มักกะลีผล ตอน 1

posted on 09 Jan 2008 23:42 by bannpeeploy  in buddhism

    

 ธรรมนิยาย อิงชีวประวัติของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม

 ชุด มักกะลีผล  นี้มีทั้งหมด 44 ตอนค่ะ

สนใจ  เลือกรับฟังในตอนอื่นๆ   คลิ๊กได้ที่นี้นะคะ 

  

  

 มักกะลีผล  ธรรมนิยายอิงชีวประวัติของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม 

 

 ธรรมนิยาย ชุด มักกะลีผล ตอนที่  1   

เรือนปั้นหยาหลังใหญ่ตั้งตระหง่านกลางดงไม้ร่มครึ้ม พืชยืนต้น มีมะม่วง มะปราง ขนุน น้อยหน่า และละมุด แผ่กิ่งก้านสาขาอย่างเสรีด้วยเนื้อที่กว้างขวางพอที่จะไม่ต้องแย่งกันชูลำต้นขึ้นสูงเสียดฟ้า ทางด้านหลังซึ่งติดกับลำน้ำเจ้าพระยา ใช้ปลูกพืชสวนครัวนานาชนิด มีตั้งแต่ ฟัก แฟง แตงกวา ไปจนถึงตะไคร้ กระชายใบมะกรูด ส่วนหน้าบ้านนั้นทำเป็นแปลงปลูกไม้ดอกจำพวกบ้านชื่น บานไม่รู้โรย กุหลาบ มะลิวัลย์ มะลิซ้อน และดาวเรือง กำลังออกดอกสะพรั่งด้วยเป็นฤดูเข้าพรรษา

บ่ายวันนั้นท้องฟ้าโปร่งใส แสงแดดไม่จัดจ้า อากาศเย็นสบายด้วยลมพัดพาความเย็นจากแม่น้ำเจ้าพระยามาให้ บนระเบียงหน้าบ้าน ยายวัยแปดสิบกับหลานชายผลแกละวัยสิบสอง กำลังช่วยกันเก็บกากข้าวสารในกระด้งอย่างขะมักเขม้น

"เออ นี่ไอ้หนู มะรืนนี้ยายต้องไปอยู่วัดศรัทธาภิรมณ์สองคืนกับสามวัน เพราะที่วัดมีเทศน์มหาชาติ เอ็งอยู่ดูแลบ้านช่องให้ดีนะ" ยายเอ่ยขึ้นก่อน

"ครับ เรื่องนั้นยายไม่ต้องห่วง มีเทศน์มหาชาติก็ต้องเทศน์คาถาพันนำก่อนใช่ไหมครับ" เด็กชายเจริญถามเพราะเคยฟังเทศน์มาตั้งแต่อายุห้าหกขวบ

"ถูกแล้ว เหมือนเวลาที่ลิเกจะเล่นก็ต้องออกแขกเสียก่อนนั่นแหละ" ยายเปรียบเทียบให้หลานฟัง

"แต่ดูลิเกสนุกกว่าฟังพระเทศน์นะครับยาย ยิ่งเวลาที่ท่านเทศน์คาถาพัน ผมฟังไม่รู้เรื่องเลย" พูดโดยมิได้ละมือจากงานที่ทำ

"จะรู้หรือไม่รู้ก็ต้องฟังนะหลาน พระท่านว่าผู้ใดฟังเทศน์ครบหนึ่งพันคาถาจะได้อานิสงส์แรง เมื่อตายไปก็ได้ขึ้นสวรรค์" ยายอ้างเรื่องอนิสงส์ จะไม่บอกหลานหรอกว่ายายเองก็ฟังไม่รู้เรื่อง ไม่ใช่เพราะยายนั่งหลับ แต่เพราะท่านเทศน์เป็นภาษาบาลีใครเลยจะเข้าใจ ถ้ายายเป็นมหาเปรียญก็ว่าไปอย่าง  

"ผมว่ายายเองก็ฟังไม่รู้เรื่อง แต่ที่ไม่พูดเพราะกลัวจะต้องเสียหน้าใช่ไหมครับ" ถึงแม้ยายไม่บอกแต่หลานชายก็รู้เท่าทัน

