เสียงแห่งธรรมพุทธประวัติ (7)
posted on 22 Jul 2007 21:40 by bannpeeploy in buddhism
ตู้พระไตรปิฏกบ้านพี่พลอย
รวบรวมเรื่องพุทธประวัติ และนิทานชาดก
สนใจเลือกรับฟังตอนอื่น คลิ๊กที่นี้คะ
พระพุทธเจ้าเสด็จโปรดพระประยูรญาติ
เสียงแห่งธรรม พุทธประวัติ ตอนที่ 7
พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว และเสด็จออกโปรดพระประยูรญาติ
บัดนี้ อุปติสสะมีใบหน้าอิ่มเอิบแจ่มใสเช่นเเดียวกับใบหน้าของพระอัสสชิบรรพชิต ผู้ที่เขาได้พบและ บอกอมตะธรรมแก่เขา เมื่อโกลิตะได้เห็นใบหน้าของอุปติสสะมีลักษณะเช่นนั้นและกำลังเดินใกล้เข้ามา ก็รู้ได้ทันทีว่ามีความเปลี่ยนแปลงอันใหญ่หลวงเกิดขึ้นกับเพื่อนของเขาเป็นแน่ จึงได้ถามอุปติสสะว่า อุปติสสะเป็นอะไรหน้าตาของเจ้าจึงแจ่มใสยิ่งนัก ท่านได้พบกับอมตะธรรมที่เราทั้งสองได้แสวงหา กันเป็นเวลานานนั้นแล้วหรือ อุปติสสะตอบโกลิตะด้วยความเบิกบานว่า ใช่แล้ว เราได้พบอมตะธรรม แล้ว โกลิตะถามอย่างรีบร้อนว่า เป็นอย่างไร อุปติสสะได้บอกกล่าาวเกี่ยวกับเขาได้พบกับบรรพชิต แปลกหน้าที่เขาได้พบ และได้กล่าวพระคาถาที่บรรพชิตรูปนั้นให้โกลิตะฟัง ธรรมย่อมเกิดขึ้นกับผู้มี ศรัทธา ความทุกข์จะหลุดพ้นก็ด้วยปัญญา
ในขณะนั้นเอง โกลิตะก็ได้ดวงตาเห็นธรรมและรู้ว่าอมตะธรรมได้เกิดอยู่ในโลกนี้ และมีมาก่อนพระ พุทธเจ้า แต่ไม่มีผู้รู้มาก่อน มีแต่พระพุทธเจ้าค้นหาพบและไม่ใช่ลักษณะที่เป็นรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสและความนึกคิดต่าง ๆ เพราะเหตุอันนั้น อมตะธรรมจึงไม่ใช่สิ่งที่จะสัมผัสด้วยรูป มีเสียง มีกลิ่น มีรส และมโนภาพได้เช่นกัน จึงเป็นสิ่งที่ไม่ดับไม่ตาย ในที่สุดอุปติสสะและโกลิตะพร้อมด้วยหมู่กลุ่ม ปริพาชก ก็ได้มุ่งหน้าไปสู่เวฬุวันวิหาร เพื่อเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า อุปติสสะและโกลิตะเคยได้ฟังธรรมจาก พระอัสสชิมาก่อนจนได้สำเร็จโสดาบัน พระพุทธองค์ได้ประทานอุปสมบทแก่กลุ่มปริพาชกเหล่านั้นและ แสดงพระธรรม โปรดอุปสมบทให้ทั้งหมด ยกเว้นพระอุปติสสะกับพระโกลิตะ พระโกลิตะสำเร็จเป็น พระอรหันต์เมื่อบวชได้ ๗ วัน ส่วนพระอุปติสสะใช้เวลา ๑๕ วันจึงสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ต่อมาพระ อุปติสสะได้ถูกยกย่องเป็นพระอัครสาวกเบื้องขวาได้นามใหม่ว่า พระสารีบุตร ส่งนพระโกลิตะได้นาม ใหม่ว่า พระโมคคัลลานะ ได้รับยกย่องเป็นอัครสาวกเบื้องซ้าย ส่วนพระคาถาที่พระอัสสชิบอกให้ชื่อว่า พระคาถาอัสสชิ จึงได้สืบต่อมาในทางพระพุทธศาสนาจนถึงทุกวันนี้
ในขณะที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่พระวิหารเวฬุวันนั้น ได้มีมหาสันนิบาตเกิดขึ้น คือ การประชุมสงฆ์ ใหญ่เกิดขึ้น ซึ่งเรียกว่า จาตุรงคสันนิบาต แปลว่า การประชุมประกอบด้วยองค์ ๔ ได้แสดงไว้ว่า องค์ ๔ คือ
- พระสาวก (พระสงฆ์) ได้มาประชุมกันในวันมาฆะปุณมี คือ วันเพ็ญเดือนมาฆะ หรือ เดือนสาม
- พระสาวก (พระสงฆ์) ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย
- พระสาวก(พระสงฆ์) เหล่านั้นเป็นพระอรหันต์ ผู้ได้อภิญญา ๖
- พระสาวก(พระสงฆ์)เหล่านั้นล้วนเป็นเอหิภิกขุ คือได้รับการอุปสมบทที่พระศาสดาประทานเอง
