ทางนฤพาน ตอนที่ 13

posted on 12 Jan 2008 11:48 by bannpeeploy in articles, buddhism

ธรรมนิยาย ชุด ทางนฤพาน ผลงานของ ดังตฤณ

ชุดนี้มีทั้งสิ้น 29 ตอนค่ะ

สนใจ เลือกรับฟังและอ่านในตอนอื่นๆ   คลิ๊กได้ที่นี้นะค่ะ

  

 

  ธรรมนิยาย ชุด ทางนฤพาน 

    ตอนที่  13 เจ้าชู้ยักษ์  

แดดร่มลมตกในยามเย็น แพตรีออกดูแลรดน้ำต้นไม้ตามปกติ สีหน้าหล่อนเต็มไปด้วยความสงบสุขและเหมือนได้รับความฉ่ำเย็นตามน้ำที่ลงรดแต่ละพันธุ์ไม้ไปด้วย

จากเช้าถึงเย็น ดูเวลาลัดผ่านไปรวดเร็วอย่างเหลือเชื่อ หล่อนทำงานบ้านละเอียดลออทุกซอกมุมด้วยใจจดจ่อเพื่อกันจิตมิให้ฟุ้งซ่านวกวน แต่งานบ้านอาศัยความเคยชินในการเคลื่อนไหวทางกาย ใช้ใจคิดอ่านเพียงเศษเล็กเสี้ยวเดียว เปิดช่องให้เรื่องอื่นแทรกแซงได้มากมาย จึงน่าอายที่ทบทวนแล้วพบว่าตนวกวนคิดถึงอยู่แต่คำพูด ท่วงที และสายตาของเขาคนนั้นตลอดวัน…

บอกตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงความปรารถนาเดิมที่จะตัดใจให้ขาด เขาไปขวาหล่อนจะไปซ้าย ทว่าแค่คิดก็รู้แล้วว่าตอนนี้หัวใจหล่อนอ่อนแรงต้านลงทุกที

รดน้ำเสร็จมาลงนั่งพรวนดินให้กุหลาบกอหนึ่งที่หลังบ้าน สีสันออกชมพูแดงเรื่อลานตาชวนให้เกิดความรู้สึกอ่อนหวานขึ้นมาในอก แพตรีระบายยิ้ม นึกถึงคำกล่าวลาของเขาเมื่อเช้าหลังจากใส่บาตรเสร็จ

‘ผมต้องไปพบหลวงตาท่าน…แล้วผมจะกลับมาหาแพนะฮะ'

ตอนนั้นคิดไม่ออกว่าจะตอบอย่างไร หรือแม้กระทั่งทำสีหน้าแบบไหน จึงจะเหมาะกับโอกาส นึกอยากหลบหน้าไปจากบ้านตลอดบ่ายด้วยซ้ำ การอยู่รอพบเขาอาจเหมือนตอบรับสัมพันธภาพอยู่ในที แย่ตรงที่มีทางเลือกน้อย เพราะนี่เป็นบ้านปู่ และเขาก็เป็นหลานแท้ๆ อยากเข้าออกเมื่อไหร่ก็อ้างว่ามาหาปู่ได้ตลอด

"กุหลาบสวยจัง"

แพตรีสะดุ้งสุดตัว หันขวับมาทางต้นเสียงก็พบเขาผู้กำลังมีบทบาทกับความคิดของหล่อนอยู่เดี๋ยวนั้น

ชายหนุ่มซ่อนหัวเราะไว้ มันเป็นนิสัยเสียๆอย่างหนึ่งที่ชอบทำให้คนกำลังเผลอตัวตกใจ เขาเป็นฝ่ายเลื่อนไปนั่งตรงหน้าหญิงสาว จ้องหน้าหล่อนยิ้มๆอย่างเอ็นดู เอ่ยต่อด้วยสุ้มเสียงนุ่มแน่น

"ผมเคยนั่งทานข้าวกลางวันบนตึกที่ทำงาน มองออกมานอกหน้าต่าง เห็นตึกรามบ้านช่อง เห็นรถราวิ่งขวักไขว่ แล้วก็เห็นต้นไม้บนเกาะกลางถนน"

แพตรีรักษาสีหน้าเป็นปกติ มิได้มีปฏิกิริยาอย่างใดกับการที่จู่ๆเขาก็เข้ามาแกล้งให้ตกใจเล่นเพื่อความบันเทิงเฉพาะตัว ฟังเขาด้วยนัยน์ตาทอดนิ่งราวกับคุยกันมาอย่างต่อเนื่อง

"รู้ไหมผมคิดอะไร ผมคิดว่าตึกกับรถนี่ถ้าใช้เวลาศึกษาเสียหน่อย ผมคงเข้าใจ สามารถออกแบบ หรือคุมงานสร้างได้ไม่ยาก จะให้เป็นรูปร่างสมทรงแข็งแรงทันสมัยยังไงก็ได้ ไม่เกินปัญญาผมหรอก แต่ว่า...สำหรับต้นไม้ ผมคงไม่มีทางเข้าใจเลยว่าธรรมชาติทำอย่างไร ถึงมีการแตกกิ่งก้านสาขา ยื่นยาวออกไปในทิศต่างๆรอบตัว และผลิดอกออกใบอย่างที่เราเห็นกัน ขั้นตอนการงอกเงยจากความเป็นเมล็ดพันธุ์ออกมาเป็นรูปเป็นร่างอย่างนี้น่ะ คิดดูแล้วลี้ลับจริงๆเลย มนุษย์อาจทำได้อย่างเดียวคือใส่เมล็ดพันธุ์ต้นกำเนิดลงไปในดิน แล้วก็ให้ปัจจัยในการเจริญเติบโตแก่มันบ้าง นอกนั้นเป็นหน้าที่ของธรรมชาติทั้งหมด"

หญิงสาวยังฟังเขานิ่ง ประกายตาทอแววขัน มุมปากเริ่มแย้มออกหน่อยๆ อาจเห็นว่าอยู่ๆเขาก็เอาอะไรมาเพ้อเจ้อให้ฟังกระมัง เกาทัณฑ์สบตาตอบด้วยใจที่เปิดเผย ก่อนเสหันมองหลังคาบ้าน

