สนใจอ่านข้อมูลในโรคอื่นๆ คลิ๊ก "บทความทางการแพทย์"
หรือ คลิ๊ก articles ก็ได้นะค่ะ
.
โฟเบีย..โรคความกลัวสุดขีด
ณ เกมโชว์อันน่าตื่นตารายการหนึ่ง ดาราสาวรูปร่างหน้าตาสะสวย แต่งเนื้อแต่งตัวดี ปรากฏกายขึ้นในฐานะแขกรับเชิญ ฝูงชนในห้องต่างปรบมือพร้อมส่งเสียงต้อนรับอึงคะนึง เธอตอบรับด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ
พิธีกรผู้ช่วยปรากฏตัวจากหลืบเล็กๆ ข้างเวที พ้อมอุปกรณ์ประกอบฉากชิ้นหนึ่งซึ่งมีขนาดไม่ใหญ่โตจนต้องแบกขึ้นหลัง แต่ก็ไม่เล็กพอที่จะซ่อนซุกไว้ในกระเป๋ากางเกงได้ หลายคนเดากันว่า มันน่าจะเป็นของขวัญเพื่อสร้างความประทับใจให้แก่แขกรับเชิญสาว แต่ไม่มีใครตอบได้ว่ามันคืออะไร เพราะเหนือวัตถุปริศนานั้น มีผ้าสีทึบผืนบางคลุมอยู่
เขาเดินใกล้เข้ามาแล้ว ดาราสาวหันไปยิ้มรับ คงนึกในใจเซอร์ไพรส์อะไรกันหนอ
เขาเดินมาหยุดที่ข้างตัวเธอแล้ว เธอยิ้มกว้างขึ้นอีก กลุ่มผู้ชมส่งเสียงเชียร์เปิดหน่อย! เปิดหน่อย!ใครๆ ก็อยากรู้ว่าสิ่งที่พิธีกรผู้ช่วยนำมาคืออะไร
พิธีกรชายหญิงเร่งเร้าเสียงโห่ร้องของคนดูให้ดีงขึ้นอีกเชียร์หน่อยครับ เชียร์หน่อย งานนี้มีเซอร์ไพรส์
เอาล่ะ ได้เวลาแล้ว พิธีกรผู้ช่วยกระตุกผ้าออกอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ภายใน พิธีกรคู่ชายหญิงหัวเราะร่า ผู้ช่วยของเขาและเธอมีสีหน้าเบิกบานไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน เสียงเป่าปากปี๊ดปิ้วยังคงอื้ออึงปนกับเสียงปรบมือพร้อมกันนั้นก็มีเสียงหวีดร้องขึ้น!
?@#&%$@#!!!!! ฟังไม่ได้สรรพ แต่มันมาจากแขกรับเชิญสาวสวยผู้นั้น พร้อมกับที่เธอยกช่วงเท้าเรียวยาวขึ้นวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต
ฝูงชนตะลึงงันไปชั่วขณะเกิดอะไรขึ้นกับดาราขวัญใจ??!! ก็นั่นมันแค่ลูกเจี๊ยบ!
หลังจากนั้น ความจริงจึงถูกเปิดเผยว่า นี่คือยุทธการหักหลังดารา เพราะผู้ใกล้ชิดเท่านั้นที่จะทราบว่า คุณนักแสดงสาวผู้เก่งกล้าสามารถยิ่งในจอมีวีนั้น แท้จริงแล้ว เธอเป็นโรคกลัวลูกเจี๊ยบขนาดหนัก!
