จต่อไป

ระหว่างกลางทาง ในเขตที่กรุงกบิลพัสดุ์ กับกรุงเทวทหะมีพรหมแดนต่อกันนั้น มีสวนป่าแห่งหนึ่ง เรียกกันว่า สวนลุมพินี เป็นสถานที่ที่ประชาชนแห่งนครทั้งสองได้พากันไปพักผ่อนในฤดูร้อน หาความ บันเทิงภายใต้ต้นสาละใหญ่ ๆ ซึ่งปกคลุมไปด้วยดอกไม้อันสวยงาม มีหมู่นกนาๆ ชนิดส่งเสียงร้องด้วย สำเนียงอันอ่อนหวาน ในสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ประสูติของพระกุมาร ผู้จะมาตรัสรู้เป็นพระสัมมา สัมพุทธเจ้า ในอนาคตต่อมา

เมื่อขบวนเสด็จของพระนางสิริมาหามายา ผ่านมาถึงสวนลุมพินีนั้น เป็นวันศุกร์ วันเพ็ญเดือน ๖ ในเดือน พฤษภาคม พระนางมีพระประสงค์จะพักผ่อนพระกายา อยู่ตามเงาต้นไม้อันร่มเย็น เป็นเวลา ใกล้จะเที่ยงวัน จึงรับสั่งให้ขบวนเสด็จหยุดพักผ่อน ในที่นั้น ในขณะที่พระนางกำลังเสด็จไปมาอย่าง เพลิดเพลินอยู่กับธรรมชาติอันงดงาม กับเสียงนกร้องอันไพเราะนั้นเอง พระนางได้ประสูติพระกุมาร ใต้ต้นไม้สาละ เจ้าชายสิทธัตถะประสูติวันเพ็ญเดือนหก ปีจอ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี เป็นเวลาใกล้จะ เที่ยง วันเจ้าชายประสูติเป็นวันมหัศจรรย์ โดยเป็นวาระร่วมกันสามอย่าง คือ ประสูติ ตรัสรู้และ ปรินิพ พาน ในมหามงคลดิถีนี้ มีบุคคลและสัตว์ พร้อมทั้งทรัพยากร พืชพันธุ์ธัญญาหาร รวมทั้งหมดมี ๗ อย่างด้วยกัน บังเกิดขึ้นพร้อมกัน ๑. พระนางพิมพา ๒.พระอานนท์ ๓. นายฉันนะ ๔. อำมาตย์การุทายิ ๕. ม้ากัณฐกะ ๖. ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ๗. ขุมทรัพย์ เกิดขึ้นพร้อมกัน

เมื่อพระนางสิริมหามายาประสูติพระโอรสที่สวนลุมพินี นางสนมที่ร่วมไปในขบวนเสด็จ ต่างก็พากัน วุ่นวายประคับประคองพระนางและพระโอรสในความดูแล และพยายามอย่างระมัดระวัง แล้วได้เชิญ พระนางเสด็จกลับสู่นครกบิลพัสดุ์ พระเจ้าสุทโธทนะทรงปลื้มพระทัยปิติอย่างยิ่ง ที่ได้ทอดพระเนตร พระโอรสในวันนั้น และได้ทรงจัดให้พระนางและพระโอรสได้รับความดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีพิเศษ

นอกเมืองกบิลพัสดุ์ เป็นที่อยู่ของฤาษีเป็นจำนวนมาก ในบรรดาฤาษีเหล่านี้ มีฤาษีสูงอายุรูปหนึ่ง มีชื่อว่า กาฬเทวิน อันเป็นที่เคารพอย่างสูงของพระเจ้าสุทโธทนะและชาวเมืองกบิลพัสดุ์ เมื่อฤาษีผู้เฒ่า องค์นี้ได้รู้ว่าพระเจ้าสุทโธทนะได้พระโอรสก็ได้มายังราชสำนักแห่งพระนครกบิลพัสดุ์ เพื่อเยี่ยมเยียน พระกุมาร เพราะพระฤาษีกาฬเทวินได้รับนิมิตจากเทวดาอารักษ์ จึงได้เข้าเฝ้า

