ธรรมนิยาย อิงชีวประวัติของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม

 ชุด สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม  นี้มีทั้งหมด 20 ตอนค่ะ

สนใจ  เลือกรับฟังในตอนอื่นๆ คลิ๊กได้ที่นี้นะคะ  

    

 

 สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม

    

 ตอนที่ 3

แล้วท่านก็ล่องลอยออกจากเมืองนรกไปเมืองสวรรค์ เยี่ยมเยียนสวรรค์เสียทุกชั้นตั้งแต่ จาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตดี ได้เห็นเทพบุตร เทพธิดาเหาะไปมาอยู่ในอากาศ รูปร่างสะสวยงดงาม มีเครื่องประดับทำด้วยเพชรนิลจินดา ส่องแสงเป็นประกายวูบวาบ เมื่อเห็นท่านลอยผ่านหน้า เทพบุตร เทพธิดาเหล่านั้นต่างยกมือทำความเคารพ ท่านทักทายปราศรัยอยู่กับพวกเขา จนได้เวลาอันสมควรแล้วจึงลอยกลับมายังกุฏิ เห็นกายเนื้อของท่านกำลังนั่งสมาธิอยู่ก็รู้ว่า ร่างที่ล่องลอยอยู่นี้เป็น "กายทิพย์" จึงลอยไปเข้ากายเนื้อ แล้วจึงกำหนดลืมตา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับท่านสด ๆ ร้อน ๆ นี้ ทำให้ท่านเข้าใจผิดคิดไปว่าตัวเองสำเร็จแล้ว จึงอยากจะไปกราบเรียนให้ท่านพระครูทราบ

ขณะนั้นเป็นเวลาตีสอง คงจะรอให้ถึงรุ่งเช้าไม่ไหว เพราะใจมันร้อนรน อยากให้พระอุปัชฌาย์ได้รู้ว่า ลูกศิษย์ของท่านสำเร็จแล้ว ได้ "เห็นหนอ" แล้ว พลันก็นึกถึงที่ท่านพูดอนุญาตไว้ เพราะตอนสามทุ่มเศษ ๆ แสดงว่าท่านจะต้องรู้ว่าศิษย์ของท่านจะมาหาในคืนนี้ คิดได้ดังนั้นจึงเดินดุ่ม ๆ ไปยังกุฏิเจ้าอาวาส โดยไม่สะทกสะท้านต่อความหนาวเย็นของอากาศ สุนัขสามสี่ตัวเห็นคนเดินดุ่ม ๆ มาในยามวิกาลเช่นนั้น ก็ส่งเสียงเห่ากรรโชกขึ้น แล้วพากันวิ่งกรูเข้ามา พระบัวเฮียวจึงต้องส่งเสียงทักทายออกไป สุนัขเหล่านั้นพร้อมใจกันหยุดเห่า แล้ววิ่งกลับไปยังที่ที่ตนนอน "สมชาย สมชาย เปิดประตูหน่อย" ท่านตะโกนเรียกลูกศิษย์วัด เด็กหนุ่มงัวเงียลุกขึ้นมาเปิดประตู แล้วจึงถามอย่างไม่พอใจนัก

"หลวงพี่มาทำไมดึก ๆ ดื่น ๆ ผมกำลังหลับสบาย ๆ" "หลวงพ่อหลับหรือยัง" ถามแทนคำตอบ ศิษย์วัดมองขึ้นไปเห็นไฟยังสว่างอยู่จึงตอบว่า  

"ยังมั้ง ไฟยังเปิดอยู่นี่" "ขอขึ้นไปพบท่านหน่อยได้ไหม" "ให้ผมไปถามท่านดูก่อน ปกติท่านไม่อนุญาตให้ใครขึ้นไปข้างบน" พูดแล้วก็ขึ้นไปหาท่านพระครู ยังไม่ทันพูดอะไร ท่านก็พูดขึ้นเสียก่อนว่า

"พระบัวเฮียวใช่ไหม บอกให้รออยู่ก่อน ประเดี๋ยวฉันจะลงไป" แล้วท่านก็ก้มหน้าก้มตาเขียนหนังสือต่อไปอีกสักครู่ จึงลงมาข้างล่าง

"มีอะไรหรือ" ท่านทักขึ้น "หลวงพ่อยังไม่จำวัดอีกหรือครับ" พระใหม่ถาม "

ยัง หมู่นี้งานยุ่งมาก ฉันลืมนอนมาหลายวันแล้ว" "หลวงพ่อไม่ง่วงหรือครับ"

"ฉันกำหนดสติอยู่ตลอดเวลา มันก็เลยแก้ง่วงได้ จำไว้เวลาเธอง่วงมาก ๆ ให้ตั้งสติไว้ตรงลิ้นปี่แล้วกำหนด "ง่วง - หนอ ง่วง - หนอ" รับรองหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง" พระบัวเฮียวกำลังจะเอ่ยปากพูด ก็พอดีท่านพระครูพูดขึ้นว่า

"นี่เธอรู้ไหม ฉันกำลังเขียนหนังสือคู่มือสอบกรรมฐาน เขียนมาได้ร้อยกว่าหน้าแล้ว เผื่อว่าฉันตายไป จะได้มีตำราไว้สอบอารมณ์ในการปฏิบัติ หนังสือแบบนี้ยังไม่เคยมีใครเขียนมาก่อน"

"จวนเสร็จหรือยังครับ" "ยัง คงอีกหลายปี นี่ฉันเขียนมาปีกว่าแล้ว เพิ่งได้ร้อยกว่าหน้าเอง มันไม่ใช่จะเขียนได้ง่าย ๆ เอาละทีนี้ เธอมีอะไรก็ว่าไป เสร็จธุระแล้วฉันจะได้กลับไปเขียนหนังสือต่อ" ท่านต้องพูดกันเอาไว้ก่อนเพื่อให้ผู้เป็นศิษย์รู้ว่าท่านมีงานที่จะต้องทำรออยู่

"หลวงพ่อครับ ผมได้ "เห็นหนอ" แล้วครับ" บอกอย่างปีติ

"อ้อ... เร็วถึงขนาดนั้นเชียวหรือ แล้วรู้ได้ยังไงว่าได้ หรือว่ามีใครมาบอก" "ครับ มีเสียงมากระซิบข้างหูผม"

"กระซิบว่ายังไง" "บอกว่า "ท่านสำเร็จแล้ว ท่านสำเร็จแล้ว" ครับ"

"อ้อ..." ท่านพระครูพูดยิ้ม ๆ พระบัวเฮียวเลยทำหน้าปั้นยาก ท่านพระครูยิ้มแบบนี้ทีไร เป็นได้เรื่องทุกที "แล้วเสียงที่เธอได้ยิน เป็นเสียงเดียวกันกับที่ได้ยินเมื่อปีที่แล้วหรือเปล่า"

"ไม่ใช่แน่ ๆ ครับ เสียงเมื่อคืนไพเราะน่าฟังกว่า" "แล้วเขาว่ายังไงอีก" พระอุปัชฌาย์ซัก

"เขาบอกให้ผมท่องเที่ยวไป อยากไปไหนก็ไปได้ทุกหนทุกแห่ง เพียงแต่นึกเท่านั้นก็ไปได้ แล้วผมก็เลยไปเที่ยวเมืองนรกเมืองสวรรค์ ที่เมืองนรกผมพบโยมพ่อด้วย ผมขอร้องให้ยมบาลให้ช่วยพ่อ แต่ท่านบอกว่าช่วยไม่ได้เพราะแม้แต่แม่ยายท่านเอง ท่านก็ยังช่วยไม่ได้"

"เหมือนฉันเปี๊ยบเลย" ฉันก็เคยไปเห็นเมืองนรกมาแล้ว ก็เจออย่างที่เธอเล่ามานี่แหละ" พระบัวเฮียวยิ้มแป้นเมื่อท่านพระครูบอกว่า ท่านก็เคยเห็นนรกมาแล้วเช่นเดียวกัน

"ถ้าอย่างนั้นผมก็สำเร็จแล้วจริง ๆ ใช่ไหมครับ" ถามอย่างตื่นเต้น

"ใครบอกเธอล่อบัวเฮียว เธอถูกมารมันหลอกเอาน่ะซิ ถูกมารหลอกเหมือนกับที่ฉันเคยถูกหลอกมาแล้ว" คราวนี้พระบัวเฮียวถึงกับใจฝ่อแฟบลงไป ถามท่านเสียวอ่อยว่า

