ตู้พระไตรปิฏกบ้านพี่พลอย

รวบรวมเรื่องพุทธประวัติ และนิทานชาดก

  สนใจเลือกรับฟังตอนอื่น  คลิ๊กที่นี้คะ

เสียงแห่งธรรม พุทธประวัติ ตอนที่ 6

เผยแพร่พระธรรม โปรดปัจวัญคี

สนใจ ฟังเสียงแห่งธรรม พุทธประวัติ ตั้งแต่ตอนที่ 1 คลิ๊ก "ตู้พระไตรปิฎก"

หรือ คลิ๊กที่นี้http://bannpeeploy.exteen.com/20070717/entry-3 ได้เลยนะคะ

ครั้นเสวยวิมุติสุขและพักผ่อน ๗ อาทิตย์แล้ว พระองค์เสด็จกลับมาประทับที่ต้นไทร ชื่ออชปาลนิโครธ อีก ทรงพระดำริพิจารณาว่า ธรรมที่พระองค์ตรัสรู้เป็นของที่ลึกซึ้งมาก ยากที่มนุษย์จะรู้หรือเข้าใจได้ พระองค์จึงท้อพระทัยในอันที่จะประกาศสัจธรรม เหลือวิสัยที่จะอธิบายและเผยแผ่พระธรรมที่เรียกว่า อริยสัจธรรมทั้ง ๔ ให้ผู้อื่นรู้ด้วยได้ พระพุทธองค์ไม่แน่พระทัย ในการจะแสดงธรรมของพระองค์ พระองค์ก็คิดเวียนไปถึงเพื่อความมักน้อยสันโดษในการที่จะสอนผู้อื่น ในเมื่อพระพุทธองค์ดำริอย่างนั้น เทวบุตร เทวดา พระพรหมก็ร้อนรนกันไปหมด

ท้าวสหัมพรหมบดี จึงได้เสด็จลงมาจากพรหมโลก เพื่อจะเข้าเฝ้าและขอให้พระพุทธองค์ประกาศ สัจธรรมให้มวลมนุษย์โดยอ้างว่าพระองค์เป็นผู้รู้ เก่งกล้าสามารถในธรรม ถ้าจะอุปมาก็คือมหาบุรุษ ผู้ยืนอยู่ในที่สูงสามารถเห็นได้หมดทุกสิ่งทุกอย่างแจ่มแจ้ง สัตว์โลกดิ้นรนไปในทางเศร้าโศก ถ้าหากว่า พระองค์ไม่แสดงธรรมแล้ว สัตว์โลกเหล่านั้นก็จะขาดที่พึ่ง ฉะนั้นจึงขอนิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้าโปรด สัตว์โลกให้ได้รู้สัจธรรมด้วยเถิด เราจึงได้ถือเอาเป็นประเพณีว่าก่อนที่จะแสดงธรรม เรากล่าวว่า พรหมมา จ โลกาธิปตี สหัมปติ ซึ่งเป็นคำของท้าวสหัมพรหมบดีกล่าวอาราธนาธรรม

พระพุทธองค์จึงได้พิจารณาอินทรีย์ของสัตว์โลกอีกครั้งหนึ่ง จึงเห็นได้ว่าสัตว์โลกเปรียบเหมือนดอกบัว ๔ เหล่า ที่เกิดอยู่ในหนองน้ำ มี ๔ ประเภทด้วยกัน

  1. ประเภทบัวพ้นจากน้ำ แล้วรอที่จะบาน พอได้รับแสงอาทิตย์แล้วก็บานทันที
  2. ประเภทบัวขึ้นมาใกล้จะพ้นน้ำ รอวันต่อไป พอได้รับแสงอาทิตย์ก็จะบานทันที
  3. ประเภทบัวพ้นจากพื้นตมขึ้นมา อีกนานวันกว่าจะพ้นจากน้ำ รอเมื่อได้รับแสงอาทิตย์ก็จะบานในที่สุด
  4. ประเภทบัวที่ยังอยู่ลึกในตม ไม่มีโอกาสที่จะพ้นน้ำได้ จำต้องเป็นอาหารของเต่า กุ้ง ปลาต่อไป

 

  1. อุคฆติตัญญู คือพวกที่มีปัญญาดี และมีกิเลสน้อย สามารถเข้าใจธรรมได้ไว เพียงแต่ได้ยินหัวข้อ ธรรมมะที่ยกขึ้นก็เข้าใจได้ทันที
  2. วิปจิตัญญู คือพวกที่มีปัญญาปานกลางและมีกิเลสปานกลาง สามารถเข้าในธรรมมะได้ แต่ต้องการ คำอธิบาย คือต้องให้เวลาพอสมควร จึงเข้าใจได้
  3. เนยยะ คือพวกที่มีปัญญาน้อย มีกิเลสหนา สามารถเข้าใจธรรมมะได้ แต่ต้องใช้เวลาสอนซ้ำแล้ว ซ้ำอีก จึงสามารถเข้าใจได้
  4. ปทปรมะ คือ พวกที่ไร้ปัญญา ไม่สามารถรู้ธรรมมะได้ ต้องปล่อยไปตามกรรม คือประเภทธรรมส่อง ไปไม่ถึง
สัตว์โลกก็เหมือนกัน ถ้าจะจัดแบ่งออกเป็น ๔ จำพวกได้ เช่นเดียวกันคือ

เมื่อแบ่งสัตว์โลกออกเป็น ๔ จำพวกดังนี้แล้ว พระพุทธองค์ก็สามารถโปรดสัตว์ได้ถึง ๓ ส่วน อุปมาคน อยู่ในโลกมี ๑๐๐ ล้าน พวกที่จะศึกษาพระธรรมได้ ๗๕ ล้าน อีก ๒๕ ล้านถือว่าเป็น ประเภทปทปรมะ คือพวกนี้ไม่สามารถจะรู้พระธรรมของพระพุทธองค์ได้ จำต้องปล่อยไปตามกรรม พระพุทธองค์เห็นว่า น่าจะโปรดมวลมนุษย์ได้ ๓ ส่วน ๔ ดังนั้น พระองค์จึงได้ตัดสินพระทัยประกาศพระศาสนา จากนั้นพระ พุทธองค์ก็เริ่มนึกถึงบุคคลที่สมควรจะแสดงธรรมโปรดก่อน ซึ่งจะต้องเป็นประเภทดอกบัวพ้นน้ำ จึงนึก ถึงอาจารย์อาฬารดาบส และอุทกดาบส แต่ทรงทราบว่าอาจารย์ทั้งสองสิ้นชีพเสียแล้ว จึงตัดสินพระทัย ไปโปรดปัญจวัคคีย์ แล้วเสด็จไปป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ถึงที่นั่นในเวลาค่ำ ของวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๘เมื่อพระพุทธองค์เสด็จไปถึงแถบป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ( ปัจจุบันคือ สารนาถ ) ปัญจวัคคีย์ได้เหลียว เห็นพระพุทธองค์เสด็จมาแต่ไกล จึงบอกกล่าวแก่กันว่า ดูโน่นสิ พระสมณโคดมกำลังมุ่งหน้ามาที่นี่ พระสมณโคดมผู้มักมาก ผู้ซึ่งลดละความเพียร กลับไปสู่ความเป็นอยู่อย่างสะดวกสบาย พวกเราอย่าพา กันไปต้อนรับและเคารพท่านเลย อย่าออกไปรับบาตร รับจีวร แต่พวกเราควรเตรียมที่นั่งไว้ที่หนึ่ง สำหรับท่าน ถ้าท่านจะนั่งก็นั่ง ถ้าท่านจะยืนก็ยืน อย่าเชิญท่านเลย ไม่มีใครอยากจะต้อนรับคนที่ไม่มี จิตใจแน่วแน่เหมือนกับพระสมณโคดมผู้นี้ "

