ธรรรมนิยาย พระอานนท์ พุทธอนุชา

 ธรรมนิยาย ชุด พระอานนท์ พุทธอนุชา บทประพันธ์ อาจารย์วศิน อินทรสระ

มีทั้งหมด 36 ตอนคะ สนใจเลือกรับฟัง หรืออ่านในตอนอื่นๆ คลิ๊กที่นี้ค่ะ

 ตอนที่ 31  วันหนึ่งก่นวันประชุมสังคายนา (ต่อ)

 และ พรหมฑัณฑ์ และ ณ ชาตสระบนเส้นทางจาริก (1)  

 วันรุ่งขึ้นจากวันที่ฉันยาระบายแล้ว สุภมานพบุตรแห่งโตเทยยพราหมณ์ ส่งคนมาอาราธนาพระอานนท์เพื่อไปฉันที่บ้านของตน พระอานนท์ขอเลื่อนเวลาไปอีกวันหนึ่ง โดยแจ้งให้ทราบว่าเพิ่งฉันยาระบายใหม่ๆ ไม่อาจเข้าสู่ละแวกบ้านได้ อีกวันหนึ่งจึงเข้าไปสู่นิเวศน์ของสุภมานพโตเทยยบุตรพร้อมด้วยพระเจตกะ สุภมานพถามว่าพระผู้มีพระภาคเมื่อยังทรงพระชนม์อยู่นั้น ทรงสอนเรื่องอะไรอยู่เป็นเนืองนิตย์ พระพุทธอนุชาวิสัชชนาว่า พระองค์ทรงย้ำหนักเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา จุดมุ่งหมายแห่งพรหมจรรย์นี้อยู่ที่ความหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งมวล ส่วนศีล สมาธิ และปัญญานั้น เป็นเพียงมรรคหรือทางสำหรับเดิน สุภมานพมีความเลื่อมใสในธรรมเทศนาของพระอานนท์

           จวนจะเข้าพรรษา พระอานนท์จึงจาริกสู่เบญจคิรีนครเพื่อประชุมทำสังคายนา พระภิกษุที่ล่วงหน้าไปก่อนได้ขออุปถัมภ์จากพระเจ้าอชาตศัตรูให้ซ่อมแซมที่พักสงฆ์ถึง ๑๘ แห่ง และตกลงใจจะทำประชุมสังคายนาที่หน้าถ้ำสัตตบรรณ เชิงเวภารบรรพต พระเจ้าอชาตศัตรูทรงรับเป็นศาสนูปถัมภกโดยตลอด ทั้งเรื่องอาหารและที่พักที่ประชุม

           พระเจ้าอชาตศัตรู เวเทหิบุตร ทรงให้สร้างมณฑปงดงามอำไพพรรณ ประหนึ่งเนรมิตโดยหัตถ์แหงวิศวกรรมเทพบุตร มีฝาเสาและบันไดจัดแจงเป็นอย่างดี อร่ามด้วยมาลากรรมและลดากรรมประเภทต่างๆ งามชดช้อย พระราชมณเฑียรสถานหรือวิมานแห่งเทพผู้มีศักดิ์มิปานได้ เจิดจ้าสง่ารุ่งเรือง ประหนึ่งจะรวมเอาความงามในโลกนี้ทั้งมวลมาไว้ในที่แห่งเดียว