"บ้านหลังนี้ดีนะ มีต้นไม้เยอะ และทำให้ผมได้เรียนรู้ว่าธรรมชาติการเติบโตของต้นหมากรากไม้ มีส่วนสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจิตใจของผู้เลี้ยงยังไง เคยได้ยินว่าคนมือร้อนปลูกต้นไม้แล้วชืดเฉา ต้องคนมือเย็นถึงจะปลูกแล้วงามตา ผมลองสังเกตดูแล้ว ทุกต้นในบ้านนี้ดูมีชีวิตชีวาและเหมือนส่งยิ้มทักทายผู้มาเยือนให้สดชื่นได้ทุกเมื่อ เรียกว่าเห็นต้นไม้แล้วรู้เลยว่าใจคอเจ้าของเป็นอย่างไร และมีมือเย็นขนาดไหน"

ชายหนุ่มหันกลับมามองมือเรียวสมส่วนของแพตรี ก่อนเหลือบขึ้นมองหน้า เห็นหล่อนกำลังมองพินิจเขาด้วยดวงตาคู่สวย นิลเนตรฉายแววนิ่งดูมีพลังสะกดผู้ถูกจับจ้องให้อ่อนระยอบอยู่ในอำนาจอิตถี กระแสความดีที่ผนวกกับรูปกายอันเกิดแต่บุญเก่าอย่างลงตัว ส่งให้หล่อนเป็นเสมือนสิ่งมีค่าถูกตั้งไว้บนที่สูงอย่างน่ากลุ้มเมื่อคิดไขว่คว้า

เกาทัณฑ์คุมสติและสั่งตนเองไม่ให้เกิดความหลง ยิ่งหลงเท่าไหร่ยิ่งอ่อนแอเท่านั้น ใครจะไปอยากพิศวาสคนอ่อนแอเล่า

"แพรู้ไหม ทำไมต้นไม้ต่างชนิดต่างพันธุ์พวกนี้ถึงมีกิ่งก้านสาขาตามแบบที่เราเห็น มีเหตุผลอะไรกับการเป็นดอกกุหลาบสีแดง มีเหตุผลอะไรกับการมีหนามแหลม?"

แพตรีฟังคำถามอจินไตยนั้น นัยน์ตายังจ้องเขาไม่วาง มุมปากยังแต้มยิ้ม ริมฝีปากอิ่มล่างบางบนขยับเหมือนจะลังเลหาคำพูดอยู่เป็นครู่ ก่อนตอบในที่สุดว่า

"เพื่อให้เราเห็นมันเป็นอย่างนั้นมั้งคะ"

เกาทัณฑ์เลิกคิ้วคิดตามคำพูดหล่อนเล็กน้อย ก่อนเม้มปากลากเสียงยาวราวกับเกิดความเข้าอกเข้าใจเต็มตื้น

"อื๊อม์!...”

ความหน้าตายของเขาทำให้แพตรีอดหัวเราะไม่ได้ตามเคย

”ที่แท้ธรรมชาติก็ต้องการเอาใจมนุษย์และสัตว์ เข้าทีมาก น่าเสียดายที่คนส่วนใหญ่มองข้ามความน่าชื่นใจของธรรมชาติไปนะ เห็นต้นไม้บ้านนี้แล้วผมอยากมานอนเล่นที่นี่ทุกวันเลย คงหลับสบายน่าดู”

หญิงสาวเบนมองทางหน้าบ้านแล้วถามว่า

 “เข้ามาได้ยังไงคะ คงปีนรั้วใช่ไหมนี่?”

“เปล่าฮะ ยังกลางวันอยู่ ไม่ได้เวลาปีน…เผอิญปู่ลงมานั่งเล่นหน้าบ้านน่ะ”

“แล้วทำไมไม่อยู่คุยกับท่านล่ะคะ?”

“รู้ใจฮะ เห็นหน้าผมปู่ก็นึกรำคาญแล้ว รีบเลี่ยงมาหาแพดีกว่า แพคงไม่รำคาญผมหรอก”

“รู้ได้ยังไง?”

ประสานตากันนิ่ง ชายหนุ่มยิ้มอ่อน สงสัยขึ้นมาเล่นๆว่าถ้าตอนนี้เขารวบร่างกลมกลึงตรงหน้าเข้ามากอดแนบอกตามใจตนเอง จะโดนปู่เล่นงานถึงขั้นหัวร้างข้างแตกหรือเปล่า

“เมื่อกี้พอไหว้ปู่ ปู่รีบบอกว่าแพอยู่หลังบ้าน”

แพตรีวางเสียมเล็กในมือลงข้างกาย ก่อนกล่าวเชื้อเชิญเขาด้วยท่าทีมีมารยาทเยี่ยงผู้มีหน้าที่ต้อนรับอาคันตุกะ

“ไปนั่งที่ดีๆเถอะค่ะ เดี๋ยวจะหาน้ำให้”

ชายหนุ่มรู้ทันว่าหล่อนคงพาไปนั่งใกล้ปู่เป็นแน่ จึงวิงวอนว่า

“ขอนั่งสบายๆบนหญ้านุ่มนี่สักพักเถอะฮะแพ ผมชอบกลิ่นมะลิแรงๆปนกลิ่นไอดินหลังรดน้ำต้นไม้อย่างนี้จัง อยู่แต่บนตึก ห่างดินห่างหญ้ามานานเต็มที…นะ”

“ชอบธรรมชาติด้วยหรือคะ?”

ถามอย่างดูออกว่าเขาเป็นประเภทชอบเสพเฟอร์นิเจอร์หรูและไอเย็นของเครื่องปรับอากาศเสียมากกว่า เกาทัณฑ์ลืมตาโพลง มองหล่อนด้วยท่าทีขึงขัง

“ผมน่ะ นักธรรมชาตินิยมตัวยงเชียวนา เอาไหมล่ะ ให้มาช่วยแพรดน้ำพรวนดินทุกวันเลยยังไหว”

พูดจบก็ยิ้มพราย มองหล่อนด้วยนัยน์ตาแฝงแววกรุ้มกริ่มเล็กๆ แพตรีเห็นเข้าก็ถามมาอีกทางเพื่อลดแววชนิดนั้นในตาเขา

"เป็นไงคะวันนี้ ก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว?"