พร้อมกันเป็นองค์ ๔ ที่เรียกว่า จาตุรงคสันนิบาต ที่เป็นสิ่งอัศจรรย์ในพระพุทธศาสนา ที่เหตุทั้ง ๔ นั้นมีบรรจบกันในวันนั้น ด้วยเหตุนี้พุทธศาสนิกชนต่อมาภายหลังจึงได้ถือเอาวันเพ็ญเดือนสาม (มาฆะ) ของทุก ๆ ปีเป็นวันทำบุญ เพื่อระลึกถึงวันสำคัญดังกล่าว เพื่อเป็นการประกอบพิธีสักการะบูชา พระ สัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสาวกอรหันต์ ๑๒๕๐ องค์นั้นให้เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสศรัทธาในพระ พุทธศาสนา เรียกว่า บุญมาฆะบูชา ในโอกาสที่มีการประชุมใหญ่นี้ พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ซึ่งได้ประทานต่อที่ประชุม ซึ่งมีหัวข้อสำคัญและมีความหมายโดยย่อว่าดังนี้
- การไม่ทำบาปด้วยประการหนึ่ง
- การทำกุศลให้เกิดพร้อม และให้ถึงพร้อมประการหนึ่ง
- การทำจิตใจให้ผ่องใสบริสุทธิ์หนึ่ง
ทั้งสามประการนี้เป็น หัวใจของพระพุทธศาสนา ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นพุทธกิจสำคัญในพรรษาที่ ๑ ของพระพุทธเจ้า
หลังจากที่พระโมคคัลลานะและพระสารีบุตร บวชได้ไม่นาน พระพุทธเจ้าได้ทรงพบพระสงฆ์สาวก ในสมัยต่อมา บรรดาผู้นับถือศาสนาพุทธเห็นวันนี้เป็นวันสำคัญจึงได้กำหนดเอาวันนี้เป็นวันมาฆะบูชา ในการประชุมครั้งนี้ ได้มีพระอรหันต์ ๑๒๕๐ รูปที่ไม่ได้นัดหมายกันมาก่อน ซึ่งแต่ละรูปนั้นพระพุทธเจ้า ได้บวชให้หมดทุกองค์ ซึ่งการประชุมครั้งนี้ได้เรียกต่อๆ กันมาว่า จาตุรงคสันนิบาต พระอรหันต์เหล่านี้ ได้ออกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาตามหลักคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วต่างก็กลับมาเฝ้าองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมกันที่กรุงราชคฤห์ ในการประชุมครั้งนี้ พระพุทธเจ้าได้แสดงโอวาทปาติโมกข์ คือ หลักการสรุปของพระพุทธศาสนาว่ามีหลักคำสั่งสอนและหลักการปฏิบัติทั้งหมด ๓๒ ข้อ แปลว่า สอนให้รู้ละชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ สอนให้รู้ทางไปนิพพาน สอนให้รู้จักออกจากทุกข์ อันเป็นยอดแห่ง คำสั่งสอนของหลักพุทธศาสนา และให้พระสงฆ์รู้จักสำรวม และอยู่อย่างปฏิปทาพอประมาณ ไม่อวด อุตริมนุสธรรรม ไม่นินทาพระสงฆ์หรือคนอื่น ไม่เบียดเบียนตนเองและคนอื่น การปกครองสงฆ์ในสมัย พุทธกาลนั้น คือ ด้วยโอวาทปาติโมกข์ และในระยะต่อมาจึงได้บัญญัติวินัยให้ปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึง ทุกวันนี้
เมื่อพระเจ้าศรีสุทโธทนะ ได้รู้ข่าวว่าพระราชโอรสของพระองค์ประทับอยู่กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ และยังได้ตรัสรู้สัจธรรมสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกด้วย พระองค์จึงสั่งให้คนไปอาราธนา พระพุทธเจ้ากลับมาเยือนกรุงกบิลพัสดุ์ แต่ทุก ๆ คนที่พระองค์ส่งไปกลับกลายเป็นบุคคลที่ไปขอ อุปสมบทแทนที่จะไปอาราธนาพระพุทธองค์ เพราะทุกคนที่ไปเมื่อได้ฟังธรรมะเทศนาของพระพุทธ องค์แล้วเลยลืมคำสั่งของพระเจ้าศรีสุทโธทนะกันหมดสิ้น พระเจ้าศรีสุทโธทนะจึงได้สั่งให้อำมาตย์ หนุ่มคนหนึ่งชื่อว่า กาฬุทายิ ซึ่งเป็นเพื่อนเล่นแต่วัยเยาว์ของพระพุทธเจ้าไปอาราธนาพระพุทธองค์ ตามเรื่องมีอยู่ว่ากาฬุทายิเป็นผู้ฉลาด