"ที่ฟังเพราะอยากได้บุญนั่นแหละ" คราวนี้ยายพูดเสียงอ่อย

"แล้วเมื่อไรยายจะนิมนต์พระมาเทศน์ที่บ้านเราอีกล่ะครับ" เด็กชายผมแกละถาม นอกจากจะไปอยู่วัดเพื่อฟังเทศน์แล้ว ยายยังนิมนต์พระมาเทศน์มหาชาติที่บ้านทุกปี ปีละ ๒ ครั้ง โดยนิมนต์มาคราวละ ๓ รูป รูปหนึ่งเดินคาถาพัน อีกสองรูปเทศน์แบบ ปุจฉาวิสัชชนา แล้วว่าแหล่กับว่าทำนอง ทั้งหมดนี้ต้องเสร็จสิ้นในวันเดียว

"คงถัดไปอีกสองวันพระ เอ็งถามทำไมหรือ"

"ผมจะได้เตรียมตัวช่วยยายทำขนมน่ะครับ เพราะยายต้องทำขนมตั้งหลายอย่าง ทั้งขนมกง ขนมสามเกลอ ข้าวเม่าทอด ข้าวพอง และเม็ดขนุน แล้ววันนั้นพวกป้า ๆ ลุง ๆ เขาก็จะพากันมาเต็มบ้านรวมทั้งแม่ผมด้วย"

"พูดอย่างนี้แสดงว่าเอ็งคิดถึงเขาใช่ไหม แม่เอ็งน่ะ" ยายถามอย่างรู้ใจ

"ทำไมจะต้องคิดถึงในเมื่อเขายังไม่คิดถึงผม" คนพูดรู้สึกน้อยใจ เขาคิดอยู่เสมอว่าพ่อแม่ไม่รัก มิฉะนั้นคงไม่ยกเขาให้กับยาย

"เอ็งรู้ได้ยังไงว่าเขาไม่คิดถึงเอ็งหรือว่ามีใครมาบอก" ยายพูดเข้าข้างลูกสาว

"แล้วยายรู้ได้ยังไงว่าเขาคิดถึงผม" หลานชายย้อนถาม 

"ทำไมยายจะไม่รู้ พ่อแม่ทุกคนย่อมรู้จิตใจของลูกไม่เช่นนั้นจะเป็นพ่อเป็นแม่เขาได้หรือ"

"แต่พ่อแม่ผมไม่รู้จิตใจลูก แล้วก็ไม่รักลูก ถึงได้เสือกไสไล่ส่งให้ผมมาอยู่กับยาย คนในตำบลบางม่วงหมู่เขารู้กันทั้งนั้นว่า ผมเป็นลูกที่พ่อแม่ไม่รัก ทีพี่สาวผม ๙ คน เขาเลี้ยงได้ แต่ผมคนเดียวเขาเลี้ยงไม่ได้ ทำยังกับว่าผมไม่ใช่ลูก ในเมื่อไม่รักแล้วให้ผมเกิดมาทำไม" คำพูดพรั่งพรูออกจากปากของเด็กชายอายุสิบสอง ด้วยน้อยเนื้อต่ำใจว่าพ่อแม่ไม่รัก

"ไอ้หนูเอ็งอย่าพูดอย่างนั้น บาปกรรมมหันต์เชียวนะที่พูดถึงพ่อแม่แบบนี้น่ะ เอาละ ยายจะเล่าความจริงให้ฟัง เอ็งจะได้เลิกเข้าใจผิด ๆ เสียที" แล้วยายจึงเล่าว่า "พ่อกับแม่เอ็งเขาไม่ได้เป็นอย่างที่เอ็งคิดสักหน่อย ยายเองที่ไปขอเอ็งให้มาอยู่เป็นเพื่อนเพราะเมื่อป้า ๆ ลุง ๆ ของเอ็งเขาออกเรือนไปหมดรวมทั้งแม่ของเอ็งด้วย
ยายก็อยู่กับตาสองคนต่อมาตาของเอ็งก็บวชเสียอีก นัยว่าหวังมรรค ผล นิพพาน ยายก็อนุโมทนากับเขา ด้วยเหตุนี้ยายจึงอยู่คนเดียวมาหลายปี กระทั่งแก่เฒ่า สังขารก็ร่วงโรยลงไปทุกวี่วัน น้ำท่าก็ตักไม่ค่อยจะไหว เลยไปเรียนปรึกษาหลวงพ่อเชื้อว่าจะไปขอลูกสาวแม่เอ็งมาไว้ใช้สักคน"

