ธรรรมนิยาย พระอานนท์ พุทธอนุชา

 ธรรมนิยาย ชุด พระอานนท์ พุทธอนุชา บทประพันธ์ อาจารย์วศิน อินทรสระ

มีทั้งหมด 36 ตอนคะ สนใจเลือกรับฟัง หรืออ่านในตอนอื่นๆ คลิ๊กที่นี้ค่ะ

 ตอนที่ 18 นางบาปและนางบุญ (ต่อ) และ ปฎิกิริยาธัมโมชปัญญา (1)  

  วันหนึ่งนางวิสาขาได้อาราธนาพระภิกษุสงฆ์ไว้เพื่อรับภัตตาหารที่บ้านของนาง เมื่อถึงเวลาแล้วนางจึงให้หญิงคนใช้ไปนิมนต์พระ แต่หญิงคนใช้มารายงานว่าในวัดเชตวันไม่มีพระสงฆ์อยู่เลย มีแต่นัคคบรรพชิต (นักบวชเปลือย) ทั้งสิ้นกำลังอาบน้ำฝนอยู่ วันนั้นฝนตกหนักมาก

           เวลานั้นพระศาสดายังมิได้ทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามพระเปลือยกายอาบน้ำ เมื่อฝนตกใหญ่ภิกษุทั้งหลายก็ดีใจกันใหญ่ และเปลือยกายอาบน้ำกันเกลื่อนเชตวนาราม หญิงคนใช้ไม่รู้จึงเข้าใจว่า ภิกษุเหล่านั้นล้วนเป็นนักบวชเปลือยสาวกของนิครนถ์นาฏบุตร (พระในศาสนาเชน - ผู้เขียน)

           นางวิสาขาเป็นผู้ฉลาด เมื่อได้ฟังดันนั้นก็เข้าใจเรื่องโดยตลอด จึงให้คนรับใช้ไปนิมนต์ภิกษุอีกครั้งหนึ่ง นางกลับไปครั้งนี้ภิกษุได้อาบน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้วและครองจีวรแล้ว คนรับใช้จึงเห็นภิกษุอยู่เต็มเชตวนารามและอาราธนาว่าถึงเวลาภัตกิจแล้ว

           วันนั้นเองนางวิสาขาปรารภเรื่องนี้ ทูลขอพรพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า เมื่อถึงฤดูฝนเข้าพรรษานางขอถวายฝ้าอาบน้ำฝนแด่พระภิกษุทั้งหลายเพื่อใช้อาบน้ำ พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้ถวายได้ ประชาชนทั้งหลายพากันเอาอย่างประเพณีการถวายผ้าอาบน้ำฝนจึงมีมาจนกระทั่งหลังพุทธปรินิพพาน

           ดูก่อนอาวุโส! ผู้ฉลาดย่อมหาโอกาสทำความดีได้เสมอ พุทธบริษัทในรุ่งหลังเป็นหนี้ความดีของนางวิสาขา ฐานะเป็นผู้ริเริ่มสิ่งที่ดีงามไว้ให้คนทั้งหลายถือเป็นเยี่ยงอย่างดำเนินตามมากหลายด้วยประการฉะนี้

           เมื่อพระอานนท์กล่าวจบลงเห็นพระกัมโพชะยังคงนั่งนิ่งอยู่ ท่านจึงกล่าวต่อไปว่า "ภราดา! เรื่องพุทธจริยาและบุคคลผู้เกี่ยวข้องอันน่าสนใจนั้นมีมากหลายเหลือที่จะพรรณนาให้หมดในครั้งเดียวได้ ข้าพเจ้ารู้สึกว่าเท่าที่นำมาเล่าแด่ผู้มีอายุก็พอสมควรแล้ว ท่านยังมีโอกาสที่จะรับทราบและศึกษาในโอกาสต่อไปอีก อนึ่งเวลานี้ก็เย็นมากแล้ว ท่านและข้าพเจ้ายังมิได้สรงน้ำชำระกายให้สะอาด เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ทิฏฐธรรมสุขวิหาร และพิจารณาธรรมตลอดปฐมยามแห่งราตรี"

           พระกัมโพชะลุกขึ้นนั่งกระโหย่ง ประณมมือเปล่งวาจาสาธุสามครั้งแล้วกล่าวว่า

           "ข้าแต่พระพุทธอนุชา! เป็นลาภอันประเสริฐแห่งโสตรของข้าพเจ้า ที่ได้ฟังพุทธจริยาจากท่านผู้เป็นเสมือนองค์แทนแห่งพระศาสดา ข้าพเจ้าขอจารึกพระคุณคือความกรุณาของท่านไว้ด้วยความเคารพสักการะอย่างสูงยิ่ง" แล้วพระกัมโพชะก็กราบลง ณ บาทมูลแห่งพระอานนท์ด้วยเบญจางคประดิษฐ์.

