นิทานชาดก พระวิฑูต (1)

posted on 24 Jul 2007 18:48 by bannpeeploy in buddhism

        

 ตู้พระไตรปิฏกบ้านพี่พลอย

รวบรวมเรื่องพุทธประวัติ และนิทานชาดก

  สนใจเลือกรับฟังตอนอื่น  คลิ๊กที่นี้คะ

พระชาติที่9 พระวิฑูตบัณฑิต ตอนที่ 1

พระเจ้าธนญชัยโกรพ ได้ครองราชสมบัติอยู่ในอินทปัตถ์นครแคว้นกุรุราฐ วิธูรบัณฑิตเป็นอำมาตย์ที่ใกล้ชิดสนิทสนมและเป็นผู้สั่งสอนอรรทธรรมด้วย คำโบราณที่กล่าวไว้ว่า ปากเป็นเอก เลขป็นโท หนังสือเป็นตรี ชั่วดีเป็นตรานั้น เป็นจะไม่ผิดนัก เพราะวิธูรบัณฑิตผู้นี้มีปากเป็นเอกจริง ๆ ในการสั่งสอนให้คนละชั่ว ประพฤติความดี เวลาที่เขาพูดชาวพระนครจะฟังด้วยความสงบและพอใจ

ก่อนจะเล่าเรื่องวิธูรต่อไป ขอย้อนไปถึงความเดิมเสียก่อนว่า มีฤาษี ๔ องค์ เดิมเป็นชาวบ้านธรรมดานี่แหละ แต่เพราะเบื่อบ้านเลยออกบวเป็นฤาษี สำเร็จโลกียฌาน เหาะเหินเดินอากาศได้เสียด้วย ฤาษีทั้ง ๔ นี่เคยเป็นสหายกันมาตั้งแต่ยังไม่ได้ออกบวช ถึงบวชแล้วก็ยังเป็นสหายกันอยู่ ออกไปบำเพ็ญฌานอยู่ในป่าหิมพานต์ พอใกล้จะถึงหน้าฝน ฤาษีเหล่านั้นก็พากันเข้ามาจำพรรษา คือหลบฝนนั้นแหละในเมือง และก็บังเอิญเหลือเกินในเมืองนั้นมีคนร่ำรวย ๔ คนเป็นเพื่อนกัน เห็นฤาษีเหล่านั้นก็เกิดความเลื่อมใส ให้คนนิมนต์ไปพักยังสถานของตนคนละองค์ แล้งบำรุงด้วยข้าวน้ำเครื่องนุ่งห่มตามสมควร ดาบสทั้ง ๔ นั้น กลางวันก็ไปพักยังสถานที่ต่าง ๆ ตอนเย็นจึงกลับมารับนิมนต์ไว้

องค์หนึ่งกลางวันไปพักในดาวดึงส์เทวโลก
องค์หนึ่งกลางวันไปพักในเมืองบาดาล
องค์หนึ่งกลางวันในพิภพพญาครุฑ
องค์หนึ่งกลางวันไปพักในราชอุทยานของพระเจ้าธนญชัยโกรพ

เมื่อกลับมาแล้วก็พรรณาสมบัติของพระอินทร์ พญานาค พญาครุฑ และสมบัติของพระเจ้าธนญชัยโกรพ ให้คนรวยเหล่านั้นฟัง พวกเขาเหล่านั้นฟังแล้วก้เกิดอยากได้ ทำบุญแล้วก็ปรารถนาให้ได้สมบัตินั้น ๆ ครั้นสิ้นชีพก็ได้ไปบังเกิดในสถานที่เหล่านั้น

คนหนึ่งได้ไปบังเกิดเป็นพระอินทร์ในดาวดึงส์
คนหนึ่งได้ไปบังเกิดเป็นพญานาคอยู่ ณ นาคพิภพ
คนหนึ่งได้ไปบังเกิดเป็นพญาครุฑอยู่ ณ วิมานฉิมพลี
คนหนึ่งได้ไปบังเกิดเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าธนญชัยโกรพ มีนามว่าโกรพกุมาร

เมื่อโกรพกุมาร ได้ครองราชสมบัติก็ปฎิบัติตนอยู่ในโอวาทของวิธูรบัณฑิต แต่ทั้ง ๆ ท้าวเธอทรงศีลและปฎิบัติตามทศพิธราชธรรม ก็ยังปรากกฎว่าพระองค์ชอบเล่นสกามากทีเดียว การทอดสกาของพระเจ้าโกรพ ไม่มีผู้ใดจะชนะได้เลย เพราะนางเทพธิดาตนหนึ่งได้พิทักษ์รักษาท้าวเธอ คอยกลับลูกสกาที่ทอดให้ได้แต้มดี โดยคนอื่นไม่รู้ไม่เห็นเลย

