การทำรัฐประหาร
posted on 28 Sep 2007 09:50 by bannpeeploy in politics
การทำรัฐประหาร = Official Revolution: ลงทุนต่ำ-กำไรสูง (ตอน ๒)
ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ : เขียน
นักวิชาการอิสระ : กำลังศึกษาในระดับ ป.เอก ที่ มหาวิทยาลัยฮาวาย
บทความชิ้นนี้ เป็นการพิจารณาการทำรัฐประหารในประเทศไทยเมื่อ
วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ในแง่มุมสิทธิเสรีภาพและระเบียบทางการเมือง
โดยบทความนี้เดิมชื่อ ไม่มีรัฐประหารไหนพิเศษกว่ารัฐประหารอื่น:
พิจารณารัฐประหาร ๑๙ กันยายน ในแง่สิทธิเสรีภาพและระเบียบการเมือง
ประกอบด้วยสาระสำคัญดังหัวข้อสังเขปต่อไปนี้
- สิทธิเสรีภาพพลเมืองและสิทธิเสรีภาพในรัฐธรรมนูญ
- สิทธิเสรีภาพมีอยู่โดยธรรมชาติ
- สิทธิเสรีภาพพลเมืองเป็นเส้นแบ่งการเมืองสมัยใหม่กับการเมืองโบราณ
- สิทธิเสรีภาพของพลเมืองในทัศนะนักกฎหมายไทย
- ประวัติความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพ
- รัฐประหาร 19 กันยายน ในทฤษฎีรัฐประหาร
- ความแตกต่างของรัฐประหาร การก่อจลาจล และการปฏิวัติ
- การรัฐประหาร = Official Revolution - ต้นทุนต่ำ กำไรสูง
พิจารณารัฐประหาร 19 กันยายน ในแง่สิทธิเสรีภาพและระเบียบการเมือง
รัฐประหารหลากหลายรูปแบบ
ไฟเนอร์ในงานชิ้นสำคัญของเขาเรื่อง The Man on the Horseback อภิปรายความหมายของการรัฐประหารไว้น่าสนใจ เขากล่าวว่าคำว่า Coup D' Etat เป็นคำที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดทางภาษาและประสบการณ์ทางการเมืองของโลกตะวันตกอยู่มาก ผลก็คือคำๆ นี้มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า Coup De Force จนไม่สามารถฉายภาพการยึดอำนาจด้วยกำลังทหารให้ละเอียดและรอบด้านได้ ทั้งที่การรัฐประหารนั้นมีหลายแบบ และแต่ละแบบก็มีบุคลิกลักษณะที่พึงได้รับความสนใจในระดับที่ไม่น้อยไปกว่ากัน ไม่ว่าจะเป็น
- การปฏิวัติของกองทัพ (Military Revolt)
- การรัฐประหารโดยนายทหารระดับล่างต่อผู้บังคับบัญชาเบื้องบน (Mutiny),
- การกบฏ (Rebellion)
- การยึดอำนาจโดยเฉียบพลัน (Coup)
- การปฏิวัติ การยึดอำนาจรัฐเพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพทางสังคมและการเมืองขนานใหญ่ (Revolution) [25]
โดยต้องไม่ลืมว่า รัฐประหารหลายหนไม่ได้มีลักษณะของการใช้กำลังทหารเข้าไปเกี่ยวข้องโดยตรง แต่เป็นรัฐประหารแบบที่ ลุตวาค เรียกว่า "การปฏิวัติในพระราชวัง" (palace revolution) [26] หรือการอาศัยอิทธิพลนอกกฎหมายและพลังนอกวิถีทางรัฐธรรมนูญ ไปเกลี้ยกล่อมให้อีกฝ่ายยอมรับการเปลี่ยนแปลงตัวประมุขของรัฐ หัวใจของรัฐประหารประเภทนี้จึงได้แก่การกดดันเป็นการภายในระหว่างฝ่ายผู้มีอำนาจด้วยกันเอง
คำอภิปรายของไฟเนอร์มีนัยยะของการเสนอให้พิจารณาการรัฐประหารโดยอาศัยไวยากรณ์การคิดแบบที่อยู่นอกเหนือประสบการณ์ของโลกตะวันตก ซึ่งในกรณีนี้ก็หมายถึงประสบการณ์จากรัฐประหารในละตินอเมริกา รัฐประหารในไวยากรณ์การคิดแบบนี้มี 3 ประเภท
รัฐประหารประเภทแรก คือ Golpe de estado หรือการล้มล้างรัฐบาลเก่าอย่างเฉียบพลัน ความสำเร็จของรัฐประหารประเภทนี้ขึ้นอยู่กับการคุมกำลัง และวางแผนที่เต็มไปด้วยความรอบคอบ รวมทั้งการจัดองค์กรอย่างรัดกุมและมีระเบียบกฎเกณฑ์ โดยที่ส่วนใหญ่ของรัฐประหารแบบนี้ มักจบลงด้วยการไล่ล่าและสังหารชีวิตของผู้นำชุดก่อนในบั้นปลาย