"หมายความว่าอย่างไรครับ แสดงว่าผมเห็นไม่จริงใช่ไหมครับ" "จริงซิ เธอเห็นจริง ๆ แต่สิ่งที่เธอเห็นมันไม่จริง เข้าใจหรือยังล่ะ"

"ยังไม่เข้าใจครับ หลวงพ่อกรุณาขยายความหน่อยเถิดครับ ผมชักงง" คนซื่อตอบซื่อ ๆ

"คือที่เธอไปเห็นนรกสวรรค์น่ะ เธอเห็นจริง ๆ เหมือนกับตอนที่ฉันเห็น ฉันก็เห็นจริง ๆ แต่นรกสวรรค์ที่เธอเห็นหรือที่ฉันเห็นนั้น มันไม่จริง เรียกว่า เราสองคนต่างก็ไปเห็นของไม่จริงมาว่างั้นเถอะ ที่ว่าไม่จริง เพราะมันเป็นภาพลวงตาที่จิตของเราเป็นผู้สร้างขึ้น เขาเรียกว่า เทวบุตตมาร ฉันถึงว่าเธอถูกมารหลอกเอาไงล่ะ"

"ถ้าอย่างนั้นแสดงว่า นรกสวรรค์ไม่ได้มีอยู่จริงใช่ไหมครับ"

"มีซี เป็นชาวพุทธจะว่านรกสวรรค์ไม่มีได้ยังไง อีกหน่อยถ้ามีเวลาไปอ่านพระไตรปิฎกซะ จะได้หายสงสัย นั่นอยู่ในตู้นั่น" ท่านชี้ไปที่ตู้พระไตรปิฎก ซึ่งมีหนังสือเล่มสีน้ำเงินบรรจุอยู่เต็ม

"หลวงพ่อครับ ในเมื่อนรกสวรรค์มีจริง แล้วทำไมสิ่งที่ผมกับหลวงพ่อเห็นจึงไม่จริงเล่าครับ" พระใหม่ยังไม่หายสงสัย แทนคำตอบ ท่านพระครูกลับย้อนถามว่า

"เธอไม่แปลกใจบ้างหรือบัวเฮียว ว่าเธอมาปฏิบัติแค่สองวันก็สามารถเห็นนรกสวรรค์ ทีคนอื่น ๆ เขาปฏิบัติกันมาเป็นสิบ ๆ ปี ก็ยังไม่เห็น"

"มันแล้วแต่บุญบารมีของแต่ละคนนี่ครับ" คนซื่อเลี่ยงตอบไปอีกทางหนึ่ง

"ตอบอย่างนั้น มันก็มีส่วนถูกอยู่เหมือนกัน นี่จำไว้นะบัวเฮียว อะไรก็ตามที่เธอเห็นตอนนั่งสมาธิ เธอสามารถพิสูจน์ได้ว่ามันจริงหรือไม่จริง"  

"พิสูจน์อย่างไรครับ" ถามอย่างสนใจ

 "ง่ายนิดเดียว เมื่อไหร่ที่เธอทิ้งองค์บริกรรม ก็แน่ใจได้เลยว่าสิ่งที่เธอเห็นมันเป็นภาพลวง แต่ถ้าเธอเห็นทั้ง ๆ ที่ยังมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม สิ่งนั้นมันก็จริง พูดง่าย ๆ ก็คือต้องใช้สติไปเห็น ทีนี้เข้าใจหรือยังล่ะ"

"เข้าใจแล้วครับ หลวงพ่อครับ เมื่อกี้หลวงพ่อพูดถึงเทวปุตตมาร มันเป็นอย่างไรครับ"

"อ้อ... มารที่ว่านี้ก็คือสิ่งที่มาขัดขวางไม่ให้เราทำความดี อย่างการนั่งสมาธินี่ถือว่าทำความดีขั้นสูงสุด อย่าลืม ทาน ศีล ภาวนา สามอย่างนี้มีระดับไม่เท่ากัน การให้ทาน ถือเป็นความดีขั้นธรรมดา การรักษาศีล เป็นความดีขั้นสูงกว่าทาน การบำเพ็ญภาวนา เช่นการนั่งสมาธิ การเดินจงกรม ถือเป็นความดีขั้นสูงสุด เมื่อไรที่เราทำความดี เมื่อนั้นจะต้องผจญมาร มารมี ๕ ประเภทด้วยกันคือ ขันธมาร ได้แก่ ความปวดเมื่อย คนตรงโน้น เจ็บตรงนี้ เวลาที่เธอปวดขาแทบหลุด นั้นแหละเธอกำลังผจญกับขันธมาร กิเลสมาร ได้แก่ กิเลสต่าง ๆ เช่น นั่งแล้วอยากเห็นเลข ก็เป็นโลภะ นึกขัดเคืองเคียดแค้นคนอื่น ก็เป็นโทสะ หรือนั่งเพลิน ๆ ติดสุข ก็เป็นโมหะ เทวปุตตมาร ก็เช่นเห็นเทพบุตร เทพธิดา เห็นนรกสวรรค์ อย่างที่เธอเผชิญมาแล้ว อภิสังขารมาร ก็ได้แก่ ความคิดปรุงแต่ง อยากเห็นโน่นเห็นนี่ อยากได้ "เห็นหนอ" อยากสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ส่วนอันสุดท้ายคือ มัจจุราช อันนี้ร้ายที่สุด เพราะถ้าตายเสียแล้วโอกาสที่จะมานั่ง พอง - หนอ ยุบ - หนอ ก็ไม่มี เพราะฉะนั้นเธอจะต้องรู้เท่าทันมารเหล่านี้ ขอให้จำไว้ว่า "มารไม่มี บารมีไม่เกิด" เพราะฉะนั้น เธอต้องเอาชนะมารให้ได้" พระบวชใหม่เดินกลับกุฏิอย่างเหงาหงอย แอบรำพึงในใจว่า

"ไม่น่าเล้ยตูเอ๊ย ถูกมารหลอกเข้าจนได้"   

ประมาณสิบนาฬิกาของวันรุ่งขึ้น ขณะที่ท่านพระครูกำลังสอนเดินจงกรมระยะที่สามให้พระบัวเฮียว และครูที่มาจากนครสวรรค์อยู่นั้น นายสมชายก็นำรัฐมนตรีและคุณหญิง พร้อมกับผู้ติดตามอีกประมาณสิบคนมาขอเข้าพบ คณะผู้ติดตามรัฐมนตรีล้วนเป็นนายตำรวจ ตั้งแต่ยศพันตำรวจตรีถึงพันตำรวจเอก คนหนึ่งทำหน้าที่หิ้วกระเป๋าถือให้คุณหญิง เป็นกระเป๋าหวายขลิบทอง ลักษณะคล้ายตะกร้าหมากของคนสมัยก่อน แต่ใบเล็กกว่า ผู้ใดรู้ราคาของกระเป๋าใบนี้จะต้องตกใจ เพราะคุณหญิงซื้อมันมาด้วยราคาสูงถึงสองพันบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้ซื้อทองหนักหนึ่งบาทกับหนึ่งสลึงได้สบาย เสื้อผ้าอาภรณ์ที่คุณหญิงสวมใส่นั้น บ่งบอกถึงความเป็นผู้มีรสนิยมสูง ซึ่งแน่นอนเหลือเกินที่ราคาจะต้องสูงตามไปด้วย หากคิดเป็นเงิน ก็คงเอามาสร้างกุฏิกรรมฐานได้นับสิบหลังทีเดียว

ใบหน้าของสตรีวัยห้าสิบถูกตกแต่งไว้อย่างตั้งใจจะให้สวยงาม "ทั้งลงพื้น" วาดแผนที่ ทาสี และแรเงา" แต่ก็มิอาจปิดบังความร่วงโรยแห่งสังขารไว้ได้ ท่าทางคุณหญิงดูถือตัว และไม่เป็นมิตรกับใคร ครูบุญมีมองปราดเดียวก็รู้สึกไม่ถูกชะตา แอบค่อนในใจว่า "โธ่เอ๊ย กะอีแค่กระเป๋าใบเดียวก็ต้องมีคนถือให้" คณะผู้มาใหม่ทำความเคารพท่านพระครู พระบัวเฮียวแอบสังเกตว่าคุณหญิงกราบเบญจางคประดิษฐ์ไม่เป็น ครูบุญมีก็สังเกตเห็นเช่นกัน เลยเกิดความรู้สึกไม่ชอบหน้าหนักขึ้นไปอีก

