ธรรรมนิยาย พระอานนท์ พุทธอนุชา

 ธรรมนิยาย ชุด พระอานนท์ พุทธอนุชา บทประพันธ์ อาจารย์วศิน อินทรสระ

มีทั้งหมด 36 ตอนคะ สนใจเลือกรับฟัง หรืออ่านในตอนอื่นๆ คลิ๊กที่นี้ค่ะ

 ตอนที่ 33  พรหมฑัณฑ์ และ ณ ชาตสระบนเส้นทางจาริก (ต่อ)

 และ จุตรงคพลและวิมลมาน (1)  

"ดูก่อนผู้พอใจในวิเวก" พระอานนท์กล่าว "ถ้าไม่เป็นการรบกวนเวลาของท่าน ข้าพเจ้าปรารถนาจะรับฟังความเป็นมาแห่งท่านพอเป็นเครื่องประดับความรู้ เวลานี้ปฐมยามแห่งราตรีก็ยังไม่สิ้น ถ้าท่านไม่ขัดข้องหรือไม่ถือเป็นความลับก็ขอได้โปรดเล่าเถิด"

           ลมปราณปฐมยามพัดแผ่วเข้ามาทางหน้าต่างรำเพยเอากลิ่นดอกไม้ป่าบางชนิดติดตามด้วย หอมเย็นระรื่น ความอบอ้าวของอากาศเมื่อทิวากาลได้ปลาสนการไปแล้ว บรรยากาศในยามนี้เย็นสบาย แสงโสมสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง ต้องผิวหน้าของชายหนุ่มดูสดใสแต่แฝงไว้ซึ่งแววเศร้าอย่างลึกซึ้ง เขาขยับกายเล็กน้อยก่อนจะกล่าวว่า

           "ข้าแต่ท่านผู้ทรงพรต! ถ้าท่านยินดีรับฟังเรื่องราวความเป็นมาแห่งข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ยินดีเล่าสู่ท่านฟัง เรื่องของข้าพเจ้ามีทั้งความสุขและความเศร้า มีทั้งความหวานชื่นและขื่นขม มีสาระบ้างไม่มีสาระบ้าง"

           เมื่อพระอานนท์แสดงอาการว่าพร้อมแล้ว ชายหนุ่มจึงเริ่มเล่าดังนี้.

จุตรงคพลและวิมลมาน 

  "ข้าแต่ท่านบำเพ็ญตบะ! ข้าพเจ้าเกิดแล้วภายใต้เศวตฉัตรแห่งหัสตินาปุรนคร แคว้นปัญจาละนี้ วันเดียวกับที่ข้าพเจ้าลืมตาขึ้นดูโลกนั่นเอง มีการชุมนุมพลทั้ง ๔ เหล่าทัพ คือ ทัพช้าง ทัพม้า ทัพรถ และทัพพลเดินเท้า เป็นการซ้อมใหญ่ประจำปี เป็นความภาคภูมิอย่างยิ่งของนายทหารที่ได้แสดงตน เฉพาะพระพักตร์พระมหากษัตริย์ในวันเช่นนี้ ด้วยการถือเอาเรื่องนี้เป็นนิมิต พระราชบิดาและพระประยูรญาติชั้นผู้ใหญ่ของข้าพเจ้า จึงขนานนามข้าพเจ้าว่า "จตุรงคพล"

           ท่านคงเคยศึกษาวิชาทหารมาแล้ว ในวิชาทหารได้บอกไว้ว่า 'การเตรียมกำลังรบให้พร้อมเป็นการป้องกันสงคราม' ฟังดูไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ก็เป็นความจริง ทั้งนี้เพราะฝ่ายรุกรานจะคอยจ้องดูกำลังของอีกฝ่ายหนึ่งอยู่เสมอ เมื่อใดฝ่ายตรงข้ามอ่อนแอ ฝ่ายรุกรานจะเริ่มรุกรานทันที เหมือนเชื้อโรคคอยโอกาสเบียดเบียนทำลายผู้มีร่างกายอ่อนแอ ในทำนองเดียวกัน กล่าวในทางธรรม ข้าพเจ้าพอจะทราบอยู่บ้างว่า ผู้ที่มีกำลังใจอ่อนแอย่อมเป็นเหยื่อของกิเลสได้ง่าย แพทย์ผู้ฉลาดจะพยายามกระตุ้นเตือนให้มวลชนสร้างกำลังต้านทานในตัวให้สูงอยู่เสมอ เพื่อป้องกันการรุกรานของโรค ศาสดาผู้ฉลาดก็พยายามกระตุ้นเร้าศาสนิกชนให้ฝึกพลังจิตให้สูงไว้ เพื่อเป็นทำนบกั้นกระแสกิเลสมิให้รั่วไหลเข้าสู่จิตโดยง่าย หลักสุขลักษณะหรืออนามัยก็เป็นเรื่องเดียวกันนี่เอง เมื่อเหลือกำลังป้องกันจึงถึงขั้นเยียวยาแก้ไข

