ทางนฤพาน ตอนที่ 11

posted on 12 Jan 2008 11:47 by bannpeeploy in articles, buddhism

ธรรมนิยาย ชุด ทางนฤพาน ผลงานของ ดังตฤณ

ชุดนี้มีทั้งสิ้น 29 ตอนค่ะ

สนใจ เลือกรับฟังและอ่านในตอนอื่นๆ   คลิ๊กได้ที่นี้นะค่ะ

  

 

  ธรรมนิยาย ชุด ทางนฤพาน 

    ตอนที่  11  อดีตชาติ  

ที่นั่นเป็นชายหาดเปลี่ยวร้างของจังหวัดทางตะวันออกแห่งหนึ่ง ห่างไกลจากแหล่งชุมชนมาหลายกิโลเมตร ด้านหลังเป็นภูเขาเตี้ย ด้านหน้าแผ่กว้างด้วยแผ่นน้ำสุดลูกหูลูกตาจดขอบฟ้าละลิ่วลิบ ไม่เห็นอะไรนอกจากคลื่นน้ำเลยแม้แต่เรือหาปลาเล็กๆสักลำ

ลมทะเลยามเช้าพัดฉิว อากาศเย็นสดชื่นและมีกลิ่นหอมระรวยของน้ำเค็ม มติเปิดกระโจมผ้าร่มออกมายืนรับลมบริสุทธิ์ด้วยความเบิกบานเป็นสุข เขารักสถานที่เช่นนี้ ชอบมาอยู่ตามลำพังอย่างนี้ มันทำให้รู้สึกเหมือนเป็นสิ่งมีชีวิตเดียวในโลก และคล้ายทะเลกับลูกเขาทั้งหมดเป็นบ้าน

บรรยากาศเป็นสัปปายะเหมาะแก่การแสวงวิเวกตามอัธยาศัย เขามาถึงที่นี่ช่วงเย็นวาน รับลมชมดาวอิ่มเอมมาแล้วหนึ่งคืน

เด็กหนุ่มเงยหน้าดูเมฆขาวที่ลอยสูงนิ่ง ส่งใจขึ้นไปเนาสนิทอยู่บนนั้นเป็นครู่ ก่อนจะลดตาลงทอดมองระนาบขอบฟ้าเหยียดยาวสุดหางตา เงี่ยหูฟังเสียงระลอกคลื่นกระทบฝั่งอ่อนโยน อารมณ์สงบและคลื่นความคิดราบคาบดุจเดียวกับผืนทะเลยามนี้ นับเป็นการตื่นเช้ามาพบกับสิ่งวางจิตอันเป็นสันติ ชวนใจให้คล้อยเงียบและใฝ่ความเป็นนิรันดร์แห่งอิสรภาพตามกัน

เคยคิดอยากอยู่คนเดียวเช่นนี้ตลอดไป แต่ก็รู้ว่าทำไม่ได้ ทั้งส่วนตื้นส่วนลึกของจิตใจยังเต็มไปด้วยห่วง เกลื่อนกล่นไปด้วยความพะวง

ยืดอกกางแขนรับลม สูดหายใจเต็มปอด อยากเป็นนกนางนวลที่สามารถกระพือปีกทะยานขึ้นฟ้ากว้าง แผ่ปีกลอยละล่องในอากาศเบื้องสูง ก้มลงทัศนาทัศนียภาพเบื้องล่างกว้างละลานตา ใจหมดห่วง หมดพันธะ ไร้เขตจำกัดใดมาขวางทางไป

หอบลมทะเลปะทะหน้าและเรือนกายต่อเนื่องกันเป็นเวลานานก่อนจะหยุดลงครู่หนึ่ง เขาชอบให้โสร่งขาวและเสื้อหลวมบนร่างปลิวลม มันทำให้รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนักบุญอิสระที่แสวงสัจธรรมไปในโลกกว้าง มีแต่เครื่องนุ่งห่มมอซอติดตัวชุดเดียว ปราศจากพันธนาการปรุงแต่งอื่นใดรัดรึงกายใจ

เด็กหนุ่มลืมตาและค่อยๆก้าวเดินเท้าเปล่าไปบนทรายนุ่ม ที่นี่ไม่ใช่หาดสวยขนาดชักนำมนุษย์มาทำลายความสวยของมัน ทว่าก็เป็นหาดที่มีเสน่ห์สำหรับเขา เสน่ห์นั้นคือความไม่มีอะไรเลยนอกจากธรรมชาติบริสุทธิ์ดุจโลกเพิ่งถูกสร้าง และยังไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอุบัติขึ้นแม้แต่ชนิดเดียว

ร่างผ่ายผอมดุ่มเดินไปเรื่อยอย่างคนมีเวลาทั้งหมดให้กับอิสรภาพและความโดดเดี่ยวว่างวาย กระทั่งถึงจุดหนึ่งที่สติตื่นพร้อม และนึกอยากเปิดประสาทเสพรสแห่งทะเลให้เต็มที่ จึงหยุดเดินลงนั่งวางขาขวาซ้อนขาซ้าย สองมือวางลงบนเข่าแต่ละข้าง พริ้มตาปิดเฉยเตรียมเปลี่ยนสภาวะจิตให้เปิดรับผัสสะอย่างบริบูรณ์

