ธรรรมนิยาย พระอานนท์ พุทธอนุชา

 ธรรมนิยาย ชุด พระอานนท์ พุทธอนุชา บทประพันธ์ อาจารย์วศิน อินทรสระ

มีทั้งหมด 36 ตอนคะ สนใจเลือกรับฟัง หรืออ่านในตอนอื่นๆ คลิ๊กที่นี้ค่ะ

 ตอนที่ 20 น้ำใจและกิริยา (ต่อ) และ บุพพูปการของพระพุทธอนุชา (1)

 - ต้องอยู่ในที่สงบสงัด ไม่จุ้นจ้านพลุกพล่าน

           - ต้องประกอบความเพียรทางจิตอยู่เสมอ เพื่อละอกุศลธรรมที่ยังมิได้ละ เพื่อบำเพ็ญกุศลที่ยังมิได้ทำให้เจริญ

           โดยที่โอวาทปาฏิโมกข์ คือพระโอวาทที่เป็นหลักใหญ่ของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์เหมือนกัน และลงกันได้อย่างสนิทอย่างนี้เอง พระคันถรจนาจารย์ผู้รจนาคัมภีร์ จึงกล่าวไว้โดยปุคคลาธิษฐานว่า

           เมื่อพระศากยมุนีเสวยข้าวมธุปายาสของนางสุชาดา ในตอนเช้าแห่งวันเพ็ญเดือนวิสาขะแล้ว พระองค์ได้นำถาดทองคำที่ใส่ข้าวมธุปายาสนั้นไปลอยเสียในแม่น้ำเนรัญชรา ถาดนั้นลอยทวนกระแสน้ำไปหน่อยหนึ่ง แล้วจมลงไปซ้อนกับถาดของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ เสียงดังกริ๊ก พญานาคราชซึ่งนอนหลับเป็นเวลานานก็ตื่นขึ้นพลางนึกในใจว่า เร็วจริงยังนอนหลับไม่เต็มตื่นเลย พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นอีกองค์หนึ่ง แล้วมองดูถาดที่ลงไปซ้อนกันอยู่ครู่หนึ่งแล้วหลับต่อไป พญานาคราชนี้จะตื่นขึ้นเฉพาะเวลาที่พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นเท่านั้น

           เรื่องนี้ถอดเป็นธรรมาธิษฐานได้ความดังนี้ :--

           ถาดทองคำเปรียบด้วยพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้า ที่ว่าลอยทวนกระแสน้ำนั้น หมายถึงลอยทวนกระแสจิตของคนธรรมดา สภาพจิตของคนมักไหลเลื่อนลงสู่ที่ต่ำ คืออารมณ์อันน่าใคร่ น่าพอใจ แต่ธรรมของพระพุทธองค์เน้นหนักไปในทางให้ฝึกฝนจิต เพื่อละความใคร่ ความพอใจ ความเมาต่างๆ จึงเรียกว่าทวนกระแสดังที่พระองค์ทรงปรารภ เมื่อตรัสรู้ใหม่ๆ และทรงดำริจะโปรดเวไนยสัตว์ว่า

           "ธรรมที่เราได้บรรลุแล้วนี้ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต มิใช่วิสัยแห่งตรรก คือคิดเอาไม่ได้ หรือไม่ควรลงความเห็นด้วยการเดา แต่เป็นธรรมที่บัณฑิตพอจะรู้ได้ อนึ่งเล่า สัตว์ทั้งหลายส่วนมากยินดีในอาลัย คือกามคุณ สัตว์ผู้เห็นปานนั้นยากนักที่จะเห็นปฏิจจสมุปบาทและพระนิพพาน ซึ่งมีสภาพบอก คืนกิเลสทั้งมวล ทำตัณหาให้สิ้น ดับทุกข์ เราจะพึงแสดงธรรมหรือไม่หนอ ถ้าแสดงไปแล้วคนอื่นรู้ตามไม่ได้ เราก็จะพึงลำบากเปล่า โอ! อย่าเลย อย่าประกาศธรรมที่เราได้บรรลุแล้วเลย ธรรมนี้อันบุคคลผู้เพียบแปล้ไปด้วยราคะ โทสะ จะรู้ให้ดีไม่ได้เลย บุคคลที่ยังยินดีพอใจให้กิเลสย้อมจิต ถูกความมืดคือกิเลสหุ้มห่อแล้ว จะไม่สามารถเห็นได้ซึ่งธรรมที่ทวนกระแสจิต ละเอียด ประณีต ลึกซึ้ง เห็นได้ยากนี้"