           "สงครามเป็นของคู่กับโลก ตราบใดที่มนุษย์ยังมีความอยากได้ ทะเยอทะยานในเกียรติที่จอมปลอม อยากเป็นใหญ่ในกองกระดูก และเลือดเนื้อ แสวงหาความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น แก้ปัญหาโดยทางใช้กำลัง สงครามก็คงมีอยู่ร่ำไป แปลกจริงๆ นะท่าน คนที่เป็นโจรลักเล็กขโมยน้อยปล้นสะดมส่วนบุคคล เขาถือกันว่าเป็นคนเลวคนร้าย ทั้งๆ ที่บางทีเขาต้องลักต้องขโมยเพราะไม่มีอะไรจะกินแท้ๆ แต่ผู้ที่ปล้นคนทั้งเมืองกลับได้รับเกียรติยศอันสูงส่งเป็นวีรบุรุษ ผู้ที่โกงคนอื่นเพียงคนสองคน จะถูกพิพากษาตัดสินจำคุกหรือลงโทษให้สมควรแก่ความผิด แต่ผู้ที่โกงคนทั้งเมืองได้ กลับไม่มีใครกล้าทำอะไร

           "ข้าแต่ท่านผู้บำเพ็ญตบะ! ในเรื่องนี้ท่านมีความเห็นอย่างไร หรือศาสดาของท่านได้เคยกล่าวไว้อย่างไรบ้าง?"

           "ราชกุมาร!" พระอานนท์กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบปกติ "เรื่องสงครามเป็นเรื่องคู่กับโลกตามที่ท่านกล่าวมานั้นข้าพเจ้าไม่คัดค้าน แต่มันก็เป็นเวลาหลายปีจึงจะเกิดขึ้นสักครั้งหนึ่ง แต่สงครามที่เกิดขึ้นประจำและยืดเยื้อที่สุด คือสงครามชีวิต ทุกคนเดินไปบนถนนแห่งสงครามนี้อยู่ตลอดเวลา ดวงจิตนี้เป็นสมรภูมิให้ธัมมะและอธรรมเข้าทำการชิงกันอยู่มิได้ว่างเว้น เมื่อใดกองทัพอธรรมมีกำลังมาก กองทัพธรรมก็ล่าถอย อธรรมก็เข้ายึดครองจิตใจ เมื่อใดกองทัพธรรมมีกำลังรุกรานให้อธรรมล่าถอยไป ธรรมก็เข้ายึดครอง สมัยใดอธรรมเข้ายึดครองสมัยนั้นย่อมมีแต่ความมืดมัวและวุ่นวาย สมัยใดธัมมะเข้ายึดครอง สมัยนั้นย่อมมีแต่ความสงบและแจ่มใส

           "ราชกุมาร! สำหรับเรื่องแพ้และชนะในสงครามนั้น พระศาสดาของข้าพเจ้าตรัสไว้ว่า

           ผู้ชนะย่อมก่อเวรให้ยืดเยื้อ

           ผู้แพ้ย่อมอยู่เป็นทุกข์

           ผู้ละการแพ้และการชนะได้แล้ว

           ย่อมอยู่อย่างสงบสุข

           "ราชกุมาร! ไม่มีผู้ชนะในสงครามใดๆ เลยที่จะประเสริฐไปกว่าผู้ชนะตนเอง พระศาสดาของข้าพเจ้าตรัสไว้ว่า ผู้ชนะตนเองได้ ชื่อว่าเป็นยอดขุนพลในสงคราม เมื่อชนะตนได้แล้ว สงครามที่ยืดเยื้อก็สิ้นสุดลง"