           ทรงให้ตกแต่งมณฑปเพริศพรายดังวิมานพรหมมีเพดานทอง ประดุจคาบพวงดอกไม้อันมีกลิ่นหอมประทินใจลงมา บุปผชาตินานาพันธุ์หลากสีต่างมาชุมนุมกัน ณ ที่นั้น ภูมิสถานละลานแวววาวประดุจปูลาดด้วยแก้วมณีอันสุกใส เสร็จแล้วทรงให้ปูเครื่องลาดอาสนะอันควรแก่สมณะมีค่าประมาณมิได้ ๕๐๐ ที่ เพื่อภิกษุ ๕๐๐ รูป ในมณฑปนั้น ทรงให้จัดอาสนะแห่งพระเถระชิดทางด้านทิศทักษิณผินพักตร์ไปทางทิศอุดร ทรงให้จัดที่ประทับสำหรับพระผู้มีพระภาคศาสดา หันพระพักตร์ไปทางด้านบูรพา ณ ท่ามกลางมณฑปนั้น เสร็จแล้วทรงประกาศแก่สงฆ์ว่า "พระคุณเจ้าทั้งหลาย! กิจของข้าพเจ้าสำเร็จเรียบร้อยแล้ว เรื่องต่อไปแล้วแต่พระคุณเจ้าเถิด"

           "เหลือเวลาอีกเพียงวันเดียวจะถึงวันประชุมสังคายนา แต่พระพุทธอนุชายังมิได้สำเร็จอรหัตตผล คงเป็นเพียงโสดาบัน ภิกษุบางรูปได้เตือนพระอานนท์ว่า ขอให้ท่านเร่งทำความเพียรพยายามเข้าเถิด พรุ่งนี้แล้วจะเป็นวันมหาสันนิบาต มีระเบียบว่าผู้เข้าประชุมทั้งหมดจะต้องเป็นพระขีณาสพ

           ตั้งแต่เดินทางมาถึงเบญจคีรีนคร พระอานนท์ได้ทำความเพียรอย่างติดต่อเพื่อให้ได้บรรลุพระอรหัตต์ แต่หาสำเร็จตามประสงค์ไม่

           ในคืนสุดท้ายนั่นเอง ท่านได้เริ่มทำความเพียรตั้งแต่อาทิตย์อัสดง ตั้งใจอย่างมั่นคงว่าจะให้ถึงพระอรหัตต์ในคืนนั้น ปฐมยามล่วงไปแล้วก็ยังไม่อาจทำอาสวะให้สิ้น ล่วงเข้าสู่มัชฌิมยาม พระพุทธอนุชาทำความเพียรต่อไปท่านระลึกถึงพระดำรัสของพระศาสดาที่ประทานไว้ก่อนปรินิพพานว่า "อานนท์! เธอเป็นผู้มีบุญที่ได้บำเพ็ญสั่งสมมาแล้วมาก เธอจะได้บรรลุอรหัตตผลในไม่ช้าหลังจากเราปรินิพพานแล้ว"

           พระพุทธดำรัสนี้ก่อให้เกิดความมั่นใจแก่พระอานนท์เป็นอันมาก และความมั่นใจอันนี้อีกเหมือนกัน กระตุ้นจิตเร้าใจให้ท่านทำความเพียรอย่างไม่หยุดยั้งจวนจะถึงกึ่งมัชฌิมยามนั่นเอง ท่านคิดว่าจะพักผ่อนเสียหน่อยหนึ่งแล้วจะทำความเพียรต่อไปตลอดราตรี ท่านจึงลงจากที่จงกรมล้างเท้าให้สะอาดแล้วทอดกายลง ขณะล้มตัวลงศีรษะยังไม่ทันถึงหมอน และยกเท้าขึ้นจากพื้นนั่นเอง จิตของท่านก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งมวล สำเร็จเป็นพระอรหันต์ในขณะนั้น พร้อมปฏิสัมภิทาและอภิญญาสมาบัติ