เมื่อพระฤาษีกาฬเทวินเดินทางถึงพระราชวัง พระเจ้าสุทโธทนะมีความประสงค์อยากจะให้อำนวยพร แก่พระโอรสของพระองค์ จึงโปรดให้นำพระกุมาร เพื่อให้ทำความเคารพต่อพระฤาษี พระฤาษีได้สังเกตุ พระลักษณะของพระกุมาร ซึ่งทรงมีพระลักษณะเป็นผู้มีบุญอย่างสูงสุด มีความปลาบปลื้มปิติ ยิ้มแย้ม แจ่มใส แต่แล้วน้ำตาก็ค่อยๆไหลออกมาทีละน้อย จนกระทั่งได้ร้องไห้ขึ้น หน้าของพระฤาษีเต็มไปด้วย น้ำตาเพราะเสียใจ

พระเจ้าสุทโธนะจึงสงสัย และได้ตรัสถามถึงเหตุจากพระฤาษี เพราะเหตุใดจึ่งร้องไห้ พระฤาษีกาฬเทวิน ทูลว่า พระกุมารมีลักษณะของมหาบุรุษ แสดงว่าเป็นผู้มีบุญญาบารมีสูงสุดและจะได้ตรัสรู้เป็นพระบรม มหาศาสดาในวันหน้า ท่านร้องไห้เพราะเสียดายว่า ท่านแก่เฒ่าแล้ว จะไม่มีโอกาสได้เฝ้าพระกุมาร พระองค์เมื่อทรงเจริญวัยขึ้น จะตรัสรู้เป็นพระบรมศาสดาจารย์เอกของโลก แล้วพระฤาษีก็น้อมกาย ลงถวายบังคม พระเจ้าสุทโธทนะจึงได้แสดงความเคารพพระกุมารไปด้วย

พระกุมารได้มีพระชนม์ได้๗ วัน ก็มีการประชุมนักปราชญ์ในพระราชวังของพระราชา เพื่อทำพิธีขนาน นามให้แก่พระกุมาร ในที่ประชุมของนักปราชญ์ทั้งหลายเหล่านั้นได้เลือกขนานนามให้กับพระกุมารว่า เจ้าชายสิทธัตถะ ซึ่งแปลว่า ผู้มีความสำเร็จสมบูรณ์ทุกอย่างที่พระองค์ได้ตั้งใจหวังไว้ทุกประการ

นักปราชญ์ที่มาประชุมกันในวันขนานนาม ได้เห็นพระลักษณะของพระกุมารแล้ว ต่างพากันทำนายเป็น เสียงเดียวกันว่า พระกุมารหากว่าครองราชสมบัติจะได้เป็นพระเจ้ามหาจักรพรรดิ์ แต่หากออกบรรพชา ( บวช ) จะได้เป็นมหาศาสดาจารย์เอกของโลก แต่มีนักปราชญ์หนุ่มท่านหนึ่ง ชื่อท่านโกณฑัญญะได้ ยืนยัน อย่างมั่นใจว่า พระกุมารสิทธัตถะเมื่อทรงเจริญวัยแล้ว จะสละการครองฆราวาส สละทุกสิ่ง ทุกอย่างออกบรรพชา จะบรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของโลก

พระราชาทรงปลื้มปิติในพระทัยที่ประชาราษฎรและนักปราชญ์ในพระราชวังของพระองค์พากันหวังว่า พระกุมารจะเป็นพระเจ้ามหาจักรพรรดิเมื่อทรงเจริญวัย แต่พระองค์ยังไม่สบายใจในข้อที่ว่า พระกุมาร จะออกบรรพชาเป็นศาสดาจารย์ผู้สอนศาสนาของโลกไปเสียอีก เพราะพระองค์ประสงค์ให้พระโอรส ทรงอยู่อย่างชาวโลกผู้ครองเรือนและมีบุตรเพื่อจะได้รับราชสมบัติครอบครองอาณาจักรสืบต่อจากพระองค์ต่อไปอย่างรุ่งเรือง พระองค์มีความประสงค์อย่างนั้น

