เลือกเกิดใหม่ ตอนที่ 31
posted on 22 Dec 2007 01:38 by bannpeeploy in articles, buddhism


กรรมพยากรณ์ ชุด เลือกเกิดใหม่ มีทั้งหมด 45 ตอนค่ะ
สนใจเลือกรับฟัง หรืออ่านตอนอื่นๆ ในชุดนี้
คลิ๊กที่นี้ค่ะ
อุปการะรับไหว้แบบยิ้มในหน้า ชักชวนสองหนุ่มสาววัยรุ่นเข้าห้องรับแขกเหมือนผู้ใหญ่ที่เห็นลูกหลานมาบ้านมากกว่าจะเป็นการต้อนรับระหว่างหมอดูกับลูกค้า
“เป็นไงมั่งหนูทราย สบายดีหรือ? หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสดีจริง”
ณชะเลยิ้มกว้างขึ้น
“ค่ะ สบายดี” “ทั้งที่มีเรื่องไม่น่าสบายใจเท่าไหร่นี่ใช่ไหม?”“ก็เอ่อ... คงอย่างนั้นมั้งคะ”
อุปการะหัวเราะครึ้ม
“ถ้ามีเรื่องน่ากลุ้มอยู่มากหลาย แต่หน้าตาไม่ส่อว่ากลุ้มสักเรื่อง อย่างนี้แปลว่าใช้ได้แล้วล่ะ ธรรมะถึงใจหนูแล้ว ปกป้องคุ้มครองหนูจากทุกข์ทางใจได้แล้ว”
เด็กสาวยิ้มแป้นด้วยความปลื้มในคำชมของผู้ทรงธรรม
“ทรายอยากถามพ่อหมอเรื่องหนึ่งค่ะ คือเจ้าอุ๊ยโหยหมาของทราย เป็นไปตามคำทำนายของพ่อหมอเมื่อคราวก่อน ที่ว่าเวลาของมันเหลือน้อย ตอนนี้มันตายไปแล้วจริงๆ ” หล่อนเล่าเรียบเรื่อยราวกับบรรยายความเปลี่ยนแปลงของสภาพดินฟ้าอากาศ “สิ่งที่ทรายอยากรู้คือ ตอนนี้เจ้าอุ๊ยโหยไปอยู่ไหน และที่ทรายทำบุญส่งไปให้ มันได้รับบ้างหรือเปล่า?”
ชายวัยกลางคนรับฟังคำถามแล้วนิ่งไปครู่หนึ่ง เนื่องจากการกำหนดดูภพภูมิให้แม่นยำต้องใช้กำลังมากกว่าเหตุการณ์สามัญ แต่สำหรับอุปการะไม่ถึงกับต้องหลับตาเข้าสมาธิ เพียงลืมตาตามปกติแล้วกำหนดจิตเหมือนขึงผ้าให้ตึง ทำฝ้าหมอกให้โปร่งใส กระทั่งมีความเป็นกลางพอจะล่วงรู้แจ่มชัดหน่อยเท่านั้น
เกือบครึ่งนาทีต่อมา อุปการะก็ให้คำตอบเยี่ยงผู้ที่ผ่านการรู้เห็นมาอย่างละเอียด
“มันสบายขึ้นนะ ไปเป็นเปรตแล้ว”
ณชะเลกำลังรอฟังยิ้มๆ ด้วยความเชื่อมั่นว่าจะได้ฟังอะไรดีๆ พอได้ยินคำว่า ‘เปรต’ ก็หุบยิ้มกะทันหัน ทำหน้าเศร้าทันที
“อ้าว...” เด็กสาวครางเสียงแห้ง “มันไม่ได้ไปเป็นคน หรือไปเป็นเทวดาหรอกหรือคะ?”
ผู้ทำหน้าที่ตอบเรื่องลี้ลับยิ้มอย่างคนใจดี
“ยังหรอก มันยังติดอยู่ในอบาย แต่เป็นเปรตก็ดีกว่าเป็นเดรัจฉานมากแล้วล่ะ ปลอดโปร่งและสะอาดสบายกว่าเดิมเยอะ”
เด็กสาวทำหน้าอึ้งงง ความคาดหมายทั้งปวงพลิกกลับตาลปัตรหมด ร่ำๆ จะทวงสัญญาที่พ่อหมอเคยบอกหล่อนไว้ว่าเจ้าอุ๊ยโหยจะไปดี ซึ่งพ่อหมอก็รู้ใจ ตอบดักคอเสียก่อน
“มันอยู่ในช่วงพักรอที่จะไปดีน่ะหนูทราย คนไทยฟังคำว่า ‘เปรต’ แล้วมักถึงตัวปากแหลมสูงชะลูดเท่าเสาโทรเลขแบบในหนัง ความจริงยังมีอะไรมากกว่านั้นเยอะ ที่คล้ายเทวดาก็มาก เพียงแต่ไม่สบายได้ตลอด และไม่มีความคิดอ่านเท่าจิตวิญญาณชั้นสูง”“ตอนมันกำลังขาดใจ หนูสัมผัสกระแสสว่างบางอย่างจากมัน ทำให้หนูชื่นใจมาก ก็นึกว่านั่นหมายถึงกระแสสวรรค์เสียอีก”“