           ทรงดำริอย่างนี้แล้วจึงน้อมพระทัยไปเพื่อเป็นผู้อยู่สบาย ขวนขวายน้อย ไม่ปรารถนาจะแสดงธรรม.

บุพพูปการของพระพุทธอนุชา

 ลำดับนั้น พระมหากรุณาซึ่งฝังอยู่ในพระกมลอันบริสุทธิ์มาเป็นเวลาช้านาน ตั้งแต่พระองค์ทรงปรารถนาพุทธภูมิ เพื่อขนเวไนยสัตว์ให้ข้ามห้วงมหรรณพ คือความเกิด แก่ เจ็บ และตาย ได้เตือนพระทัยให้หวลรำลึกถึงพระปฏิญญา ซึ่งพระองค์ทรงให้ไว้แก่โลก พระทัยกรุณาได้ทูลพระองค์ว่า

           "ธรรมอันไม่บริสุทธิ์ที่คนมีมลทินคิดกันปรากฏอยู่แคว้นมคธนานมาแล้ว ขอพระองค์จงเปิดประตูเพื่อให้บุคคลเดินเข้าไปสู่แดนอมตะเถิด คนทั้งหลายต้องการฟังธรรม ซึ่งพระองค์ปราศจากมลทินได้ตรัสรู้แล้ว ขอพระองค์ผู้ไม่โศก มีปัญญาดี จงเสด็จขึ้นสู่ปราสาทซึ่งสำเร็จด้วยธรรม แล้วมองดูหมู่สัตว์ผู้ยังก้าวล่วงความโศกไม่ได้ ถูกชาติชราครอบงำคร่ำครวญอยู่ พระองค์เป็นประดุจผู้ยืนอยู่บนยอดเขา สามารถมองเห็นหมู่ชนได้โดยรอบ โปรดลุกขึ้นเถิดพระมหาวีระผู้ชนะสงครามภายในแล้ว พระองค์ผู้ประดุจนายกองเกวียนผู้สามารถนำสัตว์ให้ข้ามพ้นห้วงอันตราย พระองค์เป็นผู้ไม่มีหนี้ ขอเสด็จเที่ยวไปในโลกเถิด ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงแสดงธรรมเถิด ผู้รู้ตามจักมีเป็นแน่แท้"

           พระผู้มีพระภาค ทรงตรวจดูสัตว์โลกด้วยทิพยจักษุ ได้มองเห็นสัตว์ทั้งหลายผู้มีธุลีในจักษุคือกิเลสน้อยก็มี มากก็มี มีอินทรีย์แก่กล้าก็มี อินทรีย์อ่อนก็มี มีอาการดีบ้าง อาการชั่วบ้าง ให้รู้ได้โดยง่ายบ้าง ให้รู้ได้โดยยากบ้าง เหมือนดอกบัว ๔ เหล่าในสระน้ำ พระองค์จึงทรงปรารภกับพระองค์เอง ด้วยความกรุณาในหมู่สัตว์ว่า

           "เราได้เปิดประตูอมตธรรมแล้ว ผู้อยากฟังจงเงี่ยโสตลงเถิด ทีแรกเราคิดว่าจะลำบากเปล่า จึงไม่คิดจะกล่าวธรรมที่ประณีตง่ายๆ ฯ"

           พญานาคนั้นเปรียบด้วยมนุษย์ทั้งหลาย ซึ่งโดยปรกติหลับอยู่ด้วยกิเลสนิทรา เมื่อสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้น และปลุกให้ตื่น ก็ตื่นขึ้นชั่วระยะหนึ่ง และแล้วก็หลับต่อไป

