ธรรรมนิยาย พระอานนท์ พุทธอนุชา

 ธรรมนิยาย ชุด พระอานนท์ พุทธอนุชา บทประพันธ์ อาจารย์วศิน อินทรสระ

มีทั้งหมด 36 ตอนคะ สนใจเลือกรับฟัง หรืออ่านในตอนอื่นๆ คลิ๊กที่นี้ค่ะ

 ตอนที่ 22  ความอัศจรรย์แห่งธรรมวินัย (ต่อ) 

 และ  ปัจฉิมทัสนา ณ กรุงเวสาลี (1)  

 "ภิกษุทั้งหลาย ความพร่องหรือความเต็มเอ่อย่อมไม่ปรากฏแก่มหาสมุทร แม้พระอาทิตย์จะแผดเผาสักเท่าใด น้ำในมหาสมุทรก็หาเหือดแห้งไปไม่ แม้แม่น้ำสายต่างๆ และฝนจะหลั่งลงสู่มหาสมุทรสักเท่าใด มหาสมุทรก็ไม่เต็มฉันใด ในธรรมวินัยนี้ก็ฉันนั้น แม้จะมีภิกษุเป็นอันมากนิพพานไปด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ แต่นิพพานธาตุก็คงอยู่อย่างนั้นไม่พร่องไม่เต็มเลย แม้จะมีผู้เข้าถึงนิพพานอีกสักเท่าใด นิพพานก็คงมีให้ผู้นั้นอยู่เสมอไม่ขาดแคลนหรือคับแคบ

           "ภิกษุทั้งหลาย! มหาสมุทร มีภูตคือสัตว์น้ำเป็นอันมาก มีอวัยวะใหญ่และยาวเช่นปลาติมิ ปลาติมิงคละ ปลาวาฬเป็นต้น ฉันใด ในธรรมวินัยนี้ก็ฉันนั้น มีภูต คือพระอริยบุคคลเป็นจำนวนมาก มีพระโสดาบันบ้าง พระสกิทาคามีบ้าง พระอนาคามีบ้าง พระอรหันต์บ้าง จำนวนมากหลายเหลือนับ

           "ภิกษุทั้งหลาย! มหาสมุทรมีนานารัตนะ เช่นมุดดา มณี ไพฑูรย์เป็นต้น ฉันใด ในธรรมวินัยนี้ก็ฉันนั้น มีนานาธัมมรัตนะเช่นสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘ เป็นต้น

           "ภิกษุทั้งหลาย! น้ำในมหาสมุทรย่อมมีรสเดียว คือรสเค็ม ฉันใด ธรรมวินัยนี้ก็ฉันนั้น มีรสเดียว คือวิมุติรส หมายถึงความหลุดพ้นจากกิเลสเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญแห่งพราหมณ์ที่เราประกาศแล้ว"

           เพราะเหตุที่ธรรมวินัยหรือพราหมณ์ของพระองค์สมบัติด้วยนานาคุณลักษณะ และสามารถช่วยแก้ทุกข์แก่ผู้มีทุกข์ได้นี่เอง พระองค์จึงเรียกพราหมณ์ว่าเป็นกัลยาณมิตร และเรียกกัลยาณมิตรเป็นพรหมจรรย์ เพราะกัลยาณมิตรที่แท้จริงของคนคือธรรม และบาปมิตรที่แท้จริงของคนก็คือธรรม หรือความชั่วทุจริต

           จะมีศัตรูใดแรงร้ายเท่าพยาธิคือโรค

           จะมีแรงใดเสมอด้วยแรงกรรม

           จะมีมิตรใดเสมอด้วยมิตรคือธรรม

           พระอานนท์เคยคิดว่า กัลยาณมิตรนั้นน่าจะเป็นครึ่งหนึ่งของพรหมจรรย์ แต่พระศาสดาตรัสว่า อย่าคิดอย่างนั้นเลยอานนท์ กัลยาณมิตรเป็นพรหมจรรย์ทั้งหมดทีเดียว เพราะผู้ได้อาศัยกัลยาณมิตรอย่าเราแล้ว ย่อมหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งมวล

           พระอานนท์พุทธอนุชา ได้รับการยกย่องจากพระศาสดามากหลาย เป็นที่รู้จักกันว่าท่านเลิศใน ๕ สถานด้วยกัน คือ