ปฎิกิริยาแห่งธัมโมชปัญญา

 ขอย้อนกล่าวถึงจริยาบถแห่งพระอานนท์พระอนุชาร่วมพระทัย สมัยเมื่อพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่

           ตอนสายวันหนึ่ง พระอาทิตย์โคจรขึ้นเกือบจะถึงกึ่งฟ้าทางด้านตะวันออกแล้ว แต่ลมเช้าก็ยังพัดมาเบาๆ ความสดชื่นแผ่ปกคลุมอยู่ทั่วพระเชตวันมหาวิหาร ความร่มรื่นแห่งอารามผสมด้วยความสงบระงับภายในแห่งสมณะผู้อาศัย ทำให้อนาถปิณฑิการามปรากฏประหนึ่งโลกทิพย์ซึ่งมีแต่ความสงบเย็น

           เสียงภิกษุใหม่สาธยายพระพุทธพจน์ดังอยู่เป็นระยะๆ นอกจากนี้ยังมีบางท่านเดินจงกรมพิจารณาหัวข้อกัมฐานที่อาจารย์บอกให้ เพื่อทำลายอาสวะซึ่งหมักดองอยู่ในจิตใจเป็นกิเลสานุสัยอันติดตามมาเป็นเวลาช้านาน บางรูปซักและย้อมจีวร บางท่านกวาดลานพระวิหารและเตรียมอาคันตุกภัณฑ์ต่างชนิด เพื่อภิกษุต่างถิ่นผู้จะเดินทางมาเฝ้าพระศาสดา ทั้งหมดนี้เป็นไปโดยอาการสงบเป็นเครื่องนำมาซึ่งศรัทธาเลื่อมใสแก่ผู้ทัศนายิ่งนัก

           เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้อนันต์ได้เสด็จผ่านมาภิกษุผู้นั่งอยู่ก็ลุกขึ้นยืนถวายความเคารพ ผู้เดินอยู่ก็หยุดเดิน ภิกษุผู้กำลังทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งก็หยุดงานไว้ชั่วคราวเพื่อแสดงอาการคารวะ และมองดูพระศาสดาด้วยสายตาอันแสดงถึงความเลื่อมใสลึกซึ้ง

           พระจอมมุนีทรงทักทายภิกษุบางรูป และทรงแนะนำข้อธรรมบางประการแล้วเสด็จเลยไป เมื่อถึงกุฏิหลังหนึ่ง พระพุทธองค์ประทับยืนนิ่งครู่หนึ่ง แล้วผินพระพักตร์มาถามผู้ตามเสด็จว่า

           "อานนท์! ภิกษุรูปใดอาศัยอยู่ในกุฏิหลังนี้?

           "ภิกษุชื่อติสสะพระเจ้าข้า" พระอานนท์ทูลตอบ

           "เธออยู่หรือ?"

           "น่าจะอยู่พระเจ้าข้า"

           พระศาสดาเสด็จเข้าไปภายในกุฏิ ภาพที่ปรากฏ ณ เบื้องพระพักตร์ทำให้พระองค์สังเวชสุดประมาณ ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ในมัชฌิมวัย นอนนิ่งอยู่บนเตียงน้อย ร่างกายของท่านปรุพรุนไปด้วยรอยแผล มีน้ำเหลืองไหลเยิ้มท่วมกาย เตียงและผ้าของภิกษุรูปนั้นแปดเปื้อนด้วยปุพโพโลหิตส่งกลิ่นคาวคลุ้ง ท่านนอนจมอยู่กองเลือดและหนอง ซึ่งแห้งกรังไปแล้วก็มี ที่กำลังไหลเยิ้มอยู่ก็มี เมื่อได้ยินเสียงภิกษุรูปนั้นก็ลืมตาขึ้น ภาพพระศาสดาซึ่งประทับยืนอยู่ ณ ริมเตียงนั้นทำให้ท่านมีอาการตะลึง จะยกมือขึ้นถวายความเคารพแต่ยกไม่ขึ้น เหลียวไปอีกด้านหนึ่งของเตียง ท่านได้เห็นพระพุทธอนุชายืนสงบนิ่ง อาการเศร้าฉายออกมาทางดวงหน้าและแววตาของพระอานนท์ผู้ประเสริฐ และแล้วเมื่อเหลียวมาสบพระเนตรซึ่งสาดแววแห่งพระมหากรุณาออกมาของพระศาสดาอีกครั้งหนึ่ง คราทีนั้นความตื้นตันใจได้ท่วมท้นหทัยของพุทธสาวกจนเอ่อล้นออกมาทางดวงตาทั้งสอง แล้วค่อยๆ ไหลซึมลงอาบแก้มซึ่งแห้งและตอบ เพราะอานุภาพแห่งโรคนั้น

           "ดูก่อนติสสะ" พระศาสดาตรัส "เธอได้รับทุกขเวทนามากหรือ?"

           "มากเหลือเกินพระเจ้าข้า เหมือนนอนอยู่ท่ามกลางหนาม" เสียงซึ่งแหบเครือผ่านลำคอของพระติสสะออกมาโดยยาก

           "เธอไม่มีเพื่อนพรหมจารี หรือสหธัมมิก หรือสัทธิวิหาริกอันเตวาสิก คอยปฏิบัติช่วยเหลืออยู่บ้างเลยหรือ?"

           "เคยมีพระเจ้าข้า แต่เวลานี้เขาทอดทิ้งข้าพระองค์ไปหมดแล้ว"

           "ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น?"

           "เขาเบื่อพระเจ้าข้า เพราะข้าพระองค์ป่วยมานานและรักษาไม่หาย เขาเลยพากันทอดทิ้งข้าพระองค์ไป"

           "อาการเริ่มแรกเป็นอย่างไรนะ ติสสะ?"

           "แรกทีเดียวเป็นต่อมเล็กๆ ประมาณเท่าเมล็ดผักกาด ผุดขึ้นทั่วกายพระเจ้าข้า แล้วค่อยๆ โตขึ้นตามลำดับๆ เท่าเมล็ดถั่วเขียว เท่