"หลวงพ่อเชื้อที่อยู่วัดศรัทธาภิรมณ์ใช่ไหมครับ"

"ก็มีอยู่องค์เดียวนั่นแหละ ไม่น่าถาม"

"ไม่ถามได้หรือครับ ก็เพราะหลวงพ่อองค์นี้แหละที่ทำให้ผมถูกยายเฆี่ยนจนหลังลาย สมัยที่ท่านยังไม่มรณภาพยายให้ผมไปส่งปิ่นโตเพลท่านทุกวัน" เขานึกถึงเหตุการณ์เมื่อสามปีก่อน ตอนถูกยายทำโทษหนัก "ใช่แล้วเอ็งก็เอาไปกินกับพวกเด็กเลี้ยงควายทุกวันเหมือนกัน อาหารไม่เคยถึงพระถึงเจ้า กระทั่งถูกยายจับได้ วันนั้นถ้าท่านไม่บังเอิญมาแวะเยี่ยมยายก็คงจะยังไม่รู้แล้วเอ็งก็จะบาปหนามากขึ้น"

"แต่ตอนนี้ผมหมดบาปแล้วนะครับ เพราะยายตีล้างบาปให้ผม ตีต่อหน้าหลวงพ่อเชื้อเสียด้วย จะรอให้ท่านกลับเสียก่อนก็ไม่ได้" หลานชายพ้อ "เอาเถอะ ๆ เรื่องเก่าอย่าเอามารื้อฟื้น ฟังยายเล่าต่อดีกว่า" แล้วคนอายุแปดสิบหากความจำยังดีเยี่ยมจึงเล่าต่อว่า

"หลวงพ่อเชื้อท่านแนะนำให้ขอเอ็งมาอยู่ด้วย ท่านว่าดูหน่วยก้านแล้วเอ็งจะดีกว่าเด็กผู้หญิง" พูดพลางเพ่งพิศ 'หน่วยก้าน' ตรงหน้า เด็กชายรูปร่างผอมสูง ผิวสีทองแดง แขนขายาวเก้งก้าง คางเหลี่ยม นัยน์ตาเล็กเรียว หากก็ฉายแววแห่งความฉลาดแกมเจ้าเล่ห์ ชนิดที่คนเก่งกาจอย่างยายยังตามไม่ค่อยจะทัน

"ยายก็เลยต้องพูดกับพ่อแม่เอ็ง เขาก็ไม่เต็มใจจะยกให้หรอก แต่เพราะขัดหลวงพ่อเชื้อไม่ได้ก็เลยต้องให้ ยายจึงได้เลี้ยงเอ็งมาตั้งแต่อายุได้หกขวบ แต่ถ้าเอ็งไม่เต็มใจจะอยู่กับยาย จะกลับไปอยู่กับพ่อแม่เอ็งก็ได้" คราวนี้คนที่รู้สึกน้อยใจคือยาย

"ผมไม่ได้พูดอย่างนั้นสักหน่อย ยายคิดมากไปได้ ที่ยายเล่ามาก็แปลว่า พ่อแม่เขารักผมเหมือนกัน แต่ทำไมเขาไม่มาเยี่ยมเยียนผมบ้างเล่าครับ บ้านก็อยู่ไม่ไกลกันเท่าไร ตำบลเดียวกันแท้ ๆ" เด็กผมแกละยังคลางแคลงใจ

"เขาจะเอาเวลาที่ไหนมาล่ะ ลูกเต้ายั้วเยี้ยยังกะฝูงแย้ แต่ละคนซนยังกะลิง แค่รบกับลูก ๙ คน ก็หมดวันแล้ว เกิดมาข้าก็ไม่เคยพบเคยเห็นเด็กผู้หญิงอาไร้ ซนเสียยิ่งกว่าเด็กผู้ชาย หรือเอ็งว่าไม่จริง"