การจากไปสู่ภพที่ดีกว่า ก็ให้ความรู้สึกแช่มชื่นทำนองนี้แหละ” เขาตั้งใจเล็งดู นัยน์ตาเป็นประกายวับ “ตอนนั้นหนูเพิ่งกลับจากทำบุญ แล้วมันโดนรถทับใช่ไหม?”“ค่ะ”
ผู้อ่อนวัยตอบรับเป็นปกติอย่างไม่แปลกใจในอำนาจล่วงรู้ของอุปการะแม้แต่น้อย
“อดีตกรรมบางอย่างทำให้ชาตินี้มันต้องตายทรมาน เลยขึ้นสูงทันทีไม่ได้ ต้องไปพักในภูมิเปรตชั่วคราวก่อน แต่ถัดจากนี้พอจิตของมันค่อยๆ คุ้นสภาพใหม่มากขึ้น แล้วพอจะมีกำลังระลึกถึงบุญกุศลในหนหลังก่อนขาดใจได้ ก็จะแจ้งเกิดเป็นมนุษย์กับเขา”
คำปลอบยังไม่ทำให้ณชะเลสบายใจ ที่เคยหายห่วงก็กลับมาพะวงใหม่อีก ความจริงที่เตรียมใจมาวันนี้เพื่อขอทราบว่าอุ๊ยโหยไปเกิดใหม่ ณ แห่งหนตำบลไหน จะได้ตามไปอุปถัมภ์ต่อ แต่กลับต้องมาพบคำตอบว่ามันเป็นได้แค่เปรตเสียนี่
“เป็นเปรตประเภทรับส่วนบุญได้หรือเปล่าคะ? มีทางที่หนูจะช่วยให้มันเกิดใหม่ดีกว่าเปรตเดี๋ยวนี้เลยไหม?”“อย่าใจร้อนเลย โดยมากสัตว์ที่ตายด้วยอุบัติเหตุมักต้องไปพักรอฤกษ์เกิดใหม่ทั้งนั้นแหละ ตอนนี้มันก็ไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไร แค่นึกว่าตัวเองเป็นหมาอยู่ และท่องเที่ยววิ่งเล่นไปท่ามกลางสนามหญ้าที่มีดอกไม้สวยสะพรั่ง”
ณชะเลเบิกตากว้าง
“หรือคะ? งั้นที่หนูเห็นในฝันก็เป็นเรื่องจริงน่ะซี หนูนึกว่าจิตปรุงแต่งไปเองเสียอีก”“ก็อย่าเข้าใจว่าตรงจริงเสียทั้งหมด ความฝันนั้นเอาแน่เอานอนยาก อย่าถือเป็นอารมณ์ก็ดี”“
ในฝันหลายครั้งชัดมากๆ เหมือนมันมาหาจริงๆ ความเหมือนจริงและสีสันคมชัดของฝัน คือเครื่องวัดว่าใช่ได้หรือเปล่าคะ?” “ของพวกนี้ยากจะชี้ คนต้องมีจิตที่ปราศจากความเข้าข้างตัวเอง แล้วก็มีกำลังสมาธิระดับหนึ่ง ถึงจะมีญาณหยั่งรู้ สามารถแยกแยะออก ความชัดหรือความมัวมนไม่ใช่มาตรวัดความจริงได้เสมอไป”“เจ้าอุ๊ยโหยมีเพื่อนไหมคะ?”
ถามอย่างเกรงว่าลูกชายสุดสวาทของตนจะเหงา
“ก็รวมอยู่กับเปรตที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน คือเพิ่งตายจากความเป็นสัตว์ มีบุญพอตัว เสวยสุขตามควร แต่ยังไม่ถึงขนาดส่งให้พ้นอบายได้ เชื่อเถอะ สัตว์ในสังสาวัฏมีมากนับอนันต์ แต่ละนาทีจะมีจิตที่อยู่ในระดับภูมิเดียวกันมาเป็นเพื่อนเสมอ เว้นแต่ต้องถูกขังเดี่ยวด้วยกรรมเฉพาะตัว ซึ่งก็ใช่จะหาได้ง่ายๆ ”“แล้วมันกินอยู่ยังไงคะ?”
“ภพของมันจะมีแหล่งน้ำ แหล่งอาหาร ไม่ถึงกับอุดมสมบูรณ์ แต่ก็ไม่ถึงกับขาดแคลน หย่อมดินบางแห่งปรากฏเหมือนอาหารสุนัข สระบางแห่งก็มีน้ำใสน่ากิน”“มันหิวบ้างหรือเปล่า?”“
ก็เป็นบางคราว ความหิวเป็นลักษณะหนึ่งของภูมิเปรต แต่บุญเก่าจะจัดหาอาหารให้อุ๊ยโหยกับพรรคพวกของมันเอง ไม่แสบท้องนานหรอก”“แย่จริง... ทรายอยากเป็นคนหาของให้มันกินจังเลย”
เอ่ยออกมาด้วยใจผูกพันแล้วน้ำตาพานจะไหล จนต้องขบริมฝีปากเพื่อสะกดความรู้สึกไว้
“หนูทรายอย่าห่วงเลย สำหรับภูมิที่เจ้าอุ๊ยโหยไปอยู่นี่ จะมีบางคาบบางเวลา ที่มันรู้สึกว่ายืดตัวขึ้นหยัดสองขาได้ แล้วก็มีความคิดอ่าน มีสำนึกคล้ายมนุษย์อยู่บ้าง ในคาบเวลานั้นมันสามารถหาผลไม้จากป่าโปร่งได้สะดวกกว่าพวกคนป่าเสียอีก”