ได้ผล หน้าตาเกาทัณฑ์ดูธรรมะธัมโมขึ้นกว่าเดิมทันที

“ก้าวหน้าหรือ? หลวงตาให้ผมถอยไปข้างหลังก้าวหนึ่งต่างหาก เพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเองและพร้อมจะเริ่มนับหนึ่งใหม่จริงจัง”

หญิงสาวมองอีกฝ่ายอย่างนึกฉงน ดูท่าทางเขาไร้แววเล่นเช่นผู้รู้อรรถรู้ธรรมพึงปฏิบัติยามกล่าวถึงของสูง แต่ถ้อยคำก็ดูเหมือนเจตนาเล่นลิ้นให้ดูขลังอย่างเลื่อนลอยเสียมากกว่า

“หมายความว่ายังไงคะ?”

เกาทัณฑ์เกือบเล่าตรงๆ แต่ชะงักไว้ กล่าวอ้อมมาอีกทาง

“ตั้งแต่ทำสมาธิได้ เข้าเห็นสายลมหายใจชัดเจนต่อเนื่องเป็นนิมิต ผมก็รับรู้แล้วนะว่า ‘การเห็น’ นั้นมีมิติพิสดารเกินกว่าการใช้สองแก้วตาคู่นี้มองโลก ความจำก็เหมือนกัน ด้วยเพียงภาวะจิตปกติ มีสำนึกคิดอ่านตามธรรมดาอย่างนี้ อย่างดีก็ทบทวนไปได้เพียงอดีตใกล้ และเห็นเป็นมโนภาพเท่าที่ฝังใจอย่างรางเลือน ขาดลำดับ ขาดศักยภาพในการสืบสาวไปไกลได้ตามต้องการ”

ลมหายใจของแพตรีผ่อนแผ่วลงเมื่อเริ่มจับทิศถูก ทอดมองเขาอย่างรอคอยว่าจะพูดคำใดต่อ พอเห็นเงียบนาน ก็เป็นฝ่ายเตือน

“แล้วยังไงคะ เมื่อมีศักยภาพในการสืบกลับไปไกล…คุณเห็นอะไร?”

เกาทัณฑ์ยิ้มนิดหนึ่ง แม้ไวสัมผัสน้อยกว่านี้อีกสิบเท่าเขาก็ทราบได้ว่านั่นเป็นอาการอยากรู้อยากเห็นที่ผิดวิสัยของหล่อนมาก

“ผมควรจะเห็นอะไรฮะ?”

หญิงสาวอึกอัก ก่อนรู้สึกตัวและรักษากิริยาเป็นปกติดังเดิม

“ก็นั่นสิคะ เห็นเล่าเหมือนกับรู้อะไรดีๆมา นึกว่าจะถ่ายทอดให้ฟังบ้างในฐานะศิษย์อาจารย์เดียวกัน”

“แพเป็นศิษย์รุ่นพี่นี่ ต้องรู้ดีกว่าผมเยอะแน่เลย”

แพตรีเงียบ ตัดความกระวนกระวายใคร่รู้ที่เกิดขึ้นปุบปับออกจากใจไปสิ้น และเสมองผีเสื้อสองตัวที่กำลังขยับปีกอวดลายสวยห่างออกไป

“คำว่า ‘ชาติก่อน’ นี่ดูตลกและไกลตัวจริงๆนะ ฟังทีไรผมขำทุกที ต่อเมื่อเรารู้จักมันในฐานะความทรงจำของตัวเอง ย้อนได้ชัด รู้ได้จริงเท่ากับที่สามารถนึกได้ตลอดเวลาว่าเมื่อวานเป็นอย่างไร เราไปทำอะไรมา ชาติก่อนก็คืออีกกายหนึ่งก่อนกายนี้ จำไม่ได้ก็เป็นเรื่องโกหก จำได้เมื่อไหร่ก็เป็นเรื่องจริงไป”

หญิงสาวเฉย ทว่าสังเกตจากสายตาที่เล็งนิ่ง เกาทัณฑ์ก็ทราบว่าหล่อนกำลังเงี่ยหูฟังอย่างมีใจจดจ่อ

“สมมุติว่าแต่ก่อนผมเคยบำเพ็ญตบะ เป็นผู้วิเศษมีฤทธิ์เดช รู้แจ้งแทงตลอดในการใช้อำนาจจิตมาแล้ว นั่นก็แค่ปรากฏการณ์หนึ่งในอดีตที่สูญหายตายจากไป ถ้าใครมาบอกด้วยปากเปล่าให้รับรู้เดี๋ยวนี้ ผมคงหัวเราะก๊าก และเห็นเป็นเรื่องขบขันไร้สาระมากกว่าจะนึกเชื่อ…นั่งขับรถไปติดไฟแดงทุกวันอย่างผมน่ะหรือเคยเป็นฤาษี เหาะเหินเดินอากาศได้”

แพตรีเหลียวมามองดังคาด สีหน้าบอกชัด หล่อนทราบว่าคำพูดคล้ายเปรยเป็นตัวอย่างของเขามิใช่เพียงสมมุติเล่น เพราะหล่อนรู้ล่วงหน้าอยู่ก่อนแล้วว่านั่นคือเรื่องจริง

เกาทัณฑ์เกิดความฉลาดแกมโกงขึ้นมาทันใด แม้ถึงตอนนี้ยังไม่รู้อะไรเลย เขาก็จะลักไก่

“ทำไมแพต้องรอให้ผมรู้เรื่องระหว่างเราด้วยตัวเอง เห็นผมลืมก็น่าจะปรานีบอกกล่าวกันบ้าง ถ้าชาตินี้ผมจำสัญญาระหว่างเราไม่ได้ และหายหน้าตลอดไปเพราะน้อยใจท่าทีเมินเฉยของแพ แพจะทนเสียใจไหวหรือ?”

แพตรีเขม้นมองทั้งหน้าเขาแน่วนิ่งคล้ายพยายามผ่านให้เห็นถึงข้างใน

“ทำไมถึงจะไม่ไหวล่ะคะ เราผูกพันกันแน่นหนานักรึไง?”

“คำว่า ‘ผูกพัน’ น้อยเกินไป…”

แล้วชายหนุ่มก็ขยับเข้ารุกประชิด ดึงมือซ้ายบนตักหล่อนขึ้นกุม แพตรีมองเขาตื่นๆด้วยความคาดไม่ถึงกับการจู่โจมชนิดนั้น พลังและไออุ่นในอุ้งมือแกร่งมีอิทธิพลเฉียบพลันให้อ่อนลงได้ทั้งร่าง หล่อนใช้มือข้างที่เป็นอิสระยันพื้นเอนกายอย่างพยายามหนี พลางเค้นเสียงเขียวด้วยสัญชาตญาณป้องกันตัวของหญิง

“เอ๊ะ! จะทำอะไรคะ?”

