ทางนฤพาน ตอนที่ 13

posted on 12 Jan 2008 11:48 by bannpeeploy in articles, buddhism

ธรรมนิยาย ชุด ทางนฤพาน ผลงานของ ดังตฤณ

ชุดนี้มีทั้งสิ้น 29 ตอนค่ะ

สนใจ เลือกรับฟังและอ่านในตอนอื่นๆ   คลิ๊กได้ที่นี้นะค่ะ

  

 

  ธรรมนิยาย ชุด ทางนฤพาน 

    ตอนที่  13 เจ้าชู้ยักษ์  

แดดร่มลมตกในยามเย็น แพตรีออกดูแลรดน้ำต้นไม้ตามปกติ สีหน้าหล่อนเต็มไปด้วยความสงบสุขและเหมือนได้รับความฉ่ำเย็นตามน้ำที่ลงรดแต่ละพันธุ์ไม้ไปด้วย

จากเช้าถึงเย็น ดูเวลาลัดผ่านไปรวดเร็วอย่างเหลือเชื่อ หล่อนทำงานบ้านละเอียดลออทุกซอกมุมด้วยใจจดจ่อเพื่อกันจิตมิให้ฟุ้งซ่านวกวน แต่งานบ้านอาศัยความเคยชินในการเคลื่อนไหวทางกาย ใช้ใจคิดอ่านเพียงเศษเล็กเสี้ยวเดียว เปิดช่องให้เรื่องอื่นแทรกแซงได้มากมาย จึงน่าอายที่ทบทวนแล้วพบว่าตนวกวนคิดถึงอยู่แต่คำพูด ท่วงที และสายตาของเขาคนนั้นตลอดวัน…

บอกตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงความปรารถนาเดิมที่จะตัดใจให้ขาด เขาไปขวาหล่อนจะไปซ้าย ทว่าแค่คิดก็รู้แล้วว่าตอนนี้หัวใจหล่อนอ่อนแรงต้านลงทุกที

รดน้ำเสร็จมาลงนั่งพรวนดินให้กุหลาบกอหนึ่งที่หลังบ้าน สีสันออกชมพูแดงเรื่อลานตาชวนให้เกิดความรู้สึกอ่อนหวานขึ้นมาในอก แพตรีระบายยิ้ม นึกถึงคำกล่าวลาของเขาเมื่อเช้าหลังจากใส่บาตรเสร็จ

‘ผมต้องไปพบหลวงตาท่าน…แล้วผมจะกลับมาหาแพนะฮะ'

ตอนนั้นคิดไม่ออกว่าจะตอบอย่างไร หรือแม้กระทั่งทำสีหน้าแบบไหน จึงจะเหมาะกับโอกาส นึกอยากหลบหน้าไปจากบ้านตลอดบ่ายด้วยซ้ำ การอยู่รอพบเขาอาจเหมือนตอบรับสัมพันธภาพอยู่ในที แย่ตรงที่มีทางเลือกน้อย เพราะนี่เป็นบ้านปู่ และเขาก็เป็นหลานแท้ๆ อยากเข้าออกเมื่อไหร่ก็อ้างว่ามาหาปู่ได้ตลอด

"กุหลาบสวยจัง"

แพตรีสะดุ้งสุดตัว หันขวับมาทางต้นเสียงก็พบเขาผู้กำลังมีบทบาทกับความคิดของหล่อนอยู่เดี๋ยวนั้น

ชายหนุ่มซ่อนหัวเราะไว้ มันเป็นนิสัยเสียๆอย่างหนึ่งที่ชอบทำให้คนกำลังเผลอตัวตกใจ เขาเป็นฝ่ายเลื่อนไปนั่งตรงหน้าหญิงสาว จ้องหน้าหล่อนยิ้มๆอย่างเอ็นดู เอ่ยต่อด้วยสุ้มเสียงนุ่มแน่น

"ผมเคยนั่งทานข้าวกลางวันบนตึกที่ทำงาน มองออกมานอกหน้าต่าง เห็นตึกรามบ้านช่อง เห็นรถราวิ่งขวักไขว่ แล้วก็เห็นต้นไม้บนเกาะกลางถนน"

แพตรีรักษาสีหน้าเป็นปกติ มิได้มีปฏิกิริยาอย่างใดกับการที่จู่ๆเขาก็เข้ามาแกล้งให้ตกใจเล่นเพื่อความบันเทิงเฉพาะตัว ฟังเขาด้วยนัยน์ตาทอดนิ่งราวกับคุยกันมาอย่างต่อเนื่อง

"รู้ไหมผมคิดอะไร ผมคิดว่าตึกกับรถนี่ถ้าใช้เวลาศึกษาเสียหน่อย ผมคงเข้าใจ สามารถออกแบบ หรือคุมงานสร้างได้ไม่ยาก จะให้เป็นรูปร่างสมทรงแข็งแรงทันสมัยยังไงก็ได้ ไม่เกินปัญญาผมหรอก แต่ว่า...สำหรับต้นไม้ ผมคงไม่มีทางเข้าใจเลยว่าธรรมชาติทำอย่างไร ถึงมีการแตกกิ่งก้านสาขา ยื่นยาวออกไปในทิศต่างๆรอบตัว และผลิดอกออกใบอย่างที่เราเห็นกัน ขั้นตอนการงอกเงยจากความเป็นเมล็ดพันธุ์ออกมาเป็นรูปเป็นร่างอย่างนี้น่ะ คิดดูแล้วลี้ลับจริงๆเลย มนุษย์อาจทำได้อย่างเดียวคือใส่เมล็ดพันธุ์ต้นกำเนิดลงไปในดิน แล้วก็ให้ปัจจัยในการเจริญเติบโตแก่มันบ้าง นอกนั้นเป็นหน้าที่ของธรรมชาติทั้งหมด"