ณชะเลทำหน้าฉงน
“เป็นภูมิที่แปลงร่างได้ด้วยหรือคะ?”“เปรตจำนวนมากเปลี่ยนสภาพสลับกันไปสลับกันมา อย่างคาบเวลาที่เจ้าอุ๊ยโหยยืดตัวขึ้นมายืนสองขาได้นั้น ก็เพราะแรงกุศลจากอดีตชาติบันดาลจิตให้สว่างรู้คิดขึ้นชั่วครู่ มันจะรู้สึกคล้ายเด็ก ๕ ขวบคนหนึ่งทีเดียว”“
ถ้าจิตสว่างเป็นกุศลได้เหมือนมนุษย์อย่างนั้น ทำไมถึงไม่จุติไปสู่สุคติเสียเลย ต้องรออะไรด้วยล่ะคะ?”“เพราะกำลังกุศลของมันอ่อนเกินกว่าจะปฏิวัติวิญญาณให้เลื่อนชั้นไปสู่ภพที่สูงกว่านั้น เนื่องจากในภพที่เป็นหมา บุญของมันเกิดจากการพลอยยินดีรับส่วนกุศลจากหนูล้วนๆ ไม่ใช่บุญอันเกิดจากกุศลเจตนาของตัวมันเอง แถมตายไม่ค่อยสงบอีก เลยยังครึ่งๆ กลางๆ อยู่”
พอฟังเหตุฟังผล สาวน้อยเจ้าของสุนัขแสนรู้ก็คลายสีหน้าลง ด้วยความเข้าใจกฎเกณฑ์ของโลกวิญญาณหลังความตายมากขึ้น ในวาระแห่งการละจากความเป็นสหายของหมู่สัตว์หนึ่งไปสู่ความเป็นสหายของอีกหมู่สัตว์หนึ่ง กำลังบุญที่สั่งสมมาคือตัวตัดสิน ดีเป็นดี ร้ายเป็นร้าย มีแค่ไหนต้องเอาแค่นั้นแล้ว เอาใจช่วยให้มากกว่านั้นไม่ได้แล้ว
“วิบากกรรมนี่น่ากลัวจังนะคะ ใครจะรู้ว่าอกุศลแต่หนไหนตามมาให้ผล ได้ตายสงบหรือต้องตายทรมาน”“ตอนมันเป็นลูกหนู ที่เสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็กอยู่นั้น ก็คึกคะนองไปตามเรื่อง ชอบทรมานสัตว์เล็กๆ จับมาบดขยี้ให้ตายทั้งเป็นด้วยของใกล้มือด้วยความสนุก โดยไม่รู้เลยว่านั่นเป็นบาป กรรมที่ทำด้วยความเคยชินนั้น พอเป็นสัตว์บ้างเลยต้องตายทรมานมาหลายครั้งแล้ว”
ณชะเลนึกถึงครั้งที่จู่ๆ อุ๊ยโหยก็ตะปบผีเสื้อเล่น ซึ่งผิดวิสัยสุนัขเทอเรีย นั่นคงเป็นนิสัยเล่นสนุกกับชีวิตอื่นโดยไม่ตระหนักว่าเป็นบาป และนี่เองคือเหตุของผลอันเป็นธรรมดา ไม่มีใครช่วยแก้กรรมที่ทำไปแล้วให้กันได้ ใครทำอะไรไว้ ก็ต้องเสวยผลอันเกิดจากการกระทำนั้นไม่ช้าก็เร็ว
สาวน้อยเจ้าของสุนัขชะตาขาดปลงตก ใจวางเฉยเป็นอุเบกขายิ่ง พุทธพจน์หนึ่งหยั่งซึ้งเข้าถึงจิตถึงใจจนต้องกะพริบตาเอ่ย
“สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมจริงๆ นะคะ”
อุปการะยิ้มเอ็นดู
“แต่หนูก็เป็นยิ่งกว่านาย คือทำตัวเป็นทางลัดให้มันขึ้นสูงกว่าเดิมได้”
“จากที่พ่อหมอเล่าให้ฟังเกี่ยวกับความเป็นอยู่ในภพใหม่ของอุ๊ยโหย หนูก็พอจะมองออกอีกอย่างหนึ่งค่ะ ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าภูมิเปรตมีความแปรปรวน ลุ่มๆ ดอนๆ เอาแน่เอานอนไม่ได้ คือรู้สึกเหมือนอุ๊ยโหยติดอยู่ในฝันเลย”“อย่างนั้นแหละ อัตภาพแบบเปรตนั้นไม่คงเส้นคงวา ไม่มีร่างหยาบคงที่เหมือนอย่างมนุษย์ แม้แต่สภาพจิตก็กลับไปกลับมาโดยไม่จำเป็นต้องมีสิ่งกระทบภายนอกเข้ามากระทำ เดี๋ยวจำได้ เดี๋ยวจำไม่ได้ เดี๋ยวคิดเรื่องกุศล เดี๋ยวคิดเรื่องอกุศล เหวี่ยงไปเหวี่ยงมาระหว่างสองขั้ว แถมยังมีภูมิซ้อนๆ กันอยู่ จำแนกแยกย่อยได้มากมายไม่ซ้ำแบบกัน สุดแต่กรรมของใครของมันจัดสรรให้”“
