posted on 24 Jul 2007 18:41 by bannpeeploy in buddhism
ตู้พระไตรปิฏกบ้านพี่พลอย
รวบรวมเรื่องพุทธประวัติ และนิทานชาดก
สนใจเลือกรับฟังตอนอื่น คลิ๊กที่นี้คะ
พระชาติที่6 พระภูริทัตตอนที่ 2


<><><><>ในเรื่องนี้เจ้าทัตซึ่งเป็นองค์ที่ ๒ เป็นตัวเอกของเรื่องนี้เพราะมีปัญญามาก จึงได้นามภายหลังว่า /> /> />><><>ภูริทัต />>
เพราะพระนางสมุทรชาไม่เคยรู้ว่าเมืองนี้เป็นเมืองนาคนั้นเอง จึงมีพี่เลี้ยงของเจ้าอริฎฐะ ซึ่งเป็นโอรสองค์สุดท้ายของท้าวทศรถเสี้ยมสอนเจ้าอริฎฐะ ว่ามารดาเป็นมนุษย์ ไม่ใช่นาค อริฎฐะอยากทราบความจริง เวลากินนมเลยแสดงอาการข้างล่างเป็นนาค พระนางตกพระทัยผลักเจ้าอริฎฐะตกลงไป เล็บพระนางเผอิญทิ่มตาของเจ้าอริฎฐะถึงกับแตกไปข้างหนึ่ง ท้าวทศรถทราบเรื่องจะประหารเจ้าอริฎฐะเสีย แต่พระนางทูลขอไว้ และนับแต่นั้นพระนางก็ทราบว่าเมืองนั้นเป็นเมืองนาค
ท้าวทศรถต้องไปเฝ้าท้าววิรูปักข์ ซึ่งเป็นมหาราชกำหนด ๑๕ วันครั้งหนึ่ง เจ้าทัตก็ไปพร้อมกับบิดาด้วย และได้แก้ปัญหาในที่ประชุม ได้รับสรรเสริญว่าเป็นคนมีปัญญา นับแต่นั้นมาจึงได้นามว่าภูริทัต ภูริทัตได้เห็นสมบัติของท้าวมหาราช และสมบัติพระอินทร์ และสมบัติของบิดาตนแล้ว เห็นว่าสู้ของพระอินทร์ไม่ได้ อยากจะได้ แต่ตนเป็นสัตว์เดรัจฉานทำอย่างไรก็คงไม่ได้จึงคิดรักษาอุโบสถศีลเพี่อเสวงเลิศในภายหน้า
เมื่อลงมาจากเฝ้าเท้ามหาราชแล้ว ก็ดำริจำรักษาอุโบสถในแดนมนุษย์ แต่ถูกพระมารดาาห้ามปรามก็เลยไปรักษาอุโบสถอยู่ในพระราชฐาน แต่อยู่ไป ๆ ก็คิดเห็นว่าไม่เป็นปกติได้ เพราะสนมกำนันในยังเฝ้าแหนอยู่มิได้ขาด เลยไม่บอกให้ใคร ๆ รุ่งขึ้นไปรักษาอุโบสถอยู่ที่จอมปลวกริมฝั่งน้ำยมนา ตั้งความปรารถนาสละชีวิตร่างกายของตนให้แก่ผู้ต้องการ
ยังมีพรานป่า ๒ คนพ่อลูก พ่อชื่อเนสาท ลูกชื่อโสมทัตทั้งสองคนเข้าป่าล่าเนื้อไปขายเป็นประจำ วันหนึ่งเข้าป่าไปแต่หาเนื้อวันยังค่ำก็ไม่พบเนื้อเลย จนกระทั้งเย็นมาถึงใกล้ฝั่งแม่น้ำยมนา ก็พอดีพบเนื้อตัวหนึ่งมากินน้ำ จึงยิงธนูไปถูกเนื้อ แต่เผอิญเนื้อไม่ตายหนีไปได้ จึงติดตามรอยเลือดไปก็พอดีพลบค่ำ จึงจำเป็นเข้าไปอาศัยซุ้มไม้แห่งหนึ่งใกล้กับเจ้าภูริทัตจำศีลเป็นที่พักผ่อนหลับนอน