พระอานนท์ พุทธอนุชา ตอนที่ 16
posted on 20 Dec 2007 11:47 by bannpeeploy in buddhism
ธรรรมนิยาย พระอานนท์ พุทธอนุชา
ธรรมนิยาย ชุด พระอานนท์ พุทธอนุชา บทประพันธ์ อาจารย์วศิน อินทรสระ
มีทั้งหมด 36 ตอนคะ สนใจเลือกรับฟัง หรืออ่านในตอนอื่นๆ
คลิ๊กที่นี้ค่ะ
ตอนที่ 16 นางบุญและนางบาป (ต่อ)
วันต่อมา นางให้สามีไปอาราธนาพระพุทธองค์พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ เพื่อรับภัตตาหารเป็นเวลา ๑ สัปดาห์ ณ เคหะของนาง พอดีเวลานั้นพระพุทธองค์ก็ได้รับอาราธนาของอุบาสกผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นอุปฐากของพระมหาโมคคัลลานะไว้เสีย แล้วพระตถาคตจึงให้พระมหาโมคคัลลานะเข้าเฝ้าทรงเล่าเรื่องให้ฟัง แล้วตรัสว่า
"ดูก่อนโมคคัลลานะ เธอพึงไปยังบ้านของอุบาสกผู้นั้นแล้วกล่าวขอเลื่อนการนิมนต์ของเราไปสัปดาห์หน้าเขาจะขัดข้องหรือไม่ ถ้าเขาขัดข้องก็จะได้ไม่ต้องรับอาราธนาของนางสุปปวาสา"
อัครสาวกเบื้องซ้าย รับพุทธบัญชาเหนือเศียรเกล้าแล้วไปหาอุบาสกผู้นั้นแล้วบอกเขาตามพุทธบัญชา อุบาสกทราบแล้วกล่าวว่า
"ข้าแต่พระคุณเจ้า! ถ้าพระคุณเจ้าจะรับรองหรือเป็นประกันในเหตุสามอย่าง ข้าพเจ้าก็จะยินยอม แต่ถ้าพระคุณเจ้ารับรองไม่ได้ ข้าพเจ้าก็ยินยอมไม่ได้"
"ดูก่อนอุบาสกเหตุสามประการนั้นมีอะไรบ้าง"
"ข้าแต่พระคุณเจ้า! ถ้าท่านจะรับรองได้ ว่าโภคทรัพย์ของข้าพเจ้าจะไม่เสื่อมสิ้นพินาศ ไปด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งนี้เป็นประการที่หนึ่ง ประการที่สองคือ ชีวิตของข้าพเจ้าจะไม่มีอันตรายเกิดขึ้น และประการที่สามคือ ศรัทธาของข้าพเจ้าจะไม่หมด คงมีอยู่อย่างเดิม ถ้าพระคุณเจ้าสามารถเป็นผู้ประกันเหตุทั้งสามประการนี้ว่า จะไม่เกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้าภายในเจ็ดวันนี้แล้วข้าพเจ้าก็ยินยอม"
พระมหาเถระผู้เลิศทางมีฤทธิ์นั่งสงบอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า "ดูก่อนอุบาสก! อาตมาเป็นปาฏิโภคให้ท่านได้สองประการ คือขอรับรองว่าโภคทรัพย์ของท่านจะไม่เสื่อมและชีวิตของท่านจะไม่สิ้นไปหรือเป็นอันตรายใดๆ ภายในเจ็ดวันนี้ ส่วนศรัทธาขอให้ท่านรับรองตัวท่านเอง อาตมารับรองให้ไม่ได้"
อุบาสกผู้นั้นรับรองศรัทธาของตน และยินยอมเลื่อนการนิมนต์ของตนไปสัปดาห์หน้า
พระศาสดามีพระสงฆ์ขีณาสพเป็นบริวาร เสด็จเสวยภัตตาหาร ณ บ้านของนางสุปปวาสาเป็นเวลา ๗ วัน วันหนึ่งพระพุทธองค์ตรัสถามนางว่า สุปปวาสา! เธออุ้มครรภ์อยู่ ๗ ปี และปวดครรภ์อยู่ ๗ วัน ได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัสอย่างนี้แล้ว เธอยังจะปรารถนามีบุตรอีกหรือไม่?"
