ฝึกพิจารณาปลงอสุภะ

posted on 20 Sep 2007 21:02 by bannpeeploy  in buddhism

แบบฝึกหัด พัฒนาจิตพิจารณาซากศพ ตอนที่ 2

สนใจย้อนกลับไปอ่าน ตอนที่ 1 คลิ๊กที่นี้ค่ะ

รูปหล่อ สวยงาม หามีไม่ ล้วนจิตปรุงแต่งนั้นไซร้ คิดเอาเอง...

ความตายปรากฎแล้ว

 

ร่างกาย จากสีแดงเหลืองค่อยๆซีดลงๆ 3 วันผ่านไป ร่างกายก็เปลี่ยนเป็นสีเขียวคลํ้าผสมกับสีดำแดงเป็นจํ้าๆ และซากศพเริ่มเน่าเหม็นพองอืดขึ้น เริ่มมีนํ้าหนองไหลออกมาจากร่างกาย แมลงวันแมลงหวี่บินว่อนเต็มไปหมด ต่างรุมเข้าดูดกินนํ้าเหลือง แล้วไข่ขยายพันธ์ต่อไป เพียงแค่ 3 วัน เท่านั้นหนอนตัวเล็กๆ ขนาดเท่าเมล็ดข้าวสาร ก็มีอยู่ทั่วร่างซากศพแล้วกลิ่นเหม็นของซากศพโชยไปทั่วทิศ หมู่สัตว์ทั้งหลายอันมีสุนัข หนู นก แร้ง กา ต่างก็ตามกลิ่นเข้ามารุมทึ้งซากศพ ทำให้ซากศพกระจัดกระจายกองทั่วพื้นอันมี ผม ขน เล็บ ฟัน ผิวหนัง เนื้อ เอ็น เยื่อในกระดูก ไต ตับ หัวใจ ม้าม ปอด ถุงนํ้าดี พังผืด มันข้น ไขมัน มันสมอง อาหารใหม่ อาหารเก่า ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล้ก นํ้าปัสสาวะ อุจจาระ นํ้าเหลือง เลือด เสมหะ เหงื่อ ไขข้อ นํ้าตา นํ้ามูก นํ้าลาย และโครงกระดูก ของซากศพที่เรียงกันพอจะดูออกว่า เป็นกระดูกคนนอนกองอยู่กับพื้น

 

เมื่อพิจารณา โดยสีที่กำลังเปลี่ยนแปลง โดยรูปสัณฐานที่ค่อยๆ เน่าเละ 1 เดือนผ่านไป ร่างกายอันเป็นที่รักของเราก็สลายไป เห็นคราบนํ้าเหลือง นํ้าหนอง เศษเนื้อหนังก็สลายไปในที่สุด ทุกอย่างว่างเปล่า มองไปเหลือเพียงกองกระดูกที่เป็นของแข็งที่ยังย่อยสลายไม่หมด 1 ปีผ่านไป ลม ฝน แสงแดดและการกัดกินของหมู่สัตว์ กองกระดูกค่อยๆ ผุพังสลายไป กลายเป็นดิน มองพิจารณาโดยรอบอีกครั้ง

 

ที่แห่งนั้น มีแต่ความว่างเปล่า ไม่มีเรา ไม่มีเขา

 

เราไม่มีกายสังขารเป็นภาระ เราจึงมีแต่ความสบาย สงบวิเวก

 

แล้วก็ตั้งต้นใหม่อีกครั้งเหมือนเห็นตัวเราเกิดใหม่แล้วก็เริ่มต้นพิจารณา อาการผุพังเน่าเปื่อยของกายเนื้อต่อไป ไปเรื่อยๆหลายๆครั้ง

ระวังอุปาทานหวาดกลัวจากการปลงอสุภะ

 

ในการฝึกปลงอสุภะนั้น ตามหลักการให้พิจารณาซากศพของคนอื่นที่เน่าเปื่อยไม่สวยงาม แต่เมื่อจำภาพที่เน่าเปื่อยได้แม่นแล้ว ต้องตั้งสมมติฐานให้เห็นร่างกายตัวเองเป็นซากศพที่กำลังเน่าเปื่อยที่ไม่สวยงาม อันเป็นการพิจารณาให้เห็นว่ากายนี้ก่อเกิดขึ้นด้วยการรวมตัวของธาตุทั้ง 4 คือ ดิน นํ้า ลม ไฟ เมื่อตายลงหมดลมหายใจ เป็นการขาดธาตุลม ธาตุอื่นอีก 3 ธาตุ คือ ไฟ นํ้า ดิน ก็ต้องแตกสลายออก กายเนื้อก็จะผุพังเน่าเปื่อยสลายไป ในที่สุดไม่เหลืออะไรให้เห็นสัมผัสยึดมั่นว่านี่ คือ ตัวเราเป็นการชี้ชัดให้เข้าถึงสัจธรรมแห่งสามัญลักษณะ 3 ประการที่ว่า อนิจจัง ความไม่เที่ยง ทุกขัง ความทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ อนัตตา ความไม่ใช่ตัวตนเราเขา

