ธรรรมนิยาย พระอานนท์ พุทธอนุชา

 ธรรมนิยาย ชุด พระอานนท์ พุทธอนุชา บทประพันธ์ อาจารย์วศิน อินทรสระ

มีทั้งหมด 36 ตอนคะ สนใจเลือกรับฟัง หรืออ่านในตอนอื่นๆ คลิ๊กที่นี้ค่ะ

 ตอนที่ 34 จุตรงคพลและวิมลมาน (ต่อ)

 และ หญิงงามกับบิดา (1)  

    ธิดาช่างทองขยับกายเล็กน้อย แต่มีรอยยิ้มที่อ่อนหวานผุดขึ้นที่ริมฝีปาก มันช่วยปลอบให้ข้าพเจ้าหายระทึกใจ

           "คนชาววังเขาพูดกันอย่างนี้หรือ?" นางพูดพร้อมด้วยใช้นิ้วอันเรียวงามกรีดผ้าพันคอด้วยความขวนอาย

           "ข้าพเจ้าอยู่ในวังมาช้านานไม่เคยพูดคำนี้กับใครเลย ท่านเป็นคนแรกที่ได้ยินคำนี้" ข้าพเจ้าตอบนางด้วยความจริงใจ

           "ทำไมผู้ชายจึงชอบชมแต่ความงามของผู้หญิงไม่เห็นชมอย่างอื่นเลย ผู้หญิงเกิดมางามอย่างเดียวก็เห็นจะพอแล้วกระมัง?" นางพูดยังก้มหน้าดูพื้นดินที่ปกคลุมด้วยต้นหญ้าสีงาม

           "อย่างท่านนี้" ข้าพเจ้าใจกล้าขึ้นมาบ้างแล้ว "มิเพียงแต่รูปงามนามเพราะอย่างเดียวเท่านั้น แต่ใจยังบริสุทธิ์สะอาด และกิริยาน่ารักอีกด้วย"

           "ถ้าความสุขของท่านอยู่ที่ได้ชมข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ยินดีให้ท่านชมอยู่ตลอดไป ข้าพเจ้าเคยทราบจากบิดาว่าการหยิบยื่นความสุขให้ผู้อื่น ความสุขนั้นย่อมสะท้อนกลับมาหาผู้ให้ การให้ทุกข์แก่ผู้อื่นก็เช่นกัน" ธิดาช่างทองพูดค่อนข้างตะกุกตะกัก แต่ยังมีน้ำเสียงไพเราะ ใบหน้าของนางแดงระเรื่อ ทำให้ดูงามสดใสยิ่งขึ้น

           ข้าพเจ้ายังมิทันได้ตอบประการใด เสียงนกชนิดหนึ่งร้องดังขึ้นจากพุ่มไม้หลังม้าหินอ่อนที่เรานั่ง นางตกใจเผลอตัวขยับกายเข้าเบียดชิดข้าพเจ้า พอดีลมกระโชกมาอย่างแรง ชายผ้าพันคอผืนน้อยที่นางใช้ปลิวมาพันคอข้าพเจ้า เกศาของนางฟูกระจายด้วยแรงลมมากระทบใบหน้าและฆานประสาท เมื่อนางได้สติรู้สึกตัวแล้วจึงถอยห่างออกไป แต่ดูยังมีอาการตกใจอยู่เล็กน้อย ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนต้องละอองฝนในคิมหฤดู

           "นกตัวนี้คงเป็นตัวผู้" ข้าพเจ้าเปรยขึ้น

           "ทำไมท่านรู้ มันช่างโหดร้ายเสียจริง ทำให้ตกใจเล่นได้" นางตอบแล้วยิ้มเหมือนขันตัวเอง

           มันคงสงสารข้าพเจ้า ที่จิตใจกระวนกระวายอยากนั่งใกล้ชิดท่านมาเป็นเวลานานแล้ว มันคงรู้ถึงความรู้สึกของข้าพเจ้าจึงช่วยเหลือ แม้จะเพียงเล็กน้อยและชั่วระยะเวลาอันสั้นก็ยังดี เหมือนฟ้าแลบเพียงแวบเดียวก็พอมองเห็นทาง"

           นางลุกขึ้นพร้อมด้วยพูดว่า "ข้าพเจ้าไม่อยากจะเชื่อท่านแล้ว พูดหวานเกินไป เดี๋ยวพอกลับไปถึงวังก็ลืมนึกถึงธิดาช่างทอง ผู้ชายชาววังก็มักจะพูดไพเราะแต่ต่อหน้า".