"ข้าพระองค์ยังปรารถนามีได้อีกถึงเจ็ดครั้งพระเจ้าข้า" นางสุปปวาสาตอบ
พระตถาคตเจ้าทรงเปล่งอุทานในเวลานั้นว่า "สุปปวาสาเอย! มักจะเป็นอย่างนี้แหละ สิ่งที่ไม่น่ายินดี มักจะปลอมมาในรูปที่น่ายินดี สิ่งที่ไม่น่ารักมักจะมาในรูปแห่งสิ่งที่น่ารัก ความทุกข์มักจะมาในรูปแห่งความสุข เพราะดังนี้คนจึงประมาทมัวเมากันนัก"
"พระอานนท์กล่าวไปว่า ดูก่อนผู้เป็นพงศ์พันธุ์แห่งอริยะ! ข้าพเจ้าขอย้อนกล่าวถึงพุทธานุภาพอีกสักเล็กน้อย เพื่อบรรเทาความสงสัยของท่าน ท่านจะเห็นว่าอานุภาพของคนนั้นมักจะเป็น ผลแห่งบารมีธรรมหรือคุณความดีที่สั่งสมอบรมมา ก็พระศาสดาของเรานั้นเคยสละชีวิตเลือดเนื้อมามากมาย จุดมุ่งหมายก็เพื่อพระโพธิญาณอันประเสริฐ พระพุทธานุภาพหรือลาภสักการะที่หลั่งไหลนั้นเป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้นเอง พระองค์เคยสละชีพไม่เพียงแก่แต่มนุษย์เท่านั้น ทรงสละให้สัตว์ผู้หิวโหยก็เคยทรงกระทำ
ครั้งหนึ่งพระองค์เป็นหัวหน้าดาบสบำเพ็ญตบะอยู่บนภูเขา เวลาเย็นวันหนึ่งพระองค์ประทับรับลมเย็นอยู่ ณ ชะง่อยผา มองลงมาเบื้องล่างเห็นแม่เสือตัวหนึ่งเพิ่งคลอดลูกใหม่ยังออกจับเนื้อกินไม่ได้ มันจึงหิวโหยสุดประมาณ กำลังงุ่มง่ามจะกินเนื้อลูกของมัน ดาบสเห็นดังนั้นจึงให้ดาบสผู้บริวารรีบไปเที่ยวแสวงหาสัตว์ที่ตายแล้วมาเพื่อโยนให้แม่เสือตัวนั้นกิน แต่เมื่อเห็นแม่เสืองุ่มง่านมากขึ้นทุกที ดาบสบริวารคงหาเนื้อมาไม่ทันเป็นแน่ เนื้อสัตว์ที่ตายเองในป่ามิใช่หาได้ง่าย พระดาบสโพธิสัตว์จึงตัดสินใจช่วยชีวิตลูกเสือไว้ โดยกระโดดจากเชิงผาลงตรงหน้าแม่เสือพอดี พระดาบสตาย เป็นการสละชีพเพื่อช่วยเหลือสัตว์อื่น และข้อมุ่งหมายสูงสุดก็คือพระโพธิญาณ
ดูก่อนภราดา! ณ กรุงสาวัตถีอีกเหมือนกันที่แสดงถึงพุทธจริยาอันประเสริฐอีกหลายเรื่อง แต่ข้าพเจ้าขอนำมาเล่าสู่ท่านเพียงเรื่องเดียวก่อน คือเรื่องที่เกี่ยวกับนางจิญจมาณวิกา เรื่องเป็นดังนี้
เมื่อพระพุทธศาสนารุ่งโรจน์โชตินาการปานประหนึ่งพระอาทิตย์ทอแสงขับรัศมีแห่งหิ่งห้อย คือพาหิรลักธิอื่นๆ ให้ด้อยลงนั้น พวกเดียรถีย์นิครนถ์ทั้งหลายต่างก็เลื่อมจากลาภสักการะ และความนับถืออย่างไม่เคยเป็นมาก่อนเลย
