นิทานชาดก พระวิฑูร (2)
posted on 24 Jul 2007 18:50 by bannpeeploy in buddhism
ตู้พระไตรปิฏกบ้านพี่พลอย
รวบรวมเรื่องพุทธประวัติ และนิทานชาดก
สนใจเลือกรับฟังตอนอื่น คลิ๊กที่นี้คะ
พระชาติที่9 พระวิฑูตบัณฑิต ตอนที่2
เมื่อปุณณกะกำจัดให้เทพธิดาหนีไปได้แล้ว เมื่อท้างเธอทอดลูกบาศออกไป แม้จะมองเห็นว่าเมื่อตกถึงพื้นจะต้องแพ้เพราะแต้มไม่ดี ท้าวเธอก็ไม่สามารถจะรับลูกบาศไว้ได้ต้องปล่อยให้ตกพื้น ผลก็คือแต้มแพ้
ถ้าพูดอย่างนักเลงลูกเต๋า ในฐานะที่พระเจ้าธนญชัยโกรพทอดก่อนก็เป็นเจ้ามือ และแทนที่จะเป้า คือมีแต้มเดียวกันทั้ง ๓ หรือ ๔ - ๕ - ๖ ซึ่งเรียกว่าโง่วลัก อันเป็นแต้มที่ต้องกินลูกค้าทั้งหมด กลับเป็น ๑ -๒ -๓ ซึ่งเรียกว่าหัก อันเป็นแต้มที่จ่ายรอบวง
นี่ก็เช่นเดียวกัน พอทอดก็ตกเป็นแต้มที่ต้องจ่าย โดยอีกฝ่ายไม่ต้องทอดเลย เป็นอันว่าท้าวเธอแพ้โดยที่จะต้องจ่ายราชสมบัติพร้อมทั้งประเทศให้แก่ฝ่านชนะ คือปุณณกะยักษ์
เมื่อเป็นเช่นนั้นฝ่ายผู้ชนะคือปุณณกะยักษ์ก็เรียกร้องค่าเดิมพัน
ทรัพย์สินเงินทองและช้างม้าวัวควาย ตลอดจนข้าทาสทั้งหลายข้าพเจ้าไม่ต้องการ ยินดียกให้พระองค์ทั้งหมด แต่ข้าพระองค์จะขอเพียงเจ้าวิธูรคนเดียวเท่านั้น
เห็นจะต้องขัดข้องเสียแล้วกระมัง
เพราะอะไร?
เพราะวิธูรบัณฑิตมิใช่สมบัติของข้าพเจ้า ๆ ไม่อาจจะให้ได้ นอกจากนี้ท่านปรารถนาอะไรเอาไปเถอะ
ไม่ได้ ข้าพระองค์ปรารถนาเพียงเจ้าวิธูรเท่านั้น
เราก็บอกท่านแล้วว่าวิธูรบัณฑิตผู้อาจารย์ของเรานั้นไม่ใช่สมบัติของเราที่จะยกให้ใครได้
พระองค์ได้ตรัสไว้ว่า สมบัติในแผ่นดินเว้นจากพระองค์และพระมเหสีและเศวตฉัตรแล้ว พระองค์จะยอมยกให้ทุกอย่าง
"จริงอย่างนั้น แต่ท่านวิธูรนั้นเหมือนตัวเรา และหัวใจของเรา ๆ จึงยอมให้ไม่ใด้
ถ้าอย่างนั้นกระหม่อมฉันเห็นว่าต้องให้วิธูรบัณฑิตเป็นผู้ตัดสินว่าควรจะเป็นประการใด
เรื่องก็เป็นอันตกลงว่าต้องให้วิธูรบัณฑิตเป็นผู้ตัดสินว่าควรเป็นประการใด จึงรับสั่งให้ไปตามเจ้าวิธูรมา เมื่อเจ้าวิธูรมาแล้วจึงตรัสเล่าความให้ฟัง และปุณณกะยักษ์ได้กล่าวเสริมว่า
เจ้าบัณฑิต เราได้ยินข่าวลือว่าเจ้าเป็นบัณฑิตทรงตรงไว้ซึ่งธรรมสุจริต เพราะฉะนั้นเจ้าบอกเราได้หรือไม่ว่า เจ้านั้นเสมอพระมหากษัตริย์หรือเป็นเพียงข้าทาสของพระองค์เท่านั้น