เขาได้ใช้ฝ้ายมวนอัดหูของตนเอง ในเวลาที่พระพุทธองค์แสดง ธรรม เพราะกาฬุทายิรู้ว่าทุก ๆ คนที่ฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้า ทุกคนจะลงเอยขออุปสมบท กันทั้งหมด ซึ่งรวมไปถึงอำมาตย์คนอื่น ๆ ที่ถูกส่งมาก่อน ดังนั้นเมื่อหลังจากที่พระพุทธองค์แสดงธรรมเสร็จแล้ว เขาจึงกราบทูลอาราธนาพระพุทธองค์ ให้เสด็จกลับเยือนกรุงกบิลพัสดุ์ เพื่อโปรด พระบิดา มารดา มเหสี ราชโอรสและวงศาคณาญาติทั้งหลาย พระพุทธองค์ไม่ได้ปฏิเสธคำอาราธนา ของพุทธบิดาแต่อย่างใดเลย ฉะนั้นในพรรษาที่ ๓-๔ พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่พระมหาวิหารเวฬุวัน พุทธกิจระยะนี้ก็คือ การเสด็จเยือนกรุงกบิลพัสดุ์ในพรรษาที่ ๓
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนำพระสาวก เสด็จถึงพระนครกบิลพัสดุ์ในเวลายามเย็นของวันหนึ่ง และได้ เสด็จประทับที่สวนนิโครธราม อันเป็นอุทยานนอกพระนคร ซึ่งพระเจ้าศรีสุทโธทนะได้สั่งให้จัดเตรียม ให้เป็นพระอารามที่ประทับของพระพุทธองค์ และพระสาวกทั้งหลายที่ติดตามเสด็จสู่พระนครกบิลพัสดุ์ ในครั้งนั้น วันต่อมาตอนเช้า พระพุทธองค์ได้เสด็จออกบิณฑบาตกับพระสาวกซึ่งเป็นกิจการปรกติของ พระองค์และพระสาวกทุก ๆ ตอนเช้า และได้เข้าบิณฑบาตตามถนนหนทางต่าง ๆ ภายในตัวเมืองพระ นครกบิลพัสดุ์ เพี่อโปรดประชาราษฎรทุกทั่วหน้า เมื่อเห็นเป็นเช่นนั้น ทหารรักษาพระนครจึงนำความ เข้ากราบทูล พระเจ้าศรีสุทโธทนะให้รู้ว่าพระองค์อุ้มบาตรเข้ามาภิกขาจารกับ ประชาราษฎร ภายใน ตัวเมือง จึงทำให้พระเจ้าศรีสุทโธทนะมีความพิโรธ ในการที่พระโอรสได้ลดเกียรติของตน ลงมาภิกขา จารประชาราษฎรซึ่งเป็นเพียงราษฎรของพระองค์เอง
พระเจ้าศรีสุทโธทนะรับสั่งให้รีบขับรถม้าไปยังถนน ซึ่งทหารแจ้งข่าวว่า พระพุทธองค์กำลังเที่ยวบิณฑ บาตอาหารจากประชาราษฎรอยู่ เมื่อไปถึงถนนสายนั้น พระเจ้าศรีสุทโธทนะก็ทอดพระเนตรเห็น พระพุทธเจ้ากำลังดำเนินนำพระสาวกเที่ยวบิณฑบาตโปรดประชาราษฎรอยู่ และมีบาตรที่เต็มไปด้วย อาหารอยู่ในอ้อมพระหัตถ์กำลังมุ่งหน้ามาตามทางที่ตรงไปยังพระราชวัง มีประชาราษฎรห้อมล้อมถวาย ความเคารพอยู่โดยรอบ แต่ความพิโรธ น้อยพระทัย ในข้อที่พระโอรสของพระองค์เสด็จภิกขาจาร ใน ถิ่นแคว้นอันใดๆ ก็เป็นของพระองค์ ซึ่งพระองค์จะเอาทุกสิ่งได้ทุกเวลาโดยไม่ต้องมีการขออนุญาตใดๆ ทั้งสิ้น ฉะนั้นจึงทำให้พระเจ้าศรีสุทโธทนะมีความพิโรธเป็นอย่างยิ่ง แต่พระพุทธองค์ถือว่านั้นเป็นแนว ทางที่ถูกต้องของผู้ที่ได้หลุดพ้นจากทุกข์ได้แล้ว
พระองค์ได้เสด็จเข้าใกล้พระพุทธองค์แล้วกล่าวด้วยสำเนียงอันขุ่นเคืองด้วยความน้อยพระทัยว่า ลูกเอย ! นี่ไม่ใช่ข่าวดีที่พ่อได้รับ เพื่อต้องการทำอย่างนี้เท่านั้นหรือ ที่ลูกละทิ้งบ้านเมืองไป เจ้าเป็นพระโอรส ของพระราชาผู้ครองนคร พร้อมทั้งเป็นรัชทายาทแห่งราชบัลลังก์ใช่ไหม โอ ! ลูกเอย ในวันนี้ลูกได้ สร้างความเสื่อมเสียแก่พ่อ และราชวงศ์ของพวกเราหาอันใดเปรียบไม่ได้ และไม่เคยมีครั้งใดที่วงศ์ ตระกูลของเราเคยกระทำอย่างนี้มา เคยมีครั้งใดที่พวกเราเคยเที่ยวขออาหาร อย่างภิกขาจารเช่นนี้ แต่ในพระทัยของพระพุทธองค์เข้าใจดีว่า การกระทำของพระองค์นั้นเป็นการถูกต้อง และสมควร อย่างยิ่งแล้ว เพราะเหตุเป็นมาของพระโพธิสัตว์ผู้ตรัสรู้แล้ว ย่อมมีแต่ความเมตตาและโปรดเวไนยสัตว์ ให้พ้นทุกข์เท่านั้น