           พระพุทธอนุชาประสบปีติปราโมชอย่างใหญ่หลวง ความรู้สึกปรากฏแก่ใจว่า ความเกิดสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นที่จะต้องทำในทำนองเดียวกันนี้ไม่มีอีกแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มีอีกต่อไป ภพทั้งสามคือ กามภพ รูปภพ และอรูปภพ ปรากฏแก่ท่านผู้บรรลุแล้วซึ่งอริยภูมิ ประหนึ่งมีเพลิงโหมอยู่ทั่ว ได้ย้ำยีความเมาทั้งปวงแล้ว ได้นำความกระหายทั้งมวลออกไปแล้ว ได้ถอนอาลัยในกามคุณอันเป็นที่อาลัยยินดีอย่างยิ่งของมวลสัตว์ได้แล้ว ตัดวัฏฏะอันทำให้หมุนเวียนมาเป็นเวลานานได้แล้ว ตัณหาความดิ้นรนร่านใจให้หมดสิ้นไปแล้ว คลายความกำหนัดได้แล้ว ดับเพลิงกิเลสและเพลิงทุกข์ทั้งปวงได้แล้ว ถึงแล้วซึ่งความเยือกเย็นอย่างยิ่ง ดวงจิตที่เคยเร่าร้อนดิ้นรน บัดนี้ได้อาบแล้วซึ่งธัมโมทกอย่างเต็มที่ ประหนึ่งหิมะละลายลงสู่ศิลาแท่งทึบ ซึ่งเคยถูกแดดเผามาเป็นเวลานาน อา! ภาวะแห่งผู้ปลดเปลื้องตนจากกิเลสเสียได้เป็นอย่างนี้เอง ช่างประสบกับภาวะสงบเย็นอย่างเต็มที่เสียนี่กระไร! สงบเหมือนน้ำในแอ่งน้อยซึ่งอยู่ในป่าลึก สดใสเหมือนหยาดน้ำค้างเมื่อรุ่งอรุณ อบอุ่นประดุจแสงแดดเมื่อยามเช้า อะไรเล่าจะน่าปรารถนาของชีวิตยิ่งไปกว่านี้ นี่เองที่พระศาสดาตรัสอยู่ตลอดว่า "พระนิพพานซึ่งสงบเย็นอย่างยิ่ง" การสำรอกตัณหา โดยไม่เหลือเชื้อ การสละและการบอกคืนตัณหา การพ้นไปอย่างปราศจากตัณหาในตัณหา เป็นความสุขชื่นบานเกิดเปรียบ

           บุคคลผู้ใดบรรลุแล้วซึ่งธรรมอันสุดประเสริฐ คือพระนิพพานนี้ย่อม

           -- เป็นผู้มีความอดทนอย่างยิ่งต่อความเย็น ร้อน หิวกระหาย และสัมผัสร้ายอันเกิดจากเหลือบยุง ลมแดด และสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย

           -- เป็นผู้มีความอดทนอย่างยิ่ง อดกลั้นได้อย่างสงบต่อถ้อยคำล่วงเกิน ถ้อยคำเสียดสี คำด่าว่าของผู้อื่น

           -- เป็นผู้อดทนอย่างยิ่งต่อทุกขเวทนาที่เกิดจากอาพาธประเภทต่างๆ อันเกิดขึ้นอย่างกล้าแข็ง ทำให้หมดความรำคาญ ยากที่บุคคลทั่วไปจะทนได้

           -- เป็นผู้อดทนอย่างยิ่งต่ออารมณ์อันมายั่วยวน

           -- เป็นผู้กำจัดราคะ โทสะ และโมหะได้แล้วอย่างเด็ดขาด มีกิเลสอันย้อมใจดุจน้ำฝาดอันตนสำรอกออกได้แล้ว เป็นผู้ควรรับของขวัญ ควรได้รับการต้อนรับ ควรแก่ของที่ทายกผู้มีศรัทธาจะทำบุญ ควรเคารพกราบไหว้เป็นเนื้อนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า

           จุดมุ่งหมายอันใดเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดสำหรับผู้บวช บัดนี้พระพุทธอนุชาได้บรรลุแล้วซึ่งจุดหมายอันนั้น คืนนั้นท่านเสวยวิมุตติสุขอยู่ตลอดราตรี