วิธูรบัณฑิตได้ยินเช่นนั้นก็ดำริว่า
หากว่าเราจะกล่าวว่าเป็นญาติของพระเจ้าแผ่นดิน มาณพนี้จะเชื่อหรือ หากจะพูดว่าเป็นผู้ยิ่งกว่าพระเจ้าแผ่นดินก็จะได้แต่ความจริงเราเป็นผู้ได้รับการเลี้ยงดูจากพระเจ้าแผ่นดิน เพราะฉะนั้นพระองค์เป็นเจ้านายเรา เราเป็นทาสของพระองค์ถึงเราจะเป็นอย่างไรเราก็จะไม่พูดปดมดเท็ดเป็นอันขาด"
จึงบอกว่า
มาณพ ข้าพเจ้าจึงเป็นทาสของพระราชา หาใช่จะเสมอกับพระเจ้าแผ่นดินไม่
ปุณณกะยักษ์ตบมือดังสนั่น พลางพูดว่า
วันนี้เราชนะพระราชาถึง ๒ ครั้ง ครั้งเเรกด้วยการทอดบาสสกาพนัน ครั้งที่สองด้วยการตัดสินของเจ้าวิธูร ดังนี้จะเห็นได้ว่าพระเจ้าแผ่นดินทำไมจึงจะหน่วงเหนี่ยวไม่ยอมให้เจ้าวิธูรไปกับเรา พระเจ้าธนญชัยโกรพทรงกริ้วเจ้าวิธูรอยู่แล้วที่เห็นว่ามาณพดีกว่าพระองค์ จึงได้พูดจาเอนเอียงไปทางมาณพ จึงตรัสกับปุณณกะยักษ์ว่า
เมื่อเจ้าปราชญ์เขาปฎิญาณตนว่าเป็นทาสเรา เราก็ยินดีจะมอบให้กับท่านตามประสงค์ แล้วแต่ท่านจะจัดการเอาเถิด แต่ว่าเมื่อเจ้าปราชญ์ไปแล้ว เมื่อใดเราจะได้ฟังเทศนาอันไพเราะอีกเล่า ขอเจ้าปราชญ์จงแสดงธรรมสั่งสอนคนที่ครองเรือนเป็นครั้งสุดท้ายเถิด
เจ้าวิธูรก็รับคำ พระองค์จึงให้จัดที่นั่งแสดงธรรมอันควร แล้วก็เจ้าวิธูรนั่งบนที่นั่ง ให้โอวาทแก่พระองค์
ครั้นจบแล้วปุณณกะยักษ์ก็ชักชวนให้เจ้าวิธูรออกเดินทางไปด้วยกัน แต่วิธูรขอทุเลาก่อน ๔ วัน เพื่อไปจัดการอะไรให้เรียบร้อยเสียก่อนปุณณกะยักษ์ก็ยินยอม
ในระยะ ๓ วันนั้น วิธูรจัดสถานที่ให้ปุณณกะยักษ์อาศัยพักผ่อนเป็นอันดี ยามราตรีก็มีดนตรีมาขับกล่อมประโคม ถึงเวลาโภชนาอาหารก็บำรุงบำเรอเป็นอย่างดี แล้ววิธูรก็ลาภารยา และบุตรและสะใภ้ ตลอดจนข้าทาสบริวานทั้งหลายเพื่อออกเดินทางไปกับมาณพ และก็ให้โอวาทแก่คนเหล่านั้น เพื่อปฎิบัติชอบกับพระเจ้าแผ่นดิน
เมื่อครบ ๓ วันแล้ว ก็ไปถวายบังคมลาพระเจ้าโกรพตลอดจนมหาชนชาวพระนคร แล้วก็ออกเดินทางไปกับปุถณณกะยักษ์ ปุณณกะยักษ์ปรารถนาจะได้หัวใจเจ้าวิธูรอย่างเดียวเท่านั้น จึงบอกกับวิธูรว่า