นับตั้งแต่ได้มีการชุมนุมขนานนามพระกุมาร พระนางสิริมหามายาผู้ทรงเป็นพระมารดาก็ได้ประชวร และต่อมาก็ได้สิ้นพระชนม์ คนทุกคนพากันเศร้าสลดใจในการสิ้นพระชนม์ของพระนาง ผู้ที่เศร้าโศก ที่สุดอย่างยิ่งก็คือ พระเจ้าสุทโธทนะ พระสวามีของพระนาง เพราะเหตุที่พระนางเป็นกุลสตรีที่ประเสริฐ สุด เป็นพระมเหสีเทวีที่มีคุณธรรมอันประเสริฐสูงสุดกว่าพระเทวีทั้งหลายอื่น ๆ

พระนางสิริมหามายาสิ้นพระชนม์แล้ว พระราชาจึงมอบกุมารสิทธัตถะ พระโอรสซึ่งกำพร้ามารดาของ พระองค์ ให้อยู่ในความดูแลของพระเทวีองค์หนึ่ง ชื่อว่า มหาปชาบดีโคตะมี พระนางเทวีองค์นี้เอา พระทัยใส่ทะนุถนอมเหมือนกับว่าเป็นพระโอรสของพระองค์เอง ด้วยเหตุนี้สิทธัตถะราชกุมารจึงไม่เคย เห็นพระพักตร์ที่แท้จริงของมารดาของพระองค์เลย

พระกุมารสิทธัตถะได้รับการทะนุถนอมเอาใจใส่จากพระอาจารย์ทั้งหลาย ผู้สั่งสอนวิชาให้กับพระกุมาร สิทธัตถะ เจ้าชายสิทธัทถะก็เริ่มเจริญวัยขึ้น มีสุขภาพอนามัยดี มีรูปร่างและลักษณะงดงามเป็นพิเศษ เป็นที่รักแก่ผู้ประสบพบเห็น จนกระทั่งมีพระชนมายุได้ ๘ พรรษา พระบิดาจึงได้ส่งออกไปเรียนวิชา ในสำนักสำคัญแห่งหนึ่งมีชื่อว่า วิศวามิตร

โดยอาศัยการแนะนำของครูอาจารย์ผู้ที่เชี่ยวชาญในวิชาต่างๆ หลายท่าน เจ้าชายสิทธัตถะก็ได้ศึกษา ความรู้ทุกอย่างในยุทธศิลป์ต่าง ๆเป็นอย่างดียิ่ง จนเป็นที่น่าอัศจรรย์ใจของคนทุกคนรวมทั้งครูอาจารย์ พระราชบิดาและพระมารดาเรื่องใดที่พระองค์จะต้องศึกษาเรื่องนั้นไม่ได้มีความยากลำบากแก่พระองค์ เลย ได้รับการถวายแนะนำในศิลปยุทธวิธีต่างๆ อย่างใด พระกุมารก็จำได้ทันที เป็นผู้มีปัญญาดีเลิศ ไม่ว่าวิชาใด ๆ พระองค์ก็เรียนรู้ได้จนหมด ไม่ว่าจะเป็นวาทศิลป ยุทธศิลป์การยิงธนู รัฐศาสตร์ พระองค์ก็มีความสามารถได้ทั้งหมด

แม้เจ้าชายจะเป็นผู้มีความเฉลียวฉลาดในการศึกษาถึงปานนั้น และทั้งยังเป็นองค์รัชทายาท ซึ่งจะได้ ครองราชสมบัติสืบต่อจากพระบิดาในอนาคตก็ตาม พระองค์ไม่ได้ละเลยที่จะแสดงความเคารพนบนอบ ในฐานะที่เป็นศิษย์ต่อครูอาจารย์ทั้งหลาย เพราะสำนึกอยู่ว่า โดยอาศัยบรรดาครูอาจารย์ทั้งหมดนี่เอง คนเราจึงได้สิ่งที่มีคุณค่าสูงสุด คือวิชาความรู้ เจ้าชายมีนิสัยสุภาพเรียบร้อย จึงประพฤติต่อคนทุกๆคน โดยเฉพาะครูอาจารย์เป็นพิเศษ ในภาพแสดงการเคารพนบนอบ และแสดงความสุภาพ อ่อนโยน อยู่เสมอ