เมื่อถึงวันอุโบสถ ท้าวเธอก็สละราชสมบัติออกไปรักษาอุโบสถอยู่ในพระราชอุทยาน ถึงพระอินทร์ พญานาค และพญาครุฑ ก็มารักษาพระอุโบสถอยู่ด้วยกัน แต่ยังมิได้พบกัน เพราะต่างคนต่างก็นั่งอยู่ที่แห่งหนึ่ง ตอนเย็นออกจากที่นั่งเจริญสมาบัติจึงได้พบกัน พอพบกันด้วยวาสนาคบค้าชอบพอกันมาแต่ชาติปางก่อน จึงเป็นเหตุให้ชอบพอกัน ต่างก็สนทนาปราศรัยกันจึงมีปัญหาเกิดขึ้นในระหว่างท้าวเธอทั้ง ๔ ว่า เราต่างคนก็ต่างละเคหะสถานออกมาถืออุโบสถอย่างนี้ ศีลของใครจะประเสริฐกว่ากัน พระพญาวรุณนาคราชกล่าวขึ้นก่อนว่า
ของข้าพเจ้าสิประเสริฐกว่าของใคร
เพราะอะไร
ข้าพเจ้าอดทนโทโส ได้ เพราะธรรมดานาคย่อมเป็นศัตรูทำลายล้างผลาญ เพราะฉะนั้นเมื่อข้าพเจ้าเป็นแทนที่จะโทโสข้าพเจ้ากลับข่มความโกรธ เสียได้ จึงเห็นว่าศีลของข้าพเจ้านั้นแหละประเสริฐกว่าท่านทั้งสาม พญาครุฑจึงว่า
ศีลของข้าพเจ้าสิจึงจะประเสริฐกว่าบองท่านทั้งหลาย
เพราะอะไรล่ะ ?
เพราะข้าพเจ้าอดกลั้นความอยาก ไว้ได้ ตามธรรมดาแล้วนาคเป็นอาหารอันโอชาของข้าพเจ้า ถ้าพบทีไรหมายความว่านาคต้องจะต้องไปอยู่ในท้องข้าพเจ้า แต่เพราะข้าพเจ้ารักษาศีลจึงเป็นเหตุให้อดกลั้นต่อความอดอยาก ไม่ละเมิดองค์ศีล นี่แหละจึงเห็นว่าศีลของข้าพเจ้าดีกว่าศีลของท่านทั้งหลาย สมเด็จท้าวอมรินทร์ก็ตรัสขึ้นมาบ้างว่า
ข้าพเจ้าว่าศีลของข้าพเจ้าสิประเสริฐกว่าท่านทั้งหลาย
เพราะอะไร ?
เพราะข้าพเจ้าสละทรัพย์สมบัติทิพย์ อันประกอบด้วย กามคุณอันได้แก่ความสนุกสนานเพลิดเพลินเสียได้ ลงมารักษาอุโบสถ จึงเห็นได้ว่าศีลของข้าพเจ้าสิประเสริฐกว่าคนอื่น พระเจ้าโกรพก็ตรัสบ้าง
แต่ข้าพเจ้าว่าศีลของข้าพเจ้าประเสริฐกว่าของพวกท่าน
เพราะอะไร
ก็เพราะข้าพเจ้าได้ตรองเห็นโทษของ กามคุณจึงได้สละออกมารักษาอุโบสถศีล ฉะนั้นข้าพเจ้ามารักษารักษาอุโบสถด้วยการพิจารณาเห็นคุณและโทษแล้ว จึงเห็นว่าศีลของข้าพเจ้าดีกว่าของคนอื่น

ต่างคนก็ต่างสรรเสริญศีลของกันและกัน แต่ก็ยังไม่ยอมให้ใคร ดีกว่า

ขณะนั้นนั้นเอง ท้าวเธออมรินทราธิราชจึงตรัสถามพระเจ้าโกรพขึ้นว่า
พระราชสมภารในแว่นแคว้นนี้ไปมีผู้เป็นนักปราชญ์บ้างหรือ
มีสิท่าน
ใครล่ะ?
วิธูรบัณฑิตของข้าพเจ้าเอง
ถ้าอย่างนั้น พวกเราไปบ้านเจ้าวิธูรให้เขาตัดสินดีกว่า