"เจริญพร ท่านรัฐมนตรีไปยังไงมายังไงจึงมาถึงที่นี่ได้" ท่านพระครูทักทาย ท่านเคยเห็นรัฐมนตรีผู้นี้ตามหน้าหนังสือพิมพ์และในจอโทรทัศน์จนจำได้ เขาลือกันว่าคนนี้แปละที่จะนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีคนต่อไป

"กระผมได้ยินกิตติศัพท์ของพระคุณเจ้ามานาน บังเอิญมาธุระแถวนี้ก็เลยแวะมากราบท่านครับ" รัฐมนตรีตอบ

"แล้วเหตุการณ์ทางกรุงเทพฯ เป็นยังไง ยังไม่เรียบร้อยไม่ใช่หรือ" ท่านพระครูหมายถึงเหตุการณ์วันมหาวิปโยคซึ่งเพิ่งผ่านมาสด ๆ ร้อน ๆ

"ก็เรื่องนี้แหละครับที่กระผมจะมาเรียนปรึกษาพระคุณเจ้า เอ้อ พระคุณเจ้ามีความคิดเห็นอย่างไรบ้างครับ เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น"ท่านพระครูนิ่งไปอึดใจหนึ่งจึงพูดขึ้นว่า

"ความจริงเรื่องการเมืองมันเป็นเรื่องทางโลก อาตมาเป็นพระสงฆ์ไม่อยากจะออกความเห็น แต่เอาเถอะ ไหน ๆ ท่านก็ถามแล้ว อาตมาก็ขอตอบว่ามันเป็นเรื่องของกฎแห่งกรรม คราวนี้ละคนจะได้เชื่อกันเสียทีว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ยังไม่จบเพียงนี้หรอก จำคำพูดของอาตมาไว้นะครูใหญ่นะ" ท่านหันไปพูดกับครูสฤษดิ์

"ถ้าไม่เชื่อกลับไปถึงบ้านแล้วจดบันทึกไว้เลยว่า วันที่เท่านี้ เดือนนี้ พ.ศ. นี้ อาตมาพูดว่าอย่างนี้ ๆ แล้วถ้าไม่จริงตามที่อาตมาพูดให้มาปรับอาตมาได้ อาตมาจะให้ปรับสองหมื่นบาท" ท่านพูดยิ้ม ๆ "นะครูใหญ่นะ" "ครับ" ครูใหญ่รับคำด้วยไม่รู้จะพูดอะไรดีไปกว่านั้น

"ดีแล้ว เอาละ อาตมาไม่ใช่หมอดู แต่ก็จะทำนายว่าอีกสามปีนับจากนี้ไป จะเกิดเหตุการณ์แบบเดียวกับวันมหาวิปโยคอีก และอีกสิบห้าปี คือปีสองพันห้าร้อยสามสิบเอ็ด จะเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ขึ้นที่ภาคใต้ น้ำจะท่วมถึงยอดตาล วัดวาอารามจะพังพินาศ คนจะล้มตายเป็นจำนวนมาก ต่อจากนั้นอีกยี่สิบปีแผ่นดินจะถูกต่างชาติเข้ายึดครอง คนไทยจะไม่มีแผ่นดินอยู่ ทุกอย่างที่กล่าวมานี้เป็นไปตามกฎแห่งกรรม อย่าลืมไปบันทึกเอาไว้ ถ้าไม่จริงอาตมายอมให้ปรับ" นิ่งไปครู่หนึ่งจึงถามครูบุญมีว่า

"โยมเคยเห็นทะเลน้ำไหม" "เคยครับ" ครูบุญมีตอบ "ทะเลทรายล่ะ" "ไม่เคยครับ" "ท่านรัฐมนตรีเคยเห็นทะเลทราบไหม" "เคยครับ" รัฐมนตรีตอบ

"นั่นแหละ ปกติเราคิดว่ามีแต่ทะเลน้ำกับทะเลทราย แต่อีกสิบห้าปี จะมีทะเลซุง"

"เป็นยังไงคะทะเลซุง" คุณหญิงถามพลางนึกในใจว่า

"พระองค์นี้พูดบ้า ๆ" แล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อท่านพระครูตอบว่า

"ไม่บ้าหรอกคุณหญิง เอาเถอะถึงเวลานั้นคุณหญิงจะรู้เองว่าทะเลซุงมันเป็นอย่างไร" คุณหญิงจึงแอบคิดต่อไปอีกว่า

"แน่ะเสือกรู้เสียอีกว่าเราคิดยังไง" คราวนี้ท่านพระครูถึงกับอึ้งถ้อยคำที่คุณหญิงใช้นั้นหยาบเกินกว่าจะยอมให้มันออกมาจากปากของท่าน เห็นท่านไม่โต้ตอบ คุณหญิงเลยคิดว่าท่านไม่รู้

"ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นครับหลวงพ่อ" ครูใหญ่ถาม

"ก็อย่างที่อาตมาบอกเมื่อตะกี้นั่นแหละว่า มันเป็นไปตามกฎแห่งกรรม ครูใหญ่อย่าลืมนะว่าพระพุทธองค์ ท่านสอนเรื่องกรรมไว้ว่าอย่างไร ท่านสอนว่า กมฺมุนา วตฺตตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม... เอาละ แล้วทุกคนที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้ก็จะได้ประจักษ์เมื่อเวลานั้นมาถึง" ขณะสนทนาท่านรู้สึกว่ารัฐมนตรีมีอาการกระสับกระส่าย จึงพูดขึ้นว่า

"รู้สึกท่านรัฐมนตรีมีอะไรจะพูดกับอาตมาสองต่อสองใช่ไหม"

"ครับ ผมอยากเรียนปรึกษาอะไรบางอย่าง"

"ถ้าอย่างนั้นก็เชิญข้างบน คนอื่น ๆ รออยู่ที่นี่ก่อนนะ จะคุยกันหรือจะนั่งสมาธิก็ตามใจ"

พูดจบจึงลุกขึ้นเดินนำรัฐมนตรีขึ้นไปข้างบน จัดแจงปิดประตูลงกลอนอย่างเรียบร้อยด้วยรู้ว่าสิ่งที่รัฐมนตรีจะพูดนั้นเป็นเรื่อง "ลับสุดยอด" คุณหญิงย่องขึ้นไปแอบฟังอยู่ที่หน้าประตู ท่านพระครูรู้ แต่รัฐมนตรีหารู้ไม่ อาคันตุกะกวาดสายตาสำรวจไปรอบ ๆ ห้อง ไม่มีสมบัติพัสถานอะไร นอกจากหนังสือซึ่งวางกองอยู่บนพื้นห้องบ้าง บนโต๊ะและในตู้บ้าง ห้องทั้งห้องจึงเต็มไปด้วยหนังสือ มีที่ว่างเหลือไว้ให้คนนั่งได้ไม่เกินสี่คน และที่ตรงนี้ก็คือที่นอนของท่าน นั่งลงแล้วรัฐมนตรีจึงพูดขึ้นว่า

"กระผมมีเรื่องร้อนใจ อยากจะเรียนปรึกษาพระคุณเจ้าว่า กระผมจะทำการปฏิวัติดีหรือไม่ ถ้าทำจะสำเร็จไหม เพราะถ้าสำเร็จผมก็จะไดเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านพระครูตอบทันทีว่า "ไม่ดีแน่ ท่านอย่าทำเลย อาตมาขอบิณฑบาตเถอะนะ"

คุณหญิงซึ่งแอบฟังอยู่อดรนทนไม่ได้ ส่งเสียงแว้ดขึ้นว่า "ทำไมจะไม่ดี ถามพระวัดไหน ๆ ท่านก็ว่าดีทั้งนั้น มีแต่พระบ้าวัดนี้แหละที่ว่าไม่ดี" รัฐมนตรีหน้าเสียเมื่อได้ยินเสียงแว้ดของภรรยา ท่านพระครูจึงส่งเสียงลงมาว่า

"สมชายเอ๊ยช่วยดูหน่อยซิ แมวที่ไหนมาร้องอยู่หน้าประตูห้องฉัน" เด็กหนุ่มจึงเดินขึ้นไปพูดกับคุณหญิงเป็นเชิงขอร้องว่า

"คุณหญิงลงมารอข้างล่างเถิดครับ" หากฝ่ายนั้นเชิดหน้าทำไม่รู้ไม่ชี้เหมือนไม่ได้ยินที่เด็กวัดพูด นายสมชายจึงตะโกนขึ้นไปว่า

"ผมบอกแมวแล้วครับหลวงพ่อ แต่แมวไม่เชื่อ"