"จริงครับ แหม ยายน่าจะเล่าเรื่องนี้ให้ผมฟังเสียนานแล้ว ผมจะได้ไม่ถือโทษโกรธเคืองพ่อกับแม่ เพียงแต่รู้ว่าเขารัก ผมก็หายโกรธหายน้อยใจ ส่วนเรื่องจะกลับไปอยู่บ้านผมไม่เคยคิด อยู่กับยายสบายกว่าเป็นไหน ๆ ถึงจะถูกยายบ่นว่าเฆี่ยนตี ก็ยังดีกว่ากลับไปรบกับฝูงแย้แต่ซนเหมือนฝูงลิง จริงไหมครับ" เขาพูดคล้องจองโดยมิได้ตั้งใจ

    "ที่ยายบ่นว่าเฆี่ยนตีก็เพราะรักเอ็งหรอกนะ" ยายชี้แจง
    "รักแบบนี้ไม่ไหว บางวันยายตีผมสามเวลาหลังอาหารเลยนะครับ"
    "ไม่ตีก่อนอาหารด้วยก็บุญแล้ว หรือเอ็งอยากให้ทำแบบนั้น ยายไม่ขัดข้องหรอกนะ" คนอายุแปดสิบท้าทาย
    "ไม่หรอกครับขอบคุณ ผมยังไม่อยากเป็นที่รักของยายมากมายถึงปานนั้น แต่เอ...ยายครับ ในเมื่อยายรักผมแล้วทำไมต้องตีด้วยล่ะครับ" ถามอย่างกังขา
    "โบราณท่านสอนเอาไว้ว่า 'รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี' ยายถึงต้องปฏิบัติอย่างที่โบราณท่านสอน"

"แต่ผมไม่ได้เป็นทั้งวัวทั้งลูกของยายนี่นา ยายไม่น่าทำกับผมอย่างนั้น ทั้งตีทั้งผูก" หลานชายต่อว่า นอกจากถูกเฆี่ยนแล้วเขายังถูกยายผูกขาล่ามไว้กับเสาปีละสองครั้ง เพราะเวลามีเทศน์มหาชาติที่บ้าน ยายจะบังคับให้เขาฟังโดยการผูกขาไว้กับเสาเรือน เขาไม่ชอบฟังเทศน์ ด้วยว่าเป็นเด็กฟังไม่รู้เรื่อง แต่ยายอยากให้หลานได้บุญจึงต้องลงทุนผูกขาเขาไว้เหตุผลของยายคือ "ถ้าไม่ทำอย่างนี้ก็จะหนีไปวิ่งเล่น"

    "ถึงเอ็งจะเป็นหลาน แต่ยายก็รักเหมือนลูก ทุกวันนี้ก็คิดว่าเอ็งเป็นลูกคนหนึ่งของยาย"
    "แล้วยายไม่อายชาวบ้านเขาหรือครับ" คนเป็นหลานตั้งใจยั่ว
    "อายเรื่องอะไรล่ะ" ยายสงสัย
    "เรื่องที่ยายมีลูกตอนแก่น่ะซี"
    "อายทำไมเพราะยายไม่ได้ทำผิด ยายจะอายคนอื่นก็ต่อเมื่อยายทำความชั่ว เอ็งจำไว้นะไอ้หนู พระท่านสอนว่า คนดีนั้นจะต้องรู้จักอายความชั่ว เมื่อรู้จักอายเขาก็จะไม่ทำบาปทั้งต่อหน้าและลับหลังคนอื่น"
    "ถ้าอย่างนั้นคนที่ทำชั่วลับหลังคนอื่น แต่ต่อหน้าไม่ทำ ก็แปลว่าเขาเป็นคนดีครึ่งเดียวใช่ไหมครับ"