           ๑. เป็นพหูสูตร สามารถทรงจำพระพุทธพจน์ไว้ได้มาก

           ๒. แสดงธรรมได้ไพเราะ คนฟังไม่อิ่มไม่เบื่อ

           ๓. มีสติรอบคอบ รู้สิ่งที่ควรทำไม่ควรทำ

           ๔. มีความเพียรพยายามดี

           ๕. อุปฐากบำรุงพระศาสดาดียิ่ง ไม่มีข้อบกพร่อง

           เมื่อมีโอกาส ท่านมักจะสนทนาธรรมกับพระสารีบุตรเสมอ ในคัมภีร์อังคุตรนิกาย มีเรื่องที่พระอานนท์สนทนากับพระสารีบุตรหลายเรื่อง เช่นเรื่องเกี่ยวกับนิพพานและสมาธิ ภิกษุผู้ฉลาดและภิกษุผู้ไม่ฉลาด

           จากการสนทนากันบ่อยๆ นี้ พระสารีบุตรได้ประจักษ์ชัดว่า พระอานนท์เป็นผู้ควรแก่การยกย่อง และได้ยกย่องเชิดชูพระอานนท์ว่า มีคุณธรรม ๖ ประการ คือ

           ๑. เป็นผู้ได้ยินได้ฟังมาก

           ๒. เป็นผู้แสดงธรรมตามที่ได้ยินได้ฟัง โดยพิศดาร

           ๓. เป็นผู้สาธยายโดยพิศดาร

           ๔. เป็นผู้ชอบตรึกตรองเพ่งพิจารณาธรรม

           ๕. เป็นผู้ยินดีอยู่ใกล้กับพระเถระ ที่เป็นพหุสูต ทรงธรรม ทรงวินัย

           ๖. ท่านพยายามเข้าหาท่านที่เป็นพหุสูต ทรงธรรม ทรงวินัยเพื่อเรียนถามข้อที่ควรถามในโอกาสอันสมควร.

ปัจฉิมทัสนา ณ กรุงเวสาลี

พระอานนท์พุทธอนุชา ได้ติดตามพระศาสดาอยู่เป็นเวลานาน กระทำกิจทุกอย่างเพื่อพระพุทธองค์ โดยไม่คำนึงถึงความเหนื่อยยากลำบากใดๆ ท่านมีจิตใจอ่อนโยนบริสุทธิ์สะอาดในพระศาสดาประดุจมารดาผู้ประเสริฐพึ่งมีต่อบุตรสุดสวาท มีความเคารพยำเกรงในพระผู้มีพระภาค ประดุจบุตรผู้เลื่อมใสต่อบิดาและอยู่ในโอวาทของชนกผู้ให้กำเนิดตน ท่านปฏิบัติหน้าที่ของท่านอย่างซื่อสัตย์เที่ยงตรงเฉกดวงตะวันและจันทรา จะหาปฏิบัติใดเล่าเสมอเหมือนพระอนุชาผู้นี้

           จวบจนพระพรรษายุกาลแห่งพระบรมศาสดาเข้าปีที่ ๗๙ ตอนปลาย เหลืออีกน้อยที่พระผู้ประทานแสงสว่างแก่โลกจะปรินิพพาน เปรียบปานดวงสุริยาซึ่งทอแสง ณ ขอบฟ้าทิศตะวันตกก่อนจะอำลาทิวากาล

           พระผู้พิชิตมารประทับ ณ คิชฌกูฏบรรพต ใกล้กรุงราชคฤห์ คราวนั้นพระเจ้าอชาตศัตรูเวเทหิบุตรกำลังเตรียมตัวจะรุกรานแคว้นวัชชี จึงส่งวัสสการพราหมณ์มหาอำมาตย์ ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเพื่อจะหยั่งดูว่าพระพุทธองค์จะตรัสอย่างไร พระเจ้าอชาตศัตรูทรงเชื่อมั่นอยู่ว่าพระวาจาแห่งพระตถาคตนั้นไม่เป็นสอง

           วัสสกการพราหมณ์รับพระบัญชาเหนือเกล้า แล้วเข้าไปเฝ้าพระศาสดาทูลว่า "เวลานี้พระเจ้าอชาตศัตรูกำลังเตรียมทัพจะบุกวัชชี ซึ่งมีนครเวสาลีเป็นเมืองหลวง ได้ส่งข้าพระพุทธเจ้ามากราบทูลถามถึงผาสุวิหาร คือความทรงพระสำราญแห่งพระองค์ และขอถวายบังคมพระมงคลบาทด้วยเศียรเกล้า"

<