นักบวชเหล่านั้นจึงเที่ยวประกาศตามทาง ๓ แพร่ง ๔ แพร่งและตามถนนอันเป็นที่สัญจรต่างๆ ว่า "ท่านผู้นัยน์ตาทั้งหลาย! พระสมณโคดมเป็นพระพุทธเจ้าอย่างไร เราทั้งหลายก็เป็นพระพุทธเจ้าเหมือนกัน ให้ทานทำบุญแก่พระสมณโคดมมีผลอย่างไร ให้แก่พวกเราก็มีผลมากอย่างนั้น ท่านทั้งหลายจงให้พวกเราเถิด" เมื่อนักบวชเหล่านั้นเที่ยวประกาศอยู่อย่างนี้ก็หาสามารถชักจูงคนให้เลื่อมใสตามต้องการไม่ ซ้ำร้ายคนที่เคยเลื่อมใสและมีปัญญาพอสมควรก็เลิกเลื่อมใส คนที่ไม่เลื่อมใสอยู่แล้วก็ถึงกับเกลียดชังเอาเลยทีเดียว เป็นอันว่าวิธีนี้ของพวกเดียรถีย์ไม่ได้ผล
พวกเขาประชุมกัน ปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรดี ขณะนั้นมีนึกบวชความคิดเฉียบแหลมคนหนึ่งกล่าวขึ้นว่า "สหายทั้งหลาย! อุบายนั้นมีมากหลาย เมื่อไม่ได้ด้วยวิธีหนึ่งก็ควรใช้วิธีอื่นต่อไป เป็นคนไม่ควรจนปัญญา ธรรมดามีอยู่ว่าเมื่อประตูหนึ่งปิดลง อาจจะมีประตูอื่นพอที่จะเปิดได้ ลองๆ ผลักดูก่อนเถิด หรือคือข้าพเจ้าระลึกถึงสานุศิษย์คนหนึ่งของพวกเรา เธอเป็นสตรีที่งามมากประดุจเทพอัปสร ถ้าได้อาศัยนางช่วยเหลือ แผนการของพวกเราคงสำเร็จ หรือท่านทั้งหลายมีความเห็นอย่างไร?"
พูดจบนักบวชทุกคนเห็นด้วย พอดีในขณะที่เขาประชุมลับกันอยู่นั้น นางจิญจมาณวิกาก็เข้ามาเพื่อเยี่ยมเยียนตามปกติอย่างที่เคยมา นักบวชเหล่านั้นทำเป็นไม่สนใจเธอและไม่ไต่ถามอะไรๆ นางรู้สึกประหลาดจึงกล่าวขึ้นว่า
"พระคุณเจ้า! เมื่อข้าพเจ้ามาหาครั้งก่อนๆ พระคุณเจ้าเคยแสดงอาการยินดีและต้อนรับอย่างเต็มใจ แต่คราวนี้เหตุใดพระคุณเจ้าจึงเมินเฉย เหมือนข้าพเจ้าเป็นคนแปลกหน้าและพึงรังเกียจ โปรดแจ้งข้อผิดของข้าพเจ้าให้ทราบด้วยเถิด ถ้าข้าพเจ้ารู้ความผิดของตัวแล้วจักทำคืนเสีย"
"น้องหญิง! นักบวชคนหนึ่งกล่าวขึ้น "เธอมันไปเพลินเสียที่ใด จึงไม่ทราบความทุกข์ของพวกเราพวกเราถูกพระสมณโคดมเบียดเบียนอยู่ ทำให้ด้อยทั้งลาภสักการะและเกียรติคุณ เธอไม่เจ็บร้อนแทนเราบ้างเลยหรือ?"