           ในที่สุด วันมหาสังคายนาก็มาถึง เป็นวันสำคัญอย่างยิ่งวันหนึ่งของพระพุทธศาสนาภิกษุล้วนแต่เป็นพระอรหันต์ ประกอบด้วยอภิญญาและสมาบัติ ๕๐๐ รูปประชุมเป็นมหาสันนิบาต ณ หน้าถ้ำสัตตบรรณ เชิงภูเขาเวภาระ ธงแผ่นผ้าสีกาสากะ คือเหลืองหม่น สะบัดพริ้วตามแรงลมดูงามรุ่งเรือง

           เสียงเภรีสลับเสียงระฆังดังขึ้นเป็นสัญญาณว่าสงฆ์ทั้งมวลพร้อมแล้ว ก่อนจะเริ่มมหาสังคายนา พระมหากัสสปประธานสงฆ์ได้ตั้งปัญหาถามพระอานนท์พุทธอนุชาในนามของสงฆ์ว่า

           "อานนท์! เมื่อสมัยที่พระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ เธอเคยเย็บหรือปะหรือชุนผ้าสำหรับพระพุทธองค์ทรงใช้สรงมิใช่หรือ?"

           "ข้าแต่สงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าเคยทำอย่างนั้น" พระอานนท์รับ

           "ในขณะที่เย็บหรือปะหรือชุนผ้าสำหรับพระพุทธองค์ทรงใช้สรงมิใช่หรือ?"

           "สงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทำอย่างนั้น"

           "ดูกรอาวุโส อานนท์" พระมหากัสสปกล่าว "ในนามของสงฆ์ สงฆ์เห็นว่าเธอจะทำไม่สมควร เธอไม่ควรใช้เท้าหนีบผ้าของพระตถาคต ข้อนี้เป็นอาบัติทุกกฎ แต่เธอทำ เธอจงแสดงอาบัติเสีย"

           พระอานนท์ พุทธอนุชา ลุกขึ้นนั่งคุกเข่าประณมมือแล้วกล่าวว่า "ข้าแต่สงฆ์ผู้เจริญ! ข้าพเจ้าทำอย่างนั้นด้วยความจำเป็น การใช้เท้าหนีบผ้าแห่งพระตถาคตแล้วเย็บนั้น จะเป็นเพราะไม่เคารพก็หามิได้ แต่เมื่อไม่ทำอย่างนั้นจะเย็บได้อย่างไร ในเมื่อข้าพเจ้าทำเพียงผู้เดียวเท่านั้น ข้าพเจ้ามองไม่เห็นความผิดของตนในข้อนี้ แต่เอาเถิด ท่านทั้งหลาย! ข้าพเจ้าเคารพยำเกรงในสงฆ์ เมื่อสงฆ์เห็นว่าข้าพเจ้าผิด ข้าพเจ้าก็ขอแสดงอาบัติทุกกฎในเพราะเรื่องนี้"

           "อานนท์! ยังมีอีกหลายข้อ" พระมหากัสสปกล่าว "ข้อหนึ่งคือ เมื่อพระตถาคตเจ้าทรงแสดงนิมิตโอภาส คือให้นัยแก่เธอถึง ๑๖ ครั้ง เพื่อให้ทูลให้พระองค์พระชนม์อยู่ต่อไป แต่เธอมิได้ทูลไว้ สงฆ์เห็นว่าเธอกระทำไม่สมควร เป็นความผิดของเธอ เธอต้องแสดงอาบัติในเรื่องนี้"

           "ท่านผู้เจริญทั้งหลาย!" พระอานนท์กล่าว "เหตุที่ข้าพเจ้ามิได้ทูลอาราธนาพระศาสดาให้ทรงพระชนม์ต่อไปนั้น เป็นเพราะเวลานั้นข้าพเจ้ากำลังระทมทุกข์ และกังวลถึงเรื่องอาพาธของพระศาสดา มิได้เฉลียวใจในเรื่องนั้น ข้าพเจ้ามองไม่เห็นความผิดของตนในข้อนี้ แต่เพราะความยำเกรงและเคารพในมติของสงฆ์ เมื่อสงฆ์เห็นว่าข้าพเจ้าผิด ข้าพเจ้าก็ยอม และขอแสดงอาบัติทุกกฎในเรื่องนี้"