เจ้าไม่มีทางจะได้กลับมายังเมืองมนุษย์อีกแล้ว เพราะฉะนั้นเจ้าจงจับหางม้าของเราไว้ให้มั่นอย่าได้ตกใจกลัว เราจะรีบขับม้าไป ปุณณกะยักษ์คิดจะขี่ม้าไปในภูเขาและป่าไม้ เพื่อจะให้ร่างของพระวิธูรกระแทกกับภูเขาหรือต้นไม้จะได้ตายไป ตนจะได้เอาหัวใจไปถวายพญาวรุณนาคราช แต่จะขับม้าแทรกไปในที่แห่งใดก็ตาม ที่เหล่านั้นก็แหวกเป็นช่องไปไม่กระทบกายของพระวิธูรเลย เพราะอำนาจศีลสัตย์ที่พระวิธูรได้รักษานั้นเอง
เมื่อเห็นว่าภูเขาและต้นไม้ไม่กระทบร่างกายเจ้าวิธูรแน่แล้วก็คิดจะฆ่าด้วยลมกรด เพราะธรรมดาลมนี้พัดผ่านถูกใครเข้าแล้ว ผู้นั้นจะต้องกระจัดกระจายไปด้วยอำนาจลม แต่นี่ลมก็แยกออกเป็น ๒ ภาค ไม่ถูกกายของพระวิธูรอีก แม้จะขับม้าไปกลับมตั้ง ๒ - ๓ เที่ยว ก็ไม่สามารถจะให้พระวิธูรตายได้ เหลียวหลังกลับมาดู ก็เห็นเจ้าวิธูรหน้าตาผ่องใสเกาะหางม้ามั่นคงอยู่เห็นว่าพระวิธูรไม่ตายด้วยลมกรดแล้ว ก็ชักม้ามายังภูเขาให้เจ้าวิธูรนั่งบนยอดเขา คิดแต่จะให้ตายให้ได้มิฉะนั้นความรักของเราก็ไม่สำเร็จ แต่จะฆ่าด้วยมือตัวเองก็มิได้
เมื่อเห็นพระวิธูรนั่งเรียบร้อยดีแล้ว ตัวเองก็เนรมิตเป็นยักษ์ใหญ่ปานภูเขาหิมพานต์ร้องตวาดเสียงดังฟ้าลั่น ตาแดงดุจแสงพระอาทิตย์ ผลักเจ้าวิธูรให้นอนหงาย แล้วจับใส่เข้าปากทำเหมือนจะเคี้ยวเสียให้ตาย แต่เจ้าวิธูรก็มิได้กลัว เพราะปลงตกเสียแล้ว ตามแต่เขาจะทำประการใดก็ช่าง เพราะฉะนั้นถึงจะมีอะไรเกิดขึ้น พระวิธูรก็ไม่กลัว จะทำอย่างไรก็เฉยเหมือนไม่มีชีวิตจิตใจ
ปุณณกะยักษ์จะแปลงกายอย่างไร เพื่อให้ตกใจกลัวก็ไม่สำเร็จ เลยบันดาลด้วยฤทธื์เป็นลมมีกำลังแรงเพื่อจะพัดเจ้าวิธูรให้ตกจากยอดเขาถึงแก่ความตาย แต่ก็ไม่สามารถจะพัดให้เจ้าวิธูรให้ตกไปได้ จึงแทรกกายไปในภูเขาโผล่มาขึ้นมาคว้าเจ้าวิธูรได้ก็ขว้างไปด้วยกำลังไกลถึง ๑๕ โยชน์ เจ้าวิธูรก็ไม่ตายอีก ก็คิดจะฟาดกับภูเขาให้ถึงแก่ความตาย
เป็นอันว่าความคิดของปุณณกะยักษ์ที่คิดจะให้เจ้าวิธูรตายเองนั้นไม่สำเร็จ จึงคิดจะฆ่าด้วยมือของตัวเองล่ะ
พระวิธูรคิดว่า เออ.. มาณพนั้นช่างกระไรโหดเหี้ยมเหลือประมาณ ดูว่ามีความต้องการจะฆ่าเราเสียจริง ๆ จำเราจะต้องถามดูให้รู้เหตุ จึงถามว่า
มาณพ ท่านนี้มีนามใด เป็นพวกพ้องของยักษ์ตนใดจึงมีใจโหดเหี้ยมเหลือประมาณ