"งั้นก็ช่างแมวเถอะ เป็นเสียงตอบออกมา รัฐมนตรีไม่กล้าออกมาพูดกับภรรยา ด้วยเคยกลัวเคยเกรงกันมาแต่ครั้งอดีต ถึงในปัจจุบันก็ยังกลัวยังเกรงอยู่ ก็มิใช่บารมีของคุณหญิงดอกหรือที่ทำให้ท่านรุ่งโรจน์เรืองรองมาจนทุกวันนี้

"ที่พระคุณเจ้าว่าไม่ดีหมายความว่าไม่สำเร็จหรือครับ แต่กระผมมั่นใจว่าต้องสำเร็จ เพราะคุณหญิงเขาวางหมากเอาไว้หมดแล้ว"

"ก็เพราะอย่างนั้นน่ะซี อาตมาถึงว่าไม่ดี พูดกันตรง ๆ เลยนะ ว่าท่านจะพังก็เพราะคุณหญิงนี่แหละ" คราวนี้คนแอบฟังอยากจะร้องกรี๊ดออกมา ท่านพระครูจึงพูดเสียงดังกว่าเก่าว่า

"อย่าเพิ่งร้อง คุณหญิงใจเย็น ๆ ฟังอาตมาพูดให้จบก่อนแล้วค่อยร้อง" คุณหญิงจึงจำใจแอบฟังต่อไป

"แต่ที่กระผมขึ้นมาได้ถึงขั้นนี้ก็เพราะฝีมือคุณหญิงเขานะครับพระคุณเจ้า คุณหญิงเขาเป็นคนกว้างขวาง เข้าเจ้าเข้านายเก่ง" พูดอย่างรู้บุญคุณภรรยา

"ถูกแล้ว แต่ท่านอย่าลืมว่า ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นตำแหน่งผู้นำของประเทศ ท่านจะต้องเป็นผู้นำสูงสุด แต่ในความจริงนั้นตรงกันข้ามเพราะคุณหญิงสูงกว่า นี่แหละมันจะวุ่นวายก็ตรงนี้ ท่านพอจะเข้าใจที่อาตมาพูดใช่ไหม อาตมาเป็นคนตรง พูดอ้อมค้อมกับเขาไม่เป็น"

"บอกก็ได้ว่าสำเร็จ แล้วท่านก็จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีสมความตั้งใจด้วย" คนฟังอยู่ข้างนอกจึงค้านในใจว่า

"ทำไมท่านว่าไม่ดีล่ะ พิลึกจริง" แล้วก็ให้แปลกใจหนักขึ้นเมื่อเสียงข้างในดังออกมาว่า

 "ที่ว่าไม่ดีเพราะท่านจะเป็นได้ไม่ถึงสองเดือนก็จะเกิดเรื่องยุ่ง พวกนิสิตนักศึกษาเขาจะเอาเรื่องกับท่าน จนท่านอยู่ไม่ได้ แล้วท่านกับคุณหญิงจะต้องเดือดร้อน หาความสงบสุขไม่ได้เลย ท่านตัดสินใจเองก็แล้วกันว่าจะเป็นรัฐมนตรีแล้วอยู่สบาย ๆ หรือจะเป็นนายกฯ แต่ต้องเดือดร้อน"

 "ถ้าอย่างนั้น ผมเห็นจะต้องปรึกษาคุณหญิงดูก่อน" รัฐมนตรีตอบแบ่งรับแบ่งสู้

"ไม่ต้องปรึกษาหรอก อาตมาตอบแทนคุณหญิงได้เดี๋ยวนี้เลยว่า คุณหญิงต้องให้เลือกอย่างหลัง เพราะเขาไม่เชื่อที่อาตมาพูด" คุณหญิงซึ่งแอบฟังอยู่ชักงงที่พระรูปนี้ช่างรู้ความในใจของเธอไปเสียทุกอย่าง รัฐมนตรีคอตก ไม่รู้จะเชื่อพระดีหรือเชื่อภรรยาดี คงต้องเลือกเอาอย่างหลัง

"เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ถ้าท่านไม่เชื่อที่อาตมาพูด อาตมาก็จะให้ท่านพิสูจน์โดยจะย้อนอดีตที่ผ่านมาว่าท่านทำอะไรผิดพลาดไว้บ้าง แล้วทีนี้ท่านจะเชื่ออาตมา หรือ เชื่อคุณหญิงก็สุดแล้วแต่ท่าน"

แล้วท่านพระครูจึงเล่าเรื่องแต่ครั้งอดีตของรัฐมนตรีที่มีคุณหญิงเป็นผู้บงการมาโดยตลอด คนที่นั่งฟังกับคนที่แอบฟังต่างยอมรับในใจว่า ทุกเรื่องที่ท่านเล่ามานั้นถูกต้องตรงกับความเป็นจริงทุกประการเป็นที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก ทั้งรัฐมนตรี และคุณหญิงเริ่มมีศรัทธาเลื่อมใสในผู้ทรงศีลรูปนี้ หากก็ยังอดสงสัยมิได้ว่าเหตุใดพระอีกหกวัดที่เพิ่งไปพบมาเพื่อตอนเช้าจึงทำนายเป็นเสียงเดียวกันว่า ดี มีวัดที่เจ็ดนี่แหละที่ผิดแผกไปจากวัดอื่น ๆ จะเชื่อหกวัดหรือวัดเดียวดีหนอ ท่านพระครูรู้ความคิดของคนทั้งสอง จึงกล่าวขึ้นว่า

"พระที่ท่านไปพบมาทั้งหกวัดนั้นไม่ได้ทายผิด เพราะตอนนี้ไม่ว่าท่านจะไปถามพระหรือถามหมอดูที่ไหน ๆ เข้าก็ต้องว่าดีทั้งนั้น อาตมาก็ว่า ดี แต่มันดีเฉพาะตอนแรก ๆ เข้าตำรา "หัวมงกุฏท้ายมังกร" ยังไงล่ะ ขอให้เชื่ออาตมาสักครั้งเถอะ อาตมามีความจริงใจ ไม่เคยแนะนำใครในทางเสีย

เมื่อเดือนที่แล้วก็มีนายพลท่านหนึ่งมาที่นี่ จะมาขอให้อาตมาช่วย ท่านจะปฏิวัติ อยากเป็นนายกฯ เหมือนท่านนี่แหละ อาตมาดูแล้วเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ ก็เรียนท่านไปตามตรง รู้สึกคุณหญิงเขาจะไม่พอใจอาตมา หน้างอเป็นม้าหมากรุกกลับไปเลย" ท่านพระครูไม่เล่าดอกว่าคุณหญิงผู้นั้นก็ได้มาแอบฟังท่านคุยกับนายพล ด้วยไม่ต้องการให้คนที่กำลังแอบฟังอยู่หน้าประตูเข้าใจผิดไปว่า ท่านแกล้งพูดประชด

"พระคุณเจ้าไม่มีทางใดที่จะช่วยกระผมได้เลยหรือครับ" คำถามของรัฐมนตรีช่างถูกอกถูกใจคุณหญิงนัก แต่คำตอบของท่านพระครูนั่นสิทำให้เธอต้องผิดหวัง

"ถ้าช่วยได้ อาตมาก็ช่วยแล้วโดยไม่ต้องรอให้ท่านออกปากเลย แต่นี่อาตมาช่วยไม่ได้จริง ๆ เพราะเรื่องของกฎแห่งกรรมไม่มีใครช่วยใครได้"

"แล้วกฎแห่งกรรมนี่ใครเป็นคนสร้างครับพระคุณเจ้า" แม้จะเป็นถึงรัฐมนตรี หากก็มีความรู้เชี่ยวชาญในทางโลกเท่านั้น ส่วนทางธรรมแทบจะเรียกได้ว่า "มืดบอด" "กฎแห่งกรรม ก็คือ กฎแห่งเหตุและผล เหตุอย่างไร ผลก็อย่างนั้น เหตุดี ผลก็ดี เหตุชั่ว ผลก็ชั่ว ผู้ที่สร้างกฎแห่งกรรมก็คือตัวของเรานี่แหละ ไม่มีใครมาสร้างมาบันดาลให้ ไม่ใช่พรหมลิขิต หากเป็นเรื่องของกรรมลิขิต เมื่อเราสร้างเหตุเราก็ต้องรับผล จะให้ใครมารับแทนไม่ได้ เหมือนดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า...เรามีกรรมเป็นของตน เป็นผู้รับผลของกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่อาศัย เราทำกรรมอันใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เราจะต้องรับผลของกรรมนั้น... เพราะฉะนั้นอาตมาจึงช่วยท่านไม่ได้