    "ไม่ใช่ คนแบบนั้นน่ะชั่วเสียยิ่งกว่าแบบแรกอีก เพราะเขาหลอกลวงทั้งตัวเอง ทั้งผู้อื่น คนที่หลอกได้แม้กระทั่งตัวเองนั้นเลวไม่มีที่เปรียบ"
    "เหมือนคนที่ต่อหน้าทำเป็นมิตร แต่ลับหลังลอบกัดใช่ไหมครับ ที่โบราณท่านว่า 'ต่อหน้ามะพลับลับหลังตะโก'
    "นั่นแหละ คนประเภทนี้น่ากลัวมาก เอ็งต้องหลีกให้ไกล ๆ อย่าได้ไปคบหาสมาคมเป็นอันขาด โบราณท่านสอนไว้ว่า 'คบพาลได้ผิด คบบัณฑิตได้ผล คบคนชั่วพาตัวให้อับจน คบคนดีให้ผลจนวันตาย' เอ็งจำไว้นะไอ้หนู ยายรู้สึกว่าเพื่อนฝูงเอ็งที่คบ ๆ กันอยู่ทุกวันนี้ไม่ค่อยจะดีสักเท่าไร ขอให้เชื่อยายเถอะ ไม่เช่นนั้นเอ็งจะต้องเดือดร้อนเพราะเพื่อน" เริ่มต้นจากการคุยกันธรรมดา ๆ ยายก็เปลี่ยนเป็น 'เทศนา' หลานชายรู้สึกรำคาญ จึงเปลี่ยนเรื่องด้วยการถามขึ้นว่า

"ยายครับ คาถาพันคืออะไรครับ ทำไมเวลาที่พระท่านเทศน์มหาชาติจึงต้องนำด้วยคาถาพันก่อน" ยายไม่ตอบ หากยกกระด้งเดินออกไปฝัดที่นอกชานเพื่อละอองข้าวจะได้ไม่ปลิวเข้ามาในบ้าน สิ่งที่หลานชายถาม ยายต้องคิดทบทวนให้ดีก่อนตอบ จะได้ไม่พลาดพลั้งให้ต้องอับอายขายหน้า ฝัดข้าวเสร็จ ยายนำข้าวสารในกระด้งไปใส่ในโอ่งลายมังกร แล้วจึงตักข้าวสารในกระสอบใส่กระด้ง ขณะใช้ทะนานทำด้วยกะลามะพร้าวตักข้าว ยายขบคิดหาคำตอบไปด้วย ได้ข้าวสารแล้ว ยายยกกระด้งออกไปฝัดที่นอกชาน แล้วเดินเข้ามายังที่หลานชายนั่ง เพื่อช่วยกันเก็บกากข้าวทิ้ง มือยายทำงาน ขณะที่สมองทำหน้าที่คิด แล้วยายก็ได้คำตอ

"ที่เรียกว่าคาถาพัน เพราะในเรื่องมหาเวสสันดรชาดกแบ่งออกเป็น ๑๓ ตอน" ยายเปิดฉากการสนทนาอีกครั้ง

"แต่ละตอนเรียกว่า ๑ กัณฑ์ และแต่ละกัณฑ์จะมีจำนวนคาถาไม่เท่ากัน เช่น กัณฑ์ทศพร มี ๑๙ คาถา หิมพานต์ ทานกัณฑ์ ๒๐๙ วนปเวสน์ ๕๗ ชูชก ๗๙ จุลพน ๓๕ มหาพน ๘๐ กุมาร ๑๐๑ มัทรี ๙๐ สักกบรรพ ๔๓ มหาราช ๖๙ ฉกษัตริย์ ๓๖ และกัณฑ์สุดท้ายชื่อ นครกัณฑ์ มี ๔๘ คาถา เอ็งลองบวกดูซิได้พันหรือเปล่า" เด็กชายละมือจากการเก็บกากข้าวสาร ทำท่าครุ่นคิดอยู่นานก่อนตอบว่า "ยาย ผมตกเลข ยายเก่งจังที่จำได้หมด ขนาดยายไม่ได้เรียนหนังสือนะนี่" หลานชายชมอย่างจริงใจแล้วช่วยเก็บกากข้าวต่อ

