วิสัญญีในพม่า

posted on 29 Sep 2007 19:58 by bannpeeploy  in politics

 

มองเหตุการณ์มิคสัญญีในพม่า ผ่านราชธานีแห่งใหม่ของรัฐบาลทหาร
ดุลยภาค ปรีชารัชช : ศูนย์เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เป็นที่ทราบกันดีว่า การลุกฮือของกลุ่มพระสงฆ์และประชาชนชาวพม่าเพื่อประท้วงการขึ้นภาษีและราคาน้ำมันของกลุ่มรัฐบาลทหาร ได้กลายเป็นข่าวเด่นประเด็นร้อนที่ประชาคมโลกต้องจับตามองอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนยังเป็นเหตุการณ์ระทึกใจระดับชาติซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาประชาธิปไตยในพม่า เหตุการณ์มิคสัญญีที่เกิดขึ้นครั้งส่าสุดได้สะท้อนถึงการทำสงครามขับเคี่ยวระหว่าง "พลังธรรมยาตรา"กับ"พลังจากปลายกระบอกปืน" และความขัดแย้งระหว่าง"พลังประชาธิปไตย"กับ"พลังเผด็จการ"

แต่อย่างไรก็ตามเหตุการณ์จลาจลครั้งล่าสุดอาจมีความยืดเยื้อ รุนแรง และจบลงด้วยโศกนาฎกรรมครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์พม่า เนื่องจากศูนย์อำนาจของรัฐบาลทหารในปัจจุบันไม่ได้ตั้งอยู่ที่นครย่างกุ้ง แต่กลับอยู่ที่กรุงเนปิดอว์ ราชธานีแห่งใหม่ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการหักเหลี่ยมทางยุทธศาสตร์ระหว่างกลุ่มผู้ประท้วงกับกลุ่มรัฐบาลทหาร โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

1. รัฐบาลทหารพม่าได้ตระหนักดีว่า นครย่างกุ้งคือศูนย์รวมการเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคมและพลังประชาธิปไตย ตลอดจนเสี่ยงต่อการถูกแทรงแซงจากมหาอำนาจตะวันตก โดยเหตุการณ์ประท้วงครั้งยิ่งใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2531 (8 สิงหาคม ค.ศ. 1988 หรือ เหตุการณ์ 8888) กองกำลังของรัฐบาลต้องตกอยู่ในภาวะคับขันทางยุทธศาสตร์ เนื่องจากสถานที่ราชการหลายแห่งได้ถูกปิดล้อมจากคลื่นมหาชน ตลอดจนมีรายงานการปรากฎตัวของเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐอเมริกา จอดลอยลำอยู่เหนืออ่าวเมาะตะมะ

ภัยคุกคามดังกล่าวจัดเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พลเอกอาวุสโสตันฉ่วย ตัดสินใจย้ายเมืองหลวงไปยังเนปิดอว์เมื่อปลายปี พ.ศ. 2548 เพื่อสถาปนาศูนย์อำนาจที่เข้มแข็งและหลีกหนีจากการถูกจารกรรมข้อมูลโดยสื่อต่างชาติ และกลุ่มต่อต้านรัฐบาลซึ่งมีเครือข่ายอยู่หนาแน่นทั่วเขตนครย่างกุ้ง โดยสังเกตได้จากการใช้ยุทธศาสตร์ผ่าเมืองหลวงแห่งใหม่ออกเป็นสามส่วนเพื่อแยกประชาชน ข้าราชการพลเรือน และข้าราชการทหารออกจากกัน ตลอดจนมีการขุดอุโมงค์ลับและติดตั้งปืนต่อสู้อากาศยานตามหุบเขาต่างๆ รอบเขตเมืองหลวงเพื่อป้องกันการโจมตีจากมหาอำนาจตะวันตก