ขั้นต้น ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ แสดงอาการไม่เคารพเชื่อฟังพระศาสดา แต่เมื่อพระพุทธองค์ตรัสเตือน แล้วจึงตั้งใจฟัง ธรรมเทศนาที่พระศาสดาโปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ในปฐมเทศนานั้นมีชื่อว่า ธรรมจักกัปปวัตตนสูตร เป็นธรรมกัณฑ์แรก ซึ่งพระศาสดาแสดงในรุ่งเช้าของวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๘ ปีจอ พระศาสดาได้ตรัสเทศนาเป็นอริยสัจธรรมทั้ง ๔ ที่พระศาสดาตรัสรู้นั้นให้แก่ปัญจวัคคีย์

  1. อัตตกิลมถานุโยค คือโทษของการทรมานร่างกายของตนเอง
  2. กามสุขัลลิกานุโยค คือการหมกมุ่นอยู่ในกามสูตร การพัวพันหาความสุขอยู่ในกาม เสพกาม ถอนตัว ออกจากกามไม่ได้ เพราะเห็นว่าเป็นความสุขและไม่รู้โทษ ผู้ที่มีความปรารถนาอยากจะพ้นทุกข์จาก สังขาร หวังที่จะบรรลุถึงพระนิพพานนั้น ควรหลีกเว้นสองอย่างนี้ พระศาสดาเทศนากัณฑ์แรกสำเร็จ พระพุทธองค์ก็รู้ได้ทันทีว่า โกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม พระพุทธองค์จึงเปล่งเสียงอุทานว่า อัญญาสิ วตโภ โกณฑัญโญ ท่านผู้เจริญ โกณฑัญญะได้รู้แล้ว

นับเป็นความปลื้มปิติยินดีของพระองค์ ที่มีคนสามารถรู้ในพระธรรมอย่างรวดเร็วเช่นนั้น ดังนั้น โกณฑัญญะ จึงมีชื่อเพิ่มว่า อัญญาโกณฑัญญะ และท่านได้ขอบรรพชาอุปสมบทในวันนั้นเอง และอีก ๔ วันต่อมา ปัญจวัคคีย์ที่เหลือก็ได้อุปสมบททั้งหมด ในแรม ๕ ค่ำเดือน ๘ พระพุทธองค์จึงแสดง อนันตลักขณสูตรโปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ท่านได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ นับว่ามีพระอรหันต์เกิดขึ้น ในโลก มี ๕ รูป ธรรมที่พระองค์ได้แสดงในครั้งปฐมเทศนา คืออริยสัจธรรมทั้ง ๔ นั้นคือ ทุกขสัจจะ สมุทัยสัจจะ นิโรธสัจจะ และมรรคสัจจะ

ความดับทุกข์ของธรรมทั้ง ๔ นี้เรียกว่า อริยสัจธรรม และด้วยการตรัสรู้ธรรมทั้ง ๔ นี้พระพุทธองค์จึงได้ ชื่อว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แปลว่าผู้ตรัสรู้รู้แจ้งธรรมได้เอง โดยที่ไม่มีครูอาจารย์ใดสอนทั้งสิ้น พุทธ ปรัชญา อันเป็นบ่อเกิดแห่งความสงบภายใน เป็นความสันติสุขค้นพบด้วยจิตที่เป็นสมาธิ จิตที่สะอาด บริสุทธิ์และจิตผ่องใสรู้ได้ด้วยเจ้าชายสิทธัตถะ สภาพธรรมชาติรู้ได้ด้วยความเป็นจริง สังขารและ รูป นาม เป็นอิสระ และเที่ยงตรงตามความเป็นจริง พุทธศาสน์ของสังขารและรูปนามที่พระองค์ ได้ค้นพบ ในอริยสัจ ๔ คือ

๑.ทุกขสัจจะ ได้แก่ ความทุกข์อันเกิดมาจากจิตใจ เพราะทนต่อการกระทบของเหตุภายนอก แสดงออก มาให้เห็นทุกอย่างไม่มีความจีรังยังยืนแล้วแต่เหตุของมันจะพาเป็น ไม่มีสิ่งใดจะมาบังคับหยุดยั้งมันได้ เพราะเกิดมาจากต้นเหตุที่ปรุงแต่งขึ้นมา เมื่อมีเหตุเกิดขึ้นมาผลของการปรุงแต่งก็จะตามมาเหมือนกัน คือ การยึดมั่นถือมั่นว่าสิ่งนั้นเป็นของเรา เป็นของเขา ความทุกข์ตามมา มี ๘ ประการดังต่อไปนี้

๑.๑ มีความเศร้าหมองใจ
๑.๒ มีความน้อยใจ
๑.๓ มีความทรมานใจ
๑.๔ มีความคับแค้นใจ
๑.๕ มีความกลุ้มใจ
๑.๖ มีความเบื่อหน่าย
๑.๗ มีความห่วงใย อาลัยอาวรณ์
๑.๘ มีความเสียใจผิดใจ

 

อันนี้เรียกว่าทุกขะ ไม่มีความจีรังยั่งยืน ทุกสิ่งทุกอย่างมีแต่ความผันแปรไป จึงทำให้เป็นทุกข์และก็ ทุกข์ต่อไปไม่สิ้นสุด

๒.สมุทัยสัจจะ ทุกข์คือความทรมาน จิตใจคือไม่รู้ต้นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ได้แก่