หนูเข้าใจถูกไหมคะ ภพเปรตนี่จะมีความจำ ความรู้สึกนึกคิดในชาติก่อนฝังแน่นอยู่”“โลกของเปรตเป็นโลกของความผูกพันกับอารมณ์เก่าๆ จิตยึดติดกับอะไรมากก็เชื่อมโยงกับสิ่งนั้นมาก อย่างตอนนี้เจ้าอุ๊ยโหยก็อุปาทานว่าหนูยังอยู่กับมัน บางทีก็วิ่งตามหาหนูไปเรื่อยๆ ด้วยความรอคอยว่าเมื่อไหร่จะเจอ”
ณชะเลสะอึกอึ้ง นัยน์ตารื้นน้ำขึ้นมาอีก
“ทรายก็อยากให้มันดีใจที่ได้เห็นทรายค่ะ”“การที่หนูยังคิดถึงอุ๊ยโหยไม่เลิก ก็ทำให้จิตหนูเป็นขั้วต่อกับมัน และเลี้ยงอุปาทานของมันไว้อย่างนั้น ถ้าต่างฝ่ายต่างคิดถึงพร้อมกัน จิตก็จะเชื่อมต่อกัน หากเชื่อมติดระหว่างหนูลืมตาตื่นอยู่ ก็จะมาในรูปของความคิดถึงรุนแรง และรู้สึกเหมือนมันยังอยู่ใกล้ๆ ตัว แต่ถ้าจิตเชื่อมติดระหว่างหนูหลับฝัน ก็จะปรากฏเป็นนิมิตเสมือนจริง ราวกับสัมผัสได้ด้วยกายปกติ”“
มันเห็นทรายเหมือนที่ทรายเห็นมันหรือเปล่าคะ?”“ต่างฝ่ายต่างเห็นออกมาจากมุมมองของตัวเองนั่นแหละ การปรุงแต่งของจิตเป็นเรื่องพิสดาร ถ้าจิตใครกำลังฟองฟู ก็เห็นอีกฝ่ายสดใส ถ้าจิตของใครกำลังฟุบแฟบ ก็เห็นอีกฝ่ายหม่นหมอง แต่ถ้าจิตของใครมีสติและเป็นกลาง ก็จะเห็นอีกฝ่ายตรงตามจริง หรือใกล้เคียงกับภาวะของเขามากที่สุด”“
เสียดาย ถึงแม้ผูกพันพอจะสื่อกันด้วยใจ ทรายก็คงทำอะไรให้มันดีขึ้นไม่ได้” ณชะเลทำตาละห้อย นึกอยากต่อรองขอความช่วยเหลือจากอุปการะขึ้นมาอีก “แต่พ่อหมอเป็นผู้ทรงฌาน น่าจะแผ่เมตตาหรืออุทิศส่วนกุศลให้มันพ้นจากอบายได้...”“ถ้าหากเพิ่งตายจากความเป็นมนุษย์ร่วงหล่นไปสู่ความเป็นเปรต อย่างนี้ก็พอรู้เรื่องบุญเรื่องกุศลง่ายหน่อย สามารถหวนกลับมาคิดอ่านแบบวิญญาณชั้นสูงได้ ทำให้หลุดจากภพเปรตไม่ยากนัก เพียงแค่เจอแสงสว่างจากจิตที่แผ่เมตตามาให้แรงๆ พอที่จะรู้สึกเย็นซ่าน ปลาบปลื้มปีติ เหมือนตอนเราอยากยิ้มทั้งน้ำตาด้วยแรงศรัทธาปสาทะ ก็ปลุกให้ระลึกถึงบุญเก่าที่เคยทำๆ สะสมไว้ระหว่างเป็นมนุษย์ได้ อย่างนี้จิตถึงมีโอกาสปฏิวัติ ได้เลื่อนชั้นปุบปับทันใจ”
ณชะเลยิ้มซึมอย่างเข้าใจเงื่อนไข
“แปลว่าถ้าเพิ่งพ้นจากภาวะความเป็นสัตว์ เลื่อนชั้นขึ้นเป็นเปรต ก็รับกุศลจากคนอื่นได้ยาก อย่างนั้นใช่ไหมคะ?” “อือม์... คือเอาอย่างเจ้าอุ๊ยโหยของหนูเนี่ย ปัจจุบันมันยังคึกคะนองแบบหมาอยู่มาก หนูก็รู้ว่าเจ้าพวกนี้ถ้ามันพอใจกับความสนุกสนานเฉพาะหน้าแล้ว เรื่องอื่นก็ไม่สนใจหรอก แต่เมื่อไหร่ความคึกคะนองจางลง มันก็จะสงบเย็นเหมือนตอนฟังหนูอ่านหนังสือธรรมะ แล้วค่อยๆ ระลึกถึงภาพและเสียงที่ก่อให้เกิดกระแสกุศล พอจิตสว่างเต็มรอบเมื่อไหร่ก็ขาดจากความเป็นเปรตไปเอง”“แล้วการที่หนูทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้มันบ่อยๆ จะมีส่วนช่วยร่นเวลาให้เร็วขึ้นได้ไหมคะ?”