2. การลุกฮือของพลังพระสงฆ์และประชาชนครั้งล่าสุด ได้เกิดขึ้นที่นครย่างกุ้งและตามหัวเมืองต่างๆ เช่น มัณฑะเลย์ มะละแหม่ง และพะโค แต่ศูนย์อำนาจของรัฐบาลทหารกลับไม่ได้ตั้งอยู่ที่นครย่างกุ้งเหมือนเหตุการณ์ในปี พ.ศ. 2531 โดยหากวิเคราะห์ตามหลักภูมิรัฐศาสตร์จะพบว่า กรุงเนปิดอว์นั้นนอกจากจะตั้งอยู่ทางตอนกลางของประเทศแล้ว ยังตั้งอยู่ตรงจุดกึ่งกลางระหว่างนครย่างกุ้งกับมัณฑะเลย์ซึ่งเป็นสองเมืองใหญ่ของการลุกฮือเพื่อต่อต้านระบอบเผด็จการทหาร นอกจากนี้ ยังมีรายงานเพิ่มเติมว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันได้ขยายเส้นทางถนนผ่านกรุงเนปิดอว์ทั้งในแนวดิ่งและแนวระนาบ เพื่อเสริมความคล่องตัวในการเคลื่อนกำลังปราบกลุ่มจลาจลและแผ่อำนาจของระบอบทหารให้เข้าถึงทุกภาคส่วนของประเทศ ดังนั้น จึงดูเหมือนว่ารัฐบาลทหารได้อ่านเกมส์การประท้วงครั้งล่าสุดอย่างค่อนข้างทะลุปรุโปร่ง และเตรียมรับมือกับเหตุการณ์ดังกล่าวโดยทำการละทิ้งมหานครย่างกุ้งและสถาปนาศูนย์อำนาจแห่งใหม่ทางตอนกลางของประเทศ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการควบคุมสถานการณ์ฉุกเฉิน ตลอดจนใช้โครงสร้างภูเขาเป็นปราการในการรับศึก หากเกิดการแทรกแซงจากต่างชาติ ซึ่งในกรณีดังกล่าวการมีศูนย์อำนาจอยู่ที่ย่างกุ้ง จัดว่ามีความเสี่ยงสูงทั้งจากการลุกฮือของประชาชนและการรุกรานทางทะเลจากกองกำลังต่างชาติ

3. อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทหารกลับเป็นฝ่ายพลาดพลั้งเสียเอง เนื่องจากเหตุการณ์จลาจลครั้งล่าสุดล้วนมาจากภาวะบีบคั้นทางเศรษฐกิจอันเกิดจากการกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรม และการผูกขาดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของกลุ่มคณะทหาร นอกจากนี้การระดมเงินจำนวนมหาศาลเพื่อทำการก่อสร้างราชธานีแห่งใหม่ ก็เป็นต้นตอสำคัญของความผันผวนของนโยบายการคลังพม่า โดยแหล่งข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองเศรษฐกิจ ได้รายงานว่าในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2548-2549 ธนาคารกลางของพม่าได้เพิ่มงบประมาณแผ่นดินเป็นจำนวนถึง 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อนำไปก่อสร้างเมืองหลวงแห่งใหม่ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าตัวจากวงเงินงบประมาณในช่วงปีก่อน (960 ล้านเหรียญสหรัฐในปี พ.ศ. 2546-2547) นอกจากนี้การสถาปนากรุงเนปิดอว์จำเป็นต้องใช้ต้นทุนสูงเนื่องจากต้องมีการวางผังเมืองใหม่ สร้างที่ทำการกระทรวงต่างๆ ตลอดจนเกิดการทุจริตคอรัปชั่นในโครงการรับเหมาและประมูลการก่อสร้าง ประกอบกับประชาชนชาวพม่าจำนวนมากยังถูกเกณฑ์ไปเป็นแรงงานในการก่อสร้าง โดยส่วนใหญ่ไม่ได้รับค่าตอบแทนและถูกใช้แรงงานเยี่ยงทาส

จากการวิเคราะห์ข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า เหตุการณ์มิคสัญญีในพม่าล้วนเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งกับการก่อตัวของราชธานีเนปิดอว์ ทั้งในเชิงของเหตุปัจจัยและการหักเหลี่ยมทางยุทธศาสตร์ โดยผู้เขียนมีความเชื่อว่าต้นตอของความวุ่นวายทั้งหมด เกิดจากการขูดรีดประชาชนของกลุ่มเจ้าหน้าที่ทหารและการเร่งรีบก่อสร้างเมืองหลวงแห่งใหม่จนเกิดความผันผวนทางเศรษฐกิจ แต่ในขณะเดียวกันราชธานีเนปิดอว์ก็จัดเป็นตัวหมากสำคัญ ที่ทำให้สถานการณ์ยืดเยื้อ เนื่องจากรัฐบาลทหารพม่าจัดว่าอยู่ในภาวะได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ ทั้งในเชิงของการเคลื่อนกำลังปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุม และการหลีกหนีจากการถูกปิดล้อมในมหานครย่างกุ้ง แต่อย่างไรก็ตาม หากมีแรงกดดันอย่างต่อเนื่องจากนานาชาติ โดยเฉพาะมหาอำนาจตะวันตก ตลอดจนการเคลื่อนไหวของชนกลุ่มน้อยและองค์การระหว่างประเทศ ก็ไม่แน่ที่รัฐบาลทหารพม่าอาจต้องเป็นฝ่ายเสียเปรียบในเหตุการณ์วิปโยคครั้งล่าสุด

Now And Forever ~ Richard Marx

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Recommend