ในทางออกกำลังกาย พระองค์ก็ทรงประกอบไปด้วยคุณสมบัติและมีคุณธรรมในทางจิตใจ และเพียบ พร้อมไปด้วยมารยาท นอกจากความเป็นสุภาพบุรุษแล้ว ทางกิริยาวาจา พระองค์ทรงเป็นผู้กล้าหาญ ไม่หวั่นไหว ในการแสดงฝีมือการกีฬาสำหรับผู้ชายในประเทศของพระองค์ด้วย ในฐานะที่ได้รับการ อบรมมาอย่างผู้มีกำเนิดในตระกูลดี วรรณะกษัตริย์ ที่เชี่ยวชาญทางนักรบ .พระองค์จึงเป็นนักขี่ม้าที่เก่ง และห้าวหาญ จึงเป็นนักขับรถม้าที่สามารถและเชี่ยวชาญมาตั้งแต่ยังเด็ก( แต่น้อย )เป็นอย่างดีเลิศ

ในกีฬาแข่งรถม้า พระองค์เคยแข่งชนะคู่แข่งที่ดีที่สุดในประเทศของพระองค์ ด้วยเหตุนั้น เมื่อถึงคราวที่ จะเอาจริงเอาจังในการที่จะชนะการแข่งขัน พระองค์ก็ยังทรงมีเมตตากรุณา ต่อม้าของพระองค์ที่เคย ช่วยให้พระองค์ได้ชัยชนะอยู่เสมอ โดยไม่ยินยอมให้พระองค์เป็นฝ่ายแพ้ แทนที่จะบังคับรถม้าให้แล่น เร็วเกินกว่ากำลังของมัน เพื่อเห็นแก่การเอาชนะเพียงอย่างเดียว พระองค์จึงได้บังคับม้าให้ชลอความ เร็วลงแล้วให้เป็นผลเสมอกัน ซึ่งแสดงถึงความมีเมตตาต่อสัตว์ของพระองค์ด้วย

เจ้าชายสิทธัตถะไม่ใช่จะมีความปราณี เอ็นดูแต่เพียงเฉพาะม้าของพระองค์เท่านั้น แม้แต่สัตว์อื่น ๆ ทุกชนิดก็ได้รับความเอื้อเฟื้อและความเมตตากรุณาเช่นเดียวกัน พระองค์เป็นพระโอรสของพระเจ้า แผ่นดิน ไม่เคยประสบความทุกข์ยากลำบากแต่อย่างใดเลยก็จริง แต่พระทัยของพระองค์ก็หยั่งถึงจิตใจ ของสัตว์นั้น ๆ ด้วยความเห็นใจสัตว์ทั้งหลาย ย่อมปรารถนาหาความสุข ชังความทุกข์เช่นเดียวกัน ทั้งหมด ไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์เดียรัจฉานก็เห็นตรงกัน เพราะก็มีชีวิตเหมือนกับมนุษย์เราทุกคน

แม้ว่าเจ้าชายจะยังเป็นเด็กที่มีพระชนมายุเพียงแปดพรรษาเท่านั้น แต่มีลักษณะที่แสดงว่าพระองค์ พยายามหลีกเลี่ยงทุกสิ่งทุกอย่างในทางที่จะทำให้เกิดความทุกข์แก่สรรพสัตว์ใหญ่น้อยทั้งหลายอันเป็น การเบียดเบียนให้เขาได้รับความทุกข์ ไม่ว่าทางตรง หรือทางอ้อม ในทางเจตนานั้น พระองค์พยายาม ไม่ให้เกิดขึ้น เพราะสัตว์ทุกตัวย่อมมีชีวิตเหมือนกัน เพราะเขาเหล่านั้นรวมอยู่ในชะตากรรม พระกุมาร สิทธัตถะและเจ้าชายเทวทัตอันเดียวกัน คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ในวันหนึ่ง เจ้าชายได้พบเด็กน้อยที่เป็น ข้าราชบริพารคนหนึ่ง กำลังจะตีงูด้วยท่อนไม้ พระองค์ก็รีบเข้าไปห้าม เป็นเหตุให้ เด็กน้อยนั้นทิ้งท่อน ไม้อย่างทันที เพราะรู้ได้ว่าการกระทำนั้นเป็นการเบียดเบียนให้ผู้อื่นได้รับความทุกข์ ไม่ว่าสัตว์หรือ มนุษย์ก็รักชีวิตของตนเช่นเดียวกัน