ขออนุญาตทึกทักเอาเองว่า คุณผู้อ่านคงเคยผ่านหูผ่านตากับเหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้มาบ้าง ซึ่งในฐานะเพียงผู้รับรู้ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นขณะนั่งดูแขกรับเชิญของรายการต่างๆ เหล่านั้นวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนพร้อมร้องเสียงหลง เสียกิริยา คงไม่มีอะไรมากกว่าความตลกขบขัน อาจปนสะใจด้วยนิดหน่อย ที่ได้เห็นดาราหน้าหล่อหน้าสวยของเราถูกแกล้งเสียกระเจิงอย่างนั้น
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ดิฉันเองก็ขำกลิ้งระหว่างที่ดูเช่นเดียวกัน แต่เมื่อความฮานั้นผ่านพ้น และสติสัมปชัญญะกลับคืน ก็กลับเกิดอีกความรู้สึกหนึ่งเข้ามาแทนที่ นั่นคือ น่าเห็นใจพวกเขาเหล่านั้น ที่เกิดความกลัวสุดขีดคลั่ง ต่อบางสิ่งบางอย่างที่ไม่มีพิษมีภัยสักนิดและอาการอย่างที่ว่า ก็ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับคนดังหรือดารา แต่ใครๆ ก็มีโอกาสเกิดอาการทางประสาทประเภทเดียวกันนี้ได้
เราเรียกอาการทางประสาทประเภทนี้ว่า โฟเบีย
ในพจนานุกรม อธิบายคำว่า โฟเบีย (Phobia) นี้ว่าหมายถึง ความกลัว โรคหวาดกลัว ความกังวลชนิดครอบงำ ซึ่งฟังดูแล้วก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องร้ายแรงหรือน่าเห็นอกเห็นใจอะไรเท่าไหร่ เพราะเราทุกคนล้วนแล้วแต่มีความกลัวอะไรบางอย่างกันทั้งนั้น
แต่ นายแพทย์ไมเคิล คาฮาน จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคโฟเบีย โรงพยาบาลฮิลล์ไซด์ นิวยอร์ค ชี้แจงไว้อย่างนี้ค่ะว่า ผู้ที่มีอาการโฟเบียต่ออะไร จะกลัวสิ่งนั้นๆ "แบบไร้ขีดจำกัด" "อย่างไร้เหตุผล" และความกลัวที่ว่าก็ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของบุคคลนั้นด้วย
ยกตัวอย่างเช่น หากใครสักคนกลัวงู เรายังไม่สามารถด่วนสรุปได้ว่าเขาหรือเธอคนนั้นมีอาการโฟเบียงู นอกเสียจากว่า ความกลัวงูของเขาจะก่อให้เกิดผลกระทบในทางเลวร้ายต่อคุณภาพชีวิตของตัวเอง ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่า ผู้ที่เกิดอาการโฟเบียมีแนวโน้มที่จะทำ "ทุกวิถีทาง" เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับสิ่งนั้นๆ ซึ่งก็ส่งผลร้ายต่อไปอีกขั้น เพราะความพยายามในการหลบๆ เลี่ยงๆ สัตว์ วัตถุ หรืออะไรก็แล้วแต่ จะทำให้เกิดความเครียดและวิตกกังวลมากยิ่งขึ้นไปอีก
คุณหมอไมเคิลยังอธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า โดยทั่วไปแล้ว เราสามารถแบ่งโฟเบียได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ Specific Phobia และ Social Phobia
แปลกันอย่างตรงตัว Specific Phobia คือ โฟเบียแบบจำเพาะ และ Social Phobia ก็คือ โฟเบียทางสังคม
แต่เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ดิฉันขอสรุปอย่างนี้ก็แล้วกันค่ะว่า โฟเบียแบบจำเพาะ หรือ Specific Phobia คือความกลัวอย่างรุนแรงต่อ วัตถุ สัตว์ หรืออะไรบางอย่างเปนการเฉพาะเจาะจง เช่น กลัวหนู กลัวงู หลัวลิฟต์ กลัวเลือด กลัวความมืด กลัวหมอฟัน หรือกลัวลูกเจี๊ยบในรายของคุณดาราสาวในเหตุการณ์สมมติข้างต้น
ส่วนโฟเบียทางสังคม หรือ Social Phobia คือความกลัวในสถานการณ์ เช่น กลัวเวที กลัวการปรากฏตัวในที่สาธารณะ กลัวที่จะต้องทำความรู้จักกับคนแปลกหน้า ผู้ที่เกิดความกลัวในประเภทนี้ มักจะหลีกเลี่ยงการเข้าสังคม เพราะกลัวว่าตนเองอาจแสดงอะไรไม่เข้าท่าให้เป็นที่ขายหน้าได้ พูดง่ายๆ ก็คือ คล้ายกับคนขี้อาย แต่เป็นการอายแบบสุดขั้ว ชนิดที่แทบจะไม่สามารถไปไหนมาไหนโดยลำพังได้ ผู้ที่ตกอยู่ในภาวะเช่นนี้ไม่คิดหาทางแก้ไข ก็อาจส่งผลร้ายถึงขั้นที่ทำให้เกิดอาการเก็บกดหรือซึมเศร้า เสี่ยงต่อการเป็นโรคประสาทถาวรกู่ไม่กลับมากค่ะ
ตามสถิติที่แจ้งไว้ทางหน้าข่าวสุขภาพของ www.msn.com คือ ปัจจุบันชาวอเมริกันจำนวนร้อยละ 6-12 มีอาการโฟเบียแบบแรก ส่วนโฟเบียประเภทหลัง ตัวเลขปาเข้าไปถึงกว่าร้อยละ 13 แล้ว
ถามว่า โฟเบียมีสาเหตุมาจากอะไร .