๒.๑ โลภ คือความอยากได้
๒.๒ โทสะ ความโกรธเกิดขึ้นเพราะความไม่สมหวังในสิ่งที่ตนปรารถนา
๒.๓ โมหะ ความหลงใหลใฝ่ฝันในสิ่งที่ตนอยากได้นั้น เพราะด้วยฤทธิ์อำนาจของกิเลสพาให้อยาก ได้แก่ ความอยากในตัณหาราคะ มีความกำหนัดในรูป รส กลิ่น เสียง และกามารมณ์ต่าง ๆ
๓.นิโรธสัจจะ ความพ้นจากทุกข์ได้แก่ อริยสัจ อีกอย่างหนึ่งคือ กิเลสของจิตใจ ถ้าหากว่าเรากำจัด ความอยากลงได้ ความโกรธ ความโลภ ความหลง ดับหมดสิ้น ไม่เหลือหรอ ก็พ้นทุกข์ได้เหมือนกัน
๔.มรรคสัจจะ ความพ้นจากทุกข์ตามหลักปฏิบัติธรรมของทางพระพุทธศาสนา เรียกว่า อัฏฐังคิกมรรค ประกอบไปด้วยองค์ ๘ คือ
๑. สัมมาทิฏฐิ ความเห็นในทางที่ถูกต้อง ซึ่งประกอบไปด้วยองค์ ๔ คือ
๑.๑ เห็นทุกข์ รู้ทุกข์ คือทุกขะ
๑.๒ เห็นความดับทุกข์ คือ สมุทะ
๑.๓ เห็นความดับทุกข์ คือ นิโรธะ
๑.๔ เห็นความดับทุกข์ คือ มรรคะ

๒.สังมาสังกัปปะ ความดำริชอบ ประกอบไปด้วยองค์ ๓ คือ
๒.๑ ดำริคิดออกจากการจองเวร
๒.๒ ดำริออกจากการผูกพยาบาทต่อกัน
๒.๓ ดำริออกจากการเบียดเบียน จองล้างจองผลาญกันโดยไม่มีวันจบสิ้นลงได้

๓. สัมมาวาจา คือ เจรจาชอบตามธรรมนองคลองธรรม มีประกอบไปด้วย ๔ องค์คือ
๓.๑ ไม่พูดโกหกหรือมุสาวาทา
๓.๒ ไม่พูดส่อเสียดนินทา
๓.๓ ไม่พูดหยาบช้ากล้าแข็ง เป็นเหตุให้ผู้อื่นกระทบกระเทือนใจ
๓.๔ ไม่พูดความที่ไม่มีมูลความจริง คำพูดที่หาสาระประโยชน์ไม่ได้

๔. สัมมากัมมันตะ การงานชอบ ประกอบได้ด้วยองค์ ๓ คือ
๔.๑ ไม่ฆ่าสัตว์และสิ่งที่มีชีวิต แม้นกระทั่งชีวิตของคน
๔.๒ ไม่ลักเอาสิ่งของที่มีเจ้าของหวงแหน
๔.๓ ไม่ประพฤติผิดในกาม ศีลห้าข้อที่สาม

๕. สัมมาอาชีวะ การเลี้ยงชีพด้วยความชอบ มีประกอบไปด้วยองค์ ๓ คือ
๕.๑ ให้ละเว้นจากการเลี้ยงชีพในทางที่ผิด เช่น ค้าอาวุธ ค้ายาเสพติด อันเป็นอบายมุข ๔ ประการซึ่ง รวมถึง เหล้าและของมึนเมา ตลอดถึงการค้ามนุษย์ ขายให้เป็นข้าทาส และค้าโสเภณีอื่นๆ ต่อไป
๕.๒ ประกอบอาชีพที่ให้ประโยชน์แก่ตน และคนอื่นทั่วไป
๕.๓ ให้ประกอบอาชีพให้ถูกต้องตามธรรมนองคลองธรรมที่พระพุทธองค์ได้บัญญัติไว้ดีแล้ว

๖. สัมมาวายามะ เพียรพยายามในทางที่ชอบ มีประกอบไปด้วยองค์ ๔ คือ
๖.๑ พยายามไม่ให้บาปเกิดขึ้น
๖.๒ พยายามละบาปที่เกิดแล้วไม่ให้เกิดซ้ำ ทำซ้ำอีก
๖.๓ พยายามรักษาบุญที่มีแล้วไม่ให้เสื่อมสูญไป
๖.๔ พยายามทำบุญให้มีมากทวีขึ้นเรื่อยๆ

๗.สัมมาสติ การตั้งสติไว้ที่ชอบ ประกอบไปด้วยองค์ ๔ คือ
๗.๑ การตั้งสติพิจารณากาย
๗.๒ การตั้งสติพิจารณาเวทนา
๗.๓ การตั้งสติพิจารณาจิต
๗.๔ การตั้งสติพิจารณาธรรมให้เข้าถึงความเป็นจริง

๘.สัมมาสมาธิ การตั้งจิตไว้ที่ชอบ ไม่หวั่นไหว ประกอบด้วยองค์ ๔ คือ
๘.๑ ให้เจริญปฐมฌาณ
๘.๒ ให้เจริญทุติยฌาณ
๘.๓ ให้เจริญตติยฌาณ
๘.๔ ให้เจริญจตุตถฌาณ

มรรค ๘ ประการนี้ ท่านเรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา ให้ปฏิบัติตามทางสายกลาง คือไม่ตึงเกินไป ไม่หย่อนยานเกินไป ท่านได้จัดไว้ในศีล สมาธิ ปัญญา ดังนี้ คือ

๑. ศีล
๑.๑ ศีล ได้แก่ สัมมาวาจา
๑.๒ ศีล ได้แก่ สัมมากัมมันตะ
๑.๓ ศีล ได้แก่ สัมมาอาชีวะ
๒.สมาธิ
๒.๑ สมาธิ ได้แก่ สัมมาวายามะ
๒.๒ สมาธิ ได้แก่ สัมมาสติ
๒.๓ สมาธิ ได้แก่ สัมมาสมาธิ
๓. ปัญญา
๓.๑ ปัญญา ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ
๓.๒ ปัญญา ได้แก่ สัมมาสังกัปปะ

หลังจากได้โปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ และพวกเขาก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ จนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ทุกๆรูปนั้นนับว่าไว้มีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก ๕ รูป หลังจากนั้น พระพุทธองค์ได้เสด็จจำพรรษา พร้อมกับปัญจวัคคีย์ที่ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ซึ่งเป็นพรรษาแรกของพระองค์ ขณะที่พระองค์ประทับ อยู่ที่นั้น ได้มียสะกุลบุตรและสหาย ๔ คน ได้มาพบพระพุทธองค์และได้รับฟังพระธรรมเทศนาจาก พระพุทธองค์จนได้บรรลุดวงตาเห็นธรรม พระพุทธองค์ได้อุปสมบทด้วยพิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทาแก่ ยสะ และ สหายทุกคนได้ฟังธรรมแล้วได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ส่วนบิดามารดา และอดีตภรรยาของ พระยสะ ได้ประกาศตน เป็นอุบาสกอุบาสิกา ผู้ถือรัตนตรัยเป็นสรณะ นับว่าเป็นอุบาสกอุบาสิกา คนแรกที่ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ

ในขณะนั้นมีพระอรหันต์ในโลก ๑๐ รูป มีพุทธบริษัท ๓ คือ ภิกษุ อุบาสก และอุบาสิกา และในพรรษา นั้นเอง สหายอื่นๆ ของพระยสะ ๕๐ คนเป็นชาวชนบทได้ทราบข่าวว่าพระยสะบวชจึงมาขออุปสมบท ได้ฟังพระธรรมแล้วได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์กันทุกรูป ทำให้มีพระอรหันต์เกิดขึ้นในพรรษาที่ ๑ มีถึง ๖๐ รูป

หลังจากพระศาสดาอยู่จำพรรษ ๓ เดือนแล้ว พระพุทธองค์มีพระสงฆ์พร้อมที่จะออกไปประกาศ พรหมจรรย์ (ศาสนา) พระพุทธองค์ได้เรียกพระอรหันต์ทั้งหมดเข้าประชุม แล้วพระศาสดาตรัสสั่งว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายซึ่งเป็นผู้พ้นจากบ่วงทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์และของมนุษย์ ฉะนั้นท่านจงจาริกไป เพื่อประโยชน์เพื่อความสุขแก่คนทั้งหลาย เพื่อความสงสารต่อชาวโลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย แต่อย่าไปทางเดียวกันถึงสองรูป ภิกษุทั้งหลาย! พวกท่านจงแสดงธรรมให้งดงามในเบื้องต้น ในท่ามกลาง และในที่สุด จงประกาศ พรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถะและพยัญชนะให้บริสุทธิ์บริบูรณ์อย่างสิ้นเชิง สัตว์โลกที่มีธุลีในดวงตา (กิเลส)ก็มีอยู่ เขาจึงเสื่อมจากคุณประโยชน์อันใหญ่ที่ควรได้ ก็เพราะเขาไม่ได้ฟังธรรม ผู้รู้ทั่วถึง ธรรมะจักไม่มี เราพระองค์เองก็จะไปพระเมธีธรรมาพร (ประยูร ธมุมะ จิตโต) ยังตำบลอุรุเวลาเสนา นิคมเพื่อแสดงธรรม

พุทธภาษิตที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ครั้งแรก พวกเราก็เข้าใจว่าในจุดประสงค์ของพระพุทธองค์ อยากส่ง พระสงฆ์สาวกออกไปประกาศพระพุทธศาสนา เพื่อทำหน้าที่ ๓ อย่างดังนี้คือ

บาลี ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฏก ตรัสไว้ว่า จรถ ภิกขะ เวจาริกัง พหุชนะ สุขะยโล กานุกัมปายะ มีใจความ ว่า พหุทิตะยะ จงยังประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่คนส่วนใหญ่ ในหน้าที่ ท่านคือผู้เป็นพระสงฆ์ ท่านมีภารกิจจะต้องทำให้สำเร็จ นำเอาพระธรรมไปเผยแผ่ เรียกว่า เผยแผ่ธรรมะและการพัฒนาสังคม ฉะนั้น ก่อนที่ท่านจะศึกษาถึงวิธีการที่ท่านจะแสดงธรรม หรือท่านจะฝึกฝนตัวของท่านเองให้เป็น พระภิกษุที่สามารถเป็นนักเทศน์ได้ก็ตาม ธรรมสะกะสาก็ตาม อุปเภทกัสสินะกถา.ก็ตาม ท่านต้องรู้ถึง จุดประสงค์ความมุ่งหมายของการแผยแผ่พระธรรมของท่านว่าอยู่ที่ใด ท่านนึกถึงหลักธรรมที่ พระพุทธ เจ้า ได้ตรัสรู้ใหม่ๆ คิดในพระทัยว่าธรรมะที่พระองค์ตรัสรู้นั้นลึกซึ้งมาก สัตว์โลกทั้งหลายหนาไปด้วย กิเลสยากที่จะรู้ธรรมะได้ ดังนั้น พระพุทธองค์เห็นว่าการเผยแผ่และการแสดงธรรมของท่านต้องมุ่งถึง ประโยชน์ ให้เกิดขึ้นแก่คนส่วนใหญ่ ท่านจะไปเทศน์หรือไปอธิบายธรรมะ หรือไปปาฐกถาธรรมอยู่ที่ใด ก็ตาม ท่านต้องมุ่งเอาประโยชน์ต่อสังคมส่วนใหญ่ ในภาวะคนยากจนอดอยาก จะช่วยให้คนเหล่านั้นไป พระนิพพานจะสำเร็จไหม ท่านควรพิจารณาดูด้วยพระปรมัตถะประโยชน์เป็นไปตามสภาวะธรรม ตาม ความเป็นจริง ความยอมรับของคนทั่วไปโดยที่จะเกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่ อุปมาคือ วัวตัวหนึ่งมีเขา สองเขา ก็คือคนผู้ที่จะไปถึงพระนิพพานนั้นน้อยมีเท่ากับเขาวัว แต่คนผู้ไปไม่ถึงนิพพานมีจำนวน มากมายเท่ากับขนวัว วัวตัวหนึ่งมีขนมากเท่าใด ส่วนเขามีเพียงสองเขาเท่านั้น นิพพานอันเป็นพระ ปรมัตถ์มีจำนวนเท่ากับเขาวัว นั่นแสดงให้เห็นว่า คนจะเข้าถึงนิพพานมีน้อยที่สุด ท่านควรจะให้เขา เหล่านั้นได้รับประโยชน์หรือไม่ หรือท่านจะปล่อยละประโยชน์นี้ ท่านควรที่จะพิจารณาและสังวรณ์ว่า พระพุทธเจ้าพระองค์แสดงธรรม พระองค์เริ่มแสดง ปุพพิกถา ก่อนแล้วจึงมา สัคคะกถา จึงมาถึง กามาทิวาท แล้วสรุปลงสู่อริยสัจธรรมทั้ง ๔