พระพุทธองค์ได้ตรัสตอบพระพุทธบิดาซึ่งกำลังพิโรธเพราะเข้าใจผิดว่า ดูก่อนมหาราช นี้เป็นการกระทำ ที่ถูกต้องของอาตมาที่ได้เคยปฏิบัติกันมาแล้วอย่างแท้จริง พระเจ้าศรีสุทโธทนะได้รับสั่งขึ้นว่า เท่าที่ ประชาราษฎรเขาจำได้นั้น วงศ์ตระกูลของพวกเราเป็นพระราชากันหมดทุกองค์ และไม่มีกษัตริย์องค์ใด ที่เคยทำสิ่งที่อัปยศเช่นนี้ พระพุทธองค์ได้ทรงตอบว่า ดูก่อน ท่านมหาราช ข้อนั้นก็เป็นความจริง แต่ในที่นี้ อาตมาไม่ได้หมายถึง การสืบราชบัลลังก์อย่างชาวโลกกระทำกัน แต่อาตมาหมายถึง พระ สัมมาสัมพุทธเจ้าผู้อื่น ๆ ในสมัยก่อน ๆ ได้กระทำกันมาแล้ว
บัดนี้ อาตมานับเป็นผู้หนึ่งที่ถูกจัดเข้าวงศ์ตระกูลของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ที่ก้าวล่วงมาแล้ว อาตมาหมายถึงพระพุทธเจ้าเหล่านั้นเอง ฉะนั้น อาตมาว่า อาตมาได้ทำถูกต้องตามวงศ์ตระกูล ของ อาตมาแล้ว ซึ่งได้เคยกระทำอย่างนี้มาทั้งนั้น และการบิณฑบาตเพื่อโปรดประชาชนนี้เท่านั้นที่ถูกต้อง และเหมาะสมแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย อาตมาจึงได้กระทำอย่างเดียวกัน เมื่อได้ตรัสอย่างนั้นแล้ว พระพุทธองค์ก็ทรงแสดงถึงหลักธรรมบางประการ เพื่อให้พุทธบิดาได้เข้าใจถึงสัจธรรม จึงทำให้ พระเจ้าศรีสุทโธทนะเข้าใจและคลายความพิโรธหมดสิ้นไป และได้รับเอาบาตรจากพระหัตถ์ของพระ พุทธเจ้า แล้วกล่าวคำอาราธนานิมนต์ พระพุทธเจ้าเสด็จไปบิณฑบาตในพระราชวังหลวง พร้อมทั้งพระ สาวกด้วย และพระพุทธองค์ก็ได้รับคำอาราธนาของพระบิดาเข้าไปบิณฑบาตในวังหลวง
เมื่อพระองค์เสด็จไปถึงพระราชวังหลวงแล้วและได้เสวยภัตตาหาร (ฉันข้าวเช้า) ที่พุทธบิดาได้รับสั่งให้ จัดถวายใส่บาตรของพระพุทธองค์พร้อมทั้งสาวกที่ติดตามไปอย่างเรียบร้อยแล้ว จากนั้น พระพุทธองค์ ก็ได้แสดงพระธรรมเทศนาโปรดพุทธบิดา แสดงให้เห็นถึงความดับทุกข์โดยสิ้นเชิง เป็นพระธรรมที่ พระพุทธองค์ได้ใช้เวลาอันยาวนานจึงค้นพบมาได้นั้นแก่พุทธบิดา พุทธมารดาเลี้ยง และญาติวงศ์ทุก ๆ คนในที่นั้นให้ทั่วถึงกันอย่างละเอียดและแจ่มแจ้ง จนเป็นที่เข้าใจแก่คนทั้งหลายและพากันยอมรับใน พระธรรมแล้วนำไปปฏิบัติอย่างถูกต้อง ได้ประกาศตนเองเป็นอุบาสก อุบาสิกากันทั่วหน้า ส่วนพระเจ้า ศรีสุทโธทนะได้บรรลุถึงอนาคามีผลและพุทธมารดาได้บรรลุโสดาปัตติผลทั้งสองพระองค์
ในวันต่อมาพระพุทธองค์ได้เสด็จนำพระสาวกไปโปรดพระมเหสี พระนางยโสธรา ถึงที่ประทับตามคำ ขอร้องของพุทธบิดา เนื่องจากพระนางเศร้าโศกเสียพระทัยอย่างใหญ่หลวง จนไม่สามารถจะออกมา เฝ้าฟังพระธรรมเหมือนกับผู้อื่นๆได้ และด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันสูงส่ง พระพุทธองค์จึงได้เสด็จเข้า ห้องบรรทมของพระมเหสี แล้วแสดงพระธรรมโปรดมเหสี ซึ่งพระพุทธองค์ได้ตรัสเล่าถึงคุณงามความดี ของพระมเหสีในอดีต แล้วจึงแสดงพระธรรมให้พระมเหสีเข้าใจจนบรรลุถึงโสดาปัตติผล ส่วนพระราช กุมารราหุลได้โปรดให้พระสารีบุตรบรรพชาให้เป็นสามเณรรูปแรกในพระพุทธศาสนา ซึ่งมีพระชนม์ พรรษาเพียง ๗ พรรษาเท่านั้น ฉะนั้นจึงเป็นหลักไว้ในทางพระพุทธศาสนาสืบมาจนถึงทุกวันนี้