           "ชีวิตในปฐมวัยของข้าพเจ้า" เจ้าชายจตุรงคพลทรงเล่าต่อไป... "เป็นชีวิตที่เหมือนเดินอยู่สวนดอกไม้ ได้รับการทะนุถนอม ประคับประคองอย่างดียิ่ง ข้าพเจ้าใช้ชีวิตอยู่ในวงล้อมแห่งความสุข ความสะดวกสบายอย่างที่ราชกุมารผู้ถือกำเนิดภายใต้เศวตฉัตรจะพึงได้รับ ข้าพเจ้ามีเครื่องแต่งกายซึ่งล้วนแล้วแต่สวยงาม มีผ้าโพกซึ่งทำจากแคว้นกาสี สิ่งหนึ่งซึ่งข้าพเจ้าชอบมาก คือปิ่นปักเกศา เป็นเครื่องประดับที่ใครๆ มองดูด้วยความนิยมชมชื่น ข้าพเจ้ามีปิ่นปักผมหลายแบบหลายชนิด และทำด้วยทองคำทั้งนั้น และก็เป็นปิ่นปักผมนี่เองเป็นสาเหตุอันหนึ่งให้ข้าพเจ้าพอใจพำนักอยู่ ณ ที่นี้

           ในหัสตินาปุรนครของข้าพเจ้า มีช่างทองอยู่ตระกูลหนึ่งได้ทำทองมาหลายชั่วอายุคน เขาชำนาญมาก พระประยูรญาติของข้าพเจ้าเมื่อต้องการทำทองเป็นเครื่องประดับก็ทำที่นี่ แม้ข้าพเจ้าเองก็เหมือนกัน มหาดเล็กคนสนิทของข้าพเจ้าไปร้านช่างทองกลับมา เขาจะนำเอาความงามแห่งธิดาช่างทองติดปากมาด้วยเสมอ จนบางครั้งข้าพเจ้าเบื่อหู ไม่อยากฟัง แต่เขาเป็นคนรับใช้ดีทำกิจทุกอย่างเพื่อข้าพเจ้า คุณสมบัติของผู้รับใช้ที่ดี ๔ ประการมีอยู่พร้อมในบุคคลผู้นี้ คือตื่นก่อน นอนทีหลัง คอยฟังว่าจะหาให้ทำอะไร พอใจประพฤติสิ่งที่ดีงาม คนรับใช้ที่ประกอบด้วยคุณสมบัติอย่างนี้ แม้นายก็ต้องเกรงใจ ข้าพเจ้ามิได้ปลงใจเชื่อว่า ธิดาช่างทองจะงามอย่างที่มหาดเล็กกล่าวถึง ข้าพเจ้าดูหมิ่นแววตาของมหาดเล็ก สตรีซึ่งนับเนื่องในพระราชวงศ์ก็มีมากหลาย ธิดาแห่งเสนาบดีอำมาตย์ราชบริพารก็มีไม่น้อย ล้วนแต่สวยงามอยู่ในวัยที่พึงชม แต่ข้าพเจ้าก็มิได้สนใจกับสตรีคนใดเลย ข้าพเจ้าแม้จะเป็นราชกุมาร ก็เหมือนเด็กหนุ่มธรรมดาทั่วไป คืออยากพบเห็นสิ่งที่เล่าลือกันว่าสวยงามดังนั้น วันหนึ่งข้าพเจ้าจึงปลอมตัวออกไปกับมหาดเล็กไปที่บ้างช่างทอง นอกจากอยากดูธิดาช่างทองให้เห็นกับตาตนเอง เพื่อมหาดเล็กจะได้ไม่พูดใส่หูต่อไปอีกแล้ว สิ่งที่ข้าพเจ้าอยากดูมากกว่า คือปิ่นปักผมอันใหม่ซึ่งสั่งทำพิเศษว่าเขาทำกันไปถึงไหนแล้ว