"ข้าแต่พระคุณเจ้า! โบราณกล่าวไว้ว่าเมื่อยามเดือนร้อนย่อมได้เห็นใจมิตรและบริวาร บัดนี้พระคุณเจ้าทั้งหลายเดือดร้อนอยู่ ข้าพเจ้าเป็นทั้งมิตรและบริวารไฉนจะเฉยอยู่ได้ แต่ข้าพเจ้าเป็นผู้หญิง จะทำอย่างเล่าจึงจะช่วยแก้ปัญหาบรรเทาความเดือดร้อนของพระคุณเจ้าทั้งหลายได้ จงบอกมาเถิด ข้าพเจ้ายินดีปฏิบัติเพื่อความสุขความปลอดโปร่งของพระคุณเจ้า"
เดียรถีย์เหล่านั้นพอใจในคำของนางปริพพาชิกายิ่งนัก คนหนึ่งกล่าวขึ้นว่า
"ดูก่อนน้องหญิง! พวกเราจะไม่ลืมความดีของน้องหญิงในครั้งนี้เลย ถ้างานใหญ่ครั้งนี้สำเร็จเธอย่อมมีความชอบอย่างสูง อนึ่งเธอบอกว่าเธอเป็นผู้หญิงจะช่วยพวกเราได้อย่างไร น้องหญิง! ก็เธอทราบมิใช่หรือว่าอะไรเล่าจะเป็นความเสื่อมเสียอย่างร้ายแรงสำหรับนักพรต ยิ่งไปกว่าการคลุกคลีเกี่ยวข้องด้วยสตรีเพศเหมือนหนอนเป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับเนื้อ จิญจมาณวิกาเอย! เธอจงอาศัยความเป็นหญิงของเธอนั่นแล ทำลายเกียรติยศอันรุ่งเรืองยิ่งของพระสมณโคดมให้ทลายลง"
นางจิญจมาณวิกากล่าวว่า "ข้าแต่พระคุณเจ้า! ถ้าอย่างนั้นไว้เป็นหน้าที่ของข้าพเจ้าเอง คงจะสำเร็จสมประสงค์" แล้วนางก็ลากลับไป
หลังจากนั้นสองสามวัน ชาวนครสาวัตถีผู้เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า และได้ฟังพระธรรมเทศนาทุกๆ เย็น เมื่อกลับออกมาจากวัดเชตวันจะเห็นนางจิญจมาณวิกาปริพพาชิกาเดินสวนทางเข้าไปในอาราม เมื่อมีผู้ถามนางว่าจะไปไหน ก็ตอบเพียงว่า ธุระอะไรของพวกท่านที่จะต้องรู้ และแล้วก็เดินเข้าไปในวัดเชตวัน
ตอนเช้าเมื่อมหาชนเข้าสู่วัดเชตวัน ถวายยาคูและภัตตาหารแก่พระผู้มีพระภาคและพระสงฆ์ เธอจะเดินสวนออกมาจากวัดอีก เมื่อถูกถามว่านางมาจากไหน นางจะตอบอย่างเดียวกันว่า ธุระอะไรของพวกท่านที่จะต้องรู้ว่าเรามาจากไหน และนอนที่ไหน
นางทำอยู่อย่างนี้ประมาณ ๒ เดือน และทำอย่างสม่ำเสมอทุกวัน ครานี้เองด้วยอาการดังว่าจะปลงใจทำบุญเพราะเหลือเอือมเสียที เมื่อมีผู้หนึ่งในมหาชนทักถามขึ้นอีกในหนนั้น นางจึงกล่าวว่า
"ท่านทั้งหลายไปเฝ้าพระศาสดาทั้งเช้าและเย็นเคารพบูชาพระองค์อย่างสูง แม้พระราชาแห่งแคว้นโกศลผู้ทรงศักดิ์ ก็เทินทูนพระองค์อย่างหาที่เสมอเหมือนมิได้ แต่ทั้งท่านทั้งหลายและทั้งพระราชาก็หาทราบไม่ว่า คนอันเป็นที่รักอย่างยิ่งของพระมหาสมณโคดมนั้นคือใคร" นางพูดทิ้งไว้แค่นั้นแล้วก็ยิ้มอย่างเยาะโลก