 

เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ เมื่อเกิดขึ้นตั้งอยู่จะต้องดับไป

 

ในขณะที่กำลังปลงอสุภะร่างกายอันไม่สวยงามของเรานั้น

 

ไม่ว่าจะฝึกแบบตั้งสมมติฐาน หรือฝึกแบบตาทิพย์เห็นตัวเราเองนั้น

 

เมื่อเจริญถึงตอนที่กายเนื้อกำลังเน่าเปื่อย น่าเกลียดน่ากลัว หรือตอนที่กายเนื้อสลายไปหมดแล้ว ขอให้อย่าพึ่งรีบคลายออกจากการเจริญภาวนาขณะนั้น เพราะถ้าไปคลายถอนออกจากสมาธิในขณะนั้นแล้ว จะทำให้ยึดอุปาทานของกายเนื้อที่กำลังเน่าเปื่อย หรือว่ากายเนื้อที่สูญสลายหายไปนั้น พอออกจากสมาธิแล้วจิตใจจะไม่สมบูรณ์ รู้สึกตนเอง ไม่สมประกอบ เหม่อลอยหรือตื่นตระหนกตกใจได้

วิธีปฏิบัติให้ถูกต้อง

 

เมื่อเจริญสมาธิภาวนาปลงอสุภะ ไม่ว่าด้วยวิธีใดหรือปลงสังขารกายเนื้อที่กำลังเน่าเปื่อยอยู่ในภาวะใดก็ตามแม้จะมีธุระรีบด่วน

 

ควรที่จะปรับภาพนิมิต หรือภาพจินตนาการในขณะนั้นให้กายเนื้อค่อยๆ เกิดสมบูรณ์กลับคืนสู่สภาพครบอาการ 32 ประการก่อนดังนี้

 

1. ถ้าปลงอสุภะซากศพเห็นกำลังเน่าเปื่อยไม่หมดก็ให้ตั้งจิตอธิษฐาน ให้กายเนื้อที่กำลังสลายนั้นค่อยๆ เต็ม มีเนื้อหนังสมบูรณ์ขึ้นมา และจากสภาพที่เน่าเละให้ผิวค่อยๆ ปกติ จนมีสีเลือดดังคนมีชีวิตเมื่อครั้งสมบูรณ์พร้อมแล้ว ก็ส่งจิตใจความนึกคิดเข้าไปในภาพนั้นกลับคืนสู่สภาพเหมือนคนมีชีวิตที่สามารถเคลื่อนไหวได้ แล้วค่อยๆเหนี่ยวนำภาพนั้น กลับคืนสู่ร่างกายเนื้อที่นั่งอยู่นั้นอีกครั้งหนึ่ง ตื่นขึ้นมาจะได้มีจิตใจที่สมบูรณ์

 

2. ถ้าปลงอสุภะซากศพถึงตอนที่ละลายหมดแล้ว ให้ตั้งสติขึ้นว่าตัวเรายังไม่หมดกรรมในภพนี้ชาตินี้วิญญาณยังต้องคืนร่างเพื่อใช้กรรมชาตินี้ให้หมด

 

ด้วยเหตุนี้ ขอให้รวบรวมจิตใจความนึกคิดให้เป็นหนึ่งมองไปข้างหน้า อธิษฐานรูปนิมิตหรือวิญญาณที่มีหน้าตาเหมือนกายเนื้อนั้น ปรากฏขึ้นอย่างสมบูรณ์อีกครั้งหนึ่งแล้ว ตั้งจิตเหนี่ยวนำรูปนิมิตหรือวิญญาณนั้นเข้าคืนสู่ร่างอย่างปกติสมบูรณ์แล้วจึงคลายออกจากสมาธิจิตใจจะได้สมบูรณ์สมประกอบอีกครั้ง

 

ท่านที่ไม่เจริญสมาธิต่อ ก็เตรียมตัวถอนออกจากการปลงอสุภะ ด้วยการค่อยๆถอนลมหายใจลึกๆ 10 ครั้ง และหายใจแบบปรกติ 10 ครั้ง จึงค่อยๆลืมตาขึ้น ครู่หนึ่งต่อมา จึงลุกขึ้นจากที่นั่งได้