ปลายเสียงพร่าสั่นเต็มทนจนเกินกว่าจะน่าเกรง เกาทัณฑ์มองริมฝีปากสั่นระริกของหล่อนด้วยความรู้สึกเป็นต่อ แพตรีก้มหน้าหลบอย่างรู้ว่าเขากำลังโน้มเข้ามาจะหอมแก้ม

“แพ…”

เสียงมีเมตตาของปู่เรียกดังแต่ไกลและฟังรู้ว่ากำลังเดินใกล้เข้ามา เกาทัณฑ์ถึงกับผวา ปล่อยมือหญิงสาวทิ้งทันที และรีบดึงกายขึ้นนั่งตรงเป็นปกติ ใจเต้นตึกๆ ส่วนแพตรีหน้าแดงราวกับทาด้วยชาด เบี่ยงกายไปทางอื่นที่เมื่อปู่มาถึงแล้วจะเห็นเพียงด้านข้าง

“เตรียมจัดข้าวเย็นเถอะลูก”

ปู่ปรากฏตัวและยืนห่างแค่สิบก้าว พอบอกหล่อนเช่นนั้นแล้วก็หันมาสั่งหลานชาย เสียงเข้มแตกต่างจากที่พูดกับแพตรีอย่างเห็นได้ชัด

“แล้วนายเต้ มานั่งคุยกับปู่ข้างบนมา!”

เกาทัณฑ์เงอะงะ แต่ก็รับคำเสียงดังผิดปกติแบบเด็กขี้ขโมยถูกจับได้

“อะ…ครับ!”

ดึงกายขึ้นยืนด้วยความเสียดายใจแทบขาด อุตส่าห์ได้มือนุ่มนิ่มราวกับสำลีสวรรค์มาถือไว้แล้ว และกำลังจะเข้าถึงแก้มหอมอยู่รอมร่อ ทำไมฝันที่เป็นจริงถึงพังครืนลงได้อย่างนี้

 

นั่งลงตรงข้ามปู่ เกาทัณฑ์รู้สึกหนาวๆร้อนๆชอบกล แม้สายตาของท่านยังเปี่ยมเมตตา ทว่าทีท่าขรึมกว่าเคย ประกอบกับที่เขารู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองเพิ่งก่อคดีอาจเอื้อมเชยชมแก้วตาดวงใจของท่านมาหยกๆ บรรยากาศเลยเหมือนห้องสอบสวนผู้ร้ายที่เพิ่งถูกรวบตัวได้อย่างไรอย่างนั้น

“ปู่มีลูกหลายคนทั้งหญิงชาย” ท่านเริ่มด้วยเสียงเป็นกังวานราวกับเพิ่งอยู่ในวัยฉกรรจ์ “รักและห่วง เลี้ยงดูอย่างทะนุถนอมเท่าเทียมกัน เข้าใจดีว่าแค่ไหนถึงเรียกรักลูก รักหลาน”

ชายหนุ่มกลืนน้ำลายเอื๊อก อารัมภบทแค่นี้ก็เดาได้แล้วว่าเมื่อกี้ปู่เห็นแหงๆ จะจากมุมมองไหนนั่นสุดจะหยั่งทราบ ในเมื่อควรเป็นบริเวณที่มีแมกไม้มุงบังลับตาที่สุดของบ้านแล้ว

“ต่อเมื่อเลี้ยงยายแพ ถึงรู้ว่ารักยิ่งกว่าลูกเป็นยังไง”

หลานชายยิ้มแห้งๆ

“นั่นสิครับ ก็น่าอยู่หรอก”

“ทุกวันนี้ถ้ามีห่วง ก็ห่วงเดียวคือยายแพ ฉันคงตายตาหลับยากถ้ายังไม่แน่ใจว่าเขาจะอยู่กลางดงเสือ สิงห์ กระทิง แรดอย่างไร”

เกาทัณฑ์ฝืนยิ้มให้ต่อเนื่อง ได้แต่พยักหน้ากระตุกๆเป็นระยะอย่างไม่ทราบจะทำอะไรดีกว่านั้น เพราะชัดแล้วว่าปู่กำลังเริ่มเทศนา

“ฉันเคยเป็นหนุ่มมาก่อน ถึงรู้ว่าคนที่น่าเชื่อถือ น่าไว้ใจน่ะ ต้องไม่ใช่คนปากว่ามือถึง เพราะความประพฤติแบบนั้นแสดงให้เห็นว่าเคยชินที่จะใช้สัญชาตญาณเบื้องล่างนำความรู้สึกฝ่ายสูง ทำกับคนหนึ่งได้ก็สามารถทำกับผู้หญิงคนต่อๆไปทุกเวลา ทุกที่ ต่อให้ออกเรือนเป็นฝั่งเป็นฝา สมควรควบคุมตัวเองให้อยู่ในร่องในรอยแล้ว ก็จะยังไม่วายเอาแต่ใจตัว เจ้าชู้ไปทั่ว”

ฝ่ายถูกเทศนาสะอึกหน่อยหนึ่ง นึกแย้งในใจว่าแพตรีคือคนสุดท้ายที่เขาจะแตะต้อง ถ้าได้หล่อนมา ผู้หญิงทั้งโลกก็หมดความหมายตลอดไป อย่างไรก็ตาม เหมือนเขาย่ามใจมาเชยชมสมบัติต้องห้ามกลางบ้านเจ้าของ เป็นฝ่ายผิดวันยังค่ำ จึงจำก้มหน้าก้มตาขอโทษขอโพยเสียงอ่อยตามระเบียบ

“ผมผิดไปแล้วครับปู่ เผลอตัวใจเร็วไปหน่อย”

“ไม่หน่อยล่ะ แกคงทำบ่อยจนชินแล้วต่างหาก เห็นหลานสาวฉันเป็นอะไร มาลวนลามกันกลางสนามหญ้าได้”

แค่จับมือหน่อยเดียวคนรุ่นปู่เรียกลวนลาม? เกาทัณฑ์ปิดตาลง งอหลังระทดระทวย ก่อนฝืนอธิบายว่า

“ผมเสียใจหากทำให้ปู่เห็นและเข้าใจว่าภาพที่เกิดขึ้นมาจากความมักง่ายไร้สำนึก แต่ความจริงก็คือ ผมรู้ตัวว่าสัมผัสทั้งหมดละเอียดอ่อนและเต็มไปด้วยความให้เกียรติ มองแพด้วยความรู้สึกด้านสูง ต่างจากที่ปู่เข้าใจเป็นตรงข้ามนะฮะ”

“หมายความว่าแกรักยายแพรึ?”