และในคืนนั้นเองพราน ๒ พ่อลูก ก็ได้ยินเสียงดนตรีขับกล่อม จึงย่องไปมองดูก็พบเจ้าภูริทัตซึ่งมีนางนาคสาว ๆ ขับกล่อมบรรเลงอยู่ จึงเข้าไปใกล้ พวกนาคเหล่านั้นก็เลยหนีไปหมดเหลือแต่ภูริทัตผู้เดียว พรานทั้งสองจึงเข้าไปสอบถามว่าเป็นอะไร มาทำอะไรอยู่ที่นี่ ภูริทัตจึงบอกความจริงว่าเป็นพญานาคมารักษาศีลอยู่ที่นี่ แล้วกลัวว่าพราะเป็นหมองูมาทำอันตราย จึงเชิญไปเสวยสุชอยู่ในนาคพิภพด้วย
แต่เพราะคนทั้งสองมีวาสนาน้อย ไม่อาจจะเสวยสุขอยู่ในบาดาลได้ จึงขอกลับขึ้นไปบนโลกมนุษย์อีก เจ้าภูริทัตก็อำนวยตามทุกประการ และได้มอบสมบัติให้เป็นอันมากอีกด้วย เมื่อคนทั้งสองขึ้นไปแล้ว สมบัติที่ให้มาก็อันตธานหายไปสิ้น ทั้งสองคนก็คงตกเป็นพรานพร้อมด้วยเครื่องแต่งกายอย่างเดิมอีก และนับแต่นั้นก็เข้าป่าล่าเนื้อขายเช่นเดิม
คราวครั้งนั้นมีครุฑตัวหนึ่ง อาศัยอยู่ในวิมานฉิมพลีแถบใกล้มหาสมุทร บินลงมาจับนาคได้ตัวหนึ่งแล้วพาบินไปนาคนั้นกลัวตายก็เอาหางตวัดต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่งอันเป็นที่จงกลมของฤาษีตนหนึ่งหนึ่งติดไปด้วย ครุฑพาไปจนถึงที่เคยกินก็กินนาคเสีย ต้นไทรก็เลยตกลงไปยังพื้นข้างล่างดังสนั่น ครุฑจึงคิดว่าเราจะบาปหรือไม่ จึงแปลงกายเป็นหนุ่มน้อยเข้าไปหาฤาษี ถามว่าจะเป็นบาปหรือไม่ พระฤาษีว่าไม่บาป เพราะไม่มีเจตนา ก็ดีใจแล้วถวายแก้วให้ฤาษีไว้ดวงหนึ่ง พร้อมกับมนต์ชื่ออาลัมพายและยาทิพย์ซึ่งงูจะต้องกลัว และอยู่ในอำนาจ พระฤาษีแม้จะไม่อยากได้ก็ต้องรับไว้ เพราะครุฑยัดเยียดให้รับ
สมัยนั้นมีพราหมณ์ผู้หนึ่งตกยากเป็นหนี้สินมากจนไม่มีจะใช้เขา จึงคิดจะซุกซ่อนตัวตายเสียในป่า จึงเดินทางเข้าไปป่าจนกระทั่งถึงอาศรมของฤาษีนั้น เห็นว่าไกลจากบ้านเมืองผู้คน จึงแวะเข้าไปอาศัยอยู่ และกระทำปฎิบัติฤาษีนั้นตามสมควร
ฤาษีจึงได้บอกมนต์และยาทิพย์ให้แก่เขา แม้เขาจะไม่อยากได้ก็ต้องรับเพราะเกรงใจฤาษี เมื่อเรียนมนต์อาลัมพายได้แล้วจึงลาฤาษีออกเดินทาง และเผอิญผ่านริมน้ำยมนาซึ่งภูริทัตจำศีลอยู่