 

เรื่องอ่านให้คิดอีก

 

การอบรมวิปัสสนา ในการพิจารณาปลงอสุภะ ที่ทำให้เห็นว่าสังขารนี้เป็นของไม่เที่ยง เป็นของไม่สวยงาม เมื่อมีชีวิตอยู่ก็ดูออกสวยงาม เมื่อตายลงหมดลมหายใจเมื่อใด ร่างกายก็จะเริ่มผุพังเน่าเปื่อยเป็นของไม่สวยงามเลย พิจารณาเช่นนี้อยู่เป็นประจำแล้วจิตใจก็จะคลายจากความยึดมั่นถือมั่น ในความสวยงามของร่างกาย จนกระทั่งเกิดความหดหู่เบื่อหน่าย ไม่อยากที่จะครองแบกสังขารร่างกายนี้ให้เป็นภาระอีกต่อไป คิดมากๆ เข้าจึงอยากจะฆ่าตัวตาย

 

ในสมัยโบราณ

 

มีกลุ่มผู้ปฏิบัติธรรมกลุ่มหนึ่ง พิจารณาปลงอสุภะเป็นอารมณ์อยู่เนื่องๆ เกิดเป็นนิมิตภาพที่เห็นได้ทั้งขณะลืมตาและหลับตา เกิดความเบื่อหน่ายเศร้าสลดจนเกิดภาวะจิตใจห่อเหี่ยวหมดแรงที่จะแบกภาระแห่งการครองสังขารร่างกายนี้อีก จึงมีการไปจ้างศาสนิกชนต่างศาสนาให้ช่วยฆ่าตนให้ตายเสียที จะได้หมดเวรหมดกรรมที่จิตวิญญาณต้องคอยแบกภาระอันหนักหน่วงของกายเนื้อนี้

วิธีแก้ไข

 

ความคิดและการกระทำการฆ่าตัวตายเช่นนี้เป็นการผิดอย่างมาก

 

เพราะต้องเข้าใจว่า

 

พุทธศาสนิกชนเป็นผู้กล้าเผชิญกับความจริงแห่งชีวิตโดยไม่เกรงกลัวความตาย เพราะรู้อยู่แล้วว่า เกิดมาแล้วต้องตายอย่างแน่นอน จะช้าหรือเร็วเท่านั้น

 

คนเราเกิดมาเพราะมีกรรมของตนเป็นที่ตั้ง มีกรรมของตนเป็นเผ่าพันธุ์วิญญาณมาเกิดอาศัยอยู่กับกายเนื้อเพื่อใช้กรรมให้หมดไปตามวาระ เมื่อถึงเวลาตายก็ต้องตายอย่างแน่นอน และการฆ่าตัวตายนั้นเป็นบาป ที่จะทำให้ต้องตกนรกอีกหลายชาติ

 

การปลงอสุภะพิจารณาสังขาร เป็นของไม่เที่ยงไม่สวยงามนี้ เป็นเพียงอุบายแห่งการลดการทรนงหลงตนที่คิดว่ายังมีชีวิตอยู่ได้อีกยาวนานเท่านั้น

 

คนเราครั้งมีชีวิตอยู่ เมื่อสามารถคลายจากการยึดมั่น ถือมั่น ในกายเนื้อแล้ว ก็จะไม่เป็นทุกข์กับร่างกายเรา กายเรานี้สักแต่ว่ากายไม่ใช่บุคคลตัวตนเราเขา ช่วงเวลาแห่งการมีชีวิตอยู่เราก็ไม่ทุกข์ร้อนกับการอยู่ เรากลับรู้ว่า ร่างกายนี้พร้อมที่จะแตกดับสลายอยู่ทุกเมื่อ ช่วงนี้จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะต้องรีบเร่งสร้างกุศล ทำความดีบำเพ็ญฝึกอบรมบ่มนิสัยให้จิตเบาบางจากกิเลสให้ได้

 

เรายังมีกรรมที่ต้องใช้อีกในภพนี้ ที่ยังใช้ไม่หมด ใช้หมดเมื่อใดก็ตาย

 

ด้วยจิตที่คิดดีแล้ว

 

พิจารณาตั้งสติได้แล้ว....