หญิงงามกับบิดา

   ความสนิทสนมสัมพันธ์ของข้าพเจ้าและวิมลมานธิดาช่างทอง เป็นไปอย่างสม่ำเสมอและเวียนเข้าหาจุดมุ่งหมายเข้าทุกวันๆ เสมือนรอยเท้าโคที่เหยียบย่ำไปบนผืนนา ในขณะลากแอกและไถมันวนเวียนเข้าหาจุดศูนย์กลางของนาแปลงนั้นทุกๆ รอบที่ย่างไป คนมีความรักจิตใจย่อมจดจ่ออยู่ในเรื่องรัก แม้จะสนทนาเรื่องใดๆ ก็มาจบลงที่คำว่า "รัก" เสียทุกครั้ง โดยเฉพาะความรักของหนุ่มวัยต้น

           ความรักทำให้คนซึ่งกระด้างหยาบคายกลายเป็นคนนิ่มนวลอ่อนหวาน มหาโจรใจเหี้ยมซึ่งฆ่าคนได้อย่างไร้ความปรานี เมื่อถูกเสน่ห์นางเข้ารึงรัดใจก็ต้องวางดาบแล้วคุกเข่าลงสารภาพรักกับสตรีตัวน้อย ซึ่งไม่เคยแม้แต่จะบี้มด กษัตริยาธิราชผู้ผยองและทะนงในศักดิ์ เมื่อความรักเกิดขึ้น ความทะนงนั้นก็พลันหายกลายเป็นผู้รับใช้ของเธอซึ่งกำหัวใจไว้ได้ นางผู้งามเฉิดเพริดพราย เมื่อความรักกล้ำกรายแทรกซึมเข้าสู่หัวใจ สิ่งที่เคยหวงแหนสุดถนอมไม่เคยยอมให้ใครมาก่อนเลย ก็ยอมพลีให้หมดสิ้น อา! ความรักช่างมีอิทธิพลอะไรเช่นนั้น!

           ในขณะที่ความรักของข้าพเจ้าและวิมลมานดำเนินไปด้วยดี เหมือนเดินอยู่ในสวนดอกไม้นั่นเอง ข่าวร้ายก็เกิดขึ้น เสมือนสายฟ้าฟาดลงบนกลางใจของเราทั้งสอง เมื่อวันหนึ่งพระราชบิดาเรียกข้าพเจ้าเข้าเฝ้า

           "จตุรงคพล" พระบิดาตรัสตอนหนึ่ง "ระยะนี้ไม่ค่อยได้เห็นหน้าเจ้า หายไปไหนทุกวันๆ ?"

           "หามิได้เสด็จพ่อ ลูกอยู่ แต่เห็นเสด็จพ่อมีพระราชภารกิจมากจึงมิได้มารบกวน" ข้าพเจ้าทูลใจไม่ค่อยดีนัก

           "ได้ยินว่า ไปชอบลูกสาวนางช่างทองอยู่มิใช่หรือ?" ตรัสถามอย่างตรงไปตรงมา ตามพระราชอัธยาศัยของพระองค์ ข้าพเจ้าสะดุ้งขึ้นทั้งตัวไม่นึกเลยว่าเสด็จพ่อจะทรงทราบ เมื่อพระองค์ทรงทราบแล้วก็ไม่มีอะไรที่จะปิดบังต่อไป รู้สึกเป็นทางดีเสียด้วยซ้ำ ข้าพเจ้าจึงทูลรับว่า

           "ใช่พะย่ะค่ะ"

           เสด็จพ่อทรงพระสรวลน้อยๆ มองข้าพเจ้าด้วยสายพระเนตรสงสารแกมสังเวชใจ

           "ลูกคิดว่า พ่อจะไม่รู้อย่างนั้นหรือ?"

           ข้าพเจ้ายังคงก้มหน้านิ่ง "ลูกรัก" เสด็จพ่อตรัสต่อไป "อย่าว่าแต่เรื่องใกล้แค่นี้เลย เรื่องไกลถึงสุดปลายเขตแดนของเราพ่อก็ทราบ พ่อเป็นพระเจ้าแผ่นดิน หูพญา ตากษัตริย์ ลูกจำไว้ ย่อมได้ยินและเห็นไกลเสมอ

           "ลูกรักเขามากหรือ?" เสด็จพ่อทรงกลับมาถามเรื่องนี้ใหม่

           "รักมากพะย่ะค่ะ"

           "เขาสมกับลูกดีหรือ"

           "เขาสวยมากพะย่ะค่ะ"

           "ลูกต้องการผู้หญิงสวยอย่างเดียวเท่านั้นหรือ?"

           "เขาดีด้วยพะย่ะค่ะ"

           "ดีอย่างไรเล่าให้พ่อฟังได้ไหม?"

           "กิริยามารยาทดี สุภาพเรียบร้อย ทำงานเก่ง รู้จักข่มใจเมื่อโกรธพะย่ะค่ะ"

           "ถ้าพ่อจะหาคนอย่างนี้ให้ ลูกจะเอาไหม?"