เมื่อเห็นพร้อมกันอย่างนั้น พระเจ้าโกรพก็พาพระอินทร์ พญานาค พญาครุฑ ไปยังสำนักเจ้าวิธูร เชื้อเชิญให้เจ้าวิธูรตัดสินโดยตบแต่งที่นั่งให้ดีแล้วเชิญวิธูรขึ้นนั่ง พลางพระโกรพก็ตรัสเล่าเรื่องทั้งหมดต่างรักษาอุโบสถ แต่ยังตกลงกันไม่ได้ว่าศีลของใครดีกว่ากันแน่ วิธูรบัณฑิตก็ให้คนทั้ง ๔ เล่าให้ฟัง เมื่อได้สดับฟังแล้วก็เห็นว่าคุณธรรมทั้ง ๔ นั้นเสมอกัน มิได้มีใครสูงต่ำกว่ากัน จึงตรัสว่า
ขอเดขะ ศีลของพระองค์ทั้ง ๔ เสมอกัน มิได้สูงกว่ากัน

๔ ได้สดับก็เกิดโสมนัสปีติยินดี ท้าวอมรินทร์บูชาด้วย ผ้าวิเศษทุกุลพัสตร์ มีเนื้อละเอียดเหงื่อไคลไม่สามารถจะจับได้ พร้อมกับตรัสว่า ผ้าทิพย์ผืนนี้ข้าพเจ้าขอบูชาธรรม
พญาครุฑก็บูชาด้วย ดอกไม้ทอง
ส่วนนาคก็บูชาด้วย แก้วคล้องอยู่ที่พระศอ
พระเจ้าโกรพทรงบูชาด้วย โคนมถึงพันตัว

แล้วต่างองค์ต่างก็กลับยังสถานที่อยู่ของตน พญานาคพอกลับลงไปถึงบาดาล วิมาลามเหสีเห็นแก้วที่ห้อยพระศอพญานาคหายไปก็ถามขึ้น พญานาคก็ตอบว่าได้บูชาธรรมที่วิธูรบัณฑิตแสดงไปเสียแล้ว

วิมาลามเหสีก็อยากจะสดับธรรมบ้าง แต่เห็นว่าตนจะขึ้นไปฟังธรรมก็ไม่ได้ จะเอาวิธูรลงมาเทศให้ฟังก็คงไม่มีทางเพราะท้าววรุณนาคราชคงไม่อาจจะทำได้ เพราะเคารพเจ้าวิธูรมาก ทำอย่างไรจึงจะได้ฟังธรรม เห็นจะต้องใช้กลอุบาย ดังนั้นนางจึงทำเป็นป่วยไม่สบายไป เมื่อท้าววรุณนาคราชมาถามก็แกล้งทำเป็นอิดเอื้อน และแกล้งทำเป็นเฉยเสียไมได้ตอบว่า

ขอเดชะ กระหม่อมฉันป่วยไข้ครั้งนี้ ถ้าไม่เห็นหัวใจเจ้าวิธูรมาแล้วเห็นจะไม่มีชีวิตต่อไป แต่ว่าต้องได้มาโดยชอบธรรม คือเจ้าตัวยินดีจะให้ด้วย ท้าววรุณก็หนักใจจึงปรารภกับพระนางว่า
น้อง เรื่องนี้เห็นจะยาก เพราะเจ้าวิธูรนั้นพระเจ้าแผ่นดินรักษากวดขันนัก เพียงแต่จะได้เห็นก็ยังยากอยู่ แล้วใครเลยจะสามารถไปเอาตัวเจ้าวิธูรมาได้ เห็นจะไม่สำเร็จเสียแล้ว

เมื่อเห็นว่านางยังมีอาการเช่นเดิม ท้าวเธอก็กลัดกลุ้มกินไม่ได้นอนไม่หลับ ร่างกายซูบผอมผิดปกติไป อิรันทตีผู้เป็นราชธิดาเห็นจึงสอบถามได้ความว่า มารดาอยากได้หัวใจเจ้าวิธูร จึงทูลว่า
ขอเดชะ หากพระราชบิดาไม่มีความสามารถแล้ว กระหม่อมฉันจะขอรับอาสาที่จะนำหัวใจเจ้าวิธูรมาให้พระมารดาให้ได้ พร้อมกับทูลลาไป ท้าววรุณนาคราชก็อวยพรให้ได้การให้ไปได้รับความสำเร็จกลับมา

อิรันทตีเมื่อออกจากวังแล้ว ก็แทรกน้ำขึ้นมายังเมืองมนุษย์โลก และเหาะไปยังเขากาลคีลีอันสูงถึง ๖๐ โยชน์ ครั้นถึงแล้วก็ตกแต่งชะง้อนหินแห่งหนึ่งด้วยดอกไม้หลายหลาก และตนเองประดับประดาเครื่องแต่งตัวอย่างงดงาม ยืนฟ้อนรำขับร้องอยู่ยังสถานที่นั้น