" คนฟังทั้งในห้องและนอกห้องเริ่มจะซาบซึ้งในรสพระธรรม ท่านพระครูรู้จึง "เทศนา" ต่อไปว่า

"คนเราจะร่ำรวยหรือยากจน จะสุขหรือทุกข์ ก็ขึ้นอยู่กับกรรมที่ทำ คำว่า "กรรม" ถ้าแปลตามตัวก็คือ การกระทำนั้นเอง ตามคำสอนของพระพุทธศาสนา การกระทำที่จัดเป็นกรรมต้องเป็นการกระทำที่มีเจตนาเป็นพื้นฐาน เจตนาคือความตั้งใจหรือจงใจ บางครั้งพระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า เจตนานั่นเองคือกรรม ดังพุทธพจน์ว่า.... เรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม บุคคลตั้งใจแล้วหรือคิดแล้ว ย่อมกระทำกรรมทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ... เรื่องกรรมเป็นเรื่องสลับซับซ้อน ถ้าท่านสนใจ วันหลังหาเวลามาอยู่วัดสักเจ็ดวัน มาคุยเรื่องกรรมกันต่อ อาตมาเป็นคนชอบวิจัย ได้รวบรวมเรื่องกฎแห่งกรรมที่เกิดขึ้นในวัดนี้ไว้เป็นร้อย ๆ เรื่อง บางเรื่องก็แทบไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ อย่างพระที่นั่งอยู่ข้างล่างนั้นก็มาขอแก้กรรม อาตมากำลังให้ฝึกเจริญวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน ๔" ประโยคสุดท้ายทั้งรัฐมนตรีและคุณหญิงไม่เข้าใจว่าท่านพูดถึงเรื่องอะไร  

"มาจากไหนครับพระคุณเจ้า"

"จากกาฬสินธุ์ มันก็แปลกนะ ท่านรัฐมนตรี เขาเล่าให้อาตมาฟังว่า เขาฝันเห็นวัดนี้ แล้วก็เห็นอาตมา มีเสียงบอกเสร็จสรรพว่า ชื่อวัดอะไร อาตมาชื่ออะไร แล้วก็สั่งให้มาบวชเพื่อแก้กรรมที่นี่ ตอนแรกเขาไม่เชื่อ แต่พอฝันติด ๆ กันถึงสามคืน เขาก็ชักจะเชื่อ ความจริงมันไม่ใช่ฝันหรอก เขาเรียกว่านิมิต ซึ่งหมายถึงเครื่องหมายบอกเหตุ เมื่อเขาเชื่อ เขาก็มาพิสูจน์แต่ก็มาไม่ได้ในทันที ปีรุ่งขึ้นต่อมา น่าสงสาร ต้องชดใช้กรรมสาหัสสากรรจ์ทีเดียว อาตมาก็ตั้งใจว่าจะช่วยเขาให้มากที่สุด สงสารเหลือเกิน"

"ก็ไหนพระคุณเจ้าบอกว่าเรื่องของกฎแห่งกรรมช่วยกันไม่ได้ยังไงเล่าครับ" รัฐมนตรีท้วงขึ้น คนที่แอบฟังอยู่หน้าประตูก็กำลังคิดอย่างเดียวกัน  

"อาตมาหมายถึงว่าจะช่วยในส่วนที่พอจะช่วยได้ เช่น ช่วยแนะนำในเรื่องการปฏิบัติให้เขา แต่เรื่องกฎแห่งกรรม อาตมาช่วยไม่ได้อย่างแน่นอน เขาสร้างเหตุมาอย่างไรก็ต้องได้รับผลอย่างนั้น" ถึงตอนนี้ทั้งคนในห้องและนอกห้องก็ถึง "บางอ้อ"

"เอ... แต่พระคุณเจ้าครับ ทำไมบางคนทำชั่วแล้วได้ดีเล่าครับ คนประเภทนี้เท่าที่ผมเห็นมีมากเสียด้วย กระทั่งมีคนกล่าวไว้ว่า ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป... แบบนี้แสดงว่าที่ดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วไม่จริงเสมอไป ใช่ไหมครับ" "ก็อย่างที่อาตมาพูดไปเมื่อตะกี้นั่นแหละว่า เรื่องกรรมมันสลับซับซ้อน เราจะมาตัดสินเอาเฉพาะที่เราเห็นนั้นไม่ได้ ว่ากันโดยหลักแล้ว คนทำดีจะต้องได้ดี ทำชั่วจะต้องได้ชั่ว แต่คนที่ทำชั่วแล้วได้ดีนั้นเพราะเขายัง "กินบุญเก่า" อยู่ คือมีความดีสะสมเอาไว้มาก อาจจะสะสมไว้ตั้งแต่ในอดีตชาติ แต่พอบุญเก่าหมดเมื่อไหร่ เมื่อนั้นกรรมชั่วก็จะมาให้ผล ส่วนคนที่ทำดีได้ชั่ว ก็เพราะกรรมชั่วที่เคยทำไว้แต่ครั้งอดีตยังให้ผลไม่หมด กรรมมันจะให้ผลไม่พร้อมกัน ถ้ากรรมชั่วกำลังให้ผล กรรมดีก็จะรออยู่ก่อน หรือถ้ากรรมดีกำลังให้ผล กรรมชั่วก็จะรออยู่เช่นกัน เปรียบเทียบให้เห็นง่าย ๆ ก็คือที่ที่ท่านกำลังนั่งอยู่อย่างนี้ ตราบใดที่ท่านยังไม่ลุกออกไป คนอื่นจะมานั่งไม่ได้ ต้องรอให้ท่านลุกเสียก่อน จริงไหม"

"จริงครับ" รัฐมนตรีตอบ คนแอบฟังอยู่ก็เผลตอบออกมาว่า "จริงค่ะ" "ทีนี้ถ้าใครมาพูดว่า ...ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป...ท่านก็ตอบเขาไปเลยว่า...ทำดีได้ดีนั้นมีแน่ ทำชั่วแต่ได้ดีมีที่ไหน ที่ทำชั่วเห็นดีอยู่จงรู้ไว้ มันเหมือนไฟใต้ถ่านไม่นานร้อน...กลอนนี้ไม่ทราบใครแต่งเอาไว้ อาตมาเห็นเข้าทีก็เลยจำเอามาบอกกัน"

"เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่ทำชั่วเลย เราก็ไม่ต้องไปรับผลของมันใช่ไหมครับ"

"ถูกแล้ว เหตุฉะนี้องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสเตือนไว้ว่า...ถ้าท่านกลัวทุกข์ก็อย่าทำกรรมชั่วทั้งในที่ลับที่แจ้ง ถ้าท่านจักทำหรือทำอยู่ซึ่งกรรมชั่ว ถึงแม้จะเหาะหนีไปก็ย่อมไม่พ้นจากความทุกข์ได้เลย....อย่างพระโมคคัลลานะนั่นยังไง เหาะได้แต่หนีกรรมไม่ได้ ท่านคงเคยได้ยิน ชื่อพระโมคคัลลานะใช่ไหม อัครสาวกของพระพุทธเจ้าผู้เลิศในทางฤทธิ์ มีฤทธิ์มาก เหาะเหินเดินอากาศได้ แต่ก็ยังต้องถูกโจรทุบจนกระดูกแหลกเป็นเมล็ดข้าวสารหัก เพราะในอดีตชาติเคยทุบตีมารดา นี่ขนาดสำเร็จเป็นพระอรหันต์ก็ยังต้องมาชดใช้กรรม" "ก็ในเมื่อท่านเหาะได้ทำไมท่านไม่เหาะหนีไปเล่าครับพระคุณเจ้า"

"ทำไมจะไม่หนี ท่านหนีมาเป็นสิบ ๆ ครั้ง พวกโจรก็ตามอย่างไม่ลดละ ในที่สุดท่านจึงระลึกถึงกรรมเก่าได้ และรำพึงกับตัวเองว่า ...หนีโจร นั้นหนีได้ แต่หนีกรรมหนีไม่ได้... ท่านก็เลยยอมให้โจรทำร้ายแต่โดยดี"