ดิฉันขอย้อนกลับไปอ้างถึงคำพูดของคุณหมอไมเคิล คาฮาน นั่นคือ ไม่มีใครให้คำตอบได้แน่ชัด แม้ในบางรายของโฟเบียแบบจำเพาะ จะพอรู้คร่าวๆ ถึงต้นสายปลายเหตุได้อยู่บ้าง เช่น คนที่กลัวหมา นั่นก็อาจเป็นเพราะเคยถูกหมากัดตอนเด็กๆ หรือกลัวน้ำ เพราะเคยจมน้ำมาก่อน แต่โดยทั่วไปแล้ว ไม่มีใครสามารถฟันธงได้ว่าอาการโฟเบียเกิดจากอะไรแน่
อย่างไรก็ดี คุณหมอไมเคิลได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ผู้ที่มาจากครอบครัวซึ่งสมาชิกคนหนึ่งคนใดเป็นโฟเบีย จะมีแนวโน้มที่จะเกิดอาการอย่างเดียวกันมากกว่าคนทั่วไป และอาการโฟเบียมักจะเริ่มแสดงให้เห็นตั้งแต่ในวัยเด็ก
เสริมด้วยข้อสังเกตของ คุณหมอจูเลียน เฮิร์ซโควิทซ์ ผู้อำนวยการโครงการ TERRAP ซึ่งดูแลเรื่องโฟเบียโดยเฉพาะ จากนิวยอร์ค ที่ว่า ผู้ที่มีอาการโฟเบียมีแนวโน้มที่จะตื่นเต้นง่าย อ่อนไหว และมีปฏิกิริยาต่อสิ่งเร้าต่างๆ เร็วกว่าคนปกติ
นอกจากนั้น พวกโฟเบียยังมักจะเป็นผู้นิยมความสมบูรณ์แบบหรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่าพวก Perfectionist ซึ่งก็คือ พวกที่คลุ้มคลั่งใกล้บ้าต่อความผิดพลาดแม้จะเพียงเล็กน้อย และมักจะเป็นคนช่างเก็บความรู้สึก ซึ่งหากมองย้อนกลับไป คนประเภทนี้มักจะได้รับการเลี้ยงดูในครอบครัวที่ประคบประหงมบุตรหลานเป็นพิเศษ พวกเขามักจะได้รับสิ่งที่ดีที่สุดเสมอตั้งแต่ในวัยเด็ก เมื่อโตขึ้นจึงกลายเป็นผู้ที่มีภูมิต้านทานต่อความผิดพลาดต่ำเกินไปสักหน่อย
อย่างไรก็ดี แม้โฟเบียจะเป็นคล้ายภัยอันลึกลับ ที่ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเกิดจากอะไรแน่ แถมยังมีเครือข่าวกว้างใหญ่ไพศาล ชนิดที่ดิฉันอาจต้องขอหน้ากระดาษใน ใกล้หมอ ทั้งเล่ม หากคุณนึกอยากให้ดิฉันไล่รายชื่อโฟเบียให้ครบล้านแปดชนิดจริงๆ แต่ดิฉันก็ยังมีข่าวดีมาฝากผู้ที่กำลังป่วยทางจิตด้วยอาการโฟเบียค่ะ
นั่นก็คือ โฟเบียรักษาได้ !