"ก็ใครเล่าเป็นที่รักอย่างยิ่งของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นท่านรู้หรือ? ประชาชนซักถามสืบไปอีก
"ทำไมเราจะไม่รู้! พระสมณโคดมอภิรมณ์ชมชื่นด้วยผู้ใดทุกคืน ผู้นั้นแหละเป็นที่รักอย่างยิ่งของพระองค์ ท่านเอย! ธรรมดาบุรุษที่จะว่างเว้นจากสตรีเพศสำหรับเชยชมนั้นจะทนอยู่ได้ไฉน อุปมาเหมือนกาสรฤาจะว่างเว้นจากปลัก คนที่รักกันย่อมไม่ว่างเว้นจากการเชยชม หรือเหมือนพญาหงส์ย่อมอภิรมณ์ต่อสระโบกขรณี ดาบสตาปสินีย่อมไม่ว่างเว้นด้วยการเข้าฌาน เป็นการกีฬา ดูก่อนท่านผู้มืดบอดทั้งหลาย! ก็พระสมณโคดมนั้นออกจากพระราชวังอันโอ่อ่าเคยแวดล้อมด้วยสตรีที่คอยแต่จะบำรุงบำเรอด้วยกามรส และบัดนี้พระองค์ได้ว่างเว้นจากสิ่งเช่นนั้นมาเป็นเวลานาน เมื่อได้มาพบสตรีที่มีรูปทรงสะคราญตาและลำเพาพักตร์ พระองค์น่ะหรือจะทนได้ พระองค์ย่อมจะถือโอกาสเชยชมให้สมกับที่ว่างเว้นมานาน เหมือนมัจฉาชาติซึ่งกระวนกระวายเพราะขาดน้ำในฤดูแล้ง เมื่อได้ยินเสียงฟ้าร้องมาจากทิศตะวันตก ก็ย่อมจะไหวตัวและเมื่อพระพิรุณหลั่งลงมาห่าใหญ่หามรุ่งหามค่ำ ทำให้น้ำเจิ่งนองทุกบึงบาง มัจฉาชาติเหล่านั้นจะพึงชื่นชม ถึงแก่โลดคะนองสักเพียงใด ดูก่อนท่านผู้มืดบอด! ข้อนี้ฉันใด พระมหาสมณโคดมก็ฉันนั้น"
"ก็ท่านหรือเป็นที่รักอย่างยิ่งของพระมหาสมณโคดม?" ประชาชนยังถามอยู่
"ข้าพเจ้าบอกท่านไว้แล้วมิใช่หรือว่าพระสมณโคดมอภิรมณ์ชมชื่นกับผู้ใดทุกคืน ผู้นั้นย่อมเป็นที่รักยิ่งของพระองค์ ก็ข้าพเจ้านี่แหละเป็นผู้ที่พระองค์รับสั่งหาและอภิรมย์ด้วย อย่าให้ข้าพเจ้าต้องแจงอยู่อีกเลย ท่านตรองเอาเองเถิดว่าเรื่องควรจะเป็นอย่าง" ว่าแล้วนางก็เดินเลยไป เพื่อให้น้ำคำดุจยาพิษที่วางไว้ออกฤทธิ์ของมันไปตามลำพัง ไม่รอคำซักถามของประชาชนอีก
แลก็เป็นเช่นนั้น คำพูดของนางก่อความสงสัยให้เกิดขึ้นในดวงจิตของพุทธบริษัทอย่างสุดที่จะห้ามได้ ประกอบกับมีข้อประจักษ์อยู่ทั่วกันให้น่าเชื่อ คือเมื่อประมาณ ๒ เดือนก่อนนี้นางได้เดินเข้าเดินออกอยู่วัดเชตวันทั้งเช้าและเย็น พวกเดียรถีย์นิครนถ์ทั้งหลายเห็นได้ทีเช่นนั้นแล้ว ก็ช่วยกันกระพือข่าวให้ลุกลามเหมือนไฟซึ่งมีเชื้อดีและได้แรงลม