รัฐประหารประเภทที่สอง คือ Cuartelazo อันเป็นการรัฐประหารในสถานการณ์ที่กำลังฝ่ายต่างๆ ไม่มีเอกภาพนัก ทำให้ปฏิบัติการยึดอำนาจเกิดขึ้นโดยทหารหน่วยใดหน่วยหนึ่งเพียงหน่วยเดียว ความสำเร็จของรัฐประหารประเภทนี้ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการประเมินดุลกำลังระหว่างกองกำลังฝ่ายต่างๆ ซึ่งหากประเมินผิด ฝ่ายผู้ก่อรัฐประหารย่อมอยู่ในสถานะกบฏ ถึงขั้นอาจไม่มีแผ่นดินอยู่ก็เป็นได้ รัฐประหารประเภทนี้จึงมีกระบวนการทางการเมือง-การทหาร ที่ต้องทำในช่วงก่อนและหลังปฏิบัติการยึดอำนาจอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นการหยั่งความเห็นนายทหารระดับคุมกำลังแต่ละฝ่าย การยึดระบบสื่อสารมวลชน การประกาศยึดอำนาจรัฐ รวมทั้งการให้คำมั่นสัญญาว่าจะยึดอำนาจเป็นการชั่วคราว
รัฐประหารประเภทที่สาม เป็นการผสมผสาน Golpe และ Cuatelazo เข้าด้วยกัน [27]
ที่กล่าวไปทั้งหมดนั้นคือการแสดงให้เห็นว่ารัฐประหารเป็นเรื่องของการใช้ พละกำลัง (forces) ข่มขู่และประทุษร้ายเพื่อเป้าหมายทางการเมือง รัฐประหารจึงเป็นความรุนแรงทางการเมือง ที่ผู้ก่อรัฐประหารกระทำต่อตัวผู้มีอำนาจและต่อสังคมการเมืองทั้งหมด ความรุนแรงทางการเมืองในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแต่ ความรุนแรงทางการเมือง ซึ่งเกิดขึ้นในทันทีที่คณะผู้ก่อรัฐประหารกระทำการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโดยพลการ รวมทั้งไม่ได้หมายถึงแค่ความรุนแรงในแง่การปล้นสดมภ์อำนาจการตัดสินใจทางการเมืองของคนทุกฝ่าย ไปไว้ยังกลุ่มผู้รัฐประหาร แต่ยังหมายความถึง ความรุนแรงทางกายภาพ ซึ่งปรากฏขึ้นในขณะมีปฏิบัติการรัฐประหาร ไม่ว่าจะเป็นปฏิบัติการทางทหาร เมื่อฝ่ายรัฐประหารมุ่งกระทำการยึดอำนาจให้บรรลุผลในเวลาอันรวดเร็วที่สุด โดยวิธีต่างๆ ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว หรือปฏิบัติการทางการเมืองที่ตามมาเมื่อการยึดอำนาจเสร็จสิ้น โดยที่เป้าหมายของความรุนแรงประเภทนี้ ได้แก่ การควบคุม หรือ กำจัดบุคคลและองค์กรที่มีศักยภาพจะทำการต่อต้านการรัฐประหาร ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะเป็นพลเรือน, ข้าราชการ, สหภาพแรงงาน, ตำรวจ , สื่อมวลชน, นักการเมือง หรือแม้กระทั่งนายทหารด้วยกันเองก็ตามที
ธรรมชาติของการรัฐประหารคือความรุนแรง ถึงแม้จะเป็นไปได้ที่การยึดอำนาจบางกรณีจะไม่เกิดความรุนแรงทางกายภาพถึงขั้นมีการปะทะทางทหารหรือการนองเลือดและบาดเจ็บล้มตาย แต่เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ปรากฎการใช้ความรุนแรงในแง่ใดแง่หนึ่งขึ้นในปฏิบัติทางการเมือง-การทหาร ในช่วงที่การยึดอำนาจประสบความสำเร็จแล้ว โดยเฉพาะความรุนแรงในแง่ของการจำกัดสิทธิเสรีภาพต่อผู้ที่มีแนวโน้มจะเป็นฝ่ายตรงข้ามกับคณะรัฐประหาร เพราะความรุนแรงนี้เป็นความจำเป็นทางการเมืองเพื่อสร้างความมั่นคงทางอำนาจให้กับฝ่ายผู้ก่อรัฐประหารเอง [28]
หากพิจารณารัฐประหาร 19 กันยายน โดยเทียบเคียงกับความรู้ทางรัฐศาสตร์ที่กล่าวมา ก็จะเห็นว่าแม้รัฐประหารครั้งนี้จะปราศจากการนองเลือดหรือการปะทะทางทหาร แต่คุณลักษณะนี้ก็ไม่ได้ทำให้รัฐประหารนี้ผิดแผกไปจากรัฐประหารครั้งอื่นจนเป็นเรื่องวิจิตรพิสดาร [29] ในทางตรงข้าม รัฐประหารครั้งนี้มีขั้นตอนที่ดำเนินไปตามขนบของการรัฐประหาร ซึ่งเกิดขึ้นมาแล้วในหลายมุมหลายแง่ ไม่ว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการรัฐประหารที่มาจากนายทหารบางคน ซึ่งมีความยึดมั่นถือมั่นในความเชื่อบางอย่างในระดับที่รุนแรง [30] การริเริ่มสมคบคิดภายในกลุ่มนายทหารที่มียศชั้นและความคิดคล้ายคลึงกัน การแสวงหาความร่วมมือจากผู้บังคับบัญชาชั้นสูง [31] การสร้างสถานการณ์จูงใจให้ผู้คนสนับสนุนรัฐประหาร [32] การเคลื่อนกำลังเพื่อยึดอำนาจในเวลาที่ฝ่ายตรงข้ามไม่ทันตั้งตัว การยึดสถานที่ราชการและสื่อมวลชนหลักทุกแขนง การห้ามการรวมกลุ่มของผู้ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร การแต่งตั้งสมาชิกคณะรัฐประหารและเครือข่ายไปดำรงตำแหน่งทางการเมืองและการบริหารที่สำคัญ รวมทั้งการเขียนกติกาการเมืองเพื่อสวัสดิภาพของผู้ทำรัฐประหารในอนาคต [33]