พระพุทธเจ้าได้เสด็จกลับกรุงกบิลพัสดุ์เป็นครั้งแรกหลังจากที่ได้ออกบวชและตรัสรู้แจ้งธรรม พระเจ้า ศรีสุทโธทนะเป็นพุทธบิดา ได้เสด็จออกไปรับบาตรและนิมนต์ให้เข้าพระราชวัง เพื่อโปรดญาติโยม ในครั้งนั้นได้มีงานวิวาห์มงคลของเจ้าชายนันทะ ซึ่งเป็นน้องชายต่างมารดาของพระองค์ พระเจ้าศรี สุทโธทนะมั่นพระทัยว่าจะเอาเจ้าชายนันทะขึ้นครองราชย์หลังจากวันวิวาห์มงคลนั้น หลังจากที่พระ พุทธเจ้าทรงฉันอาหารและโปรดญาติโยมเป็นที่สมควรแล้ว จึงได้รับสั่งให้เจ้าชายนันทะรับบาตรตาม นำส่งเสด็จกลับไป ส่วนเจ้าชายนันทะนึกในพระทัยว่าเมื่อไปพ้นประตูพระราชวังแล้ว พระพุทธเจ้าจะ หันกลับมารับบาตร แต่ก็ไม่เป็นอย่างที่คิด จึงได้ตามไปถึงที่พักของพระพุทธเจ้า เมื่อถวายบาตรคืนแล้ว พระพุทธเจ้าได้ถามเจ้าชายนันทะว่า จะบวชหรือไม่ ส่วนเจ้าชายนันทะ ถ้าจะปฏิเสธก็เกรงใจพี่ แต่หาก คิดว่าบวช ๒ - ๓ ปีก็ไม่เป็นอะไร ดังนั้นก็เลยตอบตกลงบวช หลังจากบวชแล้ว ไม่เป็นดังที่เจ้าชายคิดไว้ ดังนั้นจึงเป็นทุกข์กระวนกระวาย อยู่ไม่ได้นอนไม่หลับเพราะคิดถึงเจ้าสาวของตน
ด้วยเหตุนี้พระสงฆ์อื่นจึงได้นำเรื่องขึ้นทูลต่อพระพุทธเจ้า และพระพุทธเจ้าคิดจะพา พระนันทะไปเที่ยว ชมเมืองสวรรค์ เพื่อให้หายโศก พระนันทะไม่มีเวลาปฏิบัติกิจสงฆ์ มีแต่จะลาสิกขาเพียงอย่างเดียว เพราะคิดถึงเจ้าสาว พระพุทธเจ้าจึงได้พาพระนันทะไปเที่ยวสวรรค์ ในระหว่างทาง พระพุทธเจ้าชี้ให้ พระนันทะ ดูนางลิงตัวหนึ่ง หูขาดและตัวดำมิดหมี นั่งอยู่ที่ตอไม้ที่ไหม้ไฟป่า แล้วจึงไปถึงสวรรค์ พระพุทธเจ้าชี้ให้พระนันทะดูนางสวรรค์ที่มีแต่ผู้หญิงงามหาที่เปรียบในโลกมนุษย์ไม่ได้ พระพุทธเจ้า ได้ถามพระนันทะว่า นางฟ้าเหล่านี้กับเจ้าสาวผู้ที่จะแต่งงงานด้วยนั้น ใครงามกว่ากัน พระนันทะตอบว่า เวลานี้เจ้าสาวนั้นก็เปรียบเหมือนกับนางลิงตัวที่เห็นมาก่อนนั้น ตอนนี้แสดงให้เห็นว่า พระพุทธเจ้า แสดงพระธรรมเทศนาให้แก่พระนันทะได้เห็นแจ้งว่า ความรักความงามไม่มีที่สิ้นสุด เนื่องจากว่าเรา ยึดมั่นในความรัก ความงามครั้งแรกไว้ในใจ เพราะเรายังไม่ทันเห็นความงามที่งามยิ่งกว่าครั้งแรก เมื่อเวลาใดหากเห็นความงามที่เลิศกว่าอันที่เคยเห็นมาก่อนแล้วนั้นก็นึกว่าอันทีหลังนั้นงามที่สุด อันนี้ ไม่มีที่สิ้นสุดลงได้ พระพุทธองค์ได้ถามพระนันทะว่า ชอบนางฟ้านางสวรรค์เหล่านี้หรือไม่ พระนันทะตอบว่า ชอบ และไม่มีใครเปรียบได้แล้ว ดังนั้น พระพุทธองค์ได้สั่งสอนให้พระนันทะให้พยายามปฏิบัติให้ได้มากและ เข้มกว่าเก่าแล้วจะสมหวังทุกประการ หลังจากเที่ยวชมสวรรค์แล้ว พระพุทธองค์ได้กลับมายังโลกมนุษย์ ตั้งแต่นั้นมาพระนันทะก็ได้ปฏิบัติธรรมอย่างตั้งอกตั้งใจ จนได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ในเวลาต่อมา