อนุปุพพิกถา คือ เรื่อง ศีล ทาน ภาวนา คนธรรมดาแล้ว ถึงเรื่อง สัคคะกถา คือ สัมปารายิกถประโยชน์ จึงถึง กามาทิวาท ชี้ให้เห็นโทษของกาม แล้วเบื่อหน่ายในกาม รู้แล้วปฏิบัติให้เกิดมรรคผลนิพพาน สรุปลงในอริยสัจ ๔ อันสุดท้าย พระพุทธองค์แสดงธรรมอย่างมีความมุ่งหมาย ให้เกิดประโยชน์แก่คน ส่วนใหญ่ แต่เราไม่ได้คำนึงถึงข้อนี้ ฉะนั้นการแสดงธรรมของท่านจึงไม่ได้ผลเท่าที่ควร สังคมของ คนลาว มี ๓ ล้านกว่าๆ เป็นพุทธศาสนิกชนมี ๙๕ %(เก้าสิบห้าในร้อย) ปรากฏว่าประเทศลาวยัง ทุกข์ยาก ล้าหลังอนารยะอยู่เพราะอะไร คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแสนที่จะประเสริฐ แต่ทำไมคนใน ประเทศจึงล้าหลัง

ยากจนเพราะอะไร? ประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทนั้น มักจะยากจนล้าหลัง พวกเราเห็น ได้ในลาว ไทย เขมร เมียนม่า (พม่า) และศรีลังกา พวกเราเห็นได้ชัดเจนว่าทำไมถึงยากจน? ก็เพราะผล ความผิดพลาดของการเผยแผ่พระธรรม เพราะในสมัยหลัง เมื่อพระพุทธศาสนาประดิษฐานมั่นอยู่ใน แต่ละประเทศแล้ว หลักการที่เกิดกับพระสงฆ์ท่านอยู่อย่างสะดวกสบายกว่าสมัยก่อน สมัยก่อนท่าน ต้องนอนในป่า อยู่ใต้ต้นไม้ เวลานี้ท่านมีเสนาสนะ สะดวกสบาย มีศาลา กุฏิอยู่ และประชาชนก็นับถือ มาก ผลสุดท้ายพระสงฆ์ก็ตกอยู่ในฐานะมหาเศรษฐี เพียงแต่เป็นผู้ปฏิบัติพิธีกรรมให้ชาวบ้าน พระสงฆ์ มีแต่สวดมนต์ ฉันจังหัน ฉันเพล มีแต่ประกอบพิธีทำบุญต่างๆ ให้บุญคนตาย ทำพิธีขึ้นบ้านใหม่ เปิดกิจการต่างๆ เรื่องที่พระสงฆ์ให้ความสะดวกแก่ประชาชนเป็นพิธีกรรมทั้งนั้น ดูไปในแง่ว่าพระสงฆ์ ประกอบพิธีต่างๆ มีหน้าที่ประกอบพิธีอย่างเดียว หลังจากประชาชนทำให้ทุกอย่าง พระสงฆ์ก็เลยไม่ ต้องทำอะไร ซึ่งแตกต่างจากสมัยก่อน วัดพระสงฆ์ก็ต้องสร้างเอง พุทธบริษัทบริจาคทรัพย์และวัสดุให้ พระสงฆ์ต้องสร้างเอง พระสงฆ์สมัยก่อนท่านเก่งทุกอย่างการงาน และท่านยังออกเผยแผ่พระธรรม และท่านสอนให้คนถึงพร้อม ไม่ใช่ท่านพูดหรืออธิบายเพียงอย่างเดียว บอกวิธีปลูกสร้างบ้านเรือนและ กิจการต่าง ๆ ให้ด้วย เป็นการพัฒนาสังคม ไม่ใช่ท่านเทศน์อย่างเดียว ในสมัยนี้ พระสงฆ์ไม่ต้องทำ อะไร ก็เลยทำอะไรไม่เป็น มีหน้าที่ประกอบพิธีกรรมอย่างเดียว จึงทำประโยชน์ให้กับสังคมได้ไม่มาก ไม่กว้างขวางเหมือนกับสมัยก่อน มีบางแห่งพระสงฆ์ไม่ต้องทำอะไรเลย นั่ง ๆ นอน ๆ อยู่เฝ้าวัดไป วัน ๆ เท่านั้น

เรียนธรรมะมาก็จริง แต่ท่านไม่ได้เอาธรรมะมาใช้ เพราะเหตุนั้นธรรมจึงไม่เกิดประโยชน์ ธรรมดาเรา เรียนธรรมะมา ต้องเอามาปฏิบัติ แต่การที่จะเอาธรรมมาปฏิบัตินั้น เราจะใช้อย่างไร จึงจะได้รับผลให้ สังคม ถ้าเราทำเป็นตัวอย่าง ทำให้คนดู ทำให้คนศรัทธา ไม่ใช่สอนคนในทางที่ผิด คืออบายมุข เช่น การพนัน หรือเล่นไพ่ แทงเบี้ย ฉะนั้นการแผยแผ่ต้องดูที่ประโยชน์ท่ามกลาง ในฐานะระดับปัญญา และการเป็นอยู่ในปัจจุบันของสังคมแต่ละแห่งไม่เหมือนกัน ท่านต้องไปตามสภาวะ ปัจจุบันของสังคม ให้เขาได้ประโยชน์

ปฏิบัติธรรมแล้ว เขาจะได้รับประโยชน์อย่างไร ?
แล้วท่านก็เอาธรรมาธิษฐานมาเทศน์ ธิษฐธรรม ไม่ได้จำเพาะแต่ใน ทิฐธรรมมัถประโยชน์ ที่ท่านได้ ศึกษามาใน ๔ อย่าง ไม่ใช่มีแต่ อุปถานสัมปทา อารักขสัมปทา หรือ กัลยาณมิตา และ ทัสมาชีวิตตา เท่านั้น ธรรมะอื่น ๆ ธรรมที่เกื้อกูลต่อทิษฐธรรมก็ยังมีอีกหลายอย่างที่ท่านจะเอาไปปฏิบัติให้เกิด ความสงบสุข ท่านควรรู้ต่อระดับความรู้ในฐานะปัจจุบันเอามาแสดงให้ตรงกับประโยชน์ในปัจจุบัน ผู้ประพฤติธรรมปฏิบัติจึงได้รับผลจากการปฏิบัติธรรม ประโยชน์ปัจจุบันจะเกิดขึ้นสมบูรณ์ต้องชี้ให้ เห็นถึงความเสื่อม ที่เป็นต้นเหตุ ทำให้ยากจน คือ อบายมุข โทษของอบายมุข ถ้าไม่ละอบายมุขจะหา ความเจริญไม่ได้