ส่วนข้อแตกต่างที่แท้จริงของรัฐประหารครั้งนี้กลับมีการอภิปรายโดยเปิดเผยไม่มากนัก โดยเฉพาะการที่รัฐประหาร 19 กันยายน เกิดจากแรงผลักดันของพลังทางประเพณีและพลังทางการเมืองการทหาร กลุ่มที่ต้องการบ่อนเซาะพื้นฐานของการปกครองแบบประชาธิปไตยรัฐสภา [34]
สิทธิเสรีภาพพลเมืองในสถานการณ์รัฐประหาร
บทความนี้ไม่ได้ปฏิเสธว่ารัฐประหาร 19 กันยายน แตกต่างจากรัฐประหารครั้งอื่นในสังคมไทย ในทางตรงกันข้าม รัฐประหารนี้ต่างจากรัฐประหารอื่นหลายแง่ แต่ความต่างนี้ไม่ใช่เรื่องพิเศษ เพราะไม่มีรัฐประหารครั้งไหนเป็นเอกเทศในตัวเองมากพอๆ กับที่ไม่มีรัฐประหารครั้งไหนเป็นต้นแบบของรัฐประหารครั้งอื่นโดยสมบูรณ์แบบ การบอกว่า 19 กันยายน คือปรากฏการณ์พิเศษ เป็นเรื่องเหลวไหลไม่น้อยไปกว่าการพูดว่า 19 กันยายน เป็นแค่การยึดอำนาจเหมือนรัฐประหารครั้งอื่น บทความนี้จึงเห็นว่าจำเป็นต้องทำความเข้าใจปรากฏการณ์นี้ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของการรัฐประหารทั่วไป และขณะเดียวกัน ก็ต้องอธิบายเหตุการณ์นี้โดยคำนึงถึงเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์และสังคมที่ผลักดันให้มันดำเนินไปทิศทางอย่างที่เป็นมา [35]
ผู้สนับสนุนรัฐประหาร 19 กันยายน มักอ้างว่า การยึดอำนาจหนนี้แตกต่างจากการยึดอำนาจหนอื่น เพราะผู้ยึดอำนาจได้บัญญัติไว้ในมาตรา 3 ของธรรมนูญการปกครองว่า จะคุ้มครองความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ที่ถูกล้มล้างไปแล้ว แต่ประเด็นที่คนกลุ่มนี้จงใจไม่พูดถึงก็คือ ธรรมนูญฉบับนี้มีบทบัญญัติเรื่องสิทธิเสรีภาพแตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อนจนเห็นได้ชัด เพราะรัฐธรรมนูญก่อนนั้นบัญญัติว่า "ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ และเสรีภาพของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง" อันเป็นการรับรองว่า หลักการเหล่านี้คือสิ่งที่มีคุณค่าสูงสุด ซึ่งรัฐมีพันธะ หน้าที่ ต้องปฏิบัติตามในทุกกรณี ขณะที่ธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้พูดถึงเพียงแต่ "ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข" อันแสดงให้เห็นว่าหลักการเหล่านี้มีสถานะต่ำกว่าจารีตการปกครองที่อยู่นอกรัฐธรรมนูญออกไป ซ้ำยังจำกัดอยู่แต่ในคนที่ได้ชื่อว่าเป็น "ชนชาวไทย" เท่านั้น สิทธิเสรีภาพและความเป็นมนุษย์จึงไม่ใช่เรื่องที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ทั้งปวง ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ทุกคนมีติดตัวมาแต่กำเนิด ไม่ใช่ระบบคุณค่าที่มีความสำคัญสูงสุด และรัฐไทยก็ไม่ได้มีหน้าที่ต้องเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในทุกกรณี
ในแง่นี้แล้ว ก็สามารถกล่าวได้ว่าธรรมนูญการปกครองฉบับ 2549 มีลักษณะการใช้ถ้อยคำและภาษาเพื่อหลอกลวงให้เห็นว่า คณะรัฐประหารชุดนี้เคารพสิทธิเสรีภาพและยึดมั่นประชาธิปไตย แต่อันที่จริง ภาษาลักษณะนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงด้านความคิดเรื่องสิทธิเสรีภาพที่เกิดขึ้นภายหลังรัฐประหารทั้งหมด นั่นก็คือสภาพที่สิทธิเสรีภาพพลเมืองไม่ใช่ส่วนหนึ่งของข้อตกลงทางการเมืองในขณะนี้ ทำให้แม้พลเมืองจะมีสิทธิเสรีภาพตามกฎหมาย แต่รัฐก็มีอำนาจตามกฎหมายที่จะเพิกถอนสิทธิเสรีภาพและความเป็นมนุษย์ของสมาชิกในสังคมได้ตลอดเวลา เหตุผลคือ รัฐในกรณีนี้ไม่ได้มีบทบาทขั้นมูลฐานอยู่ที่การปกป้องระบบคุณค่าด้านสิทธิเสรีภาพและความเป็นมนุษย์ หากคือการรักษาการปกครองที่มีพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์กลาง สิทธิเสรีภาพของพลเมืองและสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญในเงื่อนไขนี้ จึงมีความสำคัญน้อยกว่าแบบแผนการปกครองเป็นธรรมดา
เพราะเหตุดังนี้ ธรรมนูญการปกครองฉบับ 2549 จึงไม่ใช่ข้อตกลงทางการเมืองระหว่างรัฐกับสมาชิกในสังคม แต่เป็นข้อบังคับทางการเมืองที่เกิดขึ้น ภายใต้ความพยายามทำให้สิทธิเสรีภาพตามที่เป็นลายลักษณ์อักษร (Constitutional Laws) ตกอยู่ภายใต้ระเบียบทางการเมืองที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า และได้รับการค้ำยันจากอำนาจรัฐตลอดเวลา
ในภาษาที่ใช้กันแพร่หลายในการศึกษาเรื่องเมืองไทย สภาวะทางการเมืองแบบนี้เรียกว่า รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม แต่คำว่า "รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม" เชื่อมโยงให้เห็นสภาพทางการเมืองที่มโนทัศน์ (concept) นี้ต้องการอธิบายได้ไม่ดีนัก เพราะชวนให้เข้าใจว่าระเบียบการเมืองแบบนี้เป็นเรื่องปกติ มีอยู่อย่างนี้มานานแล้ว เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ฯลฯ [36] อันที่จริง นักทฤษฎีการเมืองคนสำคัญอย่าง คาร์ล ชมิทท์ เคยอธิบายสภาวะทางการเมืองลักษณะเดียวกันนี้โดยอาศัยแนวคิดบางอย่าง ที่มีประโยชน์ต่อการทำความเข้าใจการเมืองไทยในปัจจุบัน นั่นก็คือแนวคิดแบบที่เน้นการแบ่งแยกระหว่าง "กฎหมายรัฐธรรมนูญ" (Constitutional Laws) และธรรมนูญ (The Constitution) โดยธรรมนูญหมายถึงกฎหมายรัฐธรรมนูญ กำเนิด พัฒนาการ รวมทั้งความเปลี่ยนแปลงด้านความคิดที่สำคัญในเรื่องนี้ทั้งหมด ธรรมนูญจึงประกอบด้วยองค์ประกอบทางการเมืองและองค์ประกอบทางกฎหมาย [37] โดย
- องค์ประกอบทางกฎหมาย คือ กฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ซึ่งแตกต่างไปในแต่ละสังคม
- ส่วนองค์ประกอบทางการเมือง ได้แก่เป้าหมายของการเคลื่อนตัวทางเมืองในห้วงเวลาหนึ่งๆ
หากพิจารณาความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและกฎหมาย ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยช่วงหลังรัฐประหาร 19 กันยายน ด้วยแนวคิดแบบนี้ ก็จะเห็นว่า "ธรรมนูญ" ของการเมืองไทยในช่วงหลังวันยึดอำนาจ ล้วนเกี่ยวข้องกับความพยายามสถาปนาสภาพบังคับทางการเมืองแบบที่พระมหากษัตริย์เป็นศูนย์กลาง ของระเบียบการเมืองทั้งหมด ตัวอย่างเช่นการบัญญัติให้พระองค์มีอำนาจเต็มในการตั้งนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 14 ซึ่งสภาพแบบนี้ไม่ได้มีอยู่โดยธรรมชาติ แต่เป็นสภาวะทางการเมืองที่เพิ่งสร้างขึ้นในเวลาไม่นาน
แม้ในความรู้สึกของคนทั่วไป รวมทั้งในแนวคิด "รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม" จะเห็นว่าพระราชอำนาจเต็มในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี เป็น จารีตประเพณีทางการเมือง ที่ปฏิบัติกันมานาน แต่ข้อเท็จจริงก็คือพระราชอำนาจลักษณะนี้ไม่ได้ถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างต่อเนื่อง เพราะในช่วงที่มีสภาผู้แทนราษฎรและมีรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งนั้น หลายครั้งที่อำนาจนี้เป็นอำนาจพิธีกรรมเชิงสัญลักษณ์มากกว่าจะเป็นอำนาจในการแต่งตั้งที่เป็นจริง ส่วนในช่วงที่อยู่ภายใต้การปกครองของทหารที่มีอำนาจด้วยวิธีรัฐประหาร พระราชอำนาจมักถูกกำกับอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรในรัฐธรรมนูญว่าจะทรงแต่งตั้งได้ก็แต่บุคคลที่ได้รับการ "กราบบังคมทูล" ของทหารผู้เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ, ปฏิรูป หรือคณะผู้ยึดอำนาจในชื่อต่างๆ นานา ตัวอย่างเช่น
- รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2520 ระบุไว้ในมาตรา 21 ว่า "พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งตามคำกราบบังคมทูลของประธานสภานโยบายแห่งชาติ และทรงซึ่งพระราชอำนาจในการให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ตามที่ประธานสภานโยบายแห่งชาติถวายคำแนะนำ" โดยประธานสภานโยบายแห่งชาติก็คือนายพลผู้เป็นหัวหน้าคณะผู้ยึดอำนาจใน
- หรือ ธรรมนูญการปกครอง พ.ศ.2534 ก็บัญญัติในมาตรา 21 และ 22 ว่า "พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีตามคำกราบบังคมทูลของประธานสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ" และ "ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่ให้นายกรัฐมนตรีลาออก ตามประธานสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติถวายคำแนะนำ" ซึ่งก็คือผู้บัญชาการทหารสูงสุดผู้เป็นหัวหน้าการรัฐประหารในเวลานั้นนั่นเอง ที่ดำรงตำแหน่งประธานสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติไปพร้อมๆ กัน
อย่างไรก็ดี ในมาตรา 14 ของธรรมนูญการปกครองฉบับที่ใช้อยู่ในขณะนี้ พระราชอำนาจไม่ใช่พิธีกรรมหรือสัญลักษณ์ และยิ่งไม่ได้ถูกกำกับด้วยอำนาจภายนอกอื่น แต่เป็นพระราชอำนาจที่มีความสมบูรณ์ในตัวเอง ความแตกต่างนี้เป็นมากกว่าความแตกต่างในระดับตัวอักษร เพราะไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นว่า ธรรมนูญการปกครองนี้แตกต่างจากรัฐธรรมนูญในอดีตในแง่มุมไหน หากยังเป็นเครื่องหมายของเจตจำนงทางการเมืองในหมู่ผู้ยึดอำนาจหนนี้อย่างมีนัยยะสำคัญ [38]
ประเด็นที่ควรพิจารณาก็คือ ระเบียบการเมืองแบบนี้จะส่งผลกระทบต่อสภาพด้านสิทธิเสรีภาพของพลเมืองอย่างไร?
ถ้าเห็นว่าระเบียบการเมืองแบบนี้ไม่สามารถดำรงอยู่โดยลำพังตัวเอง หากต้องอาศัยการค้ำยันจากสถาบันอื่น โดยเฉพาะสถาบันทหาร [39] ก็คงเห็นต่อไปว่า การจรรโลงระเบียบการเมืองนี้ย่อมเกี่ยวพันกับการออกแบบระบบการเมืองให้ทหารมีอำนาจในระบบอย่างเป็นทางการมากขึ้น ระเบียบการเมืองนี้จึงเป็นอุปสรรคของการทำให้สิทธิเสรีภาพมีสถานะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตทางการเมือง เพราะสิทธิเสรีภาพที่สมบูรณ์นั้นย่อมขัดขวางการแทรกแซงการเมืองของฝ่ายทหาร ซ้ำยังอาจกระทบต่อความมั่นคงของระเบียบการเมืองได้โดยตรง แต่ประเด็นสำคัญคือ อำนาจในระบบของทหารนั้นไม่ได้หมายถึงการทำให้กองทัพเป็นหน่วยทางการเมืองที่เข้มแข็งและเป็นอิสระโดยสมบูรณ์ เพราะกองทัพที่เข้มแข็งและเป็นอิสระเกินไปนั้นเป็นอันตรายในแง่ที่อาจแปรสภาพเป็นลัทธิทหารนิยม หรือให้กำเนิดผู้นำทหารที่มากบารมีจนสั่นคลอนตัวระเบียบเองได้ [40] ความเข้มแข็งจึงเป็นสิ่งที่ต้องควบคุมให้อยู่ภายใต้กรอบของระเบียบการเมืองโดยซื่อสัตย์และเคร่งครัด [41] นั่นคือเป็นกองทัพที่เข้มแข็งเพราะเป็นอิสระจากรัฐสภา, ระบบราชการ และพลังประชาสังคมอื่น แต่ไม่ได้เข้มแข็งในตัวเองถึงขั้นเป็นเอกเทศอย่างสมบูรณ์ ความสัมพันธ์ระหว่างองคมนตรีกับกองทัพในฐานะห่วงเชื่อมระหว่างระเบียบการเมืองกับกำลังที่เป็นรากฐานของระเบียบการเมือง จึงสำคัญต่อการจรรโลงเสถียรภาพทางการเมือง