คืนวันนั้นนางนาคพากันมาขับกล่อมให้ภูริทัตเพลิดเพลิน เมื่อสว่างแล้วจึงพากันไปเล่นอยู่ที่หาดทราย เอาแก้ววิเศษวางไว้ระหว่างทาง ขณะกำลังเล่นอยู่นั้นพราหมณ์ก็เดินท่องมนต์ผ่านมานางนาคเหล่านั้น ก็ตกใจคิดว่าพญาครุฑมา จึงพากันทิ้งแก้วเสียแล้วหลบหนีไปยังบาดาล พราหมณ์เห็นแก้วมณีวางอยู่ จึงหยิบมาถือแล้วเดินเรื่อยไปจนกระทั่งมาพบพรานพ่อลูกซึ่งเคยไปอยู่เมืองบาดาลมาแล้ว พอลูกพรานเห็นแก้วก็จำได้ว่าเป็นของที่ภูริทัตให้มาแต่ตนทำตกถึงพื้น แก้วดวงนี้เลยอันตรธานหายไป จึงบอกบิดาทราบ และพากันเข้าไปขอแก้ว พราหมณ์ไม่ให้ และได้สอบถามเรื่องแก้วได้ความดังเรื่องข้างต้น เพื่อจะได้ทดลองมนต์ พรานก็พาไปจนถึงที่ภูริทัตจำศีลอยู่ที่จอมปลวก แล้งชี้บอกและขอรับแก้ว พราหมณ์จึงยื่นให้กับพราน แต่เขารับไว้ไม่แน่นแก้วตกลงถึงพื้นเลยหายลงไปเสีย เขาก็เลยอดทั้งแก้ว และได้เนรคุณต่อผู้มีพระคุณของตนอีกด้วย
พอพรานพาพราหมณ์เข้าไปถึง ภูริทัตเห็นแล้วก็จำได้ว่าเคยนำไปไว้เมืองบาดาล และขอกลับมาอยู่มนุษย์โลกจะบรรพชาอุปสมบท แต่ก็หาทำไม่ กลับพาหมองูมาทำทำอันตรายแก่ตน และตนจะทำอันตรายหมองูตนก็จะขาดศีล จึงคิดตกลงยอมสละชีวิตตามแต่เขาจะทำ พราหมณ์กินยางู แล้วร่ายมนต์เข้าไปจับภูริทัตดึงลงจากจอมปลวก แล้วจับลากกรอกยาทำให้หมดกำลังไป และทารุณอีกต่าง ๆ จนมีเลือดไหลออกทั้งปากและจมูก แล้วเขาก็ตัดเถาวัลย์มาสานกระโปรงใส่ภูริทัต เพื่อจะไปแสวงหาเงินตามที่ต่าง ๆ มาสถานที่ชุมชนคน ก็จัดแจงป่าวประกาศให้ผู้คนมาดู แล้วบังคับภูริทัตให้แผ่พังพาน ๓ ชั้น ๗ ชั้น ทำให้ใหญ่ให้เล็กตามความประสงค์เก็บเงินจากผู้ดู สภาพอย่างนี้ทำให้นึกไปถึง แขกเล่นงู เขาใช้ให้งูแผ่แม่เบี้ยฉกจวักด้วยเสียงดนตรีเท่านั้นแต่พราหมณ์เก่งกว่า ไม่ต้องใช้ดนตรี ใช้แต่คำสั่งเท่านั้น พญานาคที่มีฤทธ์เช่นภูริทัตยังต้องอยู่ในอำนาจ เล่นแล้วเอาเขียดใส่เพื่อจะให้กิน ภูริทัตก็ไม่กิน หากินโดยวิธีนี้จนร่ำรวยมีเงินมีทองมาก
ทางเมืองนาคเมื่อพวกนางนาคขึ้นมาไม่พบพระภูริทัตก็นำความไปบอก และนางสมุทรชาก็บังเกิดสุบินว่ามีคนมาตัดแขนเบื้องขวาของพระนางหนีออกไป กับประกอบได้ข่าวว่าเจ้าภูริทัตหายไป เจ้าสุทัศน์ผู้พี่ภูริทัต ก็รับอาสาออกติดตามพร้อม ๆ กับน้อง ๆ คือเจ้าสุโภคะและเจ้าอริฎฐะ และเห็นว่าน้อง