หลังจากพระสาวกแยกย้ายกันไปประกาศพรหมจรรย์(พระศาสนา)แล้ว พระศาสดาก็เสด็จไปตามลำพัง ไปยังตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ในระหว่างทางทรงแสดงพระธรรมโปรดชายหนุ่ม ๓๐ คน ชื่อว่ากลุ่ม ภัททวัคคีย์ จนชายหนุ่มทั้งหมดบรรลุเป็นพระอรหันต์ พระพุทธองค์ประทานอุปสมบท แล้วส่งไป ประกาศพระศาสนา จากนั้นก็เสด็จต่อไปยังตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ใช้เวลา ๒ เดือนจึงปราบทิฏฐิของ หัวหน้าชฎิลชื่อ อุรุเวลกัสสปะ พร้อมทั้งบริวาร ๕๐๐ คน แล้วได้แสดงพระธรรมสั่งสอนชฎิลน้องชายอีก ๒ คน คือ นทีกัสสปะ ผู้มีบริวาร ๓๐๐ คน และ คยากัสสปะ ผู้มีบริวาร ๒๐๐ คน พระพุทธองค์จึง ประทานอุปสมบทแก่ชฎิลทั้งหมด ทรงพาภิกษุชฎิล ๑,๐๐๓ รูปไปที่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม แสดง อาทิตยปริยายสูตรโปรดจนทุกรูปสำเร็จเป็นพระอรหันต์

จากตำบลอุรุเวลาเสนานิคม พระพุทธองค์จึงพาพระอรหันต์ ๑๐๐๓ รูปไปกรุงราชคฤห์ นครหลวงแห่ง แคว้นมคธประทับอยู่ในดงตาล หรือลัฏฐิวัน พระเจ้าพิมพิสารทรงทราบข่าวจึงเสด็จพร้อม ด้วยข้าราช บริพารจำนวนมากไปเฝ้าพระศาสดา เนื่องจากประชาชนที่ไปเฝ้าส่วนใหญ่ เดิมนับถือลัทธิชฎิลมาก่อน พระพุทธองค์จึงรับสั่งให้พระอุรุเวลกัสสปะ แสดงความไม่เป็นแก่นสารของลัทธิชฎิล ให้ที่ประชุมทราบ แล้ว พระพุทธองค์จึงทรงแสดงอนุปุพพิกถา พระเจ้าพิมพิสารและข้าราชบริพารส่วนใหญ่ได้ดวงตา เห็นธรรม ส่วนข้าราชบริพารที่ไม่บรรลุธรรมวิเศษปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ

ในรุ่งอรุณของวันใหม่ พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ได้ไปฉันอาหารในพระราชวังตามคำอารธนา นิมนต์ของพระเจ้าพิมพิสาร ในวันนั้น พระเจ้าพิมพิสารทรงถวาย พระราชอุทยานเวฬุวัน (สวนไผ่) ให้เป็นที่อยู่อาศัยของพระสงฆ์ วัดเวฬุวันมหาวิหาร จึงเป็นวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา เหตุผลที่ พระเจ้าพิมพิสารได้ถวายวัดเวฬุวัน เนื่องว่าในสมัยที่พระเจ้าพิมพิสาร ครั้งยังเป็นขัตติยะราชกุมาร นอกจากพระองค์ทรงตั้งพระทัยปรารถนาให้ได้ราชาภิเษกครองราชย์แล้ว ยังตั้งพระทัยปรารถนาให้ได้ พบเพื่อจะฟังพระธรรมจากพระอริยบุคคล ซึ่งได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก่อนพระมหากษัตริย์ องค์อื่นๆ นอกจากนั้น พระพุทธเจ้ายังเคยได้รับปากกับพระเจ้าพิมพิสารสมัยที่พระองค์ออกบรรพชา ใหม่ๆ ว่าหลังจากตรัสรูแล้วจะกลับมาเทศนาพระธรรมแก่พระเจ้าพิมพิสารก่อนพระมหากษัตริย์ผู้อื่นๆ แล้วพระพุทธเจ้าก็กลับมาโปรดพระเจ้าพิมพิสารตามสัญญาที่ได้ให้ไว้ และได้โปรดพระเจ้าพิมพิสารก่อนพระมหากษัตริย์แห่งนครอื่นๆ ฉะนั้นพระเจ้าพิมพิสารจึงได้ถวายพระอุทยานเวฬุวัน ให้เป็นวัด แห่งแรก ในพระพุทธศาสนา พร้อมกันนั้นก็เพื่อเป็นเครื่องหมายให้ชาวโลกได้รู้ว่า จุดเริ่มต้นของพระ พุทธศาสนานั้นเริ่มต้นที่กรุงราชคฤห์ เมืองหลวงแห่งแคว้นมคธนั่นเอง ฉะนั้น ภาษามคธ จึงเป็นภาษา สำคัญที่ใช้กันในหมู่ชาวพุทธตลอดมาเท่าทุกวันนี้

วันหนึ่ง ขณะที่พระพุทธองค์ยังประทับอยู่ที่พระวิหารเวฬุวัน พระพุทธองค์ได้เสด็จออกจากพระวิหาร เพื่อไปบิณฑบาตในนครราชคฤห์ พระพุทธองค์ได้พบชายคนหนึ่งตามตัวเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเหมือน กับขึ้นมาจากน้ำ ยืนอยู่กลางถนน ทำการไหว้ทิศทั้ง ๔ ไหว้ท้องฟ้าและไหว้พื้นดินแทบเท้าของตน ในที่สุดก็ได้โรยเม็ดข้าวไปในทาง ๔ ทิศที่ตนกำลังนบไหว้อยู่ ผู้เป็นลูกต้องเป็นลูกที่กตัญญูกตเวที ยอมฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่และทำตาม เพื่อแสดงออกซึ่งกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่ของตนเอง

พระพุทธองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นชายคนนั้นกระทำพิธีแปลกประหลาดอยู่กลางทางสาธารณะจนเสร็จแล้ว พระองค์ได้ถามเขาว่า ทำไมจึงทำอย่างนั้น ชายหนุ่มคนนั้นทูลตอบว่า เขาทำตามคำสั่งของบิดา ซึ่งขอร้องเอาไว้ก่อนจะสิ้นชีพให้เขาทำเช่นนี้ ทุกๆเวลาเช้า เพื่อเป็นการป้องกันสิ่งชั่วร้ายทุกประการไม่ ให้มาสู่ตัวเขา จากทิศทั้ง ๔ จากเทวดาเบื้องบน จากปิศาจเบื้องล่าง เมื่อได้ฟังคำตอบดังนั้น พระพุทธ องค์ได้ตรัสไว้ว่า เป็นการถูกต้องอย่างยิ่งที่ท่านรักษาคำมั่นสัญญาอันได้ให้ไว้กับบิดา ขณะที่จะสิ้นชีพ อย่างซื่อสัตย์ แต่ที่ท่านทำมานั้น ยังไม่ถึงตามที่บิดาของท่านมุ่งหมาย แล้วพระองค์ก็ได้ตรัสอธิบายชาย คนนั้นต่อไป