           สมัยหนึ่งพระอานนท์เข้าสู่ที่หลีกเร้น เพื่อหาความสงบโดยลำพังแตะตรึกตรองธรรม ท่านคิดว่ากลิ่นหอมแห่งไม้ที่เกิดจากแก่นก็ดี เกิดจากรากก็ดี เกิดจากดอกก็ดี ล้วนแต่หอมไปได้ตามลมเท่านั้น หาหอมทวนลมไม่ กลิ่นอะไรหนอที่สามารถหอมฟุ้งไปได้ทั้งตามลมและทวนลม เมื่อท่านไม่สามารถตัดสินตกลงใจได้ด้วยตนเอง จึงเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ทูลถึงข้อสงสัยนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

           "อานนท์! กลิ่นดอกไม้กลิ่นจันทร์ไม่สามารถหอมหวนทวนลมได้ แต่กลิ่นแห่งเกียรติคุณความดีงามของสัตบุรุษนั้นแล สามารถจะหอมไปได้ทั้งตามลมและทวนลม คนดีย่อมเกียรติคุณฟุ้งขจรไปได้ทั่วทุกทิศ กลิ่นจันทร์แดง กลิ่นอุบล กลิ่นดอกมะลิ จัดว่าเป็นดอกไม้กลิ่นหอม แต่ยังสู้กลิ่นศีลไม่ได้ กลิ่นศีลยอดเยี่ยมกว่ากลิ่นทั้งมวล อานนท์! ศีลนี้มีความไม่ต้องเดือดร้อนใจเป็นผล เป็นอานิสงส์ อานนท์เราเคยกล่าวกับพระภิกษุทั้งหลายไว้ว่า ถ้าภิกษุหวังให้เป็นที่รักที่เคารพนับถือ เป็นที่ยกย่องของเพื่อนพรหมจารีแล้ว ก็พึงเป็นผู้ทำตนให้สมบูรณ์ด้วยศีลเถิด" ดังนี้

           จริงที่เดียว ที่พึ่งอันประเสริฐของกุลบุตรในศาสนานี้ก็คือ ศีล ซึ่งใครๆ ไม่อาจกล่าวพรรณนาอานิสงส์ให้หมดสิ้นได้ แม่น้ำใหญ่และน้ำใดๆ ก็ตามไม่อาจชำระมลทินของสัตว์ในโลกนี้ แต่บุคคลสามารถชำระความเร่าร้อนภายในของสัตว์ในโลกนี้ ลมหรือ? ฝนหรือ? จันทร์แดงหรือ? แสงจันทร์อันยองใยหรือ? เปล่าเลย? สิ่งเหล่านั้นไม่สามารถให้ความเร่าร้อนภายในสงบลงได้ ศีลต่างหากเล่าสามารถช่วยให้บุคคลสงบเยือกเย็น กลิ่นอะไรเล่าจะหอมเสมอด้วยกลิ่นแห่งศีล ซึ่งสามารถฟุ้งไปได้ทั้งตามลมและทวนลม บันไดที่จะก้าวไปสู่ประตูสวรรค์และเข้าไปสู่นครคือนิพพาน เสมอด้วยบันไดคือศีลเป็นไม่มี พระราชาผู้ประดับด้วยมุกดามณีก็ยังไม่สง่างามเหมือนนักพรต ผู้ประดับด้วยอาภรณ์คือศีล ศีลนี้คอยกำจัดภัยคือการติเตียนตนเองออกเสีย แล้วก่อให้เกิดความเอิบอิ่มร่าเริง ประหารโทษต่างๆ เป็นต้น เค้าแห่งคุณความดีต่างชนิด