ๆ เป็นคนโทโสร้าย หากว่าจะไปพบภูริทัตบนเมืองมนุษย์จะเกิดเดือดร้อนภายหลัง เมื่อไม่พอใจขึ้นมาก็จะพ่นพิษเผาผลาญตามนิคมชนบทพินาศหมด จึงส่งเจ้าสุโภคะไปยังป่าหิมพานต์ ให้เจ้าสุทัศน์อริฎฐะไปยังเทวโลก ช่วยกันค้นคว้าหาเจ้าภูริทัต ส่วนเจ้าสุทัศน์เองไปสู่เมืองมนุษย์พร้อมกับนาคผู้น้องอีกตนหนึ่งชื่อว่าอัจจะมุขี
การเล่นงูของพราหมณ์ได้แพร่สะพัดไปจนทราบถึงพระเจ้าสาครพรหมทัต ซึ่งเป็นพระเจ้าลุงของเจ้าภูริทัต ผู้ครองราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสีทรงพระประสงค์จะใคร่ทอดพระเนตร จึงรับสั่งให้พาเข้าไปแสดงให้ดู แต่พราหมณ์ก็ขอให้เป็นวันพรุ่งนี้
เมื่อถึงเวลาพราหมณ์ก็ให้คนหากระโปรงแก้วซึ่งใส่เจ้าภูริทัตเข้าไปในวังตรงไปยังหน้าพระลาน แต่พระเจ้าสาครพรหมทัตยังมิได้เสด็จออก มีประชาชนพลเมืองพร้อมอำมาตย์ราชบริพารมากันเป็นอันมาก มีพระดำรัสออกมาให้หมออาลัมเล่นไปก่อนเถิด สักครู่จึงเสด็จออกมา อาลัมพายจึงยกเอากระโปรงแก้วมาเปิดออก แล้วเรียกเจ้าภูริทัตออกมา เจ้าภูริทัตออกมาพอพ้นกระโปรงก็ชะเง้อดูรอบ ๆ การดูรอบ ๆ ของนาคนั้นด้วยสองประการคือเพื่อดูพญาครุฑ ถ้าเห็นก็จะได้หนีทันไม่เป็นอันตราย ๑ และถ้าเห็นญาติของตนเกิดละอายไม่อาจจะแสดงได้ ๑ เมื่อเจ้าภูริทัตชะเง้อมองรอบ ๆ ก็พบเจ้าสุทัศน์ซึ่งแปรงเพศเป็นฤาษีติดตามมา โดยสอบถามประชาชนพลเมืองเรื่อยมา จนทราบความว่ามีหมองูจะนำเอางูใหญ่มาเล่นให้ดู จึงมายืนดูด้วย เจ้าภูริทัตก็เลื้อยช้า ๆ ตรงเข้าไป
ประชาชนพลเมืองเห็นงูใหญ่เลื้อยตรงเข้ามาก็ตกใจพากันแตกหนีเป็นช่องไป เจ้าภูริทัตเลื้อยมาตรงหน้าเจ้าสุทัศน์ก็ซบศรีษะลงไปบนเท้าของฤาษี ร้องไห้สักครู่แล้วเลื้อยกลับเข้ากระโปรงไม่ยอมแสดง อาลัมพายเห็นงูของตนเลื้อยไปซบศรีษะบนเท้าฤาษีก็คิดว่าจะกัดเข้าแล้ว จึงตรงไปเพื่อจะปลอบฤาษีโดยบอกว่า
ท่านผู้เจริญ งูพิษร้ายของข้าพเจ้าตัวนี้คงไปกัดท่านเข้าแล้ว ไม่เป็นไร ข้าพเจ้าจะรักษาให้เพราะข้าพเจ้าเป็นหมองู
ฮ่ะ? ฮ่ะ? พระดาบสหัวเราะ ท่านว่ายังไงนะ งูตัวนั้นน่ะรึมีพิษ
มีจริงนะท่าน เพียงแต่ท่านถูกพิษเพียงเล็กน้อยท่านก็จะถึงแก่ความตายทันที