เราชื่อปุณณกะยักษ์ เป็นหลานและอำมาตย์ของท้าวเวสสุวัณ
ทำไมท่านจึงพยายามฆ่าเรา
เพราะเราอยากได้นางอินทตี ธิดาของพญาวรุณนาคราช"
นางอยากฆ่าเราให้ตายนักรึ ท่านถึงได้พยายามเป็นนักหนาที่จะฆ่าเรา
นางก็ไม่ได้บอกว่าให้เราฆ่าท่าน แต่นางว่าถ้าใครรับอาสาไปนำเอาหัวใจเจ้าวิธูรบัณฑิตมาถวายพระวิมาลาชนนีของนางได้ นางยินดีจะมอบกายและใจให้กับผู้นั้น เราพยายามที่จะทำให้ท่านตาย เพื่อจะนำเอาหัวใจของทานไปถวายพระวิมาลาชนนีของอินทตี
พอได้ยินเท่านั้นเจ้าวิธูรก็คาดคะแนความได้ตลอดว่าเพราะนางวิมาลาต้องการจะได้สดับธรรมจากเรา จึงได้บอกกันพญาวรุณนาคราช ซึ่งก็นึกไม่ถึงว่านางอยากจะฟังธรรมกลับคิดว่านางอยากได้หัวใจเรา ธรรมดานักปราชญ์คำสั่งสอนนั้นแหละเป็นหัวใจล่ะ เราต้องทรมานปุณณกะยักษ์ให้เสื่อมความร้ายกาจเสียก่อน จะสั่งสอนภายหลัง เมื่อคิดได้ดังนี้จึงกล่าวว่า
ท่านปุณณกะยักษ์ท่านวางเราเสียก่อนเถิด แล้วค่อยฆ่าทีหลัง
ปุณณกะยักษ์คิดว่า เจ้าปราชญ์คงจะยังมิได้ให้โอวาทเป็นครั้งสุดท้าย จึงวางเพื่อจะฟังโอวาทครั้งสุดท้าย พร้อมกับกล่าวว่า
ท่านจงกล่าวโอวาทครั้งสุดท้ายเสียเถิด ข้าพเจ้าจะได้รีบไป
เรามีร่างกายที่หมักหมมสกปรก ไม่ควรจะกล่าวธรรม
ปุณณกะยักษ์กก็รีบไปเอาน้ำหอมมาจากโสรถสรงองค์พระวิธูร และให้เสวยโภชนาอันอร่อย ครั้นเสวยแล้วปุณณกะยักษ์ก็จัดแจงที่แสดงโอวาทอันสมควร พระวิธูรก็แสดงสาธุนรธรรมให้ฟัง สาธุนรธรรมหมายความว่า ธรรมที่ทำให้คนดีที ๔ ประการ
ข้อ ๑. ให้เดินตามบุคคลผู้เดินก่อน
ข้อ ๒. อย่าเผามือที่ชุ่ม
ข้อ ๓. อย่าประทุษร้ายมิตร
ข้อ ๔. อย่าลุอำนาจแก่บุคคลผู้ประกอบด้วยกาม
ปุณณกะยักษ์ฟังแล้วไม่เข้าใจจึงสอบถามพระวิธูรที่แสดงชี้แจงข้อความว่า
ข้อ ๑. ที่ว่าให้เดินตามบุคคลผู้ก่อนนั้น คือผู้ใดมีคุณแก่ตน ก็พยายามตอบแทนผู้นั้น
ข้อ ๒. ที่ว่าอย่าเผามือชุ่มนั้น คือตนได้อาศัยในเรือนท่านผู้ใดด้วยกันไม่ประทุษร้ายท่านนั้น
ข้อ ๓. อย่าประทุษร้ายมิตรนั้น คือท่านผู้ใดมีคุณแก่ตน พึงคิดตอบแทนให้จนได้ไม่คิดมุ่งร้ายเลย
ข้อ ๔. ว่าอย่าลุอำนาจแก่ผู้ประกอบด้วยกามนั้น คืออย่าลุ่มหลงสตรี ทำความชั่ว
ท่านฟังแล้วจงตั้งอยู่ในธรรมทั้ง ๔ ข้อนี้เถิด