คุณหมอบาร์บารา มาร์คเวย์ จิตแพทย์ผู้เขียนหนังสือชื่อ Painfully Shy: How to Overcome Socisl Anxiety and Reclaim Your Life. ชี้แนะว่า ก่อนที่จะรักษาโฟเบียนั้น คุณควรตั้งคำถามเหล่านี้กับตัวเองเสียก่อน
blockquote>
โฟเบียที่คุณกำลังเผชิญหน้าอยู่ ทำให้คุณรู้สึกป่วยขึ้นมาจริงๆ บ้างหรือไม่
คุณเริ่มมีอาการครั้งแรกเมื่อไหร่
อาการดังกล่าวส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของคุณมากเพียงใด
คุณเกิดอาการข้างเคียงอันเป็นผลสืบเนื่องจากโฟเบียนั้นๆ หรือไม่ เช่น ซึมเศร้า หรือกังวลใกล้บ้าหรือเปล่า เมื่อรู้ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่คุณกลัว (เช่น ถ้ารู้ว่าอาทิตย์หน้าจะต้องชี้แจงรายละเอียดเรื่องงานในที่ประชุม อาทิตย์นี้คุณก็จะประสาทเสีย กินไม่ได้ นอนไม่หลับไปตลอด)
และหากพบว่าอาการโฟเบียส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงและเรื้อรังต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของคุณ ก็หมายความว่า ถึงเวลาใส่ใจกับสุขภาพจิตของตัวเอง และหาหนทางรักษามันอย่างจริงจังแล้ว
คุณหมอบาร์บารามีอาการโหเบียได้ด้วยตัวเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หากพบว่าตัวเองมีอาการค่อนข้างจะหนักหนา คุณก็อาจจะต้องพึ่งจิตแพทย์ด้วยอีกแรง หมอบาร์บาราแนะไว้อย่างนี้ค่ะ
ก่อนอื่น คุณต้องหันหน้ามาเผชิญกับความจริง ยอมรับซะว่าตัวเองมีอาการทางประสาทอย่างที่ว่าจริงๆ และไม่ต้องไปใส่ใจมากกว่าคนอื่นจะคิดกับคุณอย่างไร
ขั้นต่อมาก็คือ ให้ปล่อยตัวเองไปตามสถานการณ์ นั่นก็คือ ถ้าคุณพบว่ากำลังตื่นเต้นขนาดหนัก หายใจไม่ค่อยจะออก หัวใจก็ทำท่าคล้ายกับจะหยุดเต้น จงบอกกับตัวเองว่า ไม่มีอะไรมากหรอก ฉันแค่กำลังกังวลมากไปหน่อยเท่านั้น ท่องเข้าไว้ค่ะว่า ถึงเหตุการณ์จะไปได้ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ แต่แค่นี้ไม่ถึงตายหรอก!
ขั้นสุดท้ายที่คุณหมอบาร์บาราแนะนำก็คือ จงกล้าเผชิญหน้ากับความกลัว โดยตั้งเป้าหมายเล็กๆ เอาไว้ในแต่ละวันหรือสัปดาห์ เช่น ถ้าคุณกลัวจนหัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ เวลาที่ต้องไปเจอคนเยอะๆ ก็ลองท้าตัวเองด้วยการตั้งเป้าไว้ว่า วันนี้ฉันจะไปปาร์ตี้ หรือวันนี้ฉันจะยกมือขึ้นขอพูดในที่ประชุม หรือวันนี้ฉันจะชวนเพื่อนไปกินข้าว และหากโชคร้าย ทุกอย่างไม่ได้สะดวกง่ายดายอย่างที่คุณวางแผนไว้ ก็ให้คิดซะว่า โธ่เอ๊ย! ไม่เห็นจะเป็นไรเลย!
นอกจากนั้น คุณหมอไมเคิล คาฮานเจ้าเก่า ยังให้ความมั่นใจเพิ่มขึ้นว่า จากประสบการณ์ของเขาพบว่า ร้อยละ 80-90 ของผู้ป่วยด้วยโรคโฟเบียจะมีอาการดีขึ้นหากได้รับการรักษาที่ถูกวิธี ซึ่งในความเห็นของหมอไมเคิล ก็คือการบำบัดพฤติกรรมของผู้ป่วย พร้อมๆ กับการใช้ยาในบางรายที่มีความจำเป็น
การบำบัดพฤติกรรมที่คุณหมอไมเคิลพูดถึง ไม่ใช่การสอนให้ผู้ป่วยต่อสู้กับความรู้สึกของตัวเอง แต่เป็นการจัดระบบความคิดให้ผู้ป่วยมองโลกในมุมใหม่ ซึ่งหลักๆ แล้วก็คือ การสอนให้รู้จักปล่อยวางและไม่เอาจริงเอาจังหรือเคร่งเครียดกับสิ่งละอันพันละน้อยที่ต้องเผชิญในชีวิตประจำวันให้มากจนเกินไปนัก และเมื่อผู้ป่วยเรียนรู้ที่จะผ่อนคลายจิตใจ ก็จะได้ความสงบทางร่างกายเป็นผลสืบเนื่องตามมา