ตัดการผูกพันกับประสาทตาได้ฉับพลัน เห็นสัณฐานของกายภายใน เลื่อนฐานความรับรู้ไปจับที่ความเคลื่อนไหวของลมหายใจ จิตผนึกนิ่งด้วยความชำนาญ สามารถกำหนดนึกนิมิตเหยียดยาวแช่มชัดของสายลมหายใจ เกิดภาวะสว่างนวลทันทีคล้ายจุดไฟติดอย่างรวดเร็วด้วยเชื้อดี

ทุกอย่างเกือบเป็นไปโดยอัตโนมัติ ทั้งความเคลื่อนไหวทางกายเพื่อดึงลมเป็นสายยาวสม่ำเสมอ และทั้งวิธีวางจิตกำหนดนึกหน่วงนิมิตให้คมชัดไม่คลาดเคลื่อน ด้วยเพราะปฏิบัติภาวนามาเป็นเวลาหลายปีจนเกิดความเคยชินและสัญชาตญาณทางสมาธิ ประกอบกับกำลังจิตที่ค่อนข้างอยู่ตัวทรงดุลยภาพ ปลอดโปร่งด้วยสภาพแวดล้อมจูงจิตในปัจจุบันขณะ

แม้เสียการทรงตัววูบไหวให้กลุ่มความคิดที่ก่อตัวขึ้นมาบ้างในช่วงแรก กลุ่มความคิดนั้นก็ปรากฏเป็นส่วนเกินอยู่ในความรับรู้ คล้ายหมอกควันที่จางหายไปอย่างรวดเร็วเมื่อสามารถตรึงนิมิตลมและสัณฐานแห่งกายอันเป็นจุดผ่านลมให้ทรงนิ่งต่อเนื่องครู่เดียว

 กระแสสุขแผ่ตัวออกกว้างไปในเขตโล่งรอบกาย อาการขยายหน้าท้องดึงลมเข้าและการเห็นสายลมรี่ผ่านโพรงจมูกลงสู่ทรวงอกเป็นเสมือนแรงดึงดูดกระแสจิตอันทรงพลัง ความที่จิตละเอียดและติดตามการเดินทางของลมเข้าสู่โพรงว่างในเรือนกาย ทำให้เห็นกายทั่วพร้อมคล้ายลืมตามองออกมาจากภายใน ดูกระดูกฉาบเนื้อนี้คล้ายร่างหุ่นกระบอกไร้ชีวิต ดำรงอยู่เพียงเพื่อเป็นที่ตั้งของการรับรู้นิ่งเฉย หมดสภาพตัวตนที่เคยคุ้นขณะลืมตาอย่างสิ้นเชิง

ฟังเสียงคลื่นเซาะทรายเปราะเปรียะ ประสาทหูที่เปิดรับเสียงเต็มประสิทธิภาพจากการขยายผลของจิตทำให้คลื่นทะเลฟังแปลกกว่าปกติ ทั้งชัดเจน ทั้งเก็บเสียงใกล้ไกลได้ครบถ้วนพร้อมกัน และมีมิติลึกลงไปกว่าการได้ยินตามธรรมดา นั่นคือการเข้าถึงมิติแห่งความจริง ความเคลื่อนไหว ความแปรสภาพอยู่ตลอดเวลา รายละเอียดทั้งหมดที่ธรรมชาติส่งเสียงคุยกับเขาถูกเก็บเกี่ยวเข้าสู่ความรับรู้อย่างสมบูรณ์

เมื่อว่างจากความรู้สึกในตัวตน กับจับถนัดชัดเจนทั้งกลุ่มลมเข้าออกและเสียงดนตรีแห่งแผ่นน้ำ มติก็แยกภาคตัวรู้ออกไปอีกชั้น กำหนดดูความเป็นกายในองค์นั่ง เห็นคลุมทั่วเป็นแท่งเดียว เกิดนิมิตภายในเหมือนกายเป็นวัตถุรับผัสสะก้อนหนึ่ง ประดิษฐานอยู่บนผืนทรายนุ่ม รับแรงลมปะทะส่วนต่างๆ แน่นิ่งตามอาการของจิตที่ครองกายอยู่

จี้พิจารณาดูทีละส่วน เริ่มต้นที่ศีรษะ เห็นว่าการรับรู้เสียงเกิดขึ้นที่ร่องรูในแอ่งกลางใบหู มันเปิดรับคลื่นเสียงจากรอบทิศทั้งใกล้และไกล ทั้งค่อยและดัง โดยมีแหล่งรับเสียงจริงลึกลงไปไม่มากจากร่องรูนั้น

มติกำหนดหมายทันทีที่รู้ตำแหน่งแก้วหูอันเป็นต้นแหล่งรับเสียง เห็นสักแต่เป็นเพียงอายตนะในการฟัง ไม่ใช่ตัวตน ไม่มีชื่อ ไม่มีโคตร ไม่มีใครครอบครอง ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน และกำลังจะแตกดับไปในเวลาอันสั้น โดยไม่อาจพยากรณ์วันเดือนปี