           "ลูกมีแล้วพะย่ะค่ะ" ข้าพเจ้าตอบอย่างเกรงพระทัยเต็มที่

           "ลูกรู้ตัวไหมว่าลูกเป็นใคร?" เสด็จพ่อถามต่อไป

           "ทราบพะย่ะค่ะ หม่อมฉันเป็นลูกของเสด็จพ่อ"

           "แล้วพ่อของลูกเป็นอะไร?"

           "เป็นพระเจ้าแผ่นดินพะย่ะค่ะ"

           "แล้วลูกเป็นอะไร?"

           "เป็นเจ้าชายพะย่ะค่ะ"

           "แล้วลูกสะใภ้ควรจะเป็นอย่างไร ควรจะเป็นเจ้าหญิงหรือเป็นผู้หญิงชาวบ้านธรรมดา เป็นแม่ค้าขายทองหรือทำทองขาย?"

           ตอนนี้ข้าพเจ้านิ่ง ข้าพเจ้าไม่เห็นสำคัญเลย จะเป็นเจ้าหญิง หรือหญิงหักฟืนขาย ก็มีความเป็นหญิงเท่าเทียมกัน อวัยวะทุกส่วนของเจ้าหญิงไม่มีอะไรพิเศษหรือวิจิตรพิศดารยิ่งไปกว่าหญิงขายขนมเบื้อง เมื่อบาดเจ็บเลือดที่ออกมาก็เป็นสีเดียวกัน เจ้าหญิงก็รู้จักหิวกระหาย และความรู้สึกอื่นๆ เหมือนๆ กัน มีความรู้สึกทางเพศรสเหมือนคนธรรมดาสามัญทั่วไปๆ ไป มนุษย์ในโลกนี้เหมือนก้อนหินอิฐหลายๆ ก้อน ที่ถูกนำไปวางในที่ต่างกันเท่านั้น ก้อนหนึ่งวางอยู่บนยอดเจดีย์ คนก็กราบไหว้บูชา อีกก้อนหนึ่งใช้ปูลาดถนนเป็นทางเดินคนก็เหยียบย่ำ แต่เนื้อแท้ของก้อนอิฐไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย เจ้าหญิงอาจจะดีกว่าหญิงธรรมดาก็ตรงที่มีโอกาสดีกว่าในการปรับปรุงตน และมีโอกาสในการศึกษาดีกว่า แต่คุณค่าของคนวัดกันที่ความประพฤติและน้ำใจ มิใช่วัดกันที่ชาติตระกูล เมื่อมองในแง่นี้เจ้าหญิงที่มีความประพฤติไม่ดี จิตใจต่ำ ก็ย่อมเป็นคนเลวเหมือนกับคนเลวอื่นๆ ข้าพเจ้าเองเป็นเจ้าชาย แต่ข้าพเจ้าก็มองไม่เห็นว่าข้าพเจ้าจะวิเศษไปกว่าผู้ชายธรรมดาตรงไหน มีความรู้สึกสุข ทุกข์ หิวกระหาย และใคร่ในกามารมณ์เหมือนกับเด็กหนุ่มชาวบ้านธรรมดาทั่วไป นี่เพียงแต่ข้าพเจ้าคิดเท่านั้นนะท่าน ข้าพเจ้าไม่กล้าพูดอย่างนี้กับเสด็จพ่อดอก มันเป็นการห้าวหาญและไร้มรรยาทเกินไปสำหรับบุตรที่ดี

           "พ่อได้มองดูสตรีที่เหมาะสมกับลูกไว้แล้ว" เสด็จพ่อตรัสต่อไปด้วยสีพระพักตร์เฉย "เขาเป็นเจ้าหญิงที่มีทั้งความงามและความดีพร้อม พ่อเชื่อว่าเจ้าเห็นจะต้องชอบ"

           ข้าพเจ้ายังคงนั่งเฉยมิได้ทูลอะไรเสด็จพ่อเลย เมื่อพระองค์ทรงเห็นข้าพเจ้าเฉยอยู่จึงตรัสต่อไปว่า "ลูกรักภรรยาที่เหมาะสมมีความสำคัญในชีวิตมนุษย์ เวลานี้ลูกอายุยังน้อย อาจจะถือความรักในวัยหนุ่มเป็นสิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด แต่เมื่อลูกอายุมากกว่านี้ ลูกจะเห็นเองว่าความรักอย่างเดียวไม่เพียงพอในการที่จะครองชีวิตให้ราบรื่นแบบครอบครัว ลูกจะต้องคำนึงถึงความเหมาะสมทางการศึกษา บุคลิกภาพ ความโน้มเอียง และที่สำคัญที่สุดอีกอย่างหนึ่ง คือความเหมาะสมทางสังคม หมายความว่าต้องให้สังคมยอมว่าถูกต้องเหมาะแล้วสมแล้ว ลูกยังต้องอยู่ในสังคม