“สำหรับเจ้าอุ๊ยโหย ภพต่อไปที่เหมาะกับมันคือมนุษย์ เพราะฉะนั้นก็ต้องรอฤกษ์เกิดที่สมกับกรรมด้วย การอุทิศส่วนกุศลของหนูนั้นดีแล้ว ทำไปเถอะ เหมือนสาดน้ำเย็นข้ามมิติไปให้มันชุ่มฉ่ำชื่นใจ และมีสำนึกทางกุศลแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่มีส่วนเร่งรัดให้มันขาดจากภพเปรตเร็วกว่าเดิมหรอก”
เด็กสาวพยักหน้าอย่างปราศจากกังขาใดๆ อีก
“เข้าใจกระจ่างทุกอย่างแล้วค่ะ” “เห็นแล้วใช่ไหมล่ะว่าการเปลี่ยนภพเปลี่ยนภูมิไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ไม่ใช่ขึ้นสูงกันง่ายๆ ”“ค่ะ ที่อวยพรส่งเสียให้ใครไปดี ก็สักแต่เป็นแค่ความหวังดี สักแต่เป็นแค่กุศลจิตของผู้อวยพร แต่ไม่มีผลให้ใครได้ดีตามปากเลย ล้วนแต่ต้องพึ่งกรรมของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น”
จองฤกษ์นิ่งฟังมานาน ก็ถึงจังหวะที่นึกอยากถามบ้าง
“แล้วการเปลี่ยนภพภูมินี่โดยมากคือต้องเลื่อนชั้นเป็นขั้นๆ หรือครับ? เช่นจากความเป็นสัตว์นรกมาสู่ความเป็นเดรัจฉาน จากความเป็นเดรัจฉานไปสู่ความเป็นเปรต ก่อนจะเลื่อนชั้นจริงๆ เวียนกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก”“โดยมากก็อย่างนั้น” อุปการะตอบนิ่มนวล “ผมเคยส่องๆ ดูเล่นอยู่เหมือนกัน ที่จริงการเวียนว่ายตายเกิดเปลี่ยนภพเปลี่ยนภูมินี่เป็นเรื่องพิสดารกว่าการเปลี่ยนแปลงทุกชนิดที่เราเห็นกันด้วยตาเปล่า สัตว์ในสังสารวัฏพุ่งหลาวจากความเป็นอย่างนี้ไปสู่ความเป็นอย่างนั้น กระโดดจากความเป็นอย่างนั้นไปสู่ความเป็นอย่างนี้ หาความสิ้นสุดโดยบังเอิญไม่ได้ และถ้านิมิตของภพอบายเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง ส่วนใหญ่ก็นับต่อไปได้เลยว่าจะมีนิมิตอบายตามมาอีกหลายร้อย หลายพัน หลายหมื่น หรือหลายแสนครั้ง กว่าที่จะเห็นนิมิตสุคติภูมิปรากฏขึ้นใหม่”
ณชะเลทำหน้าเหย
“น่ากลัวจังค่ะ แค่กวาดตาดูภาพสัตว์เป็นร้อยเป็นพันก็น่าเบื่อแย่แล้ว ถ้าต้องรอนแรมเดินทางไกลไปเป็นนั่นเป็นนี่จริง จะยิ่งน่าหน่ายกว่านั้นขนาดไหน”“แล้วเราจะมั่นใจได้อย่างไรครับ ว่านิมิตที่เห็นเป็นหมื่นเป็นแสนครั้งนั้นคือของจริงทั้งหมด?”
นั่นเป็นคำถามจากเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ละพยศเสียได้ อุปการะสัมผัสว่าจองฤกษ์อยากรู้เหตุผล ด้วยความละม่อม มิใช่ความอยากอวดกล้าคัดง้างจากใจกระด้างดังเคย
“มันขึ้นอยู่กับว่าเราเห็นมั่วๆ หรือสามารถเห็นความผูกโยงเป็นเหตุเป็นผลระหว่างชาติต่อชาติ ประเภทที่เห็นตัวเองเป็นคนป่าบ้าง เป็นเศรษฐีบ้าง เป็นกษัตริย์บ้าง โดยอธิบายไม่ถูกว่าทำไมถึงไปเกิดเป็นอย่างนั้นๆ นั่นเสี่ยงต่อการถูกอุปาทานหลอกแล้ว แต่ถ้าเป็นผู้มีฐานความรู้ มีมุมมอง มีความเห็นชอบเกี่ยวกับกรรมวิบากอยู่เป็นทุน สามารถอธิบายถูกว่าไปเป็นอะไรอย่างหนึ่งด้วยกรรมนำเกิดที่สมกันแบบไหน นั่นถึงจะเรียกว่าเข้าเค้า”
จองฤกษ์มีเครื่องบันทึกเสียงซึ่งกำลังเปิดทำงานอยู่ในกระเป๋าเสื้ออยู่แล้ว แต่เขาก็จดโน้ตสั้นใส่กระดาษอีกด้วยความกระหาย เพราะสิ่งที่พ่อหมออุปการะกล่าวจะเป็นการจุดประกายให้กับประดิษฐกรรมชิ้นโบแดงของเขา
“ตามความเข้าใจจากที่ผมฟังพ่อหมอพูดถึงเจ้าอุ๊ยโหยมา มันเลื่อนชั้นจากสัตว์ไปเป็นเปรตก็เพราะพลอยยินดีกับกุศลของทรายบ่อยๆ ถูกไหมครับ?” “ถูกต้อง!”“แล้วกรรมที่ตกแต่งให้มันไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี น่าบันเทิงใจล่ะครับ คืออะไร?”