           "อานนท์!" พระมหากัสสปกล่าว "ยังมีอีก คือเธอเป็นผู้ขวนขวายให้สตรีเข้ามาบวชในพระศาสนา เธอพยายามอ้อนวอน ข่มขี่พระศาสดา ทั้งๆ ที่พระองค์ทรงห้ามตั้งหลายครั้งว่าอย่าพอใจขวนขวายให้ภิกษุณีเข้ามาบวชในธรรมวินัยนี้เลย เธอก็ไม่ยอมฟัง พยายามขวนขวายให้ภิกษุณีเข้ามาบวชจนได้ ก่อความยุ่งยากในภายหลังมิใช่น้อย ข้อนี้เป็นความผิดของเธอ"

           "ท่านผู้เจริญทั้งหลาย! ข้อนี้เป็นเพราะข้าพเจ้าใจอ่อนทนดูสภาพของพระมหาปชาบดีโคตมีพระน้านางแห่งพระทศพลเจ้ามิได้ พระนางได้ปลงพระเกศามาแล้ว มีร่างกายขะมุกขะมอมบอบช้ำ ทรงพิลาปรำพันอย่างเหลือล้น ปรารถนาจะบวชด้วยศรัทธาอันแรงกล้าและเห็นว่าพระนางทรงมีอุปการะต่อพระศาสดามาล้น ข้าพเจ้าจึงขวนขวายให้พระนางได้บวช และเมื่อพระนางเป็นภิกษุณีแล้ว ก็สามารถขจัดกิเลสบรรลุพระอรหันต์ได้ ข้าพเจ้ามองไม่เห็นความผิดของตนในข้อนี้ แต่เพราะความยำเกรงเคารพในมติสงฆ์ เมื่อสงฆ์เห็นว่าผิด ข้าพเจ้าก็ยอมและขอแสดงอาบัติทุกกฎในเรื่องนี้"

           "อานนท์! ยังมีอีก" ประธานสงฆ์กล่าว "คือเมื่อพระศาสดาบรรทม ณ เตียงเป็นที่ปรินิพพาน พระองค์ทรงเปิดโอกาส ทรงอนุญาตไว้ว่า เมื่อพระองค์นิพพานแล้ว สิกขาบทเล็กๆ น้อยๆ เมื่อสงฆ์พร้อมใจกันจะถอนเสียบ้างก็ได้ เธอได้ทูลถามหรือไม่ว่า สิกขาบทเล็กน้อยนั้นพระองค์ทรงหมายถึงสิกขาบทอะไร?"

           "ข้าพเจ้ามิได้ทูลถามเลย ท่านผู้เจริญ" พระอานนท์ตอบ

           "นี่ก็เป็นความผิดของเธอ" ประธานสงฆ์กล่าว

           "ท่านผู้เจริญทั้งหลาย! ที่ข้าพเจ้ามิได้ทูลถามถึงสิกขาบทเล็กน้อยนั้น เป็นเพราะข้าพเจ้ากลุ้มใจ กังวลใจในเรื่องพระศาสดาจะนิพพานจนไม่มีเวลาคิดถึงเรื่องอื่น ข้าพเจ้ามองไม่เห็นความผิดของตนในข้อนี้ แต่เพราะความยำเกรงเคารพในมติของสงฆ์ เมื่อสงฆ์เห็นว่าข้าพเจ้าผิดข้าพเจ้าก็ขอแสดงอาบัติ"

           "อานนท์! ยังมีอีก" ประธานสงฆ์กล่าว "คือในการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ เธอจัดให้สตรีเข้าไปถวายบังคมพระพุทธสรีระก่อน สตรีเหล่านั้นร้องไห้น้ำตาเปื้อนพระพุทธสรีระ ข้อนี้ก็เป็นความผิดของเธอ"