นอกจากทรงโปรดให้พระโอรสราหุลได้บรรพชาเป็นสามเณรองค์แรกในพระพุทธศาสนาแล้ว พระพุทธ องค์โปรด ให้เจ้าชายนันทะ(พระอานนท์) ซึ่งเป็นพระอนุชาต่างมารดา ของพระพุทธองค์ได้รับการ อุปสมบทเป็นภิกษุด้วย ซึ่งมีเรื่องเล่ากันว่า เจ้าชายนันทะกำลังเข้าพิธีแต่งงานอยู่ พระพุทธองค์รู้ข่าว จึงเสด็จไปโปรดถึงพระราชวัง หลังจากบิณฑบาตเสร็จแล้วได้ตรัสสั่งให้พระนันทะ อุ้มบาตรไปส่งถึง พระวิหาร แต่เมื่อไปถึงพระวิหารแล้ว พระพุทธองค์เลยให้อุปสมบทเป็นภิกษุ แล้วเสด็จนำพระนันทะ พระอนุชาไปเที่ยวชมนางฟ้า เพื่อให้หายความโศกเศร้า พุทธบิดารู้ข่าวบรรพชาของสามเณรราหุลและ พระนันทะ จึงมีความพิโรธเพราะพุทธบิดาหวังจะให้เจ้าชายราหุลเสวยราชย์แทน จึงเสด็จเข้าเฝ้าที่ พระวิหาร แต่เมื่อไปถึงพระวิหาร เจ้าชายทั้งสองได้บรรพชาเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น พุทธบิดาจึงขอให้ พระพุทธองค์ออกพระวินัยกฎระเบียบว่า ให้พ่อแม่อนุญาตก่อนจึงจะบวชให้ นับแต่นั้นมา การบวชใน ทาง พระพุทธศาสนาจึงมีการขออนุญาตก่อนให้ คือ ลูกจะบวชต้องขออนุญาตจากพ่อแม่ก่อนจึงบวชได้ ผัวหรือเมียจะต้องขออนุญาตจากเมียหรือผัวก่อนจึงบวชได้ จึงเป็นประเพณีสืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้
นอกจากเจ้าชายนันทะแล้ว ยังมีเจ้าชายศากยะผู้อื่นที่ติดตามพระพุทธองค์ไปบวช ที่ตำบลอนุปิย อัมพวัน เช่น เจ้าชายภัททิยะ เจ้าชายอนุรุทธะ เจ้าชายภัคคุ เจ้าชายกิมพิละ และเจ้าชายเทวทัต ในนั้นยังมี นายช่างกัลบก(ช่างตัดผม) ชื่ออุบาลี และชายหนุ่มเป็นจำนวนมากในนครกบิลพัสดุ์ได้ติด ตามพระพุทธองค์ออกบวชอีกด้วย
หลังจากพระพุทธองค์กลับคืนกรุงราชคฤห์ และประทับอยู่ที่วัดเวฬุวันอยู่นั้น ในระยะนั้นได้มีเศรษฐี ชาวกรุงราชคฤห์มีชื่อว่า อนาถบิณฑิกะ ได้เดินทางมาค้าขายที่กรุงราชคฤห์และได้รับฟังพระธรรมเทศ นาของพระศาสดาจนได้ดวงตาเห็นธรรม กราบทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าให้เสด็จไปประทับที่กรุงสาวัตถี ตนเองจะกลับไปก่อน เพื่อเตรียมสร้างวัดรอรับเสด็จ ได้บริจาคทรัพย์ ๕๔ โกฏิ ซื้อที่ดินของพระเจ้า เชตุกุมารสร้าง พระเชตวันมหาวิหารถวาย และเป็นที่ประทับของพระพุทธองค์และพระสาวก พระพุทธองค์มักประทับจำพรรษาอยู่พระเชตวันมหาวิหารนี้ที่สุด นานกว่าประทับอยู่วัดอื่นๆ ในสมัย พุทธกาลรวมเวลาได้ ๑๙ พรรษา
หลังจากการเสด็จกลับกรุงกบิลพัสดุ์ในครั้งนั้นแล้ว ต่อมาอีกหลายปี ในพรรษาที่ ๕ ของพระพุทธเจ้า ประทับจำพรรษาที่กุฏาคารศาลา ป่ามหาวัน กรุงเวสาลี อันเป็นเมืองหลวงของแคว้นวัชชี ในขณะ ประทับอยู่ในที่นั้นทรงทราบข่าวการประชวรหนักของพระบิดา คือ พระเจ้าศรีสุทโธทนะ จึงได้รีบเสด็จ พร้อมพระสาวกไปยังกรุงกบิลพัสดุ์ ในวันแรก พระบิดาได้เห็นพระพุทธองค์พระโอรสสุดที่รัก อาการ ประชวรก็ทุเลาลงและได้ทูลพระพุทธองค์ว่า พระพุทธองค์มาทันเวลาพอดีที่จะช่วยชีวิตของข้าพระบาท พระพุทธองค์ได้ยังชีวิตของพระพุทธบิดาไว้ ๗ วัน เพื่อจะได้แสดงพระธรรมเทศนาโปรดพุทธบิดาอยู่ ๗ วัน ในวันสุดท้ายพระเจ้าศรีสุทโธทนะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้วพระพุทธบิดาก็ได้สวรรคต
เมื่อพระสวามีสิ้นพระชนม์แล้ว พระนางมหาปชาบดีโคตมี ผู้เป็นพระมารดาเลี้ยงของ พระพุทธองค์ เหมือนกับว่าเป็นพระโอรสของนางเองนั้น ไม่มีความประสงค์จะอยู่เป็นฆราวาสอีกต่อไป พระนางมี ความโทมนัสเศร้าโศกในการสิ้นพระชนม์ของพระสวามี ประกอบกับความพอพระทัยในการประพฤติ พรหมจรรย์ จึงมีพระประสงค์จะออกบวชเป็นบรรพชิตในพระวิหารของพระพุทธองค์ เพื่อรับคำแนะนำ สั่งสอนโดยใกล้ชิด พระนางได้พานางสนมจำนวนหนึ่ง ซึ่งมีความยินดีจะติดตามพระนางไปทุกแห่ง ด้วยกันไปเฝ้าพระพุทธเจ้า เพื่อขออุปสมบทเป็นภิกษุณี ครองพรหมจรรย์ต่อไป
