ทางนฤพาน ตอนที่ 10

posted on 12 Jan 2008 11:47 by bannpeeploy in articles, buddhism

ธรรมนิยาย ชุด ทางนฤพาน ผลงานของ ดังตฤณ

ชุดนี้มีทั้งสิ้น 29 ตอนค่ะ

สนใจ เลือกรับฟังและอ่านในตอนอื่นๆ   คลิ๊กได้ที่นี้นะค่ะ

  

 

  ธรรมนิยาย ชุด ทางนฤพาน 

    ตอนที่ 10  ผู้วิเศษ   

มหานครยามราตรีดูสวยแพรวจากมุมมองบนตึกสูง เกาทัณฑ์ยืนระบายยิ้มรับลมเย็น มองแสงสีที่ตัดกับเงามืดยามค่ำคืนด้วยความรู้สึกอิ่มเอมแตกต่างไปจากที่เคย

ทบทวนช่วงเวลาสั้นๆที่ผ่านมา นับเริ่มจากฝันหลงทาง บันดาลใจให้อยากขับรถไปไกลตามลำพัง กระทั่งผ่านบ้านปู่ชนะ คิดเข้าเยี่ยมและพบกับแพตรี สืบสานไปถึงโอกาสอันประเสริฐได้ไปกราบไหว้ฝากตัวเป็นลูกศิษย์หลวงตาแขวน บุคคลและเหตุการณ์ต่างๆผ่านเข้ามาอย่างรวดเร็วทว่าร้อยรัดสนิทลึกราวกับรู้จักกันแล้วแสนนาน

ถึงวันนี้เขาเลิกฝันว่าหลงทางอย่างสิ้นเชิง จะเพราะบังเอิญแก้ต้นเหตุแห่งฝันทรมานไปอย่างไรก็ขี้เกียจสืบค้น รู้แต่ว่าชีวิตจริงๆที่กำลังดำเนินอยู่มันต่างไปจากเดิมมาก จะชั่วคราวหรือถาวรก็ตามทีเถอะ

ความติดพันที่เกิดขึ้นกับแพตรีไม่ธรรมดาเลย หล่อนมีความหมายอย่างน่าฉงน จนเดี๋ยวนี้ก็แยกแยะและอธิบายให้ตัวเองเข้าใจไม่ได้ เห็นแต่ว่าชีวิตมันมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง มีอะไรที่ซ่อนอยู่ในความจำความลืม รูปร่างหน้าตาของหล่อนเป็นแรงสะเทือนบางชนิดที่สะกิดให้เกิดความคุ้นแปลก เหมือนจะนึกอะไรบางอย่างได้อยู่รอมร่อ แต่เค้นนึกจริงๆก็ติดอยู่แค่ความคุ้นเท่านั้น

เคยคิดเล่นๆเกี่ยวกับความเป็นเนื้อคู่ การเคยทำบุญร่วมกันมา หรือเป็นสามีภรรยาในอดีตชาติ โดยทั่วไปถ้าเชื่อเรื่องพวกนี้ก็จะทึกทักเพียงว่าคู่แล้วไม่แคล้วกัน เคยเป็นคู่ผัวตัวเมียมาก่อน ร่วมชาติกันมาก่อน ก็ต้องเป็นกันต่อไปในชาตินี้และชาติหน้า

แต่ถ้าลองมองโลกด้วยตาเปล่า ดูจากที่เห็นปรากฏอยู่จริงกับแก้วตาในชาติปัจจุบัน เขาเห็นแต่หญิงชายมากรัก มากคู่ทั้งนั้น ความหมายของการร่วมชาติ ร่วมชีวิตมันอยู่ที่ตรงไหน? เกี่ยวก้อยกันวันหนึ่ง นอนด้วยกันคืนหนึ่ง แต่งงานกันเป็นเรื่องเป็นราวสักปีหนึ่ง หรือต้องมีลูกให้ร่วมเลี้ยงดูกันอย่างน้อยสักคนหนึ่ง? เขารู้จักผู้ชายที่แต่งงานมีลูกมาสามหน หมายความว่าผู้ชายคนนั้นมีคู่ชีวิตที่ต้องตามกันไปเรื่อยๆสามคนอย่างนั้นหรือ?

หญิงชายต้องทำบุญร่วมกันสักแค่ไหนจึงเจอแล้วไม่แคล้วกัน เห็นปุ๊บจำได้ปั๊บว่านี่เองคู่เรา และมีโอกาสอยู่เรียงเคียงครองจนกระทั่งเห็นลมหายใจสุดท้ายของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง บุญแต่ละชนิดมีความแรงมากน้อยต่างกันเพียงใด เขาเคยทำสังฆทานกับแพตรีหนหนึ่งด้วยความปีติยินดียิ่ง แถมยังอธิษฐานกำกับว่าขอให้ได้ทำอะไรอย่างนี้กันอีกตลอดไป แค่นั้นพอหรือเปล่าสำหรับการไปร่วมบุญกันอีกในปรภพ?