ปู่ถามตรงไปตรงมาจนเหมือนเอาเข็มแหลมทิ่มหลัง เกาทัณฑ์อึกอักอยู่ครู่หนึ่ง ใช่เพราะลังเลที่จะตอบ แต่ออกประหม่าที่ต้องสารภาพกับปู่ซื่อๆโดยมิได้เตรียมเนื้อเตรียมตัวล่วงหน้า

“ครับ”

เขายอมรับฝืดๆในที่สุด

“แล้วคิดว่าเขารักแกรึเปล่า?”

เกาทัณฑ์กะพริบตาสองสามหน

“ไว้มีโอกาสดีเมื่อไหร่ผมจะลองถามเขานะครับ”

“ฉันแค่อยากรู้ว่าแก ‘คิด’ ว่าเขารักแกหรือเปล่า ย่ามใจขนาดจะกอดจูบเขากลางวันแสกๆน่ะ ถ้าขาดความมั่นใจใครจะกล้าล่ะ”

ฝ่ายถูกคาดคั้นทำหน้าเรี่ยด้วยความลำบากใจ

“คงอย่างนั้นมั้งครับ ผมต้องเข้าข้างตัวเองไว้ก่อน เวลาคบหาสั้นจนเจาะจงยากว่าควรเรียกอะไรก็จริง แต่ของแบบนี้เมื่อเกิดขึ้น ประสบการณ์ที่ผ่านมาของผมก็พอบอกได้ว่าใช่หรือเปล่า”

ปู่ชนะยิ้มเล็กน้อย

“แกเข้าข้างตัวเองแบบนี้บ่อยไหมนี่?”

หลานชายสะอึกอีกคำรบ

“ปู่ให้ผมตอบตามความรู้สึกนะครับ”

ชายชราพยักหน้า

“ให้พูดแบบไม่อ้อมค้อมนะ ปู่ไม่นิยมคนเจ้าชู้ยักษ์ จะว่าหัวเก่าก็ตามใจ ในเมื่อยังไม่ถึงเวลาตกลงปลงใจทำพิธีตกล่องปล่องชิ้นให้เป็นเรื่องเป็นราว แล้วมาคิดหากำไรล่วงหน้าน่ะ ฝ่ายหญิงเสียเปรียบฟรีมานักต่อนักแล้ว เริ่มจากนิดหน่อยหอมปากหอมคอ เดี๋ยวก็ลามถึงขั้นรังแกกัน ตัดไฟแต่ต้นลมน่ะดีที่สุด แกจะทึกทักตามอัธยาศัยยังไงก็ช่าง แต่ห้ามแตะ!”

เกาทัณฑ์กะพริบตาทีหนึ่ง ไม่ได้ตระเตรียมล่วงหน้ามาก่อนเลยสำหรับวินาทีนั้น

“ปู่ครับ” เขาเริ่มต้นหนักแน่นอย่างรู้ว่ากำลังจะพูดอะไรต่อไป “ผมขอโทษอีกครั้ง และอยากพิสูจน์ตัวเองว่าแม้ล่วงเกินแพน้อยหรือมากกว่าที่ปู่เห็น ก็พร้อมจะรับผิดชอบทั้งหมด ไม่ใช่ความมักง่ายใจเร็วเลย เดี๋ยวถ้าถามขอความยินยอมจากแพได้ และปู่ยอมรับ อาทิตย์หน้าผมพาพ่อแม่มาหมั้นแพนะครับ”

ด้วยเพราะมองปู่อยู่ตลอดเวลา ชายหนุ่มจึงไม่คิดว่าตนตาฝาดที่เห็นปู่ระบายยิ้มโล่งใจ คล้ายคนยกภูเขาออกจากอกได้เสียที หลังแบกไว้หนักอึ้งแสนนาน แต่ชั่วพริบตาปู่ก็ปั้นหน้าขรึมพูดเป็นงานเป็นการเหมือนเดิม

“อะไรกัน ฉันเห็นแกคุยกับยายแพนับคำได้ ถือสนิทตั้งแต่เมื่อไหร่ถึงคิดมาหมั้นล่ะนี่”

เมื่อปู่เริ่มอ้อมค้อมอย่างสงวนทีเพราะอยู่ฝ่ายหญิง เกาทัณฑ์ก็เป็นฝ่ายตัดตรงเข้าหาจุดบ้าง

“พูดเปิดอกกับปู่อย่างหลานนะครับ ผมรักแพ ต้องการแต่งกับเขา ระหว่างนี้เมื่อไปมาหาสู่เพื่อทำความสนิทชิดเชื้อและทอดระยะเวลาพิสูจน์ตัวเอง จะให้ผมเป็นสุภาพบุรุษแค่ไหนก็ยอม แต่ขนาดห้ามแตะแม้ปลายเล็บนี่ ผมคงขาดใจตายเสียก่อนถึงวันแต่ง เพราะฉะนั้นเพื่อความสบายใจ ก็น่าจะมีพิธีหมั้นเพื่อให้โอกาสเราแสดงสนิทสนมกันตามโอกาสโดยไม่เสียเกียรติใคร อย่างที่ยอมรับกันตามประเพณีเรา”

ผู้อาวุโสหัวเราะเอื่อย

“เคยพูดกับแพเรื่องนี้หรือเปล่า?”