"ก็ยายฟังเทศน์มาตั้งแต่หัวเท่ากำปั้น ทวดของเอ็งเขาพายายเข้าวัดตั้งแต่ยังไม่หย่านม สมัยก่อนไม่มีนมกระป๋องขาย ลูกต้องกินนมแม่แล้วทวดเอ็งเขาชอบไปฟังเทศน์ที่วัด ก็เลยกระเตงยายไปด้วย พูดแล้วจะหาว่าคุย มหาเวสสันดรชาดกทั้ง ๑๓ กัณฑ์ ยายจำได้หมด ถ้าเป็นพระก็ขึ้นธรรมาสน์เทศน์ได้สบาย ยกเว้นแต่คาถาพันเท่านั้น ที่ยายจำไม่ได้เพราะพระท่านเทศน์เป็นภาษาบาลี เลยฟังไม่เข้าใจ นี่ถ้าเกิดเป็นผู้ชายมีโอกาสเรียนหนังสือ ยายก็จะเรียนภาษาบาลี จะได้ฟังเทศน์คาถาพันรู้เรื่อง แต่ถึงจะไม่รู้ ยายก็ชอบฟังนะ ภาษาบาลีไพเราะเพราะพริ้งมากยายชอบ" ยายพรรณาด้วยความซาบซึ้ง แต่น้อยคุ้มใหญ่กระทั่งถึงวัยชรา ชีวิตของยายผู้พันแนบแน่นอยู่กับพระพุทธศาสนา ความรู้ที่ได้ก็จำมาจากที่พระเทศน์ ดังนั้นถึงจะอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ หากยายก็รู้ซึ้งถึงคุณงามความดี บาปบุญคุณโทษ เรื่องนรกสวรรค์ และยายก็นำความรู้เหล่านั้นมาประพฤติปฏิบัติในการดำเนินชีวิตโดยยึดหลัก ละชั่ว ทำดี ทำจิตใจให้ผ่องใส พระท่านว่าสามอย่างนี้เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาเพราะพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ก็ทรงสอนอย่างนี้

    "งั้นผมก็โชคดีที่ได้มาอยู่กับยาย อีกหน่อยถ้าผมบวชผมจะเรียนภาษาบาลี จะได้แปลคาถาพันให้ยายฟัง ยายว่าดีไหม"
    "ดีซีหลาน ถ้าเป็นอย่างนั้นยายดีใจตายเลย"
    "ว้า ผมไม่เป็นอย่างงั้นดีกว่า"
    "ทำไมล่ะ"
    "ก็ผมยังไม่อยากให้ยายตายนี่ครับ ยายตายแล้วผมจะอยู่กับใครกันเล่า"

"เรื่องนั้นเอ็งไม่ต้องห่วง คนอย่างยายไม่ตายง่าย ๆ หรอก เพราะยายไม่เคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิต คนที่อายุสั้นเพราะเขาชอบฆ่าสัตว์ ชอบทำลายล้างผลาญชีวิต" คำพูดของยายทำให้เด็กผมแกละสำนึกถึงบาปกรรม เขาชอบหนียายไปยิงนกกับเพื่อน ๆ เป็นประจำ ยิงให้มันตกลงมาตาย แล้วก็ไม่ได้เอาไปกินไปอยู่ประการใด หากสิ่งที่ยายพูดมาเป็นความจริง ก็แสดงว่าเขาจะต้องอายุสั้นเพราะก่อกรรมทำเข็ญไว้มากมายนัก"

"ไม่กลัว แต่ก็ไม่อยากตาย เพราะยังเสียดายสมบัติ" ยายพูดง่ายแต่ฟังยาก "เรื่องสมบัติยายไม่ต้องห่วงหรอกครับรับรองว่าผมจะเป็นคนดูแลให้ดีที่สุด ไม่ต้องให้พวกป้า ๆ ลุง ๆ ต้องมาเป็นภาระ ยายสั่งพวกเขาไว้เลยนะครับว่า อย่าได้มายุ่งกับผม" เด็กชายชิงพูดกันท่าไว้ก่อน