แต่เหตุการณ์ในวัดเชตวันยังคงสงบเงียบ ภิกษุทั้งหลายยังคงบำเพ็ญสมณธรรมและสาธยายพระพุทธพจน์ตามปรกติ มีบางครั้งที่ภิกษุบางรูปแสดงความจำนงจะแก้ข่าวนี้ แต่พระพุทธองค์ได้ห้ามเสีย สาวกผู้เชื่อมั่นในอนาคตังสญาณแห่งศาสดาตน จึงคงยินข่าวลือนี้ด้วยดวงใจสงบ
ดูก่อนภราดา! ข้าพเจ้าเองก็เดือดร้อนกระวนกระวายเกี่ยวกับเรื่องนี้มิใช่น้อย แต่ก็ระงับลงได้ด้วยพระพุทธพจน์ที่ตรัสปลอบว่า
"อานนท์! อย่าเดือนร้อนไปเลย ผู้ที่จับคูถปามณฑลพระจันทร์ย่อมจะประสบความเดือดร้อนเองด้วยเหตุสองอย่างคือ มือของเขาย่อมสกปรกเปรอะเปื้อนและติดกลิ่นเหม็นประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่งเขาจะโทมนัสมากขึ้น เมื่อคูถที่เขาปาขึ้นไปนั้นไม่สามารถทำให้มณฑลพระจันทร์แปดเปื้อนมัวหมองลงได้ แต่กลับตกลงมาให้ศีรษะและอวัยวะต่างๆ ของผู้ปาสกปรกเปรอะเปื้อนเสียเอง ข้อนี้ฉันใด ผู้ใดพยายามใส่ความตถาคตก็ฉันนั้น"
ดูก่อนภราดา! ในกรณีนี้ พระบรมศาสดาเป็นเหมือนนายตำรวจใหญ่ผู้ฉลาดในการจับผู้ร้าย เมื่อเห็นและรู้ลาดเลาว่าผู้ร้ายจะเข้าปล้นบ้านก็หาได้จับในทันทีไม่ คาดคะเนกำลังของผู้ร้ายแล้วก็เตรียมกำลังตำรวจไว้จับให้ได้คาหนังคาเขา ให้ผู้ร้ายไม่มีทางดิ้นรนหรือแก้ตัวประการใดเลย
อีก ๔ เดือนต่อมานางจิญจมาณวิกาได้นำเอาผ้าเก่าๆ ทบเป็นหลายชั้นใส่ไว้หน้าท้อง แล้วค่อยเพิ่มขึ้นๆ แสดงอาการว่ามีท้องแก่ขึ้นตามลำดับๆ พอย่างเข้าเดือนที่ ๘ ที่ ๙ นางใช้ไม้คางโคทุบตามหลังมือหลังเท้าให้บวมขึ้น เพื่อให้สมกับอาการของผู้มีครรภ์แก่เต็มที่จวนจะคลอด
เรื่องนี้เกรียวกราวที่สุดในเมืองสาวัตถีในปีนั้น ยกเว้นพระอริยสาวกเสียแล้ว มหาชนนอกนี้เชื่อสนิทว่านางตั้งครรภ์กับพระศาสดา แต่พระพุทธองค์ก็ยังคงเฉยอยู่บังเอิญอริยสาวกมีอยู่เป็นจำนวนมาก จึงทำให้พุทธบริษัทในวัดเชตวันยังคงคับคั่ง
ทุกหนทุกแห่งโจษจันกันเกรียวกราวถึงเรื่องนี้ตามทางสามแพร่ง สี่แพร่ง ในที่สาธารณสถานและสัณฐาคารที่ประชุมต่างๆ มีการถกเถียงและแสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง ว่าจะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ หรือเป็นไปไม่ได้ มนุษย์ทั้งหลายได้แยกออกเป็น ๒ พวก พวกที่เชื่อว่าเป็นไปได้จริง ก็ถอยศรัทธาในพระศาสดา พวกที่ไม่เชื่อก็ช่วยแก้แทนให้พระพุทธองค์