           "ท่านผู้เจริญทั้งหลาย! การที่ข้าพเจ้าจัดให้สตรีเข้าถวายบังคมพระพุทธสรีระก่อนนั้น เป็นเพราะคิดว่าธรรมดาสตรีไม่ควรอยู่นอกบ้านจนมืดค่ำ ข้าพเจ้าจัดให้ถวายบังคมพระพุทธสรีระก่อน เพื่อเธอจะได้กลับบ้านก่อนตะวันตกดิน และได้ไปหุงหาอาหารเพื่อสามี หรือมารดาบิดา ข้าพเจ้ามองไม่เห็นความผิดของตนในข้อนี้ แต่เพราะความยำเกรงในสงฆ์ เมื่อสงฆ์เห็นว่าผิดข้าพเจ้าก็ขอแสดงอาบัติ"

           ดูเหมือนจะเป็นเรื่องธรรมดาของคนโปรดปรานของผู้ยิ่งใหญ่ เมื่อผู้ยิ่งใหญ่สิ้นชีพหรือล้มลง เพื่อนก็จะเริ่มรังแก ทั้งนี้เพราะตลอดเวลาที่ผู้ใหญ่ยังคงยิ่งใหญ่อยู่ จะไม่มีใครกล้าแตะต้องคนโปรดของท่าน พระอานนท์เป็นที่โปรดปรานอย่างยิ่งของพระศาสดา เมื่อพระองค์นิพพานไปแล้ว ดูๆ เหมือนว่าท่านจะถูกสงฆ์รังแกให้รับผิดในท่ามกลางมหาสันนิบาต แม้ในสิ่งที่ท่านไม่ผิด ถ้ากฎที่กล่าวข้างต้นเป็นความจริง และกฎทุกอย่างมีข้อยกเว้น เรื่องพระอานนท์ควรเป็นข้อยกเว้นในกฎนี้ ที่ว่าดูๆ เหมือนท่านจะถูกรังแกนั้น ความจริงมิได้เป็นอย่างนั้นเลย เรื่องที่สงฆ์ลงโทษพระอานนท์ และพระมหากัสสปให้พระอานนท์ยอมรับผิดนั้น อย่างน้อยมีผลดีถึง ๒ ประการคือ

           ๑ เป็นกุสโลบายของพระมหากัสสป พระเถระผู้เฒ่าที่ต้องการจะวางระเบียบวิธีปกครองคณะสงฆ์ ให้ที่ประชุมเห็นว่าอำนาจของสงฆ์นั้นยิ่งใหญ่เพียงใด คำพิพากษาวินิจฉัยของคณะสงฆ์เป็นคำเด็ดขาด แม้จะเป็นว่าตนไม่ผิด แต่เมื่อสงฆ์เห็นว่าผิด ผู้นั้นก็ต้องยอม เป็นตัวอย่างที่ภิกษุสงฆ์รุ่นหลังจะดำเนินตาม

           ๒ เรื่องนี้ได้ส่งเสริมเกียรติคุณของพระพุทธอนุชาให้ก้องยิ่งขึ้น เป็นตัวอย่างในทางเป็นผู้ว่าง่าย เคารพยำเกรงผู้ใหญ่ เป็นปฏิปทาที่ใครๆ พากันอ้างถึงด้วยความนิยมชมชอบในพระอานนท์

           รวมความว่า เรื่องที่เกิดขึ้นแก่พระอานนท์ในคราวปฐมสังคายนานั้น ทำให้เกียรติประวัติของท่านจับใจยิ่งขึ้น น่ารักเคารพยิ่งขึ้น

           เสร็จแล้วการสังคายนาก็เริ่มขึ้น โดยพระมหากัสสปเป็นผู้ซักถาม พระอุบาลีซึ่งได้รับการยกย่องจากพระศาสดาว่าเป็นผู้เลิศทางพระวินัยได้วิสัชนาพระวินัย พระอานนท์พุทธอนุชาวิสัชนาพระธรรม โดยตลอดสังคายนาครั้งนี้ทำอยู่ ๓ เดือนจึงเสร็จเรียบร้อยด้วยประการฉะนี้.