“ก็ด้วยน้ำหนักความยินดีในกุศลนั่นแหละ หนูทรายป้อนกุศลให้จนจิตมันเข้าขั้นเบิกบาน ความเบิกบานในบุญนั้นก็จัดสรรให้ได้ไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่สอดคล้องกัน”
เด็กหนุ่มพยักหน้าอย่างเห็นความสมเหตุสมผลในระดับที่คิดตามได้
“แล้วอย่างถ้าพ่อหมอจะดูว่าชาติก่อนผมเคยเป็นอะไรมา หรือเคยทำอะไรมาบ้าง พ่อหมอจะเริ่มดูจากตรงไหน?”“ก็ขึ้นอยู่กับว่าน้องอยากรู้เรื่องตัวเองในแง่ไหน ถ้าน้องถามว่า ‘เคยเป็นอะไร’ ผมก็จะดูเป็นภาพใหญ่ภาพรวม ว่าอัตภาพเดิมของน้องในครั้งก่อนมีรูปลักษณ์แบบไหน ภูมิจิตอยู่ในภพระดับล่างหรือระดับบน แต่ถ้าน้องถามว่า ‘เคยทำอะไรมา’ ผมก็จะดูเป็นเรื่องๆ นับจากที่เห็นง่ายจากภายนอกก่อน เช่นกรรมอะไรนำน้องมาเกิดเป็นมนุษย์ กรรมอะไรทำให้น้องเป็นชาย กรรมอะไรตกแต่งรูปร่างหน้าตาให้เป็นอย่างนี้ กรรมอะไรเสริมส่งให้น้องมีฐานะการเงินระดับนี้ กรรมอะไรจุดประกายให้น้องฉลาดขนาดนี้ นี่เรียกว่ามีจุดเชื่อมโยงแรกที่อิงอยู่กับหลักฐานเห็นได้จริงแล้ว”
จองฤกษ์จดบันทึกด้วยความสนใจ พอจดเสร็จก็เงยหน้าขึ้นถาม
“หมายความว่า ถ้าเราจับจุดจากเหตุผลของการเป็นอย่างที่เห็นง่ายๆ ได้ถูก ก็จะสามารถสืบสาวลึกซึ้งต่อไปถึงกรรมวิบากด้านอื่นๆ ด้วยใช่ไหมครับ?”“ก็ไม่เชิง ความหยั่งรู้ของผู้มีฌานเป็นเรื่องอจินไตย คือน้องหาเหตุผลไม่ได้หรอกว่าทำไมถึงรู้ เมื่อรู้ก็รู้ มันเป็นเรื่องของคุณภาพจิต ไม่ใช่ว่าต้องสืบสาวเป็นขั้นเป็นตอนเหมือนที่น้องเจาะระบบดาวเทียม พอแตะจิตเข้าไปที่ความเป็นน้องในปัจจุบัน ผมอยากรู้อะไรก็กำหนดน้อมไปรู้ตรงๆ ”“
แปลว่าข้อมูลทุกอย่าง ทั้งอดีตและอนาคต รวมอยู่ที่ตัวตนในปัจจุบันนี้แล้ว?”“ภาพของอดีตกับภาพของอนาคตแตกต่างกัน ตัวตนในปัจจุบันเพียงพอที่จะชี้ชัดได้ว่าอดีตเป็นมาอย่างไร แต่ถ้าพูดถึงอนาคต ตัวตนในปัจจุบันแค่ชี้ว่ามีความเป็นไปได้สูง ที่จะต้องประสบกับอะไรบ้าง และมีสิทธิ์ก่อกรรมอะไรบ้าง”
เด็กหนุ่มแข็งขันจดสิ่งที่น่าสนใจสำหรับตน นั่นคือ ปัจจุบันเป็นรากของอนาคตที่ค่อนข้างชัดเจน แล้วเงยหน้าเม้มปากนิดหนึ่ง ก่อนยิงคำถามตรงไปตรงมา นัยน์ตาคมกริบด้วยความมาดหมายสูงล้ำ
“พ่อหมอรู้ใช่ไหมครับว่าผมคิดจะทำอะไร?”
อุปการะทอดมองฝ่ายอ่อนวัยด้วยแววเมตตา และตอบตรงๆ เช่นกัน
“น้องกำลังคิดสร้างเครื่องมือพิสูจน์ว่ากรรมวิบากมีจริง”
จองฤกษ์ยืดกายขึ้นตรงด้วยความตื้นตัน คำตอบที่ยืนยันว่าอุปการะรู้จริงในบัดนั้นมีความหมายกับจิตใจของเขามาก
“งั้นผมขอถามแบบไม่อ้อมค้อมนะครับ ผมจะทำสำเร็จไหม? ขอรู้เสียแต่เนิ่นๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเวลาเปล่า”
หมอดูใหญ่นิ่งไปในลักษณาการไตร่ตรองว่าจะพูดอย่างไร
“ให้ผมตอบอย่างนี้ดีกว่า...” ในที่สุดอุปการะก็เอ่ยเนิบนาบ “จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ ขึ้นอยู่กับวิธีที่น้องตั้งคำถาม”
เด็กหนุ่มขมวดคิ้ว
“ผมไม่เข้าใจ” “วันนี้น้องมาเพื่อตั้งคำถามเรื่องกฎแห่งกรรมวิบาก เพื่อนำไปจับจุด และทำเป็นตัวตั้งไม่ใช่หรือ?”“ครับ!”
จองฤกษ์ยอมรับ
“นั่นแหละ... ผมบอกว่าสำเร็จหรือไม่สำเร็จ ขึ้นอยู่กับวิธีที่น้องตั้งคำถาม เพราะคำถามของมนุษย์นั้น แสดงทิศทางชีวิตของเขา ว่ากำลังมุ่งไปจุดหมายปลายทางแบบไหน” “หมายความว่าถ้าผมตั้งโจทย์ถูก ก็จะค้นคว้าวิจัยได้ถูก และประดิษฐ์เครื่องพยากรณ์กรรมสำเร็จในที่สุดใช่ไหมครับ?”“น้องมีศักยภาพที่จะทำได้”
วาจาเหมือนบ่ายเบี่ยงเลี่ยงหลีกที่จะให้คำตอบชัดๆ นั้น ทำให้จองฤกษ์คาใจเป็นอย่างยิ่ง
“ถ้าผมตายก่อนประดิษฐ์เครื่องนี้สำเร็จ ก็แปลว่ายังไม่หลุดจากบ่วงกรรมที่แกล้งคนไว้เป็นล้านใช่ไหม?”“ถึงน้องจะประดิษฐ์เครื่องพยากรณ์กรรมสำเร็จ ก็ใช่ว่าจะทำให้หลุดจากบ่วงกรรมเก่าไปทั้งหมดได้ บุญส่วนบุญ บาปส่วนบาป แต่ถ้ากำลังบุญมันเกินกำลังบาป ใจน้องก็พึ่งบุญได้ถนัดถนี่หน่อย เหมือนได้ทุ่นไว้เกาะอาศัยกลางทะเล ถึงฉลามมันจะมางาบก็ไม่ถนัดนัก ต่างจากลอยคอตัวเปล่าโดยปราศจากหลักยึด”