"แล้วตายไหมครับ" ถามอย่างสนใจใคร่รู้

"ถ้าเป็นคนธรรมดาอย่างเรา ๆ ไม่ต้องสงสัย แต่นั่นท่านเป็นพระอรหันต์ผู้มีฤทธิ์ ถ้าตายลักษณะนั้นก็เสียชื่อหมด ท่านก็เลยใช้คาถาประสานกระดูกแล้วเหาะไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ทูลขออนุญาตปรินิพพาน พระอรหันต์สมัยพุทธกาลถ้าจะปรินิพพาน ต้องมาทูลขออนุญาตพระพุทธเจ้าเสียก่อน ไม่งั้นก็ปรินิพพานไม่ได้" ท่านเหลือบมองนาฬิกาที่แขวนอยู่ข้างฝา ขณะนั้นเวลาสิบเอ็ดนาฬิกา จึงพูดขึ้นว่า

"เดี๋ยวไปรับประทานอาหารก่อน แล้วค่อยมาคุยกันใหม่ ท่านไม่มีธุระที่ไหนไม่ใช่หรือ"

"ไม่มีครับ กระผมตั้งใจว่าจะมาเรียนถามพระให้ครบเจ็ดวัด พอดีวัดนี้เป็นวัดสุดท้าย แล้วผมก็ชักจะติดใจคุยกับพระคุณเจ้า แล้วผมตาสว่างขึ้นมาอีกเป็นกอง คงต้องหาโอกาสมาอีกให้ได้" คุณหญิงรีบย่องลงมาข้างล่าง ก่อนท่านพระครูจะมาเห็นประเดี๋ยวหนึ่ง รัฐมนตรีจึงตามท่านเจ้าอาวาสลงมา

"เชิญรับประทานอาหารกันก่อน" ท่านบอกทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้น พระบัวเฮียวกราบสามครั้งแล้วลุกออกไป เพราะเกรงภิกษุรูปอื่น ๆ จะรอ "แล้วพระคุณเจ้าไม่ไปฉันหรือครับ ได้เวลาฉันเพลแล้ว"

"อาตมาฉันเช้ามื้อเดียว ยกเว้นโอกาสพิเศษที่ญาติโยมเขานิมนต์จึงจะฉันสองมื้อ" ได้รู้ ได้เห็น ความเป็นอยู่และการครองชีวิตที่ยึดหลักสันโดษเป็นที่ตั้ง รัฐมนตรีก็ยิ่งศรัทธาในบรรพชิตรูปนี้เป็นอันมาก เพราะพระสงฆ์เท่าที่ท่านเคยสัมผัสมานั้น ล้วนมีความเป็นอยู่ที่ไม่ก่อให้เกิดความศรัทธาเลื่อมใส เป็นต้นว่านอนห้องแอร์ มีรถยนต์ส่วนตัวใช้ มีความโลภในลาภสักการะ และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่สามารถแสดงธรรมที่แจ่มแจ้งลึกซึ้งเช่นนี้ได้

ลูกศิษย์วัดนำรัฐมนตรีและคณะไปยังโรงครัว ซึ่งอุบาสกอุบาสิกากำลังนั่งรับประทานอาหารกันเป็นโต๊ะ ๆ ละประมาณ ๑๐ คน พวกเขาพากันมานั่งกรรมฐาน โดยมาส่วนตัวบ้าง มาเป็นคณะบ้าง บางคนก็มาเข้าสามวัน เจ็ดวัน บางคนก็มาอยู่เป็นเดือน และก็มีไม่น้อยที่ตั้งใจมาอยู่ ๗ วัน แต่พอครบกำหนดแล้วก็ไม่ยอมกลับ เพราะซาบซึ้งในรสพระธรรม ร้อนถึงสามีหรือภรรยาต้องมาอ้อนวอนขอให้กลับไปช่วยกันเลี้ยงลูก ส่วนประเภทที่มาแล้วอยู่ไม่ได้เพราะไม่ถูกชะตากับ พอง - หนอ ยุบ - หนอ ต้องม้วนเสื่อกลับบ้านไปก็พอมีบ้าง แต่พวกที่มาแล้วไม่ยอมกลับนั้นมีมากกว่า รสชาติของอาหารมื้อนั้น ช่างอร่อยถูกปากคุณหญิงเสียนัก แม้จะเป็นอาหารพื้น ๆ ที่ดูแล้วไม่เชิญชวนให้รับประทาน แต่เมื่อได้ลิ้มลองเข้าไปแล้ว จึงรู้ว่าฝีมือระดับนี้ หาตัวจับยาก

"แกงหน่อไม้อร่อยจัง ก่อนแกงต้องเอาหน่อไม่มาต้มก่อนหรือเปล่าจ๊ะ" คุณหญิงถามแม่ครัว

"ไม่ใช่หน่อไม้หรอกค่ะคุณ นั่นแกงยอดมะพร้าวค่ะ ดูแล้วเหมือนหน่อไม้ รสชาติก็คล้าย ๆ กัน ใคร ๆ ก็คิดว่าเป็นหน่อไม้" แม่ครัวไม่รู้ว่าคนที่ตนกำลังพูดด้วยเป็นคุณหญิง นายตำรวจผู้ทำหน้าที่หิ้วกระเป๋าถือราคาแพงจึงต้องบอกว่า

"ป้า นี่คุณหญิงนะป้า" "ขอโทษเจ้าค่ะคุณหญิง อีฉันไม่ทราบจริง ๆ อย่าถือสาคนบ้านนอกคอกนาเลยนะเจ้าค่ะ" แม่ครัวพูดพร้อมกับยกมือไหว้ประหลก ๆ

"ไม่เป็นไรจ้ะ แหมกับข้าวอร่อยทุกอย่างเลย ปลาเกลือทอด เค็มกำลังพอดี แกงส้มผักกาดดองก็รสกลมกล่อม ใส่ผงชูรสหรือเปล่าจ๊ะ"

"ไม่ได้ใส่เจ้าค่ะ หลวงพ่อท่านให้ใส่สติแทน บอกว่าผงชูรสก็สู้ไม่ได้"

"เป็นยังไงจ๊ะ ใส่สติ" คุณหญิงไม่เข้าใจ

"คือท่านให้แม่ครัวเข้ากรรมฐานเจริญสติปัฏฐาน ๔ คนละเจ็ดวัน เวลาทำกับข้าว ก็ให้กำหนดสติเจ้าค่ะ" ถึงตอนนี้ คุณหญิงไม่ค่อยเข้าใจ ได้ยิน "สติปัฏฐาน ๔" เป็นครั้งที่สองแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าคืออะไร อิ่มข้าวแล้วจะต้องไปเรียนถามท่านพระครูสักหน่อย เรื่องอะไร จะต้องมาถามแม่ครัวให้เสียชื่อคุณหญิงท่านรัฐมนตรี

"คนมากจริง นี่ค่ากับข้าววันหนึ่ง ๆ คงตกหลายพันบาทซีนะ" คุณหญิงพูดพลาง หันไปมองโต๊ะอื่น ๆ ที่คนนุ่งขาวห่มขาวทั้งชายหญิงกำลังนั่งรับประทานอาหารอยู่

"เจ้าค่ะ แล้วแต่แขกมากแขกน้อย ก็เลี้ยงคนทั้งวัดนี่เจ้าคะ บางวันมีคนถึงห้าร้อย คากับข้าวก็ตกสามพันบาท เฉลี่ยหัวละหกบาทต่อวัน นี่ขนาดวันละสองมื้อนะเจ้าคะ หลวงพ่อท่านให้ถือศีลแปดทุกคน"

"แล้ววัดเอาเงินที่ไหนมาจ่ายล่ะจ๊ะ" "ก็มีคนมาบริจาคเรื่อย ๆ เจ้าค่ะ แต่ถ้าไม่มีจริง ๆ หลวงพ่อท่านก็...