หากภพชาติมีจริง ตายแล้วไปเกิดเป็นนั่นเป็นนี่อีกเรื่อยๆ ถ้าได้ดีเป็นเทวดาก็เดาง่ายอยู่หรอก คงครองกันอีกด้วยความสุขสมท่ามกลางสมบัติทิพย์อันวิลาส แต่หากจับพลัดจับผลูหล่นผลุลงไปเป็นหมูเห็ดเป็ดไก่ หรือกระทั่งสัตว์นรก อย่างนี้จะต้องจับคู่อยู่ร้อนกินร้อนอีกหรือเปล่า?

ถ้านับตามบันทึกของพุทธ ก็ต้องว่าคนเราแม้อยู่เคียงครองเรือน คนหนึ่งตายแล้วอาจไปสวรรค์ คนหนึ่งตายแล้วอาจไปนรก ใช่จะพุ่งขึ้นหรือไหลลงตามกันเพียงเพราะอยู่เรียงเคียงหมอน มันขึ้นอยู่กับว่าก่อนตายแต่ละฝ่ายเดินอยู่บนทางสวรรค์หรือทางนรกเท่านั้น

ตรงข้าม คู่ผัวตัวเมียที่มีบารมีอันได้แก่ทาน ศีล สมาธิ และปัญญาเสมอกัน หรือคล้อยตามกัน ย่อมมีโอกาสได้พบเจอบ่อยกว่าคู่อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากจิตเป็นกุศลแล้วอธิษฐานสำทับร่วมกันเสมอๆ ก็จะให้ผลแรงเป็นทวีคูณขึ้นไปเรื่อยๆ หนักแน่นมั่นคงและเป็น ‘ตัวจริง’ ของกันและกันอย่างยากจะหาใครมาแทนที่

แต่เห็นคู่ไหนในโลกความเป็นจริงล่ะ ที่กลมเกลียวสนิทแนบ ไม่เขินอายกับการกล่าวอธิษฐานด้วยดวงใจอันแน่วแน่ ขอพบกันทุกชาติไป แค่ให้เชื่อว่าภพชาติมีจริงยังยากแล้ว แถมยังมาติดความน่าเบื่อเมื่อครองเรือนร่วมกันเข้าอีก ใครจะไปอยากเจอ ‘ไอ้แก่’ หรือ ‘อีแก่’ ข้างตัวบ่อยๆ เรื่องการผูกมัดจองตัวกันข้ามภพข้ามชาติด้วยแรงอธิษฐานจึงเป็นไปได้น้อยเท่าน้อย

และสมมุติว่าตามไปเจอกันข้ามชาติจริง พบใครสักคนที่รู้สึกว่า ‘ใช่’ จะเอาอะไรมายืนยันประกันถูกผิด เส้นทางโรยด้วยกลีบกุหลาบสู่ประตูวิวาห์อย่างนั้นหรือ? ได้ยินว่าบางคู่เคยครองรักหวานชื่น แต่เพราะทำบาปร่วมกันบ่อยๆ พอเจออีกชาติเลยประสบแต่เรื่องร้าย บาดหมางกันเอง อย่างที่เขาเรียกว่า ‘ดวงไม่สมพงศ์’

ความเข้ากันได้ระหว่างสองบุคคลเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เป็นที่ยอมรับว่าลักษณะนิสัยใจคอของคนเราจะก่อลักษณะกระแสจิตประเภทหนึ่งๆขึ้นมา ซึ่งเมื่อใกล้กันก็รู้สึกได้ว่าพอจะ 'รับ' กันได้ไหม ถัดจากนั้นยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆอีก ทั้งความคิด คำพูด และปฏิกิริยาที่กระทำต่อกัน เป็นตัวตัดสินว่าเข้ากันได้สนิทจริงหรือไม่ ตรงนี้น่าคิดว่าถ้าเคยร่วมบุญกันมา ทว่าเข้ากันยากด้วยคุณสมบัติเฉพาะตัวของแต่ละฝ่าย แม้มีเวลากระดี๊กระด๊าด้วยกันในช่วงแรกอยู่บ้าง ต่อไปก็น่าจะฝ่อลงจนแหนงหน่ายในที่สุด

เคยทำบุญร่วมกันมาก็เรื่องหนึ่ง ลักษณะกระแสจิตคล้ายกันก็เรื่องหนึ่ง เจอกันแล้วเกิดอะไรขึ้นบ้างก็เรื่องหนึ่ง มีโอกาสใช้เวลาในชีวิตด้วยกันนานช้าแค่ไหนก็อีกเรื่องหนึ่ง

สรุปแล้วหากว่าตามหลักอนิจจัง หญิงชายในสังสารวัฏต่างท่องเที่ยวไปไกลตามลำพัง ผลัดเปลี่ยนเวียนจับคู่ด้วยความผูกพันมากน้อย แล้วถอยฉากจากกันไปเรื่อยๆ หาคู่แท้ถาวรมิได้?