เด็กหนุ่มอดีตจอมแกล้งระดับโลกกะพริบตาปริบๆ เขาจะต้องเสียดายซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่าไปจนชั่วชีวิตกระมัง ว่าไม่น่าเลย... เพียงเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพียงเพราะไม่ทราบว่าทุกการกระทำมีผล เพียงเพราะได้พบกัลยาณมิตรก็สายเกินไป เขาด่วนลงมือทำกรรมหนักไปเสียแล้วและธรรมชาติก็เหมือนวางกฎเอาไว้ คือการคิดทำชั่วนั้นง่ายกว่าริเริ่มทำดี ความดีมีคนปูทางให้น้อย ขณะที่ความชั่วมีคนถางทางนำร่องไว้เยอะแยะ แถมกรรมชั่วหลายๆ ชนิดนั้นใช้เวลาทำนิดเดียว แต่กลับให้ผลยืดยาว แม้เหนื่อยหน่ายใจจะขาดเพียงใดก็ต้องก้มหน้าก้มตารับวิบากไปเหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุดเสียอีก
“ผมคิดสร้างเครื่องพยากรณ์กรรม...” จองฤกษ์พูดเสียงแหบแบบคนใจคอไม่ดี และเริ่มเสียความเชื่อมั่นในตนเอง “ก่อนอื่นคงต้องเริ่มต้นจากการรู้เรื่องกฎแห่งกรรมวิบากให้ครอบคลุม เพียงแต่เอ่อ... ในระยะยาวถ้าขาดผู้รู้ให้คำปรึกษาก็อาจเคว้งคว้าง เพราะระหว่างค้นคว้าประดิษฐ์คิดค้น คงติดขัดด้วยข้อน่าสงสัยอีกมาก”
อุปการะยิ้มละไมอบอุ่นอย่างให้กำลังใจ
“ผมจะอนุญาตอย่างนี้ ต่อไปน้องโทร.หาผมได้ตลอด ถ้าน้องเอาจริงเอาจัง ทุ่มเทเวลา ๒๔ ชั่วโมงให้กับงาน ก็เอาผมเป็นที่ปรึกษาได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมงเช่นกัน!”
คำเสนอตัวช่วยเหลือของผู้วิเศษทำให้นักประดิษฐ์หนุ่มใจชื้นขึ้น เพราะถ้าอุปการะไม่เล็งเห็นความสำเร็จเป็นประโยชน์ใหญ่อยู่บ้าง ก็คงไม่ยอมบริจาคเวลาส่วนตัวมาให้เขาเพื่อความสิ้นเปลืองเปล่าอย่างแน่นอน
“ผมมีคำถามจะถามพ่อหมอเกือบสองร้อยข้อ” จองฤกษ์ชูกระดาษขนาด A4 สองสามแผ่นในมือให้ดู “ยิ่งตั้งคำถาม กิ่งก้านสาขาของคำถามก็ยิ่งแตกออกไปมากขึ้นทุกที ถึงตอนนี้ขอสารภาพ คือผมไม่แน่ใจแล้วว่าจะเริ่มถามข้อไหนก่อน... ยิ่งพ่อหมอบอกว่าคำถามของผมในวันนี้จะเป็นตัวชี้ชะตาความสำเร็จ เลยเอ่อ... ยิ่งทำให้รู้สึกประหม่า” “เอางี้...” พ่อหมอผู้วิเศษช่วยตัดสินให้อย่างเป็นงานเป็นการ “น้องเริ่มจากการเล่าแนวคิดที่น้องจะประดิษฐ์เครื่องพยากรณ์กรรมให้ผมฟัง พอผมเห็นช่องทางเชื่อมโยงกับสิ่งที่ผมรู้ ผมก็จะชี้เป็นจุดๆ ไป อย่างนี้ดีไหม?”“ดีครับ”
จองฤกษ์รับคำด้วยความโล่งใจขึ้น และเริ่มต้นอธิบายจากมุมมองที่เห็นง่ายสำหรับอุปการะ
“ผมพยายามเปิดใจกว้างๆ เข้าไปศึกษาศาสตร์ต่างๆ ที่อาจบอกความเป็นมาเป็นไปของมนุษย์ได้ลึกๆ แล้วก็พบศาสตร์น่าสนใจเช่นการดูลายมือ ซึ่งเดี๋ยวนี้พวกที่ชำนาญการได้พยายามอธิบายปรากฏการณ์เกี่ยวกับลายมืออย่างเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น เช่นพิสูจน์ด้วยหลักสถิติ หรือส่องดูความสัมพันธ์ระหว่างคลื่นสมองกับการเปลี่ยนแปลงลายมือกัน”
อุปการะพยักหน้ารับรอง
“ก็ถูกนะ เพียงก้มหน้าสังเกตมือตัวเอง ทุกคนในโลกต้องยอมรับกันว่าลายมือมีทั้งเส้นหลักที่เปลี่ยนยาก แล้วก็มีเส้นรองๆ ที่เปลี่ยนง่าย หรือบางทีก็ปรากฏแล้วเลือนลงอย่างรวดเร็ว เพียงแต่ไม่สนใจสังเกต หรือสังเกตแต่ไม่สามารถวิเคราะห์ว่าที่มาที่ไปของลายมือเป็นอย่างไร”“เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังลายมือก็คือกรรมเก่า?”“
ทั้งเก่าและทั้งใหม่ ถ้าเป็นกรรมเก่า โดยมากจะมาในรูปเส้นสายตายตัวหรือเปลี่ยนยาก และติดตัวมาแต่เกิด ส่วนถ้าเป็นกรรมใหม่ ก็มักปรับเปลี่ยนกันด้วยคลื่นสมอง อย่างที่น้องคงรู้แล้ว”“ลายมือบอกเรื่องอดีต ปัจจุบัน และอนาคตได้จริงใช่ไหมครับ?”“
จริง! เหมือนแผนที่ที่ไม่ได้วาดขึ้นมั่วๆ แต่ก็ใช่จะอ่านง่ายนัก เพราะแผนที่อยู่ในรูปรหัสลับแกะยากหน่อย”“ตรงนี้แหละครับที่ผมอยากขอคำยืนยันจากพ่อหมอ เพราะถ้าหากลายมือเป็นแผนที่ชีวิตจริง ก็แปลว่าเราอาจสืบรหัสชีวิตกันได้ตั้งแต่ก่อนเกิดเสียอีก!”“
ทำยังไง?”“แกะรอยเข้าไปให้ถึงต้นกำเนิดเส้นลายมือ!”