           ภิกษุผู้มีศีลบริสุทธิ์ หมดมลทิน จะทรงบาตรจีวรก็ดูน่าเลื่อมใส การบรรพชาของภิกษุเช่นนั้นเป็นสิ่งมีผล ผู้มีศีลบริสุทธิ์ย่อมมีใจผ่องแผ้วเพราะมองไม่เห็นโทษแห่งการทุศีล เหมือนพระอาทิตย์กำจัดความมืด ฉะนั้นภิกษุผู้สง่างามอยู่ป่าถือคณะเพราะความสมบูรณ์ด้วยศีลเหมือนพระจันทร์สว่างอยู่กลางฟ้ามีรัศมีโชติช่วง เพียงแต่กลิ่นกายของภิกษุผู้มีศีล ยังทำความปราโมชแก่ทวยเทพทั้งหลาย จะกล่าวไยถึงกลิ่นแห่งศีลเล่า สักการะแม้น้อย แต่ทายกทำแล้วในท่านผู้มีศีล ย่อมอำนวยผลไพศาลเพราะฉะนั้น ท่านจึงเป็นเหมือนภาชนะสำหรับรองรับสักการะของทายก จิตของผู้มีศีลย่อมแล่นไปสู่พระนิพพานอันเยือกเย็นเต็มที่

           มนุษย์ผู้หลงใหลอยู่ในโลกิยารมณ์ ผู้งมต่อความบันเทิงสุขอันสืบเนื่องมจากความมึนเมาในทรัพย์สมบัติชาติตระกูล ความหรูหรา ฟุ่มเฟือย ยศศักดิ์และเกียรติอันจอมปลอมในสังคม ที่อยู่อาศัยอันสวยงาม อาหารและเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ต้องใจ อำนาจและความทะนงตน ทั้งหมดนี้ทำให้บุคคลมีนัยน์ตาฝ้าฟาง มองไม่เห็นความงามแห่งพระสัทธรรม ความเมาในอำนาจเป็นแรงผลักดันที่มีพลังมากพอให้คนทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้มีอำนาจยิ่งขึ้นและยิ่งขึ้น พร้อมๆ กันนั้นมันทำให้เขาลืมทุกสิ่งทุกอย่างไม่แยแสต่อเสียงเรียกร้องของศีลธรรมหรือมโนธรรมใดๆ มันค่อยๆ ระบายจิตใจของเขาให้ดำมืดไปทีละน้อยๆ จนเป็นสีหมึก ไม่อาจมองเห็นอะไรๆ ได้อีกเลย

           หัวใจที่เร่าร้อนอยู่แล้วของเขา ถูกเร่งเร้าให้เร่าร้อนมากขึ้นด้วยความทะยานอยากอันไม่มีขอบเขต ไม่ทราบว่าจะไปสิ้นสุดลงที่ตรงไหน วัตถุอันวิจิตรตระการตานั้น ช่วยเป็นเชื้อให้ความทะยานออกโหมแรง กลายเป็นว่ายิ่งมีมากยิ่งอยากใหญ่ แม้จะมีเสียงเตือนและเรียกร้องอยู่ตลอดเวลาว่า ศีลธรรมเป็นเครื่องค้ำจุนสังคมและคุ้มครองโลก แต่บุคคลผู้รับรู้และพยายามประดับประคองศีลธรรมมีน้อยเกินไป สังคมมนุษย์จึงวุ่นวายและกรอบเกรียมอย่างน่าวิตก

           ด้วยเหตุนี้ความพยายามต่างๆ ของมนุษย์เพื่อให้ได้มาซึ่งสันติสุข จึงไม่อาจบรรลุจุดประสงค์นั้นได้ มีแต่ความวุ่นวายมากขึ้น เหนื่อยมากขึ้น ผลที่ได้รับไม่คุ้มเหนื่อย ถ้าเปรียบความพยายามเพื่อบรรลุสันติสุขนั้นเหมือนการค้า ก็เป็นการค้าที่ขาดทุนอย่างมาก ทั้งนี้เพราะมนุษย์ได้เพิกเฉยต่อธรรม เหยียบย่ำทำลายธรรมแสวงหาเกียรติและความมั่นคง โดยไม่คำนึงถึงศีลธรรมใดๆ ทั้งสิ้น