วันหนึ่งเจ้าชายสิททัตถะได้ออกไปเล่นอยู่ในอุทยาน ร่วมกับเด็กน้อยราชบริพาร ซึ่งเป็นเพื่อนเล่นของ พระองค์และบรรดาญาติพี่น้องรุ่นราวคราวเดียวกับพระองค์อีกหลายคน ในบรรดาญาติที่เสด็จไปร่วม สนุกสนานกันในวันนั้น มีเจ้าชายองค์หนึ่งชื่อว่า เจ้าชายเทวทัต ได้เสด็จไปร่วมด้วย เจ้าชายเทวทัตและ เจ้าชายสิทธัตถะเป็นญาติใกล้ชิด คือเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน หากแต่มีอัธยาศัยแตกต่างกันอย่างมากเป็น เพราะบุญบารมีที่สร้างไว้ไม่เหมือนกัน

เจ้าชายสิทธัตถะเป็นผู้มีอัธยาศัยสุภาพเรียบร้อยดี เต็มไปด้วยความเมตตากรุณา ไม่เคยดูถูกดูหมิ่น ใครเลย ทั้งเป็นฝ่ายที่คอยช่วยเหลือผู้ที่มีทุกข์เสมอ ส่วนเจ้าชายเทวทัตนั้นมีนิสัยเกเร อิจฉาริษยา และโหดเหี้ยม ชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิต และในวันนั้น ก็ได้นำเอาคันธนูและลูกศรไปด้วย และได้ยิงหงส์ ตัวหนึ่งซึ่งกำลังบินผ่านมาอยู่เหนือหัว ลูกศรที่ยิงไปได้ถูกปีกหัก ทำให้มันตกลงบนพื้นดินและมี บาดแผลใหญ่ เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ผู้มีความเมตตามีแต่ช่วยชีวิตผู้อื่นให้พ้นทุกข์ ส่วนผู้มีจิตใจ อิจฉาริษยา อยากทำให้คนอื่นมีแต่ความทุกข์

เจ้าชายสิทธัตถะได้วิ่งไปถึงหงส์ตัวนั้นก่อน และค่อยๆ อุ้มมันขึ้นอย่างระมัดระวัง พระองค์ได้ถอดลูกศร ออกจากปีกแล้วเอาใบไม้ที่มีฤทธิ์เย็นทุบให้นุ่มแล้วนำไปใส่บาดแผลเพื่อให้เลือดหยุดไหล แล้วประคอง ลูบไล้ไปมาอย่างเบาๆ เจ้าชายเทวทัตรู้สึกขัดเคืองพระทัยเป็นอย่างยิ่งในการที่พระองค์มาแย่งหงส์ของ เจ้าชายเทวทัตไป จึงได้เรียกร้องให้เจ้าชายสิทธัตถะเอาหงส์คืนให้แก่เจ้าชายเทวทัตในฐานะ ที่พระองค์ เป็นผู้ยิง แต่เจ้าชายสิทธัตถะไม่ยอมคืนให้ เรื่องนี้จึงยังไม่ยุติ