 

ท่านย่อมเป็นบุคคลหนึ่งที่มีสติสัมปชัญญะรู้ระลึกพร้อมอยู่กับเหตุการณ์อันจะเกิดขึ้น ท่านจึงสามารถควบคุมสติตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท ผ่านพ้นจากอุปสรรคอันอาจจะเกิดขึ้นกับท่านได้ ที่จะไม่เกิดความคิดที่จะฆ่าตัวตาย จิตที่ฝึกได้ถึงภาวะธรรมแล้ว ท่านจะเป็นอีกผู้หนึ่งที่มีสติสัมปชัญญะ สามารถแยกแยะรูปธรรมของจากจิตได้ รับรู้และมองเห็นได้ด้วยความเป็นจริง มิเอาจิตไปปรุงแต่งว่าเป็นของสวยงาม น่าเป็นเจ้าของอีกเลย...

.

ภาพต่อไปนี้ใช้ฝึกพิจารณาปลงอสุภะ

( ผู้ที่จิตยังอ่อน..อย่าดูนะค่ะ)

ใบหน้า และเส้นผมที่สวยงามของเราทั้งหลาย

ละซึ่งชีวิตก็เป็นเพียงสิ่งที่น่าเกลียด ไม่น่าดูเลย

ข้างในร่างกายเรา ล้วนอุดมด้วยของสกปรก เลือด น้ำหนอง ไม่มีสิ่งใดดี

เครื่องใน ตับไต้ไส้พุง มองให้ลึกลงไป.. มนุษย์ คือ ซากศพที่เดินได้นั้นเอง

รูปหล่อ สวยงาม หามีไม่ ล้วนจิตปรุงแต่งนั้นไซร้ คิดเอาเอง...

รูปภายนอก จิตปรุงแต่ง รูปภายใน ธรรมกำหนด...

เขา หรือ เรา ล้วนอุดมไปด้วยของไม่พึ่งปรารถนาทั้งนั้นแล

พึงระลึกถึงความจริง พวกเรานี้ไม่มีซึ่งของสวยงามในร่างกาย

มองให้ลึกทะลุ รูปโฉมภายนอก

สุงสุด ต่ำสุดเพียงใด เครื่องในนั้นไซร้..มิผิดแผกกัน

สังขาร ล้วนประกอบด้วยสิ่งโสโครก...

เราไม่สมควรจะลุ่มหลง หรือ หลงใหล ในสิ่งโสโครกเหล่านั้นแล

ด้วยรัก/จากใจ..พลอยจ๋า

เพลงธรรมะประกอบ ชื่อ "เทศน์กัณฑ์สุดท้าย"

ศิลปิน ชินกร ไกรลาศ

อัลบั้ม แผ่นพลิ้ว เพลงธรรม นำสุข

โค้ดเพลง http://www.dhammajak2.net/music/wma/sound2/007_sound.wma

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

สาธุ

#1 By MayaKniGht on 2007-09-26 21:30

ใช้แล้วค่ะพี่พลอยคนเรางามได้ด้วยจิตใจกริยามารยาทต่างหากใช้งามด้วยปรุงแต่ง

#2 By *-* saylom *-* on 2007-09-26 22:19

ออ! น้องมีอะไรจะถามพี่พลอยด้วย คืออย่างแรก ลิงค์แบบที่พี่พลอยทำทำยังไงค่ะ อย่างที่สองน้องไปเห็นของคนอื่นมาเวลาไปชี้ที่คำว่าterak เหมือนของน้องจะมีคำพูดที่ใต้เมาส์ขึ้นมาด้วยน่ะค่ะน้องก็เลยอยากทราบว่าทำยังไง

#3 By *-* saylom *-* on 2007-09-26 22:20

^
^
^
surprised พี่พลอยมากๆ เลยจ๊ะน้องสายลม
พี่ไม่คิดว่าจะมีเด็กๆ แบบน้องเข้ามาดูเอนทรี่นี้เลย

เยี่ยมมากๆ ยกนิ้วโป้งให้ค่ะ ตอนแรกพี่คิดว่าคงมีพี่กับพี่มายา
มานั่งปลงกัน 2 คนในเอนทรี่นี้ซะอีกนะค่ะเนี้ย..

#4 By พี่พลอยจ๋า on 2007-09-26 22:22

ตอนอ่านแล้วก็กลัวเหมือนกันว่าเราจะรับได้ไหมนี่ แต่ก็ดูจนจบค่ะ การนั่งสมาธิ หนูยังไปไม่ถึงไหนเลย แล้วจะลองฝึกเพ่งอสุภะได้เหรอคะ

#5 By knights of gemini on 2007-09-27 01:37

เฮ้อ อนิจจัง สังขารไม่เที่ยง พี่นนท์คงไม่เห็นใครสวยไปอีกหลายชั่วโมง หนีไปบินดีกว่า ฮิฮิ