ขณะแห่งความรับรู้เช่นนั้น เหมือนเหลือเพียงคู่ประสาทหูลอยนิ่งในอากาศว่าง ไร้หน้าตา ไร้สำนึกแบบบุคคลผู้ได้ยินได้ฟังเสียงธรรมชาติ มีแต่จิตโปร่งใสดำรงรู้อยู่ในความกว้างโล่งรอบด้าน

นานเป็นครู่ใหญ่ จิตเลื่อนระดับความรู้ขยายตัวลึกลงอีกชั้น เห็นล่างลงไปเป็นกายที่ทรงตั้งอยู่ได้ด้วยกระดูกสันหลังเป็นข้อๆ มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น แต่สามารถสัมผัสรู้จากความนิ่งใสของจิตระดับอุปจารสมาธิ สำเหนียกทราบว่ากายประกอบด้วยซี่โครงและระยางยื่นออกไปเป็นส่วนแขนขามือเท้า โครงกระดูกนั้นห่อหุ้มด้วยเลือดเนื้อสกปรก ยามใดที่ลมทะเลหยุด ก็จะรู้ได้ถึงความเหนียวตัวเพราะคราบไคลที่ไม่ได้รับการชำระล้างจากน้ำจืด

กายเป็นแค่สุสานเก็บศพสัตว์และพืชผักนานาชนิด ตั้งอยู่เพื่อรับรู้ผัสสะร้อนเย็นอ่อนแข็งชั่วเวลาช่วงหนึ่ง ไม่นานร่างนี้จะลงวางเหยียดยาวไร้ลมหายใจ ยิ่งเปื่อยยิ่งหาชื่อเรียกไม่ถูกว่าเป็นใคร หรือกระทั่งเป็นอะไร มีรูปทรงสัณฐานแบบไหน

แล้วกลับไปกำหนดลมใหม่อีกรอบ คราวนี้เพ่งความละเอียดยืดยาว เพื่อประจุพลังให้เกิดภาวะทรงตัวแน่นขึ้น สว่างไสวและรู้เท่าทั่วพร้อมกว่าเดิม เหมือนสร้างศูนย์กลางอันใหญ่ครอบกายขึ้นมาควบคุมภาครู้ที่กำลังจะแตกแขนงไปต่างๆ

ด้วยความระวังประคองดวงนิ่งหนักแน่นไว้นั้น มติเพ่งรู้แบ่งจิตเป็นสองภาค ภาคหนึ่งตรึงนิมิตภายในไว้ไม่ให้คลาดเคลื่อน อีกภาคหนึ่งตามอาการเปิดเปลือกตาขึ้นแช่มช้า รับรู้แสงสีที่กระทบจักษุประสาทอย่างมีสติ เท่าทันว่าอย่างนั้นสี อย่างนั้นวัตถุ หน่วยตารับภาพเบื้องหน้าเต็มจอทั้งหลักและรองสุดแนวกว้างลึก เมื่อได้ภาพเต็มที่ก็เห็นเป็นท้องทะเลอันเดิม แต่ชัดใหญ่กระจะตาดูแปลกไปกว่าเก่า

คงเหลือแต่การเห็นแผ่นน้ำเท่านั้นดำรงอยู่ หากตัดสัญญาทางภาษาไม่เรียกว่า ‘ทะเล' เสียอย่างเดียว ก็ไม่มีอะไรเหลือให้หมายจำนอกจากความเคลื่อนไหวของธาตุน้ำก้อนมหึมาในแอ่งใหญ่ เหนือน้ำมีธาตุลมแปรทิศไปมา สูงขึ้นไปเป็นอากาศธาตุเวิ้งว้างกว้างไกล

แก้วตาทำหน้าที่ของมันไป แผ่นน้ำกว้างก็ดำรงอยู่ของมันไป ปราศจากตัวตนที่ฝั่งนี้และฝั่งโน้น ทุกอย่างอยู่ในสภาพธรรมดาดั้งเดิม ในมิติสำนึกรู้สึกที่แตกต่างไปจากยามมีตัวตนประกอบ เมื่อจิตเปลี่ยน โลกก็เปลี่ยนตามได้เช่นนี้เอง

รู้เห็นครอบคลุมกว้างไกลและคมชัดดุจเหยี่ยวที่มีพรสวรรค์ในการเห็นล้ำลึก ศูนย์กลางสติตั้งนิ่งท่ามกลางความเคลื่อนไหวแห่งภาพและเสียงละเอียดยิบ

ธรรมตรงหน้ามีอยู่ เมื่อตาประจวบเข้าก็เห็นเป็นรูปคลื่นน้ำ เมื่อหูประจวบเข้าก็ได้ยินเป็นเสียงคลื่นลม เมื่อจมูกประจวบเข้าก็ได้กลิ่นเป็นไอน้ำเค็ม เมื่อกายประจวบเข้าก็ได้สัมผัสเป็นลมรำเพยและกลุ่มเม็ดทรายมหาศาล

สักแต่เห็น สักแต่ได้ยิน สักแต่ได้กลิ่น