แน่นอนว่า ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความถึงสถาปนาระเบียบการเมือง ตามเจตจำนงของคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดได้อย่างเบ็ดเสร็จ เพราะการสถาปนาระเบียบการเมืองนั้น ต้องอยู่ภายใต้คติเรื่องการเมืองที่ชอบธรรมแบบสภาวะสมัยใหม่ 2 ข้อ
- ข้อแรกคือ อำนาจอธิปไตยในชุมชนการเมืองต้องเป็นของปวงชน
- ข้อสองคือรัฐบาลที่ชอบธรรมได้แก่ รัฐบาลที่มีอำนาจโดยฉันทานุมัติ
แต่ปัญหาคือคติการเมืองแบบนี้ไม่ได้ผูกพันกับรูปแบบการปกครองแบบใดแบบหนึ่งโดยแน่ชัด ทำให้ไม่ว่าจะเสรีประชาธิปไตย, คณาธิปไตย, เผด็จการรวมศูนย์ หรือราชาธิปไตย ก็ล้วนอ้างว่าเป็นการปกครองที่ชอบธรรมได้ทั้งนั้น หากสามารถแสดงให้เห็นว่ามีอำนาจด้วยอาณัติมอบหมาย (mandate) ของประชาชน [42] คติเรื่องการเมืองที่ชอบธรรมแบบนี้จึงหละหลวม และเปิดโอกาสให้ระเบียบการเมืองปรับตัวเองตามรูปแบบของการเมืองสมัยใหม่ขั้นต่ำสุดได้ [43] นั่นคือเป็นระเบียบที่มีกษัตริย์เป็นประมุข พร้อมกับมีการปกครองรัฐสภารูปแบบต่างๆ แล้วอาศัยกองทัพค้ำยันอำนาจทางการเมือง รัฐสภาในที่นี้ไม่จำเป็นต้องหมายถึงรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง, ไม่จำเป็นต้องเป็นสภาของผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้งของราษฎร รวมทั้งไม่จำเป็นต้องเป็นรัฐสภาเสรีประชาธิปไตย ที่มีพันธะในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพพลเมือง โดยรับรองสิทธิเหล่านี้ให้มีสถานะทางกฎหมายชัดเจนและเคร่งครัด แต่สามารถเป็นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ, สภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน, สภานโยบายแห่งชาติ ฯลฯ ที่แต่งตั้งขึ้นโดยคนหยิบมือเดียว โดยอาศัยสภาทำหน้าที่ตีความและบังคับใช้บทบัญญัติด้านสิทธิเสรีภาพ โดยยึดความมั่นคงของระเบียบการเมืองเป็นศูนย์กลาง (ทำให้สามารถร่างรัฐธรรมนูญได้โดยบุคคลที่ไม่ได้เป็นตัวแทนของใครในสังคม นอกจากผู้ทำรัฐประหารถูกใจ)
ในแง่นี้แล้ว รัฐประหาร 2549 ไม่ได้เพียงปฏิเสธหลักสิทธิเสรีภาพพลเมืองในฐานะสิทธิที่มีโดยธรรมชาติของมนุษย์ หากยังล้มล้างหลักสิทธิเสรีภาพตามกฎหมายลงไปด้วย ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำลายบรรทัดฐานด้านสิทธิเสรีภาพที่อยู่ในสังคมไทยมาเกือบ 1 ทศวรรษ โดยรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งนอกจากจะทำให้สิทธิเสรีภาพกลายเป็น หน้าที่ ซึ่งรัฐและกลไกรัฐมีพันธะต้องปฏิบัติตามแล้ว ยังทำให้เกิดความเป็นไปได้ที่พลเมืองจะยกบทบัญญัติเหล่านี้ไปเรียกร้องสิทธิเสรีภาพในขอบเขตที่กว้างขวางขึ้นไปอีก กระบวนการนี้ทำให้สิทธิเสรีภาพมีสถานภาพเป็นส่วนหนึ่งของระเบียบการเมืองในช่วง 2540 - 2549
ขณะที่ระเบียบการเมืองในปัจจุบันกลับตาลปัตร ให้รัฐมีอัตวินิจฉัยในการยกเลิกสิทธิเสรีภาพที่ขัดแย้งกับระเบียบการเมืองได้ นั่นเท่ากับว่าความมั่นคงของฝ่ายการเมือง มีสถานภาพเหนือกว่าสิทธิเสรีภาพพลเมืองและหลักกฎหมาย ซึ่งถ้าเข้าใจว่าสิทธิเสรีภาพโดยพื้นฐานแล้วเป็นเรื่องของขอบเขตอำนาจเหนือชีวิตและร่างกายของมนุษย์ ก็จะมองเห็นต่อไปว่า ระเบียบการเมืองในขณะนี้ถือว่าเสถียรภาพของฝ่ายการเมืองสำคัญกว่าชีวิตพลเมืองทั้งหมด การเรียกร้องให้พลเมืองสละเสรีภาพหรือยอมตายเพื่อระเบียบบ้านเมือง จึงไม่ใช่การปลุกระดมหรือตีสำนวนโวหาร แต่เป็นสิ่งที่ฝังเป็นส่วนหนึ่งของระเบียบการเมืองนี้จริงๆ