พรหมฑัณฑ์ และ ณ ชาตสระบนเส้นทางจาริก 

เมื่อเวลานานถึง ๔๐ ปีหลังพุทธปรินิพพาน ที่พระพุทธอนุชาผู้ประเสริฐจาริกสู่คานานิคมชนบทและราชธานีต่างๆ เกือบทั่วชมพูทวีปเพื่อโปรดเวเนยนิกรชนแทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้ประทีปดวงใหญ่แห่งชมพูทวีปจะดับไปแล้ว แต่ประทีปดวงน้อยคือ พระพุทธอนุชายังมีอยู่ และส่องแสงเรืองรองเพื่อภารตวรรษต่อไป

           บัดนี้ ภารกิจอันเกี่ยวเนื่องด้วยพระศาสดาและหน้าที่ในการทำลายกิเลสของท่านได้เสร็จสิ้นลงแล้ว เหลืออยู่เพียงอย่างเดียวคือ การอบรมสั่งสอนมหาชนให้หลีกจากทุจริต เดินเข้าสู่ครองแห่งสุจริตธรรม การปรากฏกายแห่งพระอานนท์ไม่ว่าในที่ใด ในสมาคมใด ประดุจการปรากฏขึ้นแห่งดวงจันทร์ในปูรณมีดิถี นำความชื่นบานเอิบอาบซานซ่านและสดใสมาสู่จิตใจของมหาชนในที่นั้น และสมาคมนั้น

           เมื่อมหาสันนิบาตในการสังคายนาเสร็จสิ้นลงแล้ว พระพุทธอนุชาได้ละทิ้งเบญจคีรีนครไว้ เบื้องหน้ามุ่งสู่นครโกสัมพีเพื่อลงพรหมทัณฑ์แก่พระฉันนะพระหัวดื้อ ซึ่งพระศาสดารับสั่งไว้เมื่อจวนจะนิพพาน พระอานนท์ได้ประกาศให้สงฆ์ในโกสัมพีนครทราบว่า ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปพระฉันนะต้องการจะทำอย่างใด จะพูดอย่างใด และประพฤติอย่างใดก็ให้ทำได้ตามอัธยาศัย ภิกษุสามเณรไม่พึงว่ากล่าวตักเตือนพระฉันนะด้วยถ้อยคำใดๆ เลย นี่เรียกว่าพรหมทัณฑ์ คือการลงโทษที่หนักที่สุดแบบพระอริยะ

           "ท่านทั้งหลาย!" พระอานนท์กล่าวในมหาสมาคมซึ่งมีภิกษุประชุมอยู่จำนวนพัน "พระบรมศาสดาเคยตักเตือนพระฉันนะมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วว่า ขอให้เป็นผู้ว่าง่ายสอนง่าย อย่าดื้อด้าน และดื้อดึง แต่พระฉันนะก็หาฟังไม่ ยังคงประพฤติตนตามใจชอบอยู่อย่างเดิม เมื่อจวนจะปรินิพพานทรงเป็นห่วงเรื่องพระฉันนะ จึงมีพุทธบัญชากับข้าพเจ้าไว้ว่าให้ลงโทษแก่พระฉันนะโดยวิธีพรหมทัณฑ์ ท่านทั้งหลาย! การลงโทษแบบนี้เป็นวิธีสุดท้ายที่พระอริยเจ้าจะพึงกระทำ ประดุจนายสารถีผู้ฝึกม้า จำใจต้องฆ่าม้าของตนที่เหลือฝึก เพื่อมิให้สืบพันธุ์ไม่ดีต่อไป

(จบแล้วค่ะ.. โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ)

ด้วยรัก/จากใจ..พลอยจ๋า

Comment

Comment:

Tweet

Recommend