"อย่าพูดอย่างนั้นซีหลาน เพราะมันแสดงให้เห็นถึงความโลภที่อยู่ในจิตใจของเอ็ง เรื่องสมบัติพัสถานเป็นของนอกกาย ตายไปก็เป็นของคนอื่น เอาติดตัวไปไม่ได้ สิ่งที่มนุษย์จะเอาติดตัวไปตอนตาย คือบุญกับบาปเท่านั้น เอ็งจำไว้นะไอ้หนู

"ถ้าเช่นนั้นที่ยายว่า ไม่อยากตายเพราะยังเสียดายสมบัติ ก็แปลว่ายายโลภเหมือนกัน" หลานชายแย้ง

"ยายพูดเล่นหรอกนะ ถึงคราวที่ต้องตาย จะอยากหรือไม่อยากมันก็ต้องตายอยู่ดี และเมื่อเวลานั้นมาถึง ยายก็จะไปชนิดที่ไม่ห่วงอะไรเลย ไม่ว่าจะเป็นลูกหลานหรือทรัพย์สมบัติ เอาเถอะ ถ้าเอ็งอยากได้สมบัติของยาย ยายก็จะให้เพราะตั้งใจไว้แต่ต้นแล้ว ไม่ต้องกลัวว่าพวกลูก ๆ ของยายเขาจะมาวุ่นวายกับเอ็ง เพราะยายได้แบ่งให้พวกเขาไปครบทุกคนแล้วตอนออกเรือน ที่ยังอยู่นี่เป็นของเอ็งทั้งหมด" คำบอกเล่าของยายทำให้เด็กชายเจริญปีติเสียนัก

"ขอบคุณมากครับยาย" พูดพร้อมกับประนมมือไหว้อย่างนอบน้อม

"ที่ผมไม่อยากให้ป้า ๆ ลุง ๆ เขามายุ่งเพราะจะเก็บไว้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ยาย ถ้าเป็นของคนอื่นยายก็จะไม่ได้บุญอะไร โดยเฉพาะกับป้าเหรียญนั้นรับรองว่าแกต้องขายเอาเงินไปซื้อเหล้ากิน เพราะแกติดเหล้างอมแงม เขาหมายถึงลูกสาวคนโตของยาย

"พูดถึงลูกคนนี้ยายรู้สึกหนักใจ ไม่รู้ว่ามันผ่าเหล่าผ่ากอมาได้ยังไงตากับยายไม่เคยดื่มเหล้า แต่นังเหรียญกลับเมาเช้าเมาเย็นเป็นอวชาตบุตร ยังคนนี้ตายไปคงไม่แคล้วตกนรก นี่ยายไม่ได้แช่งลูกนะ กรรมของมันมันทำตัวมันเอง ใคร ๆ ก็ช่วยไม่ได้" ยายพูดปลง ๆ

    "นรกอยู่ที่ไหนครับยาย" หลานชายถาม คนอายุแปดสิบชี้นิ้วลงไปทางใต้ถุนเรือนตอบว่า
    "พระท่านตอบว่าอยู่ใต้ดิน"
    "อย่างนั้นหรือครับ" เด็กชายละมือจากการเก็บกากข้าว แล้ววิ่งผลุนผลันลงเรือนไป
    "นั่นเอ็งจะไปไหน" ยายตะโกนตามหลัง
    "ไปดูนรกครับ" เขาหายไปอึดใจใหญ่จึงวิ่งขึ้นมา หน้าตาเนื้อตัวเปรอะเปื้อนดิน ขยับเข้ามานั่งใกล้ ๆ ผู้เป็นยายแล้วว่า
    "ยาย นรกไม่เห็นมีสักหน่อย ผมขุดดินลงไปตั้งลึกไม่ยักเจอนรกพบแต่ใส้เดือนกับกิ้งกือ" พูดพร้อมกับแบมือให้ดู ยายเห็นใส้เดือนกับกิ้งกืออย่างละครึ่งตัวในอุ้งมือดำปี๋ของหลาน กิ้งกือนอนสงบนิ่ง ส่วนไส้เดือนดิ้นกระแด่ว ๆ แล้วยายก็เลยช่วยตีล้างบาปให้หลานอีกวาระหนึ่ง

ด้วยรัก/จากใจ..พลอยจ๋า

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

Recommend