รัฐประหาร 2549 ในแง่มุมนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของการสถาปนาระเบียบการเมืองที่ดำรงอยู่ได้ด้วยการกดบังคับให้พลเมืองรู้สึกว่าระเบียบนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต (way of life) ถึงขั้นสละชีพเพื่อสิ่งนี้ได้ (jus vitae ac nacis) [44] ปรากฏการณ์นี้สำคัญและไม่เคยมีแม้กระทั่งในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม ในช่วงก่อนเปลี่ยนการปกครองฯ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 รัฐประหารครั้งนี้จึงไม่ใช่การกลับไปสู่สภาวะก่อน 2475 อย่างที่ผู้ต่อต้านรัฐประหารเข้าใจ แต่คือการก้าวไปสู่สภาวะการเมืองใหม่ที่ทำงานบนการยกระดับให้ระเบียบการเมืองกลายเป็นวิถีชีวิต สภาพนี้นำไปสู่การเกิดการเมืองเชิงปทัสถานซึ่งมีแกนกลางอยู่ที่ปริมณฑลเหนือรัฐธรรมนูญและกฎเกณฑ์ที่เป็นทางการ พลเมืองในจินตนาการนี้มีความเป็นเอกภาพถึงขั้นที่รัฐถือว่าคนใต้ปกครองทั้งหมด ล้วนขึ้นต่อปทัสถานนี้อย่างไม่มีข้อยกเว้น
วิธีคิดแบบนี้ ส่งผลให้การสถาปนาระเบียบการเมืองมีลักษณะของการต่อสู้ทางศาสนา ในแง่ที่มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายทางศีลธรรมจนชอบที่จะใช้อำนาจต่อฝ่ายตรงข้ามตามอำเภอใจ [45] การแยกมิตรแยกศัตรูเช่นนี้ ทำให้ไม่มีทางที่ระเบียบใหม่จะให้กำเนิดการเมืองแบบเสรีประชาธิปไตยได้ เพราะหัวใจของเสรีนิยมคือการเปิดให้โอกาสทุกฝ่ายแข่งขันโดยอิสระ โดยไม่เป็นศัตรูอย่างแข็งทื่อตายตัว [46] ส่วนหัวใจของประชาธิปไตย อย่างเช่น หลักสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียม ก็ถูกทำลายไปตั้งแต่วันแรกรัฐประหารแล้ว ผลของความเป็นการเมืองที่ไม่เป็นเสรีประชาธิปไตยคือ การช่วงชิงดุลกำลังทหารและการเจรจาต่อรองกันภายในที่ทวีความสำคัญทางการเมืองมากยิ่งขึ้น โอกาสของการเกิดประชาธิปไตยรัฐสภาที่เข้มแข็งนั้น เป็นเรื่องที่แทบไม่มีความเป็นไปได้แต่อย่างใด
อนาคตของระเบียบการเมืองใหม่
โดยส่วนใหญ่ของความขัดแย้งเรื่องสถานะของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มีใจกลางอยู่ที่ความแตกต่างในการประเมินสถานะของประชาธิปไตยในสังคมไทย ผู้สนับสนุนรัฐประหารส่วนใหญ่เชื่อว่า การเมืองไทยก่อน 19 กันยายน ไม่เป็นประชาธิปไตยมานานแล้ว การยึดอำนาจจึงชอบธรรมในฐานะวิธีสร้างประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ขึ้น ส่วนผู้ไม่เห็นด้วยนั้นเห็นว่าแม้การเมืองก่อนวันที่ 19 กันยายน จะไม่สมบูรณ์ไปทุกด้าน แต่รัฐประหารก็ทำให้ประชาธิปไตยถอยหลังลงคลอง
ฝ่ายแรกเสนอการพัฒนาการเมืองภายใต้การนำของกองทัพ, ผู้มีบารมี, เทคโนแครตภาคเอกชน และตุลาการภิวัฒน์ ส่วนฝ่ายหลังเห็นว่าบุคคลและสถาบันเหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตย ฝ่ายแรกร่วมมือกับคณะรัฐประหารเพื่อร่างรัฐธรรมนูญที่เพิ่มอำนาจสถาบันที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ฝ่ายหลังต้านรัฐประหารด้วยการเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว ฝ่ายแรกไม่ได้ตอบปัญหาการบิดเบือนเจตนารมณ์ทั่วไปของพลเมืองและความรับผิดชอบทางการเมืองของสถาบันที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ส่วนฝ่ายหลังไม่ได้ตอบว่าจะแก้ปัญหาประชาธิปไตยอำนาจนิยมที่เคยเกิดขึ้นแล้วอย่างไร รวมทั้งจริงหรือไม่ที่มาตรการนี้จะจัดการกับปัญหาหลักทางการเมืองของสังคมไทยในปัจจุบัน