วันหนึ่งข้าพเจ้ารู้สึกกลุ้มใจ กระวนกระวายเพราะเรื่องนี้ขึ้นมาอีก หากจะกราบทูลพระศาสดาพระองค์ก็คงจะนิ่งเฉยอย่างเคย ข้าพเจ้าจึงเดินออกจากเชตวนาราม มุ่งไปทางทิศทักษิณ ณ ที่นั้นเป็นดงไม้สีเสียดอันร่มรื่น ข้าพเจ้าต้องการอยู่ที่สงบเพื่อระงับใจที่ฟุ้งซ่าน อันเนื่องด้วยความห่วงใยพระศาสดาผู้เป็นที่เคารพรักยิ่งของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเชื่อว่าพระศาสดามิได้ทำกรรมอันน่าบัดสีนั้น แต่จะห้ามปากคนมิให้พูดได้อย่างไร ในฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นผู้ใกล้ชิดอย่างยิ่งของพระองค์ และบางครั้งเมื่อข้าพเจ้าออกบิณฑบาตในเวลาเช้า จะมีพราหมณ์หนุ่มบางคนและนักบวชพาหิรลัทธิเยาะเย้ยถากถางจะให้เจ็บอาย แต่ข้าพเจ้าก็พยายามอดกลั้น ไม่แสดงอาการโกรธเคืองตามพระดำรัสของพระศาสดา
"ท่านเอย! คนในโลกนี้ส่วนใหญ่พอใจแต่ในความวิบัติล่มจมของผู้อื่นถือเป็นอาหารปากอันโอชะ เพื่อจะได้ไว้เคี้ยวเล่นในวงสมาคมเวลาว่าง แม้เขาจะไม่ต้องการภาวะเช่นนั้น ถ้าเกิดกับตัวของเขาเอง"
ในขณะที่ข้าพเจ้ารำพึงอยู่นั้นมีเด็กหนุ่มตระกูลพราหมณ์สองคนเดินเข้ามาโดยไม่ทันเห็นข้าพเจ้า และแล้วก็นั่งพัก ณ ใต้ต้นไม้อีกต้นหนึ่งโดยหันหลังให้ข้าพเจ้า
"วาเสฏฐะ! เด็กหนุ่มคนหนึ่งพูดขึ้น "อากาศร้อนอบอ้าวเหลือเกิน มาพักในป่าไม้สีเสียดนี่ค่อยสบายขึ้นหน่อย ถ้ารัตตยามาด้วยคงรื่นรมย์ขึ้นอีกมากทีเดียว" นามนั้นเขาคงหมายถึงคนรักของเขา
"คนกำลังมีคนรักใหม่ๆ ก็เป็นอย่างนี้เอง "เด็กหนุ่มอีกคนหนึ่งเปรยขึ้น "เห็นอะไรไปที่ไหนก็คิดถึงแต่คนรัก หายใจเข้าหายใจออกเป็นคนรักไปหมด"
"ก็ฉันยังหนุ่มแน่นมีกำลังสมบูรณ์ และมีคู่รักน่ารักอย่างรัตติยา จะไม่ให้ฉันใฝ่ฝันและพร่ำเพ้ออย่างไร อย่าว่าแต่เราๆ เลย แม้แต่พระสมณโคดมบรมศาสดาก็ยังมีนางจิญจมาณวิกาไว้เชยชม เออ! ความจริงมันไม่น่าเป็นไปได้นะภารัทวาชะ! แต่มันก็เป็นไปแล้ว
ข้าพเจ้าสะดุ้งขึ้นทั้งตัว อนิจจา! ไม่ว่าจะหลบหลีกไปมุมใด ข้าพเจ้าเป็นได้ยินแต่ข่าวอันไม่น่าชื่นใจนี้ทั้งสิ้น แคว้นโกศลมหารัฐและแคว้นใกล้เคียงเวลานั้นอบอวลไปด้วยควันไฟ คือข่าวลือเรื่องพระศาสดาและนางจิญจมาณวิกา ข้าพเจ้าอึดอัดเป็นที่สุด อยากจะลุกขึ้นไปชี้แจงให้เด็กสองคนนั้นเข้าอย่างถูกต้องว่า กรรมอันน่าบัดสีนั้นพระศาสดามิได้ทำ ก็พอดีได้ยินเสียงเด็กหนุ่มอีกคนหนึ่งพูดขึ้นว่า
(จบแล้วค่ะ.. โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ)
ด้วยรัก/จากใจ..พลอยจ๋า
พระพุทธศาสนา
สมุดลงชื่อเยี่ยมบ้านพี่พลอย