ปุณณกะยักษ์ฟังแล้วก็สลดใจ เพราะตนประพฤติผิดมาหมดทั้ง ๔ ข้อตั้งแต่ต้น เริ่มต้นได้รับการต้อนรับเลี้ยงดูจากเจ้าวิธูร และตนก็ได้ประพฤติผิดเรื่อยมาจนกระทั่งคิดฆ่าด้วยฝีมือตนเอง ยิ่งคิดไปก็ยิ่งละอายตนเองเราเป็นถึงเสนาบดี และหลานของท้าวเวสสุวัณผู้โลกบาล มาหลงงมงายกับคิดฆ่าผู้อื่น ผิดวิสัยชายเสียจริง ถ้าเราไม่ได้ฟังโอวาทของเจ้าวิธูรก็คงจะทำชั่วมากขึ้นอีก เขาตัดสินใจเลย ได้เสียหรือมิได้ช่างมัน แต่เราจะไม่ยอมเสียเกียรติของผู้ชายอีกล่ะ เราจะไม่ยอมทำชั่วเพราะผู้หญิงอีก
ถ้าคนสมัยนี้คิดได้อย่างเจ้าปุณณกะยักษ์ บ้านเมืองเราก็จะมีแต่ความสงบร่มเย็น นี่เอาแต่
อยู่มาหมู่เข้าเฝ้า ก็หาเยาวนารี
ที่หน้าตาดี ๆ ทำมโหรีที่เคหา
ค่ำเช้าเฝ้าสีซอ เข้าแต่หอล่อกามา
มันก็เลยไม่ดีไปกว่าเจ้าปุณณกะยักษ์ เมื่อคิดได้เช่นนั้น เขาจึงกล่าวกับเจ้าวิธูรว่า
เจ้าปราชญ์ เจ้าเทศนาได้ไพเราะมาก เราเลื่อมใสเจ้าเหลือประมาณ ชีวิตของเจ้าเราคืนให้ และยินดีจะไปส่งเจ้ายังสำนักด้วย
ท่านอย่าเพิ่งพาเรากลับไปส่งเลย เพราะพญาวรุณนาคราชและนางวิมาลายังต้องการตัวเราอยู่ ควรพาเราลงไปบาดาลเสียก่อน แล้วค่อยพาเรากลับ
ถ้าท่านประสงค์อย่างนั้นก็ได้ เมื่อลงไปในบาดาลแล้วหากอันตรายเกิดกับท่าน ต้องข้ามศพปุณณกะยักษ์ไปเสียก่อน
เมื่อได้ตกลงกันแล้ว ก็ให้เจ้าวิธูรขึ้นขี่ม้าตัวเดียวกันแต่นั่งข้างหลัง เพื่อมิให้พญานาคราชแลเห็นเจ้าวิธูร พญาวรุณนาคราช เมื่อแลเห็นปุณณกะยักษ์พาพระวิธูรมาเฝ้าก็ตรัสว่า
พ่อปุณณกะ ได้หัวใจเจ้าวิธูรมาแล้วหรือ แต่ปุณณกะยักษ์กลับตอบอย่างไม่ตรงคำถามเลยว่า
เจ้าปราชญ์วิธูร ข้าพเจ้าได้ตัวมาแล้วโดยชอบธรรม ขอเชิญทอดพระเนตรและสดับโอวาทของเจ้าวิธูรเถิด
เจ้าปราชญ์ เจ้าลงมานาคพิภพน่ะ ไม่ถวายบังคมเราเจ้าไม่กลัวเราหรือไง
ขอเดชะ พระองค์อย่าได้ตรัสดังนั้น เดี๋ยวนี้กระหม่อมฉันเป็นนักโทษของผู้อื่นอยู่ จะถวายบังคมพระองค์ได้อย่างไร และอีกประการหนึ่งนักโทษประหารชีวิตนั้น จะต้องการไหว้ใครเพื่อประโยชน์อะไร ตัวหม่อมฉันนี้ ปุณณกะจะให้ฆ่าเอาหัวใจแล้วจะถวายบังคมพระองค์ทำไม
เออ จริงสินะ จริงของเจ้าปราชญ์ข้ายอมรับ