           ความทุกข์ยากลำบากและความดิ้นรนต่างๆ ของเพื่อนมนุษย์ ซึ่งกระเสือกกระสนไปด้วยดวงในที่ว้าเหว่ไร้ความหวัง รวมทั้งตัวอย่างชีวิตแห่งผู้ทุจริตคดโกงแล้วประสบภัยพิบัติในบั้นปลาย น่าจะเป็นบทเรียนที่ดียิ่ง แต่บุคคลผู้มุ่งแต่ความสุขสำราญของตน ย่อมไม่อาจมองเห็นสิ่งเหล่านี้ได้

           ก็พระอานนท์นี่เองเป็นผู้อำนวยความสุขความสะดวกแก่ภิกษุในพุทธธรมานสมัย คือกาลเมื่อพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่มาจนกระทั่งบัดนี้ ในอันที่เกี่ยวกับเรื่องจีวร กล่าวคือเครื่องนุ่งห่มของสมณะ

           เดิมทีเดียวพระตถาคตเจ้า ทรงอนุญาตให้ภิกษุสาวกมีผ้าได้เพียงสามผืนเท่านั้นคือ จีวร สบง และสังฆาฏิ ผ้าสองชั้นสำหรับห่มหนาว อย่างละผืนๆ จะมีมากกว่านี้ไม่ได้ ถ้าจะมีผืนใหม่ต้องสละผืนเก่าไปทำอย่างอื่น เช่นเป็นผ้าปูลาดเตียงหรือทำเพดาน ทั้งนี้เพื่อให้ภิกษุสาวกไม่สะสมจีวรไว้เกินจำเป็น และเป็นสัญลักษณ์แห่งผู้มักน้อย สันโดษ อยู่อย่างเบาสบาย ประพฤติตนดุจสกุณา มีบาตรและจีวรเป็นเสมือนปีกทั้งสอง อาจโผผินบินไปในเวหาตามต้องการ หรือเหมือนเนื้อในป่าเที่ยวไปได้ตามปรารถนา ไม่ถูกผูกมัดด้วยบ่วงคือบริขารและเครื่องกังวลใดๆ

           แต่พระผู้มีพระภาคทรงเป็นการณวสิกบุคคล ผู้กระทำทุกๆ อย่างตามสมควรแก่เหตุผลและความจำเป็น จึงทรงผ่อนผันสิกขาบทบัญญัติอยู่เสมอ

           คราวหนึ่ง พระอานนท์ได้จีวรพิเศษมาที่เรียกว่าอติเรกจีวร หมายถึงจีวรที่นอกเหนือจากผ้าสามผืนดังกล่าวแล้ว เนื่องจากท่านมีความเคารพเลื่อมใสและรักในพระสารีบุตรมาก จึงประสงค์จะถวายจีวรนั้นแก่พระสารีบุตร แต่เวลานั้นพระสารีบุตรไม่ได้อยู่ ณ ที่นั้นแต่จะเก็บไว้ได้อย่างไร เพราะมีพุทธบัญญัติห้ามเก็บอติเรกจีวรไว้ พระอานนท์จึงเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ กราบทูลเรื่องนั้นให้ทรงทราบ

           "อานนท์!" พระศาสดาตรัส "เวลานี้สารีบุตรอยู่ที่ไหน?"

           "อยู่ที่เมืองสาเกต พระเจ้าข้า" พระอานนท์ทูล

           "ประมาณกี่วันสารีบุตรจึงจะมาถึงนี่?"

           "ประมาณ ๑๐ วัน พระเจ้าข้า"

           "ถ้าอย่างนั้นเธอจงเก็บไว้เถิด รอคอยสารีบุตร" พระศาสดาตรัส

           และแล้วพระพุทธองค์รับสั่งให้ประชุมสงฆ์ ทรงผ่อนผันพุทธบัญญัติด้วยพระพุทธพจน์ว่า

           "ภิกษุทั้งหลาย? เราอนุญาตให้ภิกษุเก็บอติเรกจีวรไว้ได้อย่างมากเพียง ๑๐ วัน ถ้าเกินกว่านั้น จีวรนั้นภิกษุต้องสละเสีย มิฉะนั้นเธอต้องอาบัติปาจิตตีย์ เพราะถ้าไม่สละของ ย่อมไม่สามารถปลดเปลื้องอาบัติได้"