ข้อความขับร้องนั้นก็พรรณนาถึงความงามของนางและความปรารถนาที่นางจะได้ดวงใจของเจ้าวิธูร มิว่าผู้ใดทำให้สำเร็จความประสงค์ของนางได้ นางจะมอบตัวให้เป็นคู่ครองของผู้นั้น

ในขณะนั้นเองยักษ์เสนาบดีของท้าวกุเวร หรือเรียกอย่างหนึ่งว่า ท้าวเวสสุวัณ อันมีนามว่าปูณณกะ เผอิญขี่ม้าเหาะผ่านมาทางนั้น พอได้ยินเสียงนางก็รู้สึกเพราะจับจิตจับใจเหลือเกิน จึงเข้าไปสอบถาม เมื่อทราบความแล้วก็กล่าวว่า
แม่อิรันทตี นี่เป็นเรื่องเล็กเหลือเกิน ข้าพเจ้าอาสาจะนำหัวใจเจ้าวิธูรมาให้แม่ให้ได้ และเมื่อนั้นก็จะขอตัวเจ้าเป็นคู่ครอง
ถ้าท่านทำได้อย่างปากว่า ข้าพเจ้าก็ยินดี ปูณณกะยักษ์ขับเข้าม้าเข้ามาใกล้นาง พลางกล่าวชวนเชิญนางขึ้นหลังม้าเพื่อจะพานางไป แต่นางท้วงว่า
หากท่านปฎิบัติงานสำเร็จ ได้ดวงใจเจ้าวิธูรมาให้มารดาแล้ว ข้าพเจ้ายินดีเป็นคู่ครองของท่าน แต่เวลานี้ต้องขอตัวก่อน
ถ้าอย่างนั้นอีก ๒ - ๓ วัน เราจะนำหัวใจเจ้าวิธูรมา
ขอให้ท่านจงโชคดีเถิด

แล้วปุณณกะยักษ์ก็ขับม้ากลับไปยังสถานที่ของตน ปุณณกะยักษ์จะขาดเฝ้ามิได้ จึงคิดหาอุบายหลีกเลี่ยงไม่ต้องเฝ้าท้าวเวสสุวัณ พอดีวันนี้มีคดีระหว่าง ๒ ยักษ์เกิดขึ้น เรื่องถึงท้าวเวสสุวัณตัดสิน ปุณณกะยักษ์รู้ดีว่าถ้าไปลาเพื่อจะออกไปเอาหัวใจเจ้าวิธูรก็จะไม่ได้รับอนุญาต

จึงไปแอบที่หลังของยักษ์ที่ชนะหมอบกราบอยู่ พอท้าวเวสสุวัณตรัสกับผู้ชนะว่า ไปได้ เป็นคำอนุญาติแล้วขึ้นมา คิดว่าจะไปจับตัวเจ้าวิธูร แล้วก็กลับมาคิดได้ว่าเจ้าวิธูรมีข้าทาสบริวารมากมายเห็นจะไม่ได้ และเห็นกลอุบายอย่างหนึ่ง เพราะเขาทราบมาว่าพระเจ้าโกรพทรงติดสกางอมแงม ถ้าใครไปเล่นก็มีหวังจะแพ้ เพราะพระองค์ทอดแต้มลูกสกาได้อย่างกับมือผีพลิก
ก็จะอะไรเสียอีก มือผีพลิกจริง ๆ ปุณณกะยักษ์เห็นชนะพระเจ้าโกรพได้ง่าย ๆ ดังนั้นจึงเอาแก้วมณีชื่อมโนหรได้แล้ว ก็ควบม้าตรงไปยังอินทปัตย์

ครั้นมาถึงก็ตรงเข้าไปเฝ้า ท้าวเธอก็ตรัสถามเป็นเชิงสนทนา ปุณณกะยักษ์ก็ได้ตอบตามสมควรพร้อมกับกล่าวว่า
ขอเดชะ ข้าพระองค์ได้ทราบข่าวว่าพระองค์เชี่ยวชาญทางสกานัก ข้าพระองค์จึงได้ดั้นด้นมมาเพื่อจะดูแต้มสกาของพระองค์สักหน่อย
พระเจ้าโกรพทรงพระสรวลด้วยความพระทัย พร้อมกับตรัสว่า
เชื่ออะไรใครว่าเราเก่ง เราเดินได้เพียงเล็กน้อย เล่นแก้รำคาญล่ะมากกว่า
ข้าพระองค์อยากเห็นจริง ๆ
ได้ แต่ท่านมีอะไรมาวางเป็นเดิมพันล่ะ

ปุณณกะยักษ์ขยายเอาแก้วมโ