#6 By พี่นนท์ (124.121.125.178) on 2007-09-27 12:41

แต่ก็... ขอบคุณมากนะครับ เตือนสติได้ดีจริงๆ

#7 By พี่นนท์ (124.121.125.178) on 2007-09-27 12:45

Ohhhh ไปหาจากไหนเนี่ย

#8 By MinimarT on 2007-09-27 14:57

เด็ดมาก นับถือใจเด็ดจริงๆ ลูกน้องพี่ดูภาพข่าวยังอ้วก น้องพลอยเอามาลงเฉยเลย สาธุ แม่พลอยกลับชาติมาเกิด พี่ไปคุม ลว. หลายวันหายไปไม่ต้องห่วงนะน้องนะ

#9 By อาชาชาญ on 2007-09-27 17:00

มันไม่เห็นผิดแปลกนะครับ น้องละอ่อนลองพิจารณาภาพแล้วคิดว่ารางกายสุดท้ายก็เหลือเพียงเท่านี้ แต่มันเห็นเป็นสิ่งธรรมดาน่ะครับ(จะเรียนหมอเลยไม่ค่อยกลัว) มันเลยไม่รู้สึกว่าซากศพนั้นคือของที่เคยมีชีวิตก่อน เคยกิน เดิน เล่น พูดคุย แต่เวลานึกถึงภาพตอนอยู่คนเดียวไหงมันกลัวขึ้นมาไม่รู้ เวลาทำอะไรเปลี่ยวๆ ภาพก็จะโผล่มาให้จิตปั่นป่วนอยู่เรื่อยเลย เฮ้อออออ อย่างงี้แล้วจะฝึกปลงให้ตลอดได้ไงครับ

#10 By น้องละอ่อน on 2007-09-27 20:51

^
^
^
ไปๆมาๆ นะค่ะ เอนทรี่นี้เป็นแหล่งรวมเพรชฆาตใจหยกกันทั้งนั้นเลย
คนหนึ่งดูแล้ว ปลง..จะหนีไปบิน
คนหนึ่งดูแล้ว เซ็ง.. จะหนีไปยิง 5555

ถึงน้องเข้มค่ะ ก็ต้องพยายามต่อไปค่ะ ไม่ต้องถึงกับปลงได้ทั้งหมด แค่มีสติ
ระลึกได้ว่ากำลังทำอะไรอยู่นั้นก็ประเสริฐที่สุกแล้วค่ะ

เอาใจช่วยๆ พี่ๆ ทกคนให้ประสบความสำเร็จในน้าที่การงานนะค่ะ
พี่ต๊ะปลอดภัยนะค่ะ เดี๋ยวน้องพลอยสวดมนต์ช่วย

#11 By พี่พลอยจ๋า on 2007-09-27 21:50

สังขาร ล้วนประกอบด้วยสิ่งโสโครก...

เราไม่สมควรจะลุ่มหลง หรือ หลงใหล ในสิ่งโสโครกเหล่านั้นแล


ชอบประโยคนี้ น้องพลอยติดเองหรือเอามาจากไหน เพลงนี้ก็ดี เตือนสติดี เรานี่ดีมาก อายุเท่านี้ คิดเรื่องนี้ได้ ขอให้เจริญทางธรรมครับ

#12 By on 2007-11-16 18:52


^

อันนี้คิดเองค่ะ แต่ก็อนุมานมาจากคำสอนของพระพุทธองค์ทั้งนั้นแหละคะพี่หมง

--> อย่ามาแกล้งชมกันเสียให้ยาก ก๊ากๆ ไม่เชื่อหรอกว่าจริงใจพูดเนี้ย 5555 พี่ต๊ะไปไหนคะ หายไปเลย..ไปราชการหรือเปล่าค่ะ ?

surprised smile surprised smile surprised smile

#13 By พี่พลอยจ๋า on 2007-11-17 01:35

ขออนุโมทนาบุญ ดีมากเลยครับ

#15 By super_R7@thaimail.com (202.47.237.156) on 2008-03-10 13:56

อนุโมทนาสาธุค่ะ

เห็นแล้วปลงสังขาร...แล้วสักวันคนเราก็ต้องกลายเป็นซากศพ

รูปนามไม่เที่ยง ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ความตายเป็นของเที่ยง สักวันคนเราต้องตายแน่

ขอบคุณสำหรับบทความดีๆนะคะ ^^

#16 By pure art on 2008-05-02 14:30

^
^
^

พลอยจ๋าก็ต้องขอบคุณคุณพิมเช่นกันนะคะ
ที่แวะเข้ามาอ่านธรรมะที่บ้านน้อยหลังนี้เสมอๆ

..ขอบคุณมากค่ะ

big smile big smile big smile

#17 By พี่พลอยจ๋า on 2008-05-02 21:20

Recommend