"ก็ทำไมจ๊ะ" คนเป็นคุณหญิงอยากรู้ แม่ครัวค้อมตัวลง เอามือป้องปากกระซิบว่า "หลวงพ่อท่านก็เชื่อเขามาเจ้าค่ะ พอมีเงิน ท่านก็เอาไปใช้เขา"  

"ตายจริง แล้วพวกที่มาอยู่วัดหลาย ๆ วัน ทางวัดไม่เก็บเงินเขาหรือ"

"ไม่เก็บเจ้าค่ะ หลวงพ่อท่านไม่ให้เก็บ ท่านบอกว่า เขามาสร้างฟามดี เราต้องสนับสนุนเขา แต่ว่าบางคนเขาก็ทำบุญให้วัดบ้างเหมือนกัน ก็พลอยได้ประสมประเสกันไป ว่าก็ว่าเถอะนะคะคุณหญิง คนสมัยนี้ จะทำฟามดีทั้งที ก็ต้องให้จ้างกัน"

แม่ครัวออกเสียง "ความ" เป็น "ฟาม" นายตำรวจที่ติดตามรัฐมนตรีแอบสังเกตว่า คณะอุบาสกอุบาสิกาที่มาบำเพ็ญศีลภาวนา ต่างพากันรับประทานอย่างสงบเสงี่ยม ไม่มีเสียงพูดคุยกันเลย พวกเขาซึ่งคุยกันเสียงดังเมื่อตอนเดินเข้ามา จึงต้องหยุดไปโดยปริยาย อีกประการหนึ่ง รสชาติของอาหารซึ่งแม้จะมีเพียงสามอย่างหากก็อร่อยถูกปากไปเสียทุกอย่าง ทำไมปากไม่ว่างพอที่จะคุยได้ เสร็จจากอาหารคาว ก็เป็นอาหารหวาน ซึ่งมีเพียงอย่างเดียว คือ ข้าวเม่าพล่ารสเลิศ ที่ว่ารสเลิศเพราะหวาน มัน เค็ม พอดิบพอดี คุณหญิงมีอันต้องเรียกแม่ครัวคนเดิมมาถามอีกว่า

"ป้าจ๊ะ ข้าวเม่าพล่าอร่อยจัง ทำยังไงจ๊ะ ฉันจะได้ไปบอกแม่ครัวที่บ้านให้ทำบ้าง" แม่ครัวหน้าบานอีกครั้ง สาธยายว่า ทำไม่ยากหรอกเจ้าค่ะคุณหญิง แต่ถ้าจะให้อร่อย มันต้ออาศัยแท้คติก"

 "อะไรจ๊ะ แท้คติค" คุณหญิง "เป็นงง"

"เป็นภาษาฝาหรั่งน่ะเจ้าค่ะ คุณหญิงไม่เคยได้ยินหรือเจ้าคะ หล่อนออกเสียง ฝรั่ง ไม่ได้ เลยเป็น "ฝาหรั่ง" ไป "ไหน ลองสะกดให้ฟังหน่อยซิ มีตัวอะไรบ้าง เผื่อฉันจะรู้จัก"

 "โอ๊ย ไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ อีฉันไม่ได้เรียนหนังสือ อย่าว่าแต่ภาษาฝาหรั่งเลย ภาษาไทยก็ยังไม่กระดิกหู"

"อ้าว แล้วทำไมใช้คำภาษาฝรั่งได้ล่ะจะ"

"อีฉันจำเขามาเจ้าค่ะ" แม่ครัวสารภาพ

 "สงสัยคงจะเป็น "เทคนิค" มั้งป้า" คนเป็นรัฐมนตรีท้วง

"เออ เออ ใช่ ใช่ ค่ะ" แกหันไปพยักพเยิดกับรัฐมนตรี แล้วจึงหันไปพูดกับคุณหญิงว่า

"มันต้องอาศัยเทคนิคเจ้าค่ะ คุณหญิง" "เทคนิคอะไรบ้าง ป้าบอกหน่อยได้ไหม"

"อุ๊ย ทำไมจะไม่ได้ล่ะเจ้าคะ เทคนิคขั้นแรกก็คือ การเลือกข้าวเม่าที่จะนำมาพล่านั้น ต้องเลือกชนิดนิ่ม ๆ วิธีที่จะได้ข้าวเม่านิ่ม ๆ ก็ต้องอาศัยเทคนิคอีกเหมือนกัน คือข้าวที่จะเอามาคั่วนั้น จะต้องเกี่ยวมาตอนมันสด ๆ ที่เม็ดยังไม่ทันเหลือง แต่ถ้าเขียวเกินไปก็แสดงว่า ยังเป็นน้ำนมอยู่ ใช้ไม่ได้ ต้องให้สีอมเขียวอมเหลือง ถึงจะกำลังดี เสร็จแล้ว ก็เอามานวด ให้เหลือแต่เม็ด แล้วคั่ว คั่วเสร็จ ก็ใส่ครกตำทั้งที่ยังร้อน ๆ อย่าปล่อยให้เย็น เพราะข้าวเม่าที่ได้จะแข็ง ต้องตำร้อน ๆ ถึงจะนิ่ม เห็นมั๊ยคะว่าเวลาตำก็ต้องใช้เทคนิค พอตำเสร็จ ก็เอามาฝัดอย่างมีเทคนิค คือต้องเก็บกากออกให้หมด"

"แหม เทคนิคแยะจังนะป้านะ" รัฐมนตรีขัดขึ้น "เจ้าค่ะ ไม่งั้นก็ไม่อร่อยซะเจ้าคะ"

"จ้ะ ๆ แล้วยังไงอีกจ๊ะ" คุณหญิงอยากรู้

"เมื่อฝัดเสร็จ ก็เอาเกลือมาละลายกับน้ำฝนที่อบด้วยดอกมะลิ ชิมพอให้เค็มปะแล่ม ๆ อย่าให้เค็มหรือจืดเกิน เสร็จแล้ว จึงเอาน้ำเกลือพรมข้าวเม่าให้ทั่ว เวลาพรมต้องใช้เทคนิคนะเจ้าคะ คือพรมให้พอหมาด ๆ ถ้าแฉะเกินไป ข้าวเม่าจะติดกันเป็นก้อน ถ้าพรมน้อยเกินไป ข้าวเม่าก็จะนิ่มไม่เสมอกัน เมื่อพรมน้ำเกลือทั่วแล้ว ก็หากาละมัง หรือ ฝาหม้อมาครอบหมักเอาไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง ระหว่างที่รอก็เอามะพร้าวมาขูด มะพร้าวก็ต้องเลือกที่ไม่แก่หรืออ่อนจนเกินไป เวลาขูดก็ต้องใช้กระต่ายขูด ไม่ใช้เครื่องเพราะจะทำให้บูดเร็ว แล้วก็ไม่ต้องขูดให้ถึงก้นกะลา เดี๋ยวจะดูดำไม่น่ากิน เสร็จแล้ว จึงเอาไปคลุกกับข้าวเม่าที่หมักไว้ คลุกให้ทั่ว ๆ นะเจ้าคะ เวลาจะรับทาน ก็เอาน้ำตาลโรงหน้า บางคนก็นิยมรับทานกับกล้วยไข่ ไม่มีกล้วยไข่ จะใช้กล้วยน้ำว้าแทนก็พอได้ อ้อ...น้ำตาลที่จะใช้ก็ต้องมีเทคนิคนะเจ้าคะ คือต้องเลือกชนิดที่เม็ดเล็ก ๆ ถ้าเม็ดใหญ่ต้องนำมาป่นเสียก่อน เวลาป่นต้องใช้ครกที่สะอาด เพราะหากมีกลิ่นพริกหรือกลิ่นกระเทียมปน มันก็เสียฟามอร่อยได้เจ้าค่ะ" สาธยายจบก็หอบฮั่ก ๆ เพราะเสียงที่ใช้ดังเกินพิกัดไปหน่อย

"ขอบใจจ้ะป้า นี่ได้ความรู้อีกแยะเลย" พูดพลางยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม เพิ่งจะสังเกตว่า แม้แต่น้ำก็ยังอร่อย จึงออกปากชมว่า

"น้ำนี่ดื่มแล้วชื่นใจจัง น้ำฝนหรือจ๊ะป้า"

 "เจ้าค่ะ หลวงพ่อท่านให้รองไว้ในแท้งค์ การรองน้ำฝนก็ต้องมีเทคนิคนะเจ้าคะ" คนเทคนิคมากอธิบายเห็นคนฟังไม่ซัก จึงพูดต่อไปว่า

"คือตกหนแรกหนสอง อย่าเพิ่งไปรอง เพราะฝุ่นละอองยังไม่หมด ต้องหนสามหนสี่ถึงจะใช้ได้"

 ดังนั้น นอกจากจะอิ่มท้องแล้ว คุณหญิงยังได้เทคนิคการทำข้าวเม่าพล่าเป็นของแถมอีกด้วย อารมณ์เธอจึงดีขึ้นเรื่อย ๆ และไม่ขัดข้องที่สามีจะกลับไปคุยกับท่านพระครูอีก เธอเองก็เริ่มจะสนใจ ท่านพระครูมีอะไร ๆ ที่พิเศษไปกว่าพระที่เธอเคยรู้จัก หลังอาหารเพล คณะของครูสฤษดิ์กลับไปปฏิบัติต่อยังศาลาที่พัก เวลาสองทุ่มท่านพระครูนัดให้ไปสอบอารมณ์และจะสอนเดินจงกรมระยะที่สี่ให้ วันพรุ่งนี้ซึ่งเป็นวันสุดท้าย ท่านก็จะสอนเดินระยะที่ห้าและที่หก พวกเขาจะรู้จักวิธีเดินจงกรมทั้งหกระยะภายในสามวัน ท่านพระครูท่านยืดหยุ่นได้เสมอ กระนั้นท่านก็ต้องดูพื้นฐานและความสนใจของผู้เรียนด้วยว่า จะรับไหวหรือไม่ รับประทานอาหารกันเป็นที่อิ่มหนำสำราญแล้ว รัฐมนตรีนำคณะของตนกลับมายังกุฏิเจ้าอาวาสอีกครั้ง ท่านพระครูรู้ว่า วันนี้จะต้องเล่าเรื่องคุณนายลำไย จึงให้ลูกศิษย์วัดไปตามพระบัวเฮียวมาฟังด้วย