ข้อที่บิดาของท่านสั่งให้ท่านทำการนบไหว้และโรยอาหารไปทางทิศตะวันออกนั้น หมายความว่า ท่าน จะต้องแสดงความเคารพสักการะต่อบุคคล ซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดชีวิตแก่ท่าน โดยเฉพาะบิดามารดานั่นเอง การนบไหว้ไปทางทิศใต้นั้น บิดาของท่าน หมายถึง การเคารพสักการะครูบาอาจารย์ ซึ่งสั่งสอนวิชา ความรู้ให้แก่ท่าน การนบไหว้ไปทางทิศตะวันตกนั้น หมายถึง การเคารพทะนุถนอมเลี้ยงดู ภรรยาและ ลูกของตน การนบไหว้ไปทางทิศเหนือ หมายถึง ความเคารพนับถือและสงเคราะห์วงศา คณาญาติและ มิตรสหาย การนบไหว้ไปยังเบื้องบน(ท้องฟ้า) หมายถึง การสักการะบูชาบุคคล ผู้มีคุณงามความดีอัน ประเสริฐ เช่น สมณะ และนักปราชญ์(พราหมณ์) เป็นต้น คนเราควรไหว้บิดามารดา ครูบาอาจารย์ ผู้อุปปัชฌา และผู้มีบุญคุณต่อเรา เราควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับการไหว้ลงไปเบื้องต่ำทางพื้นดินนั้น หมายความว่า การยอมรับนับถือสิทธิในการแสวงหา ความสุขและมีชีวิตของสัตว์โลกทุกประเภท แม้แต่สัตว์ที่ถือว่าเล็กและเลวที่สุดที่อาศัยอยู่ในแผ่นดิน บิดาของท่านมุ่งหมายอย่างนั้นจึงได้สั่งให้ท่านไหว้เช่นนี้ และเป็นการป้องกันอันตรายทุกอย่างอันจะมา ถึงตัวของท่านทุกทิศทาง นอกจากนั้น พระพุทธองค์ยังได้อธิบายให้ชายหนุ่มผู้มีชื่อว่า สิงคาล ผู้นั้น ให้เข้าใจโดยละเอียด ในสิ่งที่เขาจะต้องประพฤติต่อตนเองและต่อบุคคลอื่น เพื่อให้ทุกคนมีความสุข ความเจริญทั้งในปัจจุบันและอนาคต พระพุทธองค์ได้แนะนำให้สิงคาลเว้นจากการฆ่าสัตว์ ให้เว้นจาก การลักเล็กขโมยน้อย เว้นจากการล่วงเกินลูกเมียของคนอื่น ให้เว้นจากการโกหก และการดื่มสุรายาเมา ทุกชนิด อันจะนำมาแห่งความเสื่อม

ต่อจากนั้น พระพุทธองค์ได้ทรงแนะนำให้เขาทำงานด้วยความขยันหมั่นเพียร ในการแสวงหาทรัพย์ และให้รู้จักรักษาทรัพย์ซึ่งหามาได้แล้ว แต่ไม่ให้หวังกอบโกย หรือบริโภคใช้สอยทรัพย์นั้นในทางที่ผิด เพื่อประโยชน์แก่ตนและคนอื่นอีกด้วย ไม่ควรใช้ทรัพย์แบบสุรุ่ยสุร่ายไร้ประโยชน์ ทรงแนะนำให้ใช้ ทรัพย์จำนวนหนึ่งในสี่ เพื่อการเลี้ยงดูตนเองและครอบครัว หนึ่งในสี่เพื่อการขยายการงานอาชีพของ ตนให้กว้างขวางออกไป หนึ่งในสี่ในการช่วยเหลือคนที่กำลังต้องการความช่วยเหลือ หนึ่งในสี่เอาไปเผื่อ เป็นสำรองเมื่อคราวมีภัยพิบัติเกิดขึ้น จะได้ใช้สอยได้ทันกาล สิงคาลได้ตั้งใจฟังคำแนะนำของพระพุทธ องค์ด้วยความเคารพและได้กราบทูลขอเป็นสาวกของพระพุทธองค์ และยืนยันในการที่จะทำการใหว้ ทิศทั้งหมดตามแบบวิธีแนะนำของพระพุทธองค์ที่ได้โปรดให้ความกระจ่างแจ้ง แนวทางปฏิบัติดำเนิน ชีวิตให้ถูกต้องตามหลักพระธรรมคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าต่อไปอย่างครบถ้วนจนตลอดชีวิต

ขณะที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่พระวิหารเวฬุวันนั้น ในนครราชคฤห์ ยังมีกลุ่มลัทธิกลุ่มหนึ่งชื่อ ปริพาชก มีหัวหน้าชื่อ สญชัย ได้มีสาวกประมาณ ๒๐๐ คน ในบรรดาสาวกเหล่านั้นได้มีสาวกสองคนชื่อ อุปติสสะ และโกลิตะ ซึ่งเป็นสหายกัน ทั้งสองเป็นผู้มีสติปัญญาเป็นเลิศในหมู่สาวกทั้งหลาย พวกเขามีความมานะ ต้องการอยากเรียนสิ่งที่ประเสริฐอันเรียกว่า อมตะธรรม แต่อาจารย์ของพวกเขาไม่สามารถถ่ายทอด สิ่งดังกล่าวให้กับพวกเขาได้ ดังนั้นพวกเขาจึงคิดจะศึกษาค้นหาอมตะธรรม โดยตัวของพวกเขาเอง พวกเขาทั้งสองได้สัญญากันว่า ถ้าผู้ใดพบธรรมะอันประเสริฐก่อน จะบอกให้คนที่สองรู้ด้วย ธรรมอัน เป็นอมตะนั้นคือ หลักแห่งธรรมชาติ อยู่ในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น

ในวันหนึ่งเป็นเวลาเช้า อุปติสสะออกไปเดินเล่นตามท้องถนนได้ไปเห็นพระอัสสชิกำลังบิณฑบาตอยู่ อุปติสสะมีความสนใจต่อพระรูปนั้น เพราะมีลักษณะกิริยาสุภาพเรียบร้อย สงบเสงี่ยม งดงามทั้งการ เดิน และการยืน ตลอดถึงการบิณฑบาต มีความจับตาต้องใจของตนเป็นอย่างยิ่ง และเมื่อเดินเข้าไป ใกล้ยิ่งทำให้มีความเคารพและน่าเลื่อมใสยิ่งขึ้น เพราะใบหน้าของพระอัสสชิรูปนั้นบ่งบอกถึงความมี ความสุข พร้อมทั้งแสดงถึงการมีความสงบปราศจากการหวั่นไหวใด ๆ ทั้งสิ้น อุปติสสะคิดในใจว่า บรรพชิตรูปนี้ต้องเป็นบุคคลที่ได้บรรลุธรรมแล้ว จะต้องเป็นธรรมที่ตนเองกำลังออกแสวงหาอยู่เป็นแน่ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็นสาวกของผู้ที่ได้บรรลุธรรมแล้ว เราอยากรู้ว่า ท่านผู้นี้คือใคร หรือเป็น สาวกของใคร เราจะต้องติดตามหาความเป็นจริงให้ได้ นี่คือศรัทธาที่เกิดจากหลักแห่งความเป็นจริง