วิธีบำบัดพฤติกรรมที่มักใช้กันก็เช่นการฝึกหายใจ คุณหมอจูเลียนแนะนำไว้ว่า ให้หายใจเข้าทางจมูก จากนั้นก็กักลมหายใจไว้ในปอด นับ 1-4 แล้วจึงค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกทางปากช้าๆ พร้อมกับนับ 1-7 จากนั้นให้เว้นประมาณ 2 วินาที ก่อนจะฝึกหายใจในจังหวะเดิมซ้ำอีกครั้ง
อีกวิธีคือการออกำลังกายด้วยการเดินอย่างกระฉับกระเฉง ซึ่งจะช่วยเผาผลาญออกซิเจนส่วนเกิน และทำให้ร่างกายอยู่ในภาวะสมดุลขึ้นด้วย
และด้วยความที่ทุกวันนี้เทคโนโลยีล้ำสมัยมาก จึงมีผู้คิดวิธีบำบัดอาการโฟเบียแบบไฮเทคขึ้น ด้วยการใช้ "วิทยาการความจริงเสมือน" (virtual reality technology) ซึ่งกรรมวิธีก็พิสดารพันลึกเอาการ ดิฉันจึงขออนุญาตเพียงเก็บความจากคำพูดของคุณหมอไมเคิล คาฮานคนเดิม มาเล่าต่ออีกที
หมอไมเคิลเล่าว่า ขั้นตอนหนึ่งของการรักษาวิธีนี้ก็คือ การสร้างสถานการณ์สมมติ ซึ่งเป็นเพียงภาพลวงตา แต่ให้ความรู้สึกเหมือนจริง (นึกถึงหนังเรื่อง The Metrix เอาไว้ค่ะ) เช่น ถ้าผู้ป่วยเป็นโรคกลัวลิฟต์ เขาก็จะใช้เจ้าเทคนิคความจริงเสมือนนี้ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าตัวเองกำลังขึ้นลิฟต์ ครั้งแรกก็ให้ขึ้นแค่หนึ่งรอบก่อน และต่อๆ ไปก็จะเพิ่มจำนวนรอบมากขึ้น
หรือถ้าผู้ป่วยกลัวอะไรบางอย่างซึ่งค่อนข้างจะสร้างสถานการณ์สมมติยาก เช่น กลัวเครื่องบิน เขาก็จะมีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ออกแบบมาเพื่อการณ์นี้โดยเฉพาะ โดยจะครอบไว้ที่ศีรษะของผู้ป่วย และเมื่อกดปุ่มให้เครื่องเดิน ผู้ป่วยก็จะหัวสั่นหัวคลอนราวกับว่ากำลังนั่งอยู่บนเครื่องที่กำลังเหินขึ้นสู่น่านฟ้าจริงๆ เชียวค่ะ
โฟเบียเป็นโรคทางจิตที่ออกจะซับซ้อนและเรื้อรัง ทั้งนี้ก็เพราะคนส่วนใหญ่มักไม่เห็นว่ามันร้ายแรงจนถึงกับต้องไปหาหมอเพื่อรักษา เมื่อถึงเวลาที่ต้องเข้าคอร์สกำจัดจุดอ่อนของตัวเองขึ้นมาจริงๆ จึงใช้เวลานานสักหน่อย ประมาณกันคร่าวๆ ว่า ช่วงของการบำบัดน่าจะอยู่ตั้งแต่ 3 เดือนถึง 1 ปี ขึ้นอยู่กับความหนักเบาของอาการ
นอกจากนั้น ยังมีคำแนะนำเพิ่มเติมว่า ผู้ป่วยไม่ควรผลักภาระทั้งหมดไปให้หมอ แต่ควรหาวิธีดูแลและควบคุมตัวเองด้วย ซึ่งวิธีของคุณหมอบาร์บาราและคุณหมอจูเลียนซึ่งดิฉันเก็บมาฝากในข้างต้น ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี และไม่เบียดบังตารางชีวิตปกติของคุณมากนัก
แม้โฟเบียจะเป็นความป่วยไข้ทางจิตที่สร้างปัญหาให้กับผู้ป่วยได้มากกว่าที่คนทั่วไปจะตระหนักถึง แต่มันก็เหมือนกับเรื่องยุ่งยากอื่นๆ ในชีวิต นั่นก็คือ มีหนทางแก้ไข และปัญหาทุกอย่างมีทางออกของมันเสมอ
ใส่ใจกับตัวคุณเองมากขึ้นอีกนิด อดทนสักหน่อย และทำใจให้สบาย ไม่ใช่คุณคนเดียวที่เกิดความกลัวต่ออะไรบางอย่างที่คนทั่วไปไม่ค่อยจะกลัวกัน ถ้าคุณว่าง ดิฉันอยากแนะนำให้คุณลองเข้าไปดูที่เว็บไซด์ www.phobialist.com แล้วคุณจะพบว่า You are not alone ค่ะ!
[ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 26 ฉบับที่ 8 สิงหาคม 2545 ] ด้วยรัก/จากใจ..พลอยจ๋า
เพลงประกอบ ชื่อ"อย่าฝากความหวัง"
ศิลปิน อ๊อฟ ปองศักดิ์
โค้ดเพลง
http://www.wherearepop.com/members/nannee/mp3ss3002s.swf