"พระคุณเจ้าไม่รู้สึกหิวหรือครับ" นายตำรวจถาม เพราะตัวเขาแม้จะรับประทานวันละสามมื้อ ก็ยังต้องหาอะไรรองท้องแทบทุกครั้งก่อนเข้านอน

 "ไม่หิว อาตมาชินแล้ว สมัยเดินธุดงค์ในป่าดงพระยาเย็น เคยอดเจ็ดวันเจ็ดคืนติด ๆ กัน ยังอยู่ได้" ท่านพระครูตอบ

"พระคุณเจ้าคะ ดิฉัน เอ้อ...สงสัยจังค่ะว่า พระคุณเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าคนนี้คิดอะไร หรือมีความเป็นมาอย่างไร" คุณหญิงถามขึ้น

 "อาตมาก็ใช้ "เห็นหนอ" น่ะซี คุณหญิงสนใจไหมเล่า"

"สนใจค่ะ ทำยังไงคะ"

"ไม่ยากหรอกคุณหญิง วิธีง่าย ๆ ใคร ๆ ก็ทำได้ แต่ต้องทำจริง ๆ ทำไม่จริงก็ไม่ได้ วิธีที่ว่าก็คือให้เจริญสติปัฏฐาน ๔ พอสติดีถึงขึ้น "เห็นหนอ" ก็เกิดเอง อย่าลืมว่า "เห็นหนอ" นี่มีค่ามหาศาลทีเดียว ใช้ดูกฎแห่งกรรมได้ชัดแจ๋วเลย ดิฉันขอเรียนวิชาที่ว่านี้ได้ไหมคะ หรือว่าผู้หญิงเรียนไม่ได้"

"ทำไมจะไม่ได้ ผู้หญิงผู้ชายเรียนได้ทั้งนั้น ขอให้มีจิตกับกายก็แล้วกัน ถ้าคุณหญิงอยากเรียน ต้องมาเข้าชั้นเรียนที่วัดนี้อย่างน้อยเจ็ดวัน แล้วกลับไปฝึกต่อที่บ้านจนกว่าจะได้ อาตมาจะเล่าเรื่องคนที่ได้ "เห็นหนอ" ให้ฟัง อยากฟังไหมเล่า"

"อยากฟังครับ" "อยากฟังค่ะ" ทุกคนตอบขึ้นพร้อมกัน

 "เอาละ อยากฟังก็จะเล่าให้ฟัง คุณนายลำไยแกเป็นเมียครูวงษ์ บ้านอยู่อ่างทอง ครูวงษ์เป็นครูประชาบาลจังหวัดอ่างทอง สอนวิชาศีลธรรม แต่กินเหล้าเมาทุกวัน นอกจากกินเหล้าแล้ว ยังเจ้าชู้อีกด้วย ส่วนคุณนายลำไยก็ปากจัด ด่าไฟแลบเลย แกอ่านหนังสือไม่ออก เพราะไม่เคยเรียน วันหนึ่ง แกมาหาอาตมา มาฟ้องเรื่องผัวเจ้าชู้ อาตมากับครูวงษ์รู้จักกันดี แกมาที่วัดนี้บ่อย ๆ พอคุณนายลำไยมาฟ้อง อาตมาเลยบอกแกว่า ถ้าอยากให้ผัวเลิกเจ้าชู้ ต้องมาเข้ากรรมฐานที่วัดเจ็ดวัน คุณนายลำไยก็มา อาตมาก็สอนให้แกเจริญสติปัฏฐาน ๔ ปรากฏว่า แกทำไม่ได้เลย เดินจงกรมก็ไม่ได้ ขวาย่างเป็นซ้ายย่าง ซ้ายย่างเป็นขวาย่าง เพราะแกไม่รู้กระทั่งว่าข้างไหนเท้าซ้าย ข้างไหนเท้าขวา อาตมาก็ลองให้แก่นั่งสมาธิด้วย การกำหนดว่า "พอง - หนอ ยุบ - หนอ" แกก็ว่า ทำได้สบายมาก แล้วแกก็นั่งขัดสมาธิ ปากก็ว่า "พอง - หนอ ยุบ - หนอ พอง - หนอ ยุบ - หนอ" ว่าเสียงดังเชียว แต่พออาตามาถามว่า พองท้องเป็นยังไง ยุบท้องเป็นยังไง แกก็ไม่รู้เรื่อง อาตมาก็จนปัญญา จึงถามแกว่าท่องพุทธคุณได้ไหม แกก็ว่าไม่ได้อีก เลยบอกให้แกกลับบ้าน วันรุ่งขึ้นให้มาใหม่ เอาลูกมาด้วยคนหนึ่ง แกก็กลับไป

รุ่งขึ้น ก็มากับลูกชายคนหนึ่งเป็นหนุ่มแล้ว อาตมาก็ให้ลูกแกจดบทสวดพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ และพาหุงมหากาฯ แล้วบอกไปสอนให้แม่ท่อง ท่องได้แล้วให้มาหา ลูกแกก็ไปสอนแม่ท่องวันละตัวสองตัว หายไปเดือนนึง แกก็กลับมา มาท่องให้อาตมาฟังได้อย่างถูกต้องคล่องแคล่ว อาตมาก็บอกว่าดีแล้ว ทีนี้ เวลาไหว้พระสวดมนต์ให้ท่องพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ และพาหุงมหากาฯ หนึ่งจบ แล้วท่องพุทธคุณอย่างเดียวเท่าอายุบวกหนึ่ง อายุแก ๕๒ ก็ให้ท่องวันละ ๕๓ แรก ๆ แกใช้นับเม็ดมะขามเวลาท่อง พอสติดีขึ้น ก็จำได้ไม่ต้องนับเม็ดมะขาม พอดีขึ้นอีก แกบอกแกท่องได้วันละ ๑๐๘ จบโดยไม่ต้องนับเม็ดมะขาม เพราะสติมันบอกเอง รู้เอง เหมือนกับที่เราตั้งนาฬิกาปลุกไว้จับเวลาตอนนั่งสมาธิ พอสติดี รู้เอง ไม่ต้องใช้นาฬิกา เมื่อสติดีขึ้น ๆ แกก็เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมโดยอัตโนมัติ คือ แกมีอาชีพเลี้ยงหมูเลี้ยงวัวส่งขายโรงฆ่าสัตว์ แกก็เลิก เพราะสติมันบอกว่าเป็นมิจฉาอาชีวะ ที่เคยด่าเป็นไฟแลบก็เลิก ต่อมา แกก็เดินจงกรมนั่งสมาธิเป็น โดยไม่ต้องมีใครบอกใครสอน มันเป็นเองโดยอัตโนมัติ เพราะสติดีถึงขั้น แกเดินจงกรมวันละสองชั่วโมง นั่งสมาธิวันละสองชั่วโมง ทำอย่างนี้เป็นประจำทุกวัน อย่าลืม พอสติดีเสียอย่าง อะไร ๆ มันก็ดีหมด" ท่านพระครูเน้น แล้วจึงเล่าต่อไปว่า

"วันหนึ่ง ครูวงษ์ ผัวแกโกหกว่า จะไปเก็บค่าเช่านาที่ชัยนาท แต่ที่แท้ไปหาเมียน้อย ซึ่งเป็นแม่หม้ายอยู่ที่ปากน้ำโพ หายไป ๔ วัน ขากลับให้เงินแม่หม้ายไว้สามร้อย คุณนายลำไยแกอยากจะรู้ว่าผัวไปไหน แกก็ไหว้พระสวดมนต์ แล้วเดินจงกรม นั่งสมาธิอย่างละสองชั่วโมง

 ( โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ )

ด้วยรัก/จากใจ..พลอยจ๋า

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

Recommend