พระนางมหาปชาบดีโคตมีได้ทูลขอร้องให้ พระศาสดาทรงเมตตากรุณาโปรดให้ได้บวชเป็นบรรพชิตเข้า ประพฤติพรหมจรรย์ในพระพุทธศาสนา อยู่ภายใต้การแนะนำสั่งสอน ของพระศาสดาอย่างใกล้ชิด เช่นเดียวกับพระภิกษุทั้งหลาย พระนางได้เข้าพบพระพุทธองค์ถึงสามครั้ง แต่กลับถูกพระพุทธองค์ ปฏิเสธทุกครั้ง ขอร้องอย่าให้นางทูลขออนุญาตกับพระองค์อีก พระนางจึงมีความโทมนัสเป็นอย่างยิ่งใน การที่พระพุทธองค์ทรงปฏิเสธ พระนางและสตรีเพศทั้งหลายเหล่านั้นจึงได้พากันร้องไห้ เพราะเหตุ ดังกล่าวนี้เอง
ภายหลังถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว พระพุทธองค์ได้เสด็จกลับกรุงเวสาลี ประทับอยู่ที่ป่ามหาวัน พระมารดาเลี้ยงได้ตัดพระโมลีของนางออก ทรงครองผ้านักบวชแล้วพาเจ้าหญิงศากิยานีและสนมเป็น จำนวนมากตามเสด็จไปขออุปสมบท พระนางเสด็จไปตามเส้นทางที่ไปเมืองเวสาลีทรงดำเนินไปด้วย พระบาทเปล่าทีละเล็กละน้อย ใช้เวลานานจนไปถึงป่ามหาวัน อันเป็นที่ประทับของพระศาสดา พระนาง จะใช้ความพยายามเพื่อขออนุญาตเป็นภิกษุณีต่อไป
เมื่อพระนางมหาโคตมีและเจ้าหญิงศากิยานีไปถึงที่ประทับของพระศาสดาแล้ว พระนางมีพระละออง ธุลีพระบาทบวมพอง และการเสด็จทางไกลทั้งเดินด้วยพระบาทเองและพระนางไม่ได้เคยเสด็จแบบคน ธรรมดา จึงทำให้ธุลีจับตามพระวรกาย มีความหม่นหมองและอ่อนเพลีย พระนางได้ร้องไห้ ขอความ เป็นธรรมด้วย พระศาสดาอยู่ข้างนอกพระวิหาร พระอานนท์ได้มาพบเข้า ยืนอยู่ด้วยความเศร้าพระทัย เป็นอย่างยิ่ง จึงได้สอบถามว่า พวกนางร้องไห้ด้วยเหตุผลอันใด ทำไมต้องทรมานพระวรกาย พระนาง ปชาบดีโคตมีตอบว่า พวกเราร้องไห้เพราะทนความเจ็บปวดพระบาทไม่ได้ และพวกเราทรมานกายเพื่อ อยากให้เห็นใจสตรีเพศได้บวชเป็นบรรพชิตในพระพุทธศาสนา และพวกข้าพเจ้ามีจุดประสงค์อยาก ปฏิบัติพรหมจรรย์ เพราะพระศาสดาปฏิเสธในการอุปสมบทให้สตรีเพศทั้งหลาย
เมื่อพระอานนท์ได้ฟังเช่นนั้นก็เกิดความเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่ง จึงได้รับอาสาจะขอร้องต่อ พระผู้มีพระ ภาคเจ้าและกล่าวว่า พระบุตรีแห่งวงศ์โคตมะจงรอก่อน ถ้าเรื่องเป็นอย่างที่กล่าวแล้ว อาตมาจะขอ วิงวอนให้ต่อพระศาสดา ทรงโปรดประทานอนุญาตได้บวชประพฤติพระธรรมวินัยในพระพุทธศาสนา เช่นเดียวกันกับบุรุษทั้งหลาย เมื่อพระอานนท์ได้รับปากดังกล่าวแล้วจึงรีบเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ และเมื่อ ถึงที่ประทับของพระพุทธองค์ก็ได้ทูลขอตามที่สัญญาไว้กับนางมหาปชาบดีโคตมี ได้กราบทูลพระพุทธ องค์ในเรื่องที่ได้กล่าวมา และขอร้องให้พระพุทธองค์ประทานอนุญาตให้ได้บวชเป็นภิกษุณี ในพระพุทธ ศาสนา พระพุทธองค์ได้ตอบปฏิเสธพระอานนท์ว่า อย่าเลยอานนท์ อย่าเลย อย่าขอสิ่งนี้กับเราเลย แต่พระอานนท์ก็ไม่สิ้นความพยายามต่อไป