อย่างใดก็ตาม อุปติสสะยังไม่ได้เข้าไปสอบถามบรรพชิตรูปนั้น เพราะท่านกำลังบิณฑบาตอยู่ รอท่า ให้ท่านบิณฑบาตเสร็จแล้ว จึงค่อยสอบถามนั้นคงเป็นการดี ดังนั้นจึงเดินติดตามไปอย่างห่างๆ เมื่อบรรพชิตรูปนั้นได้อาหารบิณฑบาตเพียงพอแล้ว และกำลังเดินหน้าออกไปสู่ประตูเมืองเพื่อกลับไป พระวิหารเวฬุวัน อุปติสสะได้เข้าไปทำความเคารพ ทักทายพร้อมทั้งถามว่า ท่านผู้เจริญ อาการกิริยา ของท่านสงบเสงี่ยมยิ่งนัก ใบหน้าของท่านเปล่งปลั่งสดใสดี ข้าพเจ้าต้องการรู้จักกับท่านว่า ท่านอยู่ที่ใด ใครเป็นครูอาจารย์ของท่าน เป็นคำสอนของพระอาจารย์องค์ใด จึงสามารถทำให้ท่านสละบ้านเรือน และญาติมิตรมาอยู่ประพฤติพรหมจรรย์เช่นนี้ ท่านชื่ออะไรและอาจารย์ของท่านชื่ออะไร โปรดให้ความ กระจ่างแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด

บรรพชิตรูปนั้นได้ตอบอย่างยิ้มแย้มว่า ท่านผู้เจริญ, เราคืออัสสชิ และอาจารย์ของเราคือ พระมหา สมณโคดมแห่งกษัตริย์ศากยะผู้หนึ่ง ซึ่งได้สละเพศฆราวาสออกบวช ประพฤติพรหมจรรย์จนสำเร็จได้ ตรัสรู้เห็นธรรมอันประเสริฐ และอาตมาก็ได้สละบ้านเรือน ออกบวชเพื่อประพฤติตามสมณะรูปนั้น คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง และอาตมาได้ประพฤติปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า เพียงเท่านั้น อุปติสสะได้คิดอีกว่า บางทีเขาอาจได้รู้ถึงเรื่องอมตะธรรมจาก พระอัสสชิรูปนี้เป็นแน่ ซึ่งเขาและเพื่อนของเขา โกลิตะกำลังออกหาอยู่อย่างเป็นเวลานานแล้วจึงได้ถามขึ้นอย่างรีบร้อนว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ คำสั่งสอนที่ท่านกล่าวถึงนั้นเป็นอย่างไร อาจารย์ของท่านได้สอนเรื่องใด กรุณาบอก ให้ข้ารู้ด้วย ข้าพเจ้าอยากรู้ในเรื่องนั้นจริง ๆ

บรรพชิตรูปนั้นได้ตอบไปตามความเป็นจริงอย่างสุภาพว่า อาตมาก็มาบวชใหม่ เพิ่งศึกษาเป็นเวลา ไม่นาน นับแต่อาตมาเริ่มศึกษากับพระผู้มีพระภาคเจ้าและประพฤติพรหมจรรย์ ในพระธรรม พระวินัย ของพระพุทธองค์ ดังนั้นอาตมาจึงไม่รู้ในคำสอนอย่างมากมาย อาตมาไม่สามารถอธิบายให้แก่ท่าน โดยละเอียด ถ้าท่านต้องการรู้แบบสั้น ๆ แล้ว อาตมาก็จะบอกให้รู้จักสักสองสามบท อุปติสสะได้กล่าว ขึ้นด้วยความดีใจโดยไวว่า นั่นละคือสิ่งที่ข้าพเจ้าอยากรู้ โปรดบอกแต่ใจความสำคัญ ให้ข้าพเจ้าฟังเถิด พระอัสสชินั้นได้กล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นก็ดี แล้วท่านจงฟังเถิด สิ่งใดมีเหตุเป็นเครื่องบันดาลให้เกิดขึ้น พระตถาคตเจ้าได้ตรัสไว้ถึงเหตุแห่งความเป็นทุกข์ พร้อมทั้งการดับทุกข์ พระพุทธองค์ว่าปรกติกล่าว ไว้อย่างนี้เป็นหลัก "

ขณะที่อุปติสสะได้ยืนฟังข้อความดังกล่าวอยู่นั้น ความแจ่มแจ้งในพระธรรมก็ได้ปรากฎขึ้นแล้วในใจ ของเขาอย่างผ่องใสว่า ทุกสิ่งที่ได้เกิดขึ้นแล้วหรือกำลังจะเกิดขึ้นก็ตามจะต้องดับลงไป อย่างไม่มีทาง หลีกเลี่ยง สิ่งที่ไม่มีการเกิดขึ้นเท่านั้นที่จะต้องเป็นอิสระเหนือกฎที่ว่า จะต้องดับหรือต้องตาย อุปติสสะ ได้กล่าวกับพระอัสสชิว่า ถ้าข้อความเหล่านี้เป็นสิ่งที่ท่านได้เรียนมาจากอาจารย์ของท่านมาแล้ว ก็เป็นที่ แน่นอนว่าท่านได้บรรลุถึงสิ่งที่ไม่มีทุกข์ อยู่เหนือความตาย ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนแก่มนุษย์เรามาหลายยุค หลายสมัย เมื่อได้กล่าวดังนั้นแล้ว เขาก็ได้กล่าวความขอบใจแก่พระอัสสชิและได้ไต่ถามถึงที่พักของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าประทับอยู่ที่เวฬุวันวิหาร แล้วลาจากไปเพื่อบอกข่าวดีกับเพื่อนของเขา คือ โกลิตะ ว่าตนเองได้พบอมตะธรรมนั้นแล้วโดยไม่มีความกังขาใด ๆ ทั้งสิ้น

ด้วยรัก/จากใจ..พลอยจ๋าคะ

Tags: audio, buddhism, story

Comment

Comment:

Tweet

Recommend