สมบัติของพระองค์ในบาดาล ดูสมบูรณ์พูนสุขเหลือขนาด เพราะพระองค์สร้างสมขึ้นมาหรืออย่างไร
ไม่ใช่ดอกเจ้าปราชญ์ สมบัติเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นด้วยบุญทั้งนั้น เราและเมียเราแต่ก่อนเคยเกิดเป็นคนอยู่ในเมืองกาลจัมปาเรามีศัทธาได้ให้ทานแก่คนยาจก สมณชีพราหมณ์เรื่อยมาเราจุติจากนั้นแล้วก็ได้มาเสวยราชสมบัติในนาคพิภพนี้
เมื่อท่านให้ทานได้ผลเช่นนี้ ทำไมท่านไม่ให้ทานต่อไปอีกเล่า
ก็เพราะในเมืองนาคของเรายาจกวณพก และสมณชีพราหมณ์มิได้มี อย่างไรดีจึงจะให้ทานได้ล่ะ
แม้มิให้ในวัตถุ แต่พระองค์ตั้งจิตเมตตาแก่นาคราชทั้งหลายใกล้ไกลหาประมาณมิได้ พยายามแผ่เมตตาให้เขาเหล่านั้น พระองค์ก็จะได้ชื่อว่าให้ทานอย่างหนึ่งเหมือนกัน
ได้ฟังธรรมอันแสนสบายแล้วพระองค์ก็ส่งเจ้าวิธูรเข้าไปเทศนาสั่งสอนนางวิมาลามเหสี พระนางวิมาลาได้สดับธรรมสมความตั้งใจ ก็เกิดปีติยินดีให้เจ้าปุณณกะยักษ์พาไปส่งยังพระเจ้าโกรพ พร้อมกับพระราชทานนางอิรันทตีให้เจ้าปุณณกะยักษ์พานางไปด้วย ปุณณกะยักษ์ก็พานางอิรันทตีกับพระวิธูร ขึ้นมายังเมืองมนุษย์โลก โดยให้นั่งมาข้างหน้า ตนนั่งกลาง และนางอิรันทตีนั่งหลัง พาเหาะมาโดยทางอากาศ พอมาถึงก็กำบังกายตนเองและนางอิรันทตีมิให้ใครเห็นส่งเจ้าวิธูรลงหน้าโรงศาลา แล้วก็พานางอิรันทรตีไปยังเทวโลก
พระเจ้าโกรพได้ทอดพระเนตรเห็นพระวิธูรกลับมาได้ก็ดีพระทัย ถามรู้ความตลอดแล้วก็เกิดปรีดาปราโมทย์เป็นอย่างยิ่ง จึงรับสั่งให้มีการฉลองเจ้าวิธูรเป็นเวลานานถึง 1 เดือน และนับแต่นั้นมาบ้านเมืองก็อยู่สุขสบายตลอดมา พระราชาก็เลิกการพนันได้เด็ดขาด
เรื่องนี้ก็เป็นอันจบลงเพียงเท่านี้ แต่เราได้อะไรจากเรื่องนี้ ปัญญาของเจ้าวิธูร ในการสั่งสอนอรรถธรรมทำให้ตนรอดพ้นจากความตาย ได้รับความเลื่อมใสนับถือจากทุกคนทุกหมู่ทุกเหล่า ความเมตตาในดวงจิตของเจ้าวิธูร ทำให้มีหน้าตาผ่องใส ปราศจากความกริ้วโกรธ เป็นเหตุให้ผู้อื่นเมตตาตนด้วย การพนันเป็นเหตุแห่งหายนะ คือความเสื่อมในทุก ๆ ทาง ผู้หญิงเป็นบ่อเกิดแห่งความชั่วได้ทั้งมวล ถ้าไม่มีศีลธรรมประจำใจ เพียงเท่านี้ก็พอจะเป็นเครื่องบำรุงปัญญาของท่านได้
ด้วยรัก/จากใจ..พลอยจ๋า
สารบัญบล็อก