           พระสารีบุตรมาทันตามกำหนดก่อนจะล่วง ๑๐ วัน เป็นอันว่าพระอานนท์ได้ถวายจีวรแก่พระอัครสาวกเบื้องขวาได้สมประสงค์

           กระทั่งปัจจุบันนี้พระสงฆ์สาวกของพระศาสดาก็ยังปฏิบัติตามพระวินัยบัญญัติเรื่องนี้อยู่ เมื่อท่านได้จีวรพิเศษมา ถ้าล่วง ๑๐ วันแล้ว ท่านก็สละให้ภิกษุอื่นไป หรือให้สามเณรก็ได้ และต้องแสดงอาบัติด้วยที่เผลอเก็บจีวรพิเศษไว้เกิน ๑๐ วัน

           มีวิธีการดังนี้ ภิกษุผู้เป็นเจ้าของจีวรนำจีวรนั้นออกมานั่งคุกเข่าประนมมือ ภิกษุอีกรูปหนึ่งซึ่งเป็นผู้รับก็นั่งในท่าเดียวกัน ภิกษุผู้เป็นเจ้าของจีวรวางจีวรไว้ระหว่างแขนพับ มือคงประณมอยู่แล้วกล่าวว่า

           "จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้าเก็บไว้เกิน ๑๐ วันจำเป็นต้องสละ ข้าพเจ้าขอสละจีวรผืนนี้แด่ท่าน" เสด็จแล้วตามมารยาท ภิกษุผู้รับก็ถวายจะคืน โดยกล่าวว่า "จีวรผืนนี้เป็นของข้าพเจ้าแล้ว แต่ข้าพเจ้าขอถวายแก่ท่าน ท่านจะใช้สอยหรือจะให้ใคร หรือจะทำอย่างไรก็แล้วแต่ท่านจะเห็นสมควร" เสด็จแล้วมอบจีวรคืนแก่ภิกษุรูปที่เป็นเจ้าของเดิม

           คราวนี้ถึงเวลาที่ภิกษุเจ้าของจีวรจะแสดงอาบัติ ท่านจะนั่งประณมมือคุกเข่าอยู่ท่าเดิม กล่าวว่า "ข้าพเจ้าต้องอาบัติเกี่ยวกับของที่ต้องสละ (นิสสัคคียะ) ข้าพเจ้าขอแสดงอาบัติเรื่องนี้ คือยอมรับสารภาพผิด"

           ภิกษุอีกรูปหนึ่งจะถามว่า ท่านเห็นหรือ? ภิกษุผู้แสดงอาบัติตอบว่าเห็น ผู้รับการแสดงจะบอกว่า ถ้าอย่างนั้นท่านจงตั้งใจสำรวมระวังต่อไป ภิกษุผู้แสดงจะให้คำมั่นว่า จะตั้งใจสำรวมระวังต่อไป

           แต่มีวิธีการที่จะเก็บจีวรไว้ได้ตลอดไป โดยไม่เป็นอาบัติและไม่ต้องเสียสละอยู่อีกวิธีหนึ่ง เรียกว่า วิกัปป์ ภิกษุเมื่อได้จีวรพิเศษมาจำนวนเท่าใด ก็นำออกมาแสดงให้ภิกษุรูปหนึ่งรับทราบ และบอกว่าท่านยินดีเสียสละจีวรและผ้าเหล่านี้ให้ภิกษุอื่นได้ใช้ ตามทางวิชาการเรียกว่าวิกัปป์ หมายความว่าทำให้เป็นของสองเจ้าของ มิใช่เป็นสิทธิ์ของท่านแต่เพียงผู้เดียว ภิกษุรูปอื่นจะรับทราบและมอบให้เจ้าของเดิมเก็บไว้ใช้ได้ตลอดไป เป็นวิธีการที่งดงามมาก ไม่มีอะไรน่าตำหนิเลย