ท่านโกหกหลอกลวงประชาชน อาตมาดูแล้วว่างูตัวนี้ไม่มีพิษเลย ยังบอกว่ามีพิษ เรานี่แหละหมองูผู้วิเศษล่ะ
พระดาบส ท่านอย่าอวดดีไป งูของเรามีพิษร้ายมากถ้าไม่เชื่อพนันกันสัก ๕.๐๐๐ ไหมล่ะ พระฤาษีก็รับคำท้าและบอกว่า
เดี๋ยวก่อน เราจะเข้าไปหาเงินมาวางก่อน แล้วเจ้าสุทัศน์ก้เข้าไปในพระราชวัง ขอเฝ้าพระพระเจ้าสาครพรหมทัต เมื่อเข้าเฝ้าแล้วก็กลาบทูลขอเงิน ๕.๐๐๐ ซึ่งก็ทำให้พระพระเจ้าสาครพรหมทัตสงสัย ก็สอบถามจนได้ความว่าจะเอาไปพนันกับหมองู พระองค์ก็ยินยอมให้ และเสด็จออกมาพร้อมกับเจ้าสุทัศน์ด้วย อาลัมพายพอเห็นก็ตกใจว่าพระฤาษีเป็นคนของพระเจ้าแผ่นดิน เกรงจะมีภัยจึงพูดกับดาบสว่า
ท่านผู้เจริญ เรื่องพนันอย่าถือเป็นเรื่องจริงเรื่องจังเลย เมื่อกี้ข้าพเจ้าโกรธที่ท่านดูถูกข้าพเจ้าหาว่าหลอกลวง เอางูไม่มีพิษมาเล่น
"จริงอย่างนั้นท่านหมองู งูตัวนั้นไม่มีพิษ แม้แต่งูเหลือมงูเขียวก็ดูมีจะมีพิษมากกว่า เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงว่าท่านหลอกลวงประขาชนหากินไปวันหนึ่ง ๆ
พิโธ่? พระดาบส ข้าพเจ้าพูดจริง ๆ ว่างูตัวนี้มีพิษร้าย
ข้าพเจ้าจะสู้กับท่านด้วยเขียดน้อยเท่านั้น
ท่านผู่เจริญ ท่านออกจะดูหมิ่นข้าพเจ้ามาก ท่านควรจะรู้ข้าพเจ้าเป็นหมองู ซึ่งในแผ่นดินไม่มีใครเทียมเลย
โกหก ท่านลองดูเขียดของข้าพเจ้าก่อนเถิด แล้วเจ้าสุทัศย์ก็เรียกนางอัจจะมุขี ซึ่งแปลงกายเป็นเขียดน้อยอาศัยอยู่บนชฎา โดยแบมือร้องเรียก นางอัจจะมุขีก็โดดลงบนฝ่ามือ แล้วคายพิษไว้บนมือเจ้าสุทัศน์หน่อยหนึ่ง แล้วโดดขึ้นไปอาศัยอยู่บนชฎาอีก พระฤาษีจำเป็นก็ประกาศด้วยเสียงอันดังว่า
เมืองพาราณสีจะพินาศเสียแล้ว พระเจ้าสาครพรหมทัตตกพระทัยมาก จึงรับสั่งถามว่า
"เพราะเหตุใดจึงได้ว่าเช่นนั้น
เพราะว่าพิษที่ข้าพเจ้าถืออยู่นี้ร้ายแรงเหลือที่จะกล่าว อาลัมพายก็ได้แต่ยิ้ม ๆ พิษเขียด เออ? ช่างพูดออกมาได้ว่าร้ายแรง แต่ก็ฟังต่อไป
พระคุณเจ้าก็ทิ้งลงในแผ่นดินสิ
ขอเดชะ หากอาตมาภาพจะทิ้งพิษนี้บนแผ่นดินแล้วไซร้ ภายในเมืองนี้ข้าวกล้าก็จะวิบัติ รุขชาติทั้งหลายจะตายหมด
ถ้าเช่นนั้นจงสาดขึ้นไปบนอากาศ
ถึงเช่นนั้นจะทำให้ฝนแล้งไปถึง ๗ ปี อาลัมพายชยับปากจะต่อคำสักหน่อย แต่เพราะอยู่หน้าพระที่นั่ง จึงได้แต่นิ่งฟัง