เกาทัณฑ์ส่ายหน้านิดหนึ่ง ถ้าเชื่ออะไรสักอย่างที่จับต้องได้ สามารถศึกษาและพิสูจน์ให้เป็นที่ยอมรับได้ในยุคที่มนุษย์คิดกันอย่างเป็นวิทยาศาสตร์นี้ ความเชื่อนั้นก็เป็นเรื่องชัดเจน มีกรอบ มีพื้นยืนบนความจริง ไม่ต้องสับสนคลางแคลง

แต่ถ้าเกิดเริ่มเชื่อ หรือเริ่มสงสัยอะไรที่ใช้ตาหูมาดูฟังไม่ได้ ก็จะเกิดคำถามวุ่นวาย หาข้อยุติไม่เจอตามไปด้วยดังที่เขากำลังเป็นอยู่

มองย้อนไปในวันก่อนๆ เขาออกท่าต่อต้านเรื่องภพชาติเต็มที่ ด้วยเหตุผลหลักคือปักใจเชื่อตามนักวิจัยหลายต่อหลายกลุ่ม ว่าการทำงานของสมองนั่นเองคือความรู้สึก นึกคิด และจิตใจต่างๆ หรืออีกนัยหนึ่งคือรูปธรรมเป็นเหตุเกิดของนามธรรม

แต่มาวันนี้ หลังจากมีปัจจัยให้ 'เริ่มเชื่อ' พุทธศาสนามากเข้า ความคิดเขาเริ่มแปรไปอีกอย่างด้วยใจที่เปิดกว้างขึ้น คือเห็นว่าแม้นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยทั้งหลายจะฉลาดปานใด ก็ติดอยู่แค่ความคิดและมุมมองของวิธี 'พิสูจน์ความจริง' เท่านั้น ตัวอย่างเช่นจี้ลงไปบนจุดใดจุดหนึ่งบนสมอง หรือเห็นสมองส่วนหนึ่งชำรุดแล้วมีผลกับความทรงจำและอารมณ์ชุดหนึ่งๆ ก็ด่วน 'ตีความ' ว่าสมองนั้นเองคือที่มาทั้งหมดของความรู้สึกนึกคิดและจิตวิญญาณ

ธรรมชาตินั้นแปลกอยู่อย่างหนึ่ง คือถ้ามนุษย์พอใจจะเลือกมองอย่างไร หรือตั้งข้อสันนิษฐานเพื่อนำไปสู่การสรุปความ หรือตีความตามความชอบใจของตัวแบบไหน ก็เหมือนจะมี 'ความจริง' แบบนั้นๆมารองรับ หรือช่วยยืนยันเป็นการเอาใจอยู่เสมอ

อย่างเช่นสัจจะทางวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงว่าขัดแย้งกันอย่างน่าเหลวไหล ก็ได้แก่เรื่องของแสงอันเป็นสิ่งถูกรู้โดยตามนุษย์ทั่วไปนี่เอง หาก 'คิดมาก' สักหน่อย ตั้งคำถามขึ้นมาว่าแสงเป็น 'คลื่น' ต่อเนื่องเหมือนระลอกน้ำ หรือว่าเป็น 'อนุภาค' ละเอียดยิบยับที่เป็นต่างหากจากกันเหมือนก้อนหิน ก็จะพบคำตอบที่ชัดเจนจากการทดลองระดับนักเรียนมัธยมต้นทั่วโลก ว่าเป็นได้ทั้งสองอย่างพร้อมกัน! ขึ้นอยู่กับจะจัดตั้งมุมมองแสงด้วยวิธีไหน

ขนาดเรื่องของแสงอันเป็นรูปธรรมขั้นพื้นฐานยังปรากฏเป็นสิ่งชวนฉงนขนาดนั้น แล้วเรื่องของจิตอันเป็นนามธรรมขั้นละเอียดสูงสุด จะมีแง่มุมให้มอง และชวนคิด ชวนตีความเข้าข้างตนเองกันด้วยทิฏฐิไปต่างๆนานาขนาดไหน?

ความจริงเกี่ยวกับจิตมีกี่แง่นั้นยกไว้ ตอนนี้เขาเห็นจริงอยู่อย่างหนึ่งว่าคุณภาพของจิตเป็นอะไรที่พัฒนาได้แน่ กับทั้งแปลกสภาพ แปลกรสไปกว่าภาวะที่รู้สึกนึกคิดตามปกติยิ่ง

เข้าที่ทำสมาธิด้วยกำลังกายและกำลังใจพรักพร้อม การทำอย่างมีเป้าหมายก็ดีตรงนี้ คือตื่นตัวพร้อมปฏิบัติอยู่เสมอ เกาทัณฑ์หมายมั่นว่าหากทำได้ผลและหลวงตาแขวนเปิดตาในให้เขาเห็นอดีตอันฝังลืม นอกจากจะรับรู้ด้วยตนเองว่าจริงเท็จเกี่ยวกับชาติก่อนเป็นอย่างไรแล้ว เขา