บทความนี้ไม่ได้พิจารณารัฐประหารด้วยความคิดเรื่องประชาธิปไตย จึงไม่ได้โจมตีรัฐประหารครั้งนี้ในแง่ที่ทำลายพื้นฐานของประชาธิปไตยในสังคมการเมืองไทยไปทั้งหมด นี่ไม่ได้หมายความว่าประเด็นนี้ไม่สำคัญ ในทางตรงกันข้าม ประเด็นนี้สำคัญจนผู้เขียนได้อภิปรายเรื่องนี้ในที่อื่นๆ เอาไว้มากแล้ว จนเห็นความจำเป็นของการชี้ชวนให้มองเห็นว่า ปัญหาของรัฐประหาร 19 กันยายน หาได้จำกัดอยู่แค่เรื่องเป็นประชาธิปไตยหรือไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะเมื่อพิเคราะห์รัฐประหารนี้โดยคำนึงถึงประสบการณ์ของความเป็นจริงด้านสิทธิเสรีภาพ และระเบียบการเมืองในสังคมไทยเอง ก็จะเข้าใจว่ารัฐประหารตามนัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามสถาปนาระเบียบการเมืองใหม่ ที่ทำให้รัฐมีลักษณะส่วนบุคคลสูงขึ้น ส่วนโครงสร้างพื้นฐานของเสรีระชาธิปไตยเสื่อมทรามลง
ในแง่มุมระเบียบการเมืองนั้น รัฐประหาร 19 กันยายน เปลี่ยนบทบาทขององค์อธิปัตย์จากความเป็นองค์อธิปัตย์ในสถานการณ์ฉุกเฉิน [47] ไปสู่ความเป็นองค์ประธานของความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโดยตรง เสถียรภาพของระเบียบการเมืองใหม่ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างความหมายทางการเมืองให้ผูกพันกับคุณลักษณะส่วนบุคคลอย่างต่อเนื่องสู่อนาคต แต่การปรับสภาพองค์อธิปัตย์จากความเป็นหน่วยที่มีอำนาจตัดสินใจทางการเมืองสูงสุด (sovereign) ไปสู่หน่วยที่ใช้อำนาจกึ่งบริหาร (authority) นี้ เกิดขึ้นท่ามกลางความเป็นการเมือง และการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายที่ทำให้สังคมการเมืองแตกร้าวอย่างแทบไม่เคยมีมาก่อน การสูญเสียคุณลักษณะเป็นกลางและไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดขององค์อธิปัตย์ ทำให้การจรรโลงความหมายทางการเมืองนี้ไม่มีทางทำได้ง่ายๆ อย่างที่เคยทำในอดีต สภาพทางการเมืองนี้ผลักดันให้สิทธิเสรีภาพตามกฎหมายอยู่ภายใต้อำนาจที่อยู่เหนือและมีมาก่อนกฎหมาย (meta-law) [48] เช่นเดียวกับที่สิทธิเสรีภาพพลเมืองถูกจำกัดให้อยู่ในขอบเขตที่ไม่อันตรายต่อระเบียบการเมือง ความสำคัญของพละกำลัง (forces) ต่อการจรรโลงความสัมพันธ์ทางการเมืองนี้ ส่งผลให้เส้นแบ่งทางตรรกะระหว่างอำนาจการเมืองที่มีอารยะ กับการปกครองโดยการใช้กำลังไม่มีอยู่อีกต่อไป
โครงการสถาปนาระเบียบการเมืองใหม่ ทำให้อำนาจลักษณะปิตาธิปไตยเป็นฝ่ายกำหนดอาณาบริเวณของการต่อสู้เพื่อสิทธิทางสังคมและเสรีภาพ (negative liberties) ในสังคมการเมือง อนาคตของระเบียบการเมืองใหม่ขึ้นอยู่กับการควบคุมพลังภายในระบบ, การดูดกลืนพลังมวลชนที่มีลักษณะถึงรากถึงโคน รวมทั้งการครอบงำของตรรกะทางการเมืองเหนือตรรกะทางเศรษฐกิจและสังคมทั้งหมด ความเสื่อมสลายของพลังการเมืองและระบบคุณค่าอื่นๆ หมายความถึงการสูญเสียความเป็นไปได้ที่สังคมจะสร้างความหมายทางการเมืองที่เป็นอิสระจากระเบียบการเมืองนี้ ความจำเป็นของการสร้างการปกครองแบบรัฐสภาและรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ส่งผลให้เสรีประชาธิปไตยไม่มีความหมายต่อสังคมการเมืองในปัจจุบันและอนาคต ความล่มสลายของการต่อสู้ในระดับความหมายทางการเมือง ส่งผลให้สังคมไทยเผชิญปัญหาที่ไปไกลกว่าการต่อสู้ระหว่างประชาธิปไตย / เผด็จการ, กษัตริย์นิยม / ทุนนิยม หรือ ระบบราชการ / นักเลือกตั้ง รัฐประหาร 19 กันยายน จึงไม่ได้เป็นสัญลักษณ์ของการฟื้นอำนาจแบบขัตติยาธิปไตยหรือเผด็จการทหารแบบที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ราคาของความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้มีแค่ความหายนะทางการเมืองของผู้ที่เกี่ยวข้องกับรัฐประหาร แต่คือการพังทลายของระเบียบการเมือง อันเนื่องมาจากข้อจำกัดจำนวนมากของตัวระเบียบการเมืองเอง
สารบัญบล็อก