แล้วทำอย่างไรจึงจะไม่มีความวิบัติ
พระองค์จงตรัสให้ขุดหลุมลึกสัก ๓ หลุม หลุมที่ ๑ ใส่ยาสมุนไพรทุกชนิดลงไปให้เต็ม หลุมที่ ๒ ใส่มูลโคลงไปให้เต็ม หลุมที่ ๓ ใส่ยาทิพย์ให้เต็ม"
พระราชาตรัสสั่งให้ทำดังนั้น เจ้าสุทัศน์จึงเอาพิษนาคนั้นใส่ในหลุ่มที่ ๑ ก็เป็นไฟเผาไหม้ยาทั้งปวงนั้นจนกระทั่งหมดแล้วลามไปหลุมที่ ๒ ไหม้มูลโคหมด แล้วลามไปไหม้หลุมที่ ๓ ที่ใส่ยาทิพย์แล้วจึงดับ อาลัมพายซึ่งไม่ยอมเชื่อได้ยืนใกล้หลุมที่ ๓ จึงถูกไอไฟลน ร้อนถึงถลอกปอกเปิกกลายเป็นขี้เรื้อนด่างเป็นดวง ๆ โดดออกไปห่าง พลางร้องว่าเราปล่อยนาคล่ะ
ภูริทัตพอได้ยินอาลัมพายบอกว่าปล่อย ก็ออกจากกระโปรง แล้วกายร่างเป็นมนุษย์เข้าไปเฝ้าพระเจ้าสาครพรหมทัตพร้อมกับเจ้าสุทัศน์และนางอัจจะมุคี ซึ่งก็กลายร่างเป็นคนเข้าไปเฝ้าด้วยกัน
เมื่อเข้าไป เจ้าสุทัศน์จึงถามพระเจ้าสาครพราหมทัตว่าทราบหรือไม่ว่าพวกเราเป็นใคร ซึ่งพระเจ้าสาครพรหมทัตก็บอกว่าไม่รู้ จึงบอกว่าพวกตนเป็นหลาน อันเกิดจากท้าวทศรถกับพระนางสมุทรชา ซึ่งเป็นน้องสาวของพระเจ้าสาครพรหมทัตเอง พร้อมกับลากลับไป และว่าจะพาพระมารดามาเยี่ยมภายหลังแล้วก็แทรกแผ่นดินกลับบาดาลไป ทางบาดาลยินดีกันใหญ่ที่เห็นเจ้าภูริทัตกลับมา เมื่อพระนางสมุทรชาได้ทราบเรื่องจากเจ้าสุทัศน์ แล้วก็คิดจะไปเยี่ยมพี่ชาย เจ้าสุโภคะซึ่งติดตามไปทางหิมพานต์ไม่พบอะไร ก็มุ่งหน้ากลับมา เผอิญได้ยินพรานป่าผู้กำลังอาบน้ำล้างบาปที่ได้ประทุษร้ายเจ้าภูริทัต จึงเอาตัวมาให้ภูริทัตตัดสิน ซึ่งภูริทัตก็ปล่อยไป เมื่อพระนางสมุทรชาไปเยี่ยมพระเจ้าสาครพรหมทัตแล้วก็กลับมายังเมืองนาค นับแต่นั้นเจ้าภูริทัตก็อยู่สุขสบายตราบจนสิ้นอายุ
。 ในเรื่องนี้เราจะได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันบ้าง ก็คือว่าเราได้ขันติ คือความอดทน ตอนที่นายอาลัมพายมาทำร้ายจับเอาไปทรมานทรกรรมจนแทบทนไม่ได้ หากเป็นนาคอื่นก็อาจจะพ่นพิษเอาอาลัมพายตายไปก็ได้ และเห็นโทษของการเนรคุณ ซึ่งนายพรานสองพ่อลูกได้ทำให้เจ้าภูริทัตถูกจับ เพราะอยากได้แก้วเท่านั้นเอง เรื่องนี้ก็ถึงที่สุดเพียงเท่านี้ ฯ。。。


ด้วยรัก/จากใจ..พลอยจ๋า