ชายหนุ่มสั่นศีรษะ

“ไม่เคยครับ และรู้ดีว่าเธออาจปฏิเสธเพราะเร็วเกินไป แต่ก็ยินดีเก้อเพื่อบอกว่าผมพบเธอแล้วเกิดความรักจริงรุนแรงขนาดไหน ให้รู้ว่าต้องการเธอตั้งแต่เดี๋ยวนี้ และรอได้นานเท่าที่อยากพิสูจน์กัน กับทั้งอยากทราบด้วยว่าผมละเมอเพ้อพกอยู่ตามลำพังหรือเปล่า หากหลงเข้าใจผิด ก็จะได้ถอนเท้าไปก้าวหนึ่งและเริ่มเข้ามาใหม่อย่างรู้จักเจียมตัวประมาณตน ปู่อย่าห่วงว่าผมหุนหันพลันแล่นเป็นเด็กๆเลยฮะ ผมโตแล้ว แน่ใจว่าสร้างตัวไว้มั่นคงพอ ปลูกบ้านปลูกเรือนได้ พอๆกับที่สามารถปลูกรักและเลี้ยงดูให้เติบโตอย่างผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบดีคนหนึ่ง”

เว้นระยะขบริมฝีปากหน่อยหนึ่ง

“ผมรู้อย่างที่ปู่รู้ ถ้าคิดมีชีวิตคู่ เลือกแพน่ะไม่ผิดแน่ แต่เลือกผมอาจไม่แน่ว่าจะผิดหรือเปล่า เพราะฉะนั้น ปู่กับแพอยากให้ผมทำอะไร เลิกทำอะไร ระหว่างหมั้นผมจะให้เห็นก็แล้วกันว่าเป็นไปได้ไหม”

ปู่ชนะยังยิ้มอยู่ในความสงบเยือกเย็น มองหลานชายด้วยสายตาของคนอยู่ในโลกมานาน

“เดี๋ยวให้ฉันถามแพเป็นส่วนตัวนะว่าแกพูดเองเออเองไปคนเดียวหรือเปล่า เรื่องการงานความมั่นคงของแกน่ะรู้อยู่หรอก ยังไงก็หลานแท้ๆของฉัน ฐานะยายแพก็เหมือนลูกพี่ลูกน้อง ถ้าได้กันมันก็ทำนองเรือล่มในหนองน่ะแหละ แต่ความในใจของเขาก็อีกเรื่องหนึ่ง เขาต้องเลือกเองว่าจะหมั้นหรือเมินใคร”

 

ค่ำนั้นแพตรีทำข้าวอบสับปะรดกับลาบเห็ดมาวางพอทานสามคน ตลอดเวลาหล่อนก้มหน้างุด ปู่ถามคำตอบคำ ส่วนเกาทัณฑ์ชวนปู่พูดคุยเป็นปกติ ว่างๆก็ออกปากชมรสอาหาร พยายามพูดให้แพตรีโต้ตอบ แต่หล่อนเงียบและก้มหน้าก้มตาเฉยคล้ายเข้าใจว่าเขาพูดกับลมแล้ง

“พรุ่งนี้วันอาทิตย์ ผมอยากชวนปู่กับแพไปทำบุญด้วยกันไกลๆ"

เขาพูดขึ้นมาในจังหวะหนึ่ง

"เนื่องในโอกาสอะไร?"

เกาทัณฑ์หยุดคิดเล็กน้อย ก่อนตอบว่า

“โอกาสที่ผมมีความรู้สึกดีพอ พร้อมจะทำบุญฮะ และอยากพาปู่กับแพไปไกลถึงต่างจังหวัดให้สบายใจบ้าง”

ปู่หัวเราะหึๆ

“ฉันอยู่นี่ก็สบายใจดีนี่นา ให้คนแก่นั่งอุดอู้ในรถออกต่างจังหวัดนึกว่าเมื่อยน้อยอยู่รึ”

ชายหนุ่มพยักหน้ารับทราบอย่างหมดหวัง แต่แล้วก็หูผึ่ง

“ลองชวนแพดูสิว่าเขาอยากจะไปไหม”

สองหนุ่มสาวมองปู่เป็นตาเดียวด้วยความคาดไม่ถึง ปู่พยักพเยิดกับแพตรี

“อยากไปทำบุญต่างจังหวัดกับพี่เขาไหม?”

เกาทัณฑ์ชักมองออกว่านั่นเป็นการสอบดูว่าหลานสาวมีใจให้เขาแค่ไหน หรืออีกนัยหนึ่งอาจเป็นการจงใจให้เขารับรู้ว่ากะแค่เดินทางไปเที่ยวกันสองต่อสองนี่แพตรีก็ไม่เอาด้วยแล้ว อย่าว่าแต่ขอเจรจาหมั้นหมายอะไรเลย

แพตรีหันขวับมาจ้องเขา หากสังเกตจะเห็นหน้ามุ่ยนิดๆ หล่อนเกือบบอกปู่ตรงๆว่า

‘ไม่อยากค่ะ เขาไว้ใจไม่ได้!’

แต่ถ้าพูดแล้วคงเหมือนหักหน้าให้สะเทือนใจกันมากไปหน่อย จึงตวัดหางตาผ่านเขานิ่มๆ หันไปมองปู่ และเรียบเรียงประโยคปฏิเสธเสียใหม่เป็นน้ำเสียงทอดอ่อน

“พรุ่งนี้แพอยากตื่นขึ้นมาใส่บาตรตามปกติค่ะปู่ แล้วตอนกลางวันถ้าได้พักผ่อนอยู่กับบ้านก็คงสบายดี”

ปู่ชนะครางรับอือม์ ก่อนหันมาทางหลานชายเพื่อถ่ายทอด

“แพเขาไม่อยากไปกับแกน่ะเต้”

เกาทัณฑ์หน้าเจื่อนลง เริ่มเปล่าเปลี่ยวที่หาพรรคพวกเข้าข้างไม่ได้สักคน

“ช่างเถอะครับ เอาไว้โอกาสหน้าปู่เกิดอยากนั่งรถ แล้วแพมีธุระทำน้อยลง ก็ขอให้บอกแล้วกัน สำหรับผมพร้อมเสมอ”

การสนทนาถัดจากนั้นเป็นการผูกขาดระหว่างปู่กับหลานชาย ซึ่งก็กะพร่องกะแพร่งลงถนัด แพตรีเหมือนแยกตัวออกไปอยู่ต่างหาก พอหล่อนอิ่มก็เดินหายไปทำอะไรก็อกแก็กในครัวซึ่งอยู่ห้องติดกันทันที

“ปู่เอาเบอร์ผมไว้นะฮะ ถ้ามีธุระด่วนอะไรก็อยากให้เรียกใช้ผมก่อนคนอื่น”

เกาทัณฑ์ควักนามบัตรจากกระเป๋าสตางค์มาเขียนหมายเลขโทรศัพท์ในห้องพักเพิ่มเติมจากเบอร์มือถือและเบอร์วิทยุติดตามตัวที่ปรากฏอยู่แล้ว พอเขียนเสร็จก็ยื่นส่ง ปู่รับมาดูแวบหนึ่งก่อนหย่อนใส่กระเป๋าเสื้อด้วยท่าทางคล้ายพร้อมจะลืมภายในห้านาที

สองปู่หลานอิ่มในเวลาต่อมา เกาทัณฑ์ยกสำรับใส่ถาดตามแพตรีไปจะช่วยล้าง คิดว่าจะหาโอกาสคุยกับหล่อนอีกสักหน่อย แต่ก็เห็นหายไปจากครัวเสียก่อนหน้านั้นแล้ว จึงลงมือล้างถ้วยชามตามลำพังจนเสร็จ ชักนึกท้อขึ้นมาสำหรับคืนนั้น พอเช็ดมือแห้งเลยไปลาปู่ซึ่งกำลังเดินเล่นอยู่หน้าบ้าน

“ผมกลับล่ะครับปู่”

“อ้าว กินเสร็จกลับเลยเหรอะ?”