อุปการะหรี่ตา แม้ทรงความรู้เรื่องลี้ลับกว้างขวางเพียงใด ก็ยังไม่คุ้นกับวิทยาการล้ำยุคที่บรรจุอยู่ในสมองของหนุ่มรุ่นลูก
“วิทยาศาสตร์ช่วยให้เข้าถึงได้หรือ?”“ได้ครับ! อาศัยข้อมูลที่มีตั้งแต่ทุกคนยังเป็นเซลล์เพียงเซลล์เดียว คือ... ถ้าการสันนิษฐานของผมถูกต้อง ก็แปลว่าอดีตและอนาคตของทุกคนปรากฏอยู่ในรูปที่อ่านได้นับตั้งแต่แรกปฏิสนธิแล้ว ขอเพียงรู้วิธีที่จะอ่านให้ออกเท่านั้น”
หมอดูผู้ทรงญาณนิ่งไปอึดใจก่อนเอ่ย
“ผมดูจากความคิดของน้องนะ น้องตั้งใจจะใช้วิธีการทางคอมพิวเตอร์ วาดรูปของเด็กที่ยังไม่เกิดล่วงหน้า ตั้งแต่วัยเด็ก วัยหนุ่มสาว วัยกลางคน ไปจนถึงวัยชรา โดยทำนายกำกับไว้ได้ด้วยว่าแต่ละวัยจะต้องเผชิญกับอะไรบ้าง รวมทั้งระบุอย่างชัดเจนว่าที่ช่วงชีวิตต่างๆ ประสบวิบากด้วยเพราะกรรมชนิดใด ซึ่งถ้าทำได้ถูกต้องแม่นยำ ก็เป็นอันพิสูจน์ชัดว่าอดีตชาติมีจริง กรรมวิบากมีจริง และรูปกายกับเหตุการณ์หลักๆ คือผลที่เกิดจากเหตุ ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ โดยบังเอิญ”
จองฤกษ์ตัวแข็ง ทั้งดีใจ ทั้งเกรงกลัวระคนกัน
“ถ้าผมทำสำเร็จ จะได้รับผลทันตาอย่างไรครับ?” “การทำให้มหาชนรับรู้ เข้าใจ และศรัทธาในกฎแห่งกรรมวิบาก ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดๆ ย่อมได้รับผลเป็นบรมสุข ปรารถนาสิ่งใดมักได้สิ่งนั้นสมใจอย่างน่าอัศจรรย์ และภายในเวลาไม่เนิ่นช้าด้วย”“แต่เมื่อกี้พ่อหมอบอกว่าอย่างไรก็ไม่มีทางหลุดพ้นจากบ่วงกรรมเก่าได้เด็ดขาด หากยังไม่หลุดจากบ่วงกรรมเก่า แล้วผมจะเสวยผลเข้าขั้นบรมสุขได้อย่างไร?”
อุปการะจ้องผู้นั่งตรงข้าม เล็งญาณกำหนดดูเหตุการณ์ใกล้ๆ ที่พอยกตัวอย่างได้ เพียงไม่กี่พริบตาก็เอ่ยชัด
“เร็วๆ นี้น้องเพิ่งโดนเด็กไม่รู้คิดคนหนึ่งด่าเอาดื้อๆ ใช่ไหม?”
จองฤกษ์ถอนใจ ยอมรับด้วยความเฉยชิน
“ใช่ครับ อยู่ๆ มันก็ด่าผมว่าไอ้ควาย เล่นเอาสะอึกไปเป็นครู่”“ถ้าเมื่อก่อนน้องโดนเด็กแปลกหน้าด่าอย่างนี้ ปฏิกิริยาจะออกมาท่าไหน?”“
ก็... อาจจะเหลียวซ้ายแลขวา หาก้อนหินเขวี้ยงเจ้าเด็กบ้านั่นสักที ไม่กลัวมันจะหัวร้างข้างแตกอย่างไร”“แต่น้องก็ไม่ได้ทำ?”“
ครับ... พอนึกได้ว่านั่นคงเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ต้องชดใช้กรรม ก็คอตกและยอมรับสภาพไป”“ถ้าพูดถึงใจล่ะ สมัยก่อนจะผูกโกรธ เก็บความเจ็บแค้นอาฆาตไว้นานแค่ไหน?”
เด็กหนุ่มเกิดความเบาหัวอก เพราะเริ่มรู้ว่าพ่อหมออุปการะจะกล่าวกับตนอย่างไร
“เมื่อเดือนที่แล้ว ใครทำผมเจ็บใจ ผมจะคิดเอาคืนเป็นสิบเท่าสิบทบ และจะคุมแค้นจนนอนไม่หลับไปหลายอาทิตย์”“แต่น้องก็ไม่ได้ผูกโกรธนี่ใช่ไหม?”
(จบแล้วค่ะ.. โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ)
ด้วยรัก/จากใจ..พลอยจ๋า
สารบัญบล็อก