           บ้านช่างทอง มีรั้วรอบขอบชิดเป็นบ้านไม้สองชั้นบริเวณบ้านสะอาดเรียบร้อย มีเครื่องประดับตกแต่งพองามตา ทุกครั้งที่มหาดเล็กของข้าพเจ้าไป เขาจะต้อนรับที่ห้องรับแขกและนำน้ำมาให้ดื่ม วันนั้นก็คงเป็นเช่นเดียวกัน และเป็นเรื่องบังเอิญโดยแท้ หญิงรับใช้ไปตลอดยังไม่กลับ ธิดาช่างทองจึงนำน้ำมาเอง พอนางเดินเข้ามาเท่านั้น ท่านเอย! ข้าพเจ้าถึงกับตะลึงพรึงเพริด มหาดเล็กทำสัญญาณตามที่นัดหมายกันไว้เป็นเชิงบอกให้รู้ว่านี่คือธิดาช่างทองคนสวยละ นางเป็นคนสวยจริงๆ สวยอย่างที่สตรีในวังของข้าพเจ้าเทียบมิได้เลย เสมือนนางได้เก็บเอาความงามของสตรีมากหลายมารวมอยู่ที่เธอเพียงคนเดียว

           รูปร่างของเธอไม่สูงเกิน ไม่ต่ำเกิน ไม่ขาวเกิน และไม่ดำเกิน มีผมดำเป็นเงางาม เป็นคลื่นน้อยๆ แวดวงใบหน้าอันผุดผาดเปล่งปลั่ง เหมือนมีรัศมีประดุจดวงจันทร์โผล่จากกลีบเมฆ คิ้วของเธอดกดำและโก่ง ริมฝีปากแดงเรื่อสดใสดูสะอาด ฟันเรียบสนิทแววราวรุ่งเรือง เมื่อเธอเปิดปากพูดทำให้ใจผ่องใสลืมทุกข์ เสียงไพเราะกังวาลหวาน ข้าพเจ้าไม่เคยได้ยินเสียงนกการเวก เคยได้ยินเขาชมกันว่าไพเราะยิ่งนัก ถ้าเสียงของมันไพเราะเพียงครึ่งหนึ่งของเสียงเธอผู้นี้ ข้าพเจ้าก็ยอมรับว่าไพเราะจริง ลำแขนอ่อนช้อยเหมือนวงช้างเมื่อเยื้องกราย อาการของเธอเหมือนเนื้อสาว เมื่อเธอมองอย่างละอายก็เหมือนเนื้อทรายที่ตื่นไพร เครื่องแต่งกายของเธองามโชติช่วง ปลิวสะบัดดังสายฟ้าแลบในอากาศ เมื่อเธอย่างเข้ามาในห้องกลิ่นหอมอบอวลตามเข้ามา ประดุจเธอนำเอาป่า ซึ่งมีดอกไม้บานในฤดูร้อนตามเข้ามาด้วย มองดูนิ้วของเธอเมื่อวางภาชนะน้ำลง ข้าพเจ้าต้องซาบซ่านใจ เพราะนิ้วของเธอเรียวงามวิจิตรเล็บสีชมพูอ่อน ข้าพเจ้ามิได้สนใจกับภาชนะน้ำเลย ความสนใจทั้งหมดไปรวมกันอยู่ที่ร่างธิดาช่างทองผู้เฉิดฉาย

           "ขอโทษด้วยที่ปล่อยให้ท่านนั่งอยู่นานไปหน่อย" คำแรกที่นางพูด ยิ้มละไม หน้าระรื่น มองเห็นลักยิ้มบุ๋มที่พวงแก้มทั้งสอง "พระราชกุมารเจ้าของปิ่นปักพระเกศาทรงพระสำราญดีหรือ พระองค์จะทรงจะต้องการเร็วไหม?" นางพูดกับมหาดเล็กของข้าพเจ้า ข้าพเจ้านั่งตัวแข็งเหมือนรูปศิลา

           "ขอบใจแทนพระราชกุมาร" มหาดเล็กกล่าวตอบ "พระองค์ทรงพระสำราญดี ปิ่นปักพระเกศาไม่ทรงรีบร้อนนัก ขอให้ท่านและบิดาข