อย่างไรก็ตามเจ้าชายสิทธัตถะได้ปฏิเสธที่จะมอบนกเจ็บตัวนั้นให้ โดยตรัสตอบว่าถ้าหากนกตัวนี้ตาย มันถึงจะเป็นของผู้ยิง แต่เมื่อมันยังมีชีวิตอยู่เช่นนี้ มันจะต้องเป็นของผู้ที่พยายามช่วยชีวิตของมันไว้ ดังนั้น พระองค์จึงไม่ยอมมอบให้ เจ้าชายเทวทัตยืนยันว่านกต้องเป็นของพระองค์ ผู้ที่ยิงมันตกลงมา ด้วยมือของเขาเอง ในที่สุดเจ้าชายสิทธัตถะได้เสนอขึ้นว่า ข้อพิพาทกรณีนี้ควรที่จะต้องนำไปพิพากษา ตัดสินชี้ขาด ในศาลสูงสุดอันเป็นที่ประชุมของนักปราชญ์ทั้งประเทศ ฝ่ายเจ้าชายเทวทัตก็ยินยอมตาม ความเห็นของเจ้าชายสิทธัตถะ

ในวันนั้น ได้มีประชุมวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหงส์ตัวนั้นขึ้น และได้มีการถกเถียงกันในที่ประชุม บางท่าน มีความเห็นอย่างหนึ่ง และบางท่านก็มีความเห็นอีกอย่างหนึ่ง มีท่านหนึ่งกล่าวว่า หงส์ตัวนี้ควรจะเป็น ของเจ้าชายสิทธัตถะ เพราะท่านได้ช่วยชีวิตมันไว้ อีกท่านหนึ่งว่าหงส์ตัวนี้ ควรเป็นของเจ้าชายเทวทัต เพราะเจ้าชายเทวทัตเป็นผู้ยิงมันตกลงมาได้ เมื่อมีเหตุผลต่างๆกัน ดังนั้นการประชุมจึงยังไม่เป็นที่ สิ้นสุด จึงต้องได้พิจารณาต่อไป

ทุกคนในที่ประชุมได้ลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ ด้วยถ้อยคำที่มีเหตุผลและเที่ยงธรรมของ นักปราชญ์ หนุ่มท่านหนึ่งที่ให้ข้อคิดว่า ชีวิต แน่นอนว่าต้องเป็นของผู้ที่พยายามช่วยเหลือ ชีวิตต้องไม่ตกเป็น ของผู้ที่หวังจะทำลาย การตัดสินก็เป็นอันว่า เจ้าชายสิทธัตถะก็ได้รับเอาหงส์ตัวนั้นไป ซึ่งพระองค์ได้ ช่วยให้มันพ้นจากความตาย เจ้าชายสิทธัตถะได้เอาใจใส่หงส์ตัวนั้นอย่างดีที่สุด จนกระทั่งบาดแผลของ มันหายดีและได้ปล่อยมันไปสู่ความเป็นอิสระกลับคืนไปยังฝูงของมันที่สระน้ำกลางป่าลึก นับตั้งแต่ วันนั้นเป็นต้นมา เจ้าชายเทวทัตก็มีความอาฆาตบาดหมางผูกใจเจ็บ และจองเวรกับเจ้าชายสิทธัตถะ เรื่อยมา

ในประเทศอินเดีย สมัยโบราณ คนทุกคนรู้ดีว่าสิ่งที่มนุษย์เราพากันต้องการนั้น ย่อมสำเร็จมาจาก ผืนแผ่นดิน เพราะฉะนั้นผู้ซึ่งทำหน้าที่ไถหว่านแผ่นดินจนกระทั่งเกิดอาหารอันเป็นของจำเป็นสำหรับ มนุษย์ขึ้นมาได้นั้น นับว่าเป็นบุคคลที่ทำหน้าที่อันจำเป็นที่สุด และมีประโยชน์ที่สุดให้แก่ประเทศชาติ ของตนเอง ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดมีประเพณีประจำปีขึ้นในยุคนั้น ที่พระราชาจะต้องเสด็จสู่ท้องนาด้วย พระองค์เอง และพระองค์จะต้องจับคันไถด้วยพระหัตถ์ เพื่อเป็นตัวอย่างแก่ปวงประชาราษฎรของ พระองค์ พระองค์ทำหน้าที่อันนี้ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจหรือน่าละอายแต่ประการใด หากแต่ทำ เพื่อเป็นความผาสุกของประชาราษฎร คือความอุดมสมบูรณ์พูนสุขของประเทศของตน

ด้วยรัก/จากใจ..พลอยจ๋า

Tags: audio, buddhism, story

Comment

Comment:

Tweet

Recommend