ปู่ถามแบบกระเซ้าเล่น

“ช่วยล้างจานแล้วนี่ครับ หรือว่ามีฝาบ้านตรงไหนโหว่ ผมจะได้ช่วยซ่อมก่อนกลับ”

“เอาเถอะ ไว้กินบ่อยกว่านี้หน่อยค่อยไหว้วาน”

แล้วปู่ก็ไขกุญแจประตูให้ เกาทัณฑ์เดินข้ามออกไปยืนนอกเขตบ้าน แต่หันกลับมาทิ้งท้าย

“ปู่ครับ ผมรักแพจริงๆนะ”

แล้วก็ยกมือไหว้อย่างนอบน้อม เดินขึ้นรถขับหายจากไปในความมืดของซอย

แพตรีเงี่ยหูฟังเสียงรถเขาหายไปอยู่ในห้อง น้อยครั้งที่หล่อนนั่งเหม่อเซื่องเฉยอย่างคนว่างงานเช่นนั้น อุ้งมืออบอุ่นของเขาทำให้ระบบความคิดทั้งหมดสะดุดชะงักลงจนกระทั่งบัดนี้

โกรธเขาหรือ? เปล่าเลย หล่อนเปิดใจรับและโหยหาอาวรณ์เขาเสียจนนึกละอาย ต้องแกล้งทำตัวเป็นปฏิปักษ์เพื่อปกปิดตนเองต่างหาก เขาเคยเมินจนหล่อนรู้สึกไร้ค่า และต้องเดียวดายมากี่ปี วันหนึ่งเมื่อเขากลับมา จะให้พบว่าหล่อนยังคงเปิดประตูไว้กว้างๆเหมือนเดิมทุกประการอย่างนั้นหรือ เขาคงเห็นเป็นก้อนกรวดน่ะซี

“แพ”

เสียงปู่เคาะประตูเรียก หล่อนจึงลุกขึ้นเปิด ทั้งที่เหนื่อยล้าและอยากพักผ่อน ทว่าแพตรีฟังว่าปู่สั่งอะไรก่อนฟังความต้องการของตนเองเสมอมาและจะเป็นเช่นนี้เสมอไป

เห็นปู่นั่งรอที่เก้าอี้โยกก็เดินไปนั่งสงบเสงี่ยมใกล้ๆ

“เขาขอหมั้นแพน่ะ…”

หญิงสาวชะงักกึก ตะลึงตะไล หน้าซีดแล้วกลับฝาดชมพูจัด

“จะให้ปู่ตอบเขาว่ายังไงดีล่ะ?”

แพตรีเรียกความคิดอ่านเป็นครู่ ก่อนหลบตาปู่ มีความสะเทิ้นอายให้เห็นอยู่ในที

“เขาต้องเป็นบ้าแน่ๆค่ะ เพิ่งรู้จัก เจอหน้าค่าตากันเท่าไหร่เอง”

“อือ นั่นสิ สรุปคือจะฝากบอกเต้มันอย่างนี้ใช่ไหม รอเวลาเห็นหน้าค่าตากันเยอะๆหน่อย หายบ้าแล้วค่อยคิดใหม่อีกที”

หลานสาวก้มหน้าจีบปากซ่อนยิ้ม กิริยาเช่นนี้เข้าใจง่ายยิ่งกว่าอะไรหมด

“ปู่คอยติดตามถามไถ่ความเป็นไปของเจ้าเต้มาตลอด พอรู้ล่ะว่าหมอนี่ไม่ยอมลงเอยสร้างหลักปักฐานกับใครเร็วนักหรอก เพราะยังมีเวลา มีโอกาสเลือกอีกเยอะ นี่ปุบปับมาขอแพ แสดงว่าตกหลุมรักจนลืมตัว ลืมอะไรหมดแล้ว”

แพตรีสะกดยิ้มเอาไว้

“ตกได้ก็ขึ้นได้มั้งคะ”

ผู้เป็นเจ้าของเรือนถอนใจ

“ความจริงเจ้าเต้ก็เข้าทีนะ ถึงจะใจร้อนไปหน่อย แต่ก็มีดีพร้อมทุกด้าน ถ้ารักแพจริง ก็คงร่วมกันช่วยสร้างบ้านสร้างเรือนให้อยู่เย็นได้ง่ายหรอก ฝากแพไว้ในมือคนวางใจได้เมื่อไหร่ ปู่คงหายห่วง เป็นคนแก่ใกล้ตายอย่างสบายใจ”

“ถึงยังไง แพก็รู้สึกว่าเขาเข้ามาเร็วเกินไปค่ะปู่ ถ้าได้ทุกอย่างตามใจนึก เขาคงเห็นแพไร้ค่าอีก”

ปู่ชนะพยักหน้า

“ก็จริง”

หลานคนงามเงยหน้าชำเลืองสบตา ถามตามตรง

“ทุกวันนี้แพเป็นภาระให้ปู่อึดอัดหรือเปล่าคะ?”

ชายชราหัวเราะในลำคอ

“แพเลี้ยงปู่มาตั้งนานแล้ว ใครเป็นภาระใครกันแน่ล่ะ ทุกอย่างให้เป็นไปตามความสมัครใจของแพเถอะ” แล้วท่านก็ถามแบบยิ้มในหน้า “ว่าแต่พรุ่งนี้อยากอยู่บ้านเฉยๆแน่เหรอะ?”