พระอานนท์ยังไม่หมดความพยายามและท้อถอย ได้วิงวอนอีกเป็น ครั้งที่สอง สาม ด้วยคำวิงวอน อย่างเดียวกัน และทุกครั้งก็ถูกปฏิเสธอย่างเดียวกัน พระอานนท์ได้ดำริว่าพระพุทธองค์ไม่ประทาน อนุญาต เมื่อถูกทูลโดยตรง แต่บางทีพระพุทธองค์อาจจะทรงอนุญาตถ้าเราใช้วิธีอย่างอื่น ดังนั้น พระอานนท์จึงได้กราบทูลพระพุทธองค์ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ถ้าหากว่าสตรีเพศหากได้สละ บ้านเรือน แล้วออกบวชประพฤติพรหมจรรย์ในพระธรรมวินัย ของพระศาสดาอย่งเคร่งครัดแล้วจะ สามารถ บรรลุธรรมพิเศษ ทั้งตามลำดับแห่งอริยมรรค เพื่อบรรลุเป็นพระอรหันต์และพระนิพพาน ได้หรือไม่ พระพุทธองค์ได้ตรัสตอบพระอานนท์ว่า อานนท์ ถ้าสตรีเพศสละบ้านเรือนออกบวช ปฏิบัติพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัดแล้ว ก็จะบรรลุเป็นพระอรหันต์ถึงพระนิพพานในชาตินี้ได้เหมือนกัน
เมื่อพระพุทธองค์ตอบเช่นนั้น พระอานนท์ได้กราบทูลว่า ถ้าเช่นนั้นแล้ว ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าได้โปรด พิจารณาเถิด พระนางมหาปชาบดีโคตมีแห่งราชวงศ์โคตมะได้เป็นผู้มีพระคุณต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า อย่างสูงสุดอันหาใดเปรียบไม่ได้ พระนางเป็นน้าสาวของพระผู้มีพระภาคเจ้าเอง และทรงเป็นมารดา เลี้ยงของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ได้ฝักใฝ่ทะนุถนอม พร้อมทั้งถวายน้ำนมแทนพุทธมารดาแด่พระ ผู้มีพระภาคเจ้ามาตั้งแต่พุทธมารดาสิ้นพระชนม์ไป ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์ทรงโปรด ประทานอนุญาตเพื่อเห็นแก่นาง ให้ได้เป็นบรรพชิตประพฤติพรหมจรรย์ในพระธรรมวินัย ของพระผู้มี พระภาคเจ้าอย่างเดียวกับบุรุษ เพื่อบรรลุถึงพระธรรมอันพิเศษ ที่พระองค์ได้โปรดประทานแก่ชาวโลก ด้วยเถิด
พระพุทธองค์ได้ตรัสตอบพระอานนท์อีกว่า สตรีเพศเป็นเพศที่อ่อนแอ สั่นคลอนได้ง่าย ถ้าจะบวชต้อง มีกฏระเบียบที่เคร่งครัดมาก เรียกว่า ครุธรรม ซึ่งมี ๘ ประการด้วยกัน และปฏิบัติเป็นกฏที่เข้มงวดมาก คือ
- ภิกษุณีที่บวชแล้ว จะนานเท่าใดก็ต้องให้ความเคารพแก่พระภิกษุผู้บวชแล้ว แม้เพียงวันเดียว
- ต้องไม่อยู่อาศัยเพียงลำพังในสถานที่ที่ไม่มีภิกษุอยู่
- ต้องรับฟังคำสั่งสอนของผู้ที่สงฆ์ได้มอบหมายหน้าที่ให้สั่งสอนทุกๆ ครึ่งเดือน
- ต้องปาวารณาเปิดโอกาสให้สงฆ์ทั้งฝ่ายภิกษุและภิกษุณีว่ากล่าวตักเตือนชี้โทษได้ในวันปาวารณา ถ้ามี อาบัติโทษอันชั่ว จักต้องได้รับการพิจารณาโทษและออกจากอาบัติวินัยสงฆ์
- ถ้ามีอาบัติโทษอันชั่วหยาบ จักต้องได้รับการพิจารณาโทษ และออกจากอาบัติในสงฆ์ทั้งสองฝ่ายคือ พระภิกษุและพระภิกษุณี
- ก่อนจะบวชเป็นภิกษุณี ต้องอยู่ประพฤติปฏิบัติเป็นสิกขมานา เพื่อการทดลองเป็นเวลานานไม่น้อย กว่า 2 ปีแล้วจึงได้บวชในสำนักสงฆ์
- ต้องไม่พูดคำหยาบคายอย่างใดอย่างหนึ่งแก่ภิกษุสงฆ์
- ต้องไม่ทำตนเป็นผู้ว่ากล่าวตักเตือนภิกษุสงฆ์ แต่จะต้องเป็นผู้รับฟังคำว่ากล่าวตักเตือนจากภิกษุสงฆ์ และปฏิบัติศีลของภิกษุณี ตั้งแต่ศีลปาณาขึ้นไปจนถึงศีล ๘ และต่อไปจนถึงศีล ๓๒๐ ในสิกขาบทของศีล ภิกษุณี
ด้วยรัก/จากใจ..พลอยจ๋าคะ
เสียงดังนะค่ะ ถ้าวิทยุเสียงแห่งธรรมไม่ดัง รบกวนท่านที่ฟังแจ้งให้พี่พลอยจ๋าทราบด้วยนะคะ จะได้แก้ไขให้ได้รับฟังกันอย่างปกติน่ะคะ
ต้องการรับฟังเรื่องใดเพิ่มแนะนำพี่พลอยจ๋าได้นะคะ ยินดีรับฟังทุกข้อเสนอแนะด้วยใจเบิกบานค่ะ
ขอบคุณพี่ตู่นะค่ะ ฟังเกือบครบทุกเรื่องแล้ว ดีใจจังเลยค่ะ
#2 By พี่พลอยจ๋า on 2007-12-19 11:50
สารบัญบล็อก













#1 By MayaKniGht on 2007-12-19 11:12