           พระพุทธอนุชา ได้ทิ้งมรดกเรื่องนี้ไว้ให้ภิกษุทั้งหลายในกาลต่อมา ได้รับประโยชน์อย่างมหาศาลช่วยให้สะดวกสบายขึ้นมากทีเดียว ควรที่ปัจฉิมาชนตาชนจะพึงระลึกถึงปุพพูปการข้อนี้ของพระอานนท์มหาเถระ แม้คฤหัสถ์ก็ควรน้อมระลึกถึงพระคุณข้อนี้ของพุทธอนุชา ที่ท่านได้เปิดประตูไว้สำหรับผู้มีศรัทธาได้ทำบุญด้วยจีวรตามปรารถนาตราบเท่าทุกวันนี้

           การที่พระตถาคตเจ้าทรงพระพุทธานุญาตเรื่องนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพระมหากรุณา และอีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะความดีงามของพระอานนท์ที่กระทำทุกอย่างเพื่อพระองค์ และเพื่อความอยู่ยั่งยืนแห่งพระศาสนา คุณธรรมของผู้น้อยเป็นสำคัญอย่างยิ่งในการโน้มน้าวจิตใจของผู้ใหญ่ให้โอนอ่อนผ่อนตาม สมด้วยที่มีคำกล่าวว่า

           เอาชนะผู้สูงศักดิ์ด้วยความอ่อนน้อม

           เอาชนะผู้ต่ำต้อยด้วยความสงเคราะห์เอื้อเฟื้อ

           เอาชนะศัตรูด้วยการยุให้แตกสามัคคี

           เอาชนะสตรีด้วยการหว่านล้อมด้วยคำหวาน และตามใจพร้อมด้วยคำมั่นสัญญาที่หนักแน่น

           จริงทีเดียวความรักของสตรีมักจะเข้าทางหู ส่วนความรักของบุรุษมักเข้าทางตา ด้วยเหตุนี้สตรีที่รูปงามจึงได้เปรียบอยู่มาก ในด้านการเรียกร้องความสนใจจากบุรุษเพศ คำกล่าวที่ว่า

           "นกโกลิกามีเสียงเป็นสำคัญ นารีมีรูปเป็นสำคัญ วิชาเป็นสิ่งสำคัญสำหรับบุรุษ"

           "และนักพรตมีความอดทนเป็นสำคัญ" นั้นยังเป็นความจริงที่ค้านได้โดยยากอยู่

           ด้วยเหตุนี้กระมัง สตรีทั้งหลายจึงทุ่มเททั้งกำลังทรัพย์ และกำลังกาย กำลังปัญญา เพื่อตกแต่งร่างกายให้สวยงามชวนมองอยู่เสมอ รวมทั้งประดิษฐ์คิดค้นแบบและสีของเสื้อผ้าแพรพรรณ สรีราภรณ์ต่างชนิด เธอจะรู้สึกเศร้าและหงอยเหงาเปล่าเปลี่ยวเหลือหลาย เมื่อประจักษ์ว่านัยน์ตาเธอมิได้หวาน ใบหน้าของเธอมิได้งามผุดผาด ทรวดทรงมิได้อรชร แต่เธอหาเฉลียวใจไม่ว่า ชายที่ปองหมายเธอจะเลี้ยงเธอเพราะเหตุที่เธอสวยนั้น เขาเลี้ยงเธอและปองหมายเธอเหมือนสัตว์เลี้ยงที่มีลักษณะต้องตาเขาเท่านั้น ความดีหรือคุณธรรมภายในต่างหากเล่าที่เป็นสิ่งเชิดชูคุณค่าของเธอให้สูงเด่น โสเภณีแม้จะมีความสวยสักปานใด ก็หามีใครตั้งใจเลี้ยงชีวิตไม่ ความสวยเหมือนดอกไม้ซึ่งย่อมมีวันเหี่ยวแห้งโรยรา แต่ความดีเป็นสิ่งไม่จืด รสแห่งความดีงาม เป็นรสที่ไม่รู้จักจืดจาง คอยผูกมัดรัดรึงดวงจิตให้กระชับแน่นจนสุดที่จะถ่ายถอน

(จบแล้วค่ะ.. โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ)

ด้วยรัก/จากใจ..พลอยจ๋า

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

Recommend