 

มีความหวานในรสรักลอยวนอ้อยอิ่งอยู่ในอก ใจนึกถึงแต่มือนุ่มน่ากุมตลอดเวลา หล่อนอาจรักนวลสงวนตัวจนคิดโกรธที่เขาก้าวรุกรวดเร็วเกินไป แต่เกาทัณฑ์ก็แน่ใจว่าตนไม่ได้แสดงออกเกินเลยด้วยใจด้านหยาบแม้แต่นิดเดียว

ดูเหมือนกระแสโลกดึงดูดกลับไปเกือบหมดตัวแล้ว เพราะนึกอยากดื่มเหล้ากับเพื่อนสนิทสองสามคนที่ห่างหน้ากันมาเป็นอาทิตย์ ไม่มีสิ่งใดห้ามใจ เมื่อคิดหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นเรียกและนัดแนะว่าจะไปรับ ช่วงถนนนั้นเปิดให้วิ่งเพียงเลนเดียวเพราะขุดเจาะสร้างสะพาน รถเครนตั้งตระหง่านกั้นอีกเลนไว้ แถมกำลังมีรถบรรทุกเทดินทราย รถจึงติดออเป็นตังเมอยู่อย่างนั้นนานเน พอจะให้เขานัดหมายเพื่อนได้สองคน

ปิดโทรศัพท์นั่งเงียบครู่หนึ่ง สัญญาณโทรศัพท์ก็กรีดแทรกความเงียบในรถขึ้นมา เกาทัณฑ์เอื้อมหยิบและกดปุ่มรับ กรอกเสียงลงไปเนือยๆ

“ว่าไง”

คิดว่าคงเป็นเพื่อนที่เพิ่งโทร.นัดกันนั่นเอง รอฟังว่ามีสิ่งใดติดขัด ก็ต้องแปลกใจที่ต้นสายเงียบนิ่งอยู่เป็นนาน

“ปู่ใช้ให้โทร.มานะคะ…”

ในที่สุดเขาก็ได้ยินเสียงนุ่มเย็นดังขึ้น ซึ่งก็ถึงกับทำให้ตาโตเป็นไข่ห่าน

“แพ!”

พักตั้งสติอึดใจหนึ่ง ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแจ่มใสเป็นปกติได้

“มีอะไรให้ช่วยบอกมาเลยฮะแพ”

“ยังมีศรัทธาจะไปทำบุญต่างจังหวัดพรุ่งนี้อยู่หรือเปล่า?”

คราวนี้เกาทัณฑ์ถึงกับอ้าปากค้าง แต่พริบตาเดียวก็พยักหน้าแข็งขัน ราวกับหล่อนอยู่ใกล้และมองเห็นได้ แต่ก่อนหลุดเสียงตอบก็ได้ยินแตรไล่หลัง เมื่อเงยหน้าก็พบว่าขบวนรถเริ่มเคลื่อนตัวห่างออกไปแล้ว

“แน่นอน!”

รีบตอบแล้วเข้าเกียร์เหยียบคันเร่ง ส่ายตาหาซอยเหมาะได้ก็เข้าจอดแอบทันที ขับต่อมีหวังชนแน่ถ้ามือไม้สั่นอย่างนี้

“วางแผนไว้ยังไงคะ?”

“มีเวลาแค่ไปเช้าเย็นกลับนี่คงต้องเลือกที่ใกล้ เท่าที่ผมทราบพระสายวัดป่าผู้เป็นสุปฏิปันโนทางภาคอีสานยังอยู่ให้กราบไหว้อีกมาก แพแนะนำดีกว่าฮะ ผมเองเพิ่งเข้ามา ยังรู้น้อย”

“ถ้าเป็นจังหวัดใกล้และดิฉันนับถืออยู่มากก็คงเป็นหลวงพ่อพุธ ฐานิโยค่ะ ท่านเดินทางเทศน์บ่อย เพราะมีวัดสาขาอยู่หลายแห่ง แต่เท่าที่เผอิญทราบมาเมื่อหลายวันก่อน ตอนนี้ท่านพำนักอยู่วัดป่าสาละวันที่โคราช”

“ได้เลยฮะแพ”

เกาทัณฑ์ยิ้มเปี่ยมปีติสมใจ ไม่ต้องการรู้เหตุผลในการเปลี่ยนใจของหล่อน รับรู้เพียงการตัดสินใจที่แน่นอนนี้แล้วเป็นพอ

“แพจะให้ผมไปรับกี่โมง”

“คุณสะดวกกี่โมงล่ะคะ?”

ชายหนุ่มนึกถึงนัดทานข้าวกับพ่อแม่ ปกติบ้านเขาทานเช้ากันเจ็ดโมง คำนวณเวลาแล้วก็บอกไปว่า

“แปดโมงครึ่งได้ไหม?”

“ค่ะ…ก็ได้” หล่อนรับง่ายๆ “เท่านี้นะคะ”

พูดจบก็วางสายไปเลย เกาทัณฑ์ลดแท่งโทรศัพท์ลงจากหู ตาเป็นประกายวาววามอยู่ในความมืด เหมือนกริ่งแก้วนับร้อยส่งเสียงเป็นกังวานใสในอากาศฉ่ำเย็นรอบกาย เอนหลังพิงพนักปิดตาลงอย่างเป็นสุข เสพความอิ่มเอมชนิดนั้นจนเต็มตื้นก่อนโทร.หาเพื่อนเพื่อบอกเลิกนัดทั้งยังหลับตา

เพื่อนโหวกเหวกโวยวายกับการเบี้ยวนัดดื้อๆของเขา พอเกาทัณฑ์บอกว่าเพิ่งนึกได้พรุ่งนี้ต้องทำบุญ เพื่อนยิ่งด่าหนักกว่าเดิม หาว่าเขาทำเป็นตลก น่าถีบมากที่เพิ่งโทร.นัดเองเมื่อกี้แล้วจู่ๆก็บอกเลิก หลอกให้อาบน้ำแต่งตัวคอยเก้อ ถ้าอย่างนายเกาทัณฑ์เลี่ยงเหล้าเตรียมทำบุญ ชาวบ้านคงต้องเลิกกินเนื้อสัตว์ หันมาถือศีลแปดนอนพื้นกระดานกันทั่วประเทศแน่นอน

นั่นทำให้เกาทัณฑ์เห็นอย่างชัดเจนว่าเมื่อวานของตนเป็นเช่นไรในสายตาคนอื่น และพรุ่งนี้กำลังจะเปลี่ยนไปเช่นไรในความรับรู้ของตนเอง

  (  โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ..  ) 

ด้วยรัก/จากใจ..พลอยจ๋า

Comment

Comment:

Tweet

Recommend