หญิงสาวยังฟังเขานิ่ง ประกายตาทอแววขัน มุมปากเริ่มแย้มออกหน่อยๆ อาจเห็นว่าอยู่ๆเขาก็เอาอะไรมาเพ้อเจ้อให้ฟังกระมัง เกาทัณฑ์สบตาตอบด้วยใจที่เปิดเผย ก่อนเสหันมองหลังคาบ้าน

"บ้านหลังนี้ดีนะ มีต้นไม้เยอะ และทำให้ผมได้เรียนรู้ว่าธรรมชาติการเติบโตของต้นหมากรากไม้ มีส่วนสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจิตใจของผู้เลี้ยงยังไง เคยได้ยินว่าคนมือร้อนปลูกต้นไม้แล้วชืดเฉา ต้องคนมือเย็นถึงจะปลูกแล้วงามตา ผมลองสังเกตดูแล้ว ทุกต้นในบ้านนี้ดูมีชีวิตชีวาและเหมือนส่งยิ้มทักทายผู้มาเยือนให้สดชื่นได้ทุกเมื่อ เรียกว่าเห็นต้นไม้แล้วรู้เลยว่าใจคอเจ้าของเป็นอย่างไร และมีมือเย็นขนาดไหน"

ชายหนุ่มหันกลับมามองมือเรียวสมส่วนของแพตรี ก่อนเหลือบขึ้นมองหน้า เห็นหล่อนกำลังมองพินิจเขาด้วยดวงตาคู่สวย นิลเนตรฉายแววนิ่งดูมีพลังสะกดผู้ถูกจับจ้องให้อ่อนระยอบอยู่ในอำนาจอิตถี กระแสความดีที่ผนวกกับรูปกายอันเกิดแต่บุญเก่าอย่างลงตัว ส่งให้หล่อนเป็นเสมือนสิ่งมีค่าถูกตั้งไว้บนที่สูงอย่างน่ากลุ้มเมื่อคิดไขว่คว้า

เกาทัณฑ์คุมสติและสั่งตนเองไม่ให้เกิดความหลง ยิ่งหลงเท่าไหร่ยิ่งอ่อนแอเท่านั้น ใครจะไปอยากพิศวาสคนอ่อนแอเล่า

"แพรู้ไหม ทำไมต้นไม้ต่างชนิดต่างพันธุ์พวกนี้ถึงมีกิ่งก้านสาขาตามแบบที่เราเห็น มีเหตุผลอะไรกับการเป็นดอกกุหลาบสีแดง มีเหตุผลอะไรกับการมีหนามแหลม?"

แพตรีฟังคำถามอจินไตยนั้น นัยน์ตายังจ้องเขาไม่วาง มุมปากยังแต้มยิ้ม ริมฝีปากอิ่มล่างบางบนขยับเหมือนจะลังเลหาคำพูดอยู่เป็นครู่ ก่อนตอบในที่สุดว่า

"เพื่อให้เราเห็นมันเป็นอย่างนั้นมั้งคะ"

เกาทัณฑ์เลิกคิ้วคิดตามคำพูดหล่อนเล็กน้อย ก่อนเม้มปากลากเสียงยาวราวกับเกิดความเข้าอกเข้าใจเต็มตื้น

"อื๊อม์!...”

ความหน้าตายของเขาทำให้แพตรีอดหัวเราะไม่ได้ตามเคย

”ที่แท้ธรรมชาติก็ต้องการเอาใจมนุษย์และสัตว์ เข้าทีมาก น่าเสียดายที่คนส่วนใหญ่มองข้ามความน่าชื่นใจของธรรมชาติไปนะ เห็นต้นไม้บ้านนี้แล้วผมอยากมานอนเล่นที่นี่ทุกวันเลย คงหลับสบายน่าดู”

หญิงสาวเบนมองทางหน้าบ้านแล้วถามว่า

 “เข้ามาได้ยังไงคะ คงปีนรั้วใช่ไหมนี่?”

“เปล่าฮะ ยังกลางวันอยู่ ไม่ได้เวลาปีน…เผอิญปู่ลงมานั่งเล่นหน้าบ้านน่ะ”

“แล้วทำไมไม่อยู่คุยกับท่านล่ะคะ?”

“รู้ใจฮะ เห็นหน้าผมปู่ก็นึกรำคาญแล้ว รีบเลี่ยงมาหาแพดีกว่า แพคงไม่รำคาญผมหรอก”

“รู้ได้ยังไง?”

ประสานตากันนิ่ง ชายหนุ่มยิ้มอ่อน สงสัยขึ้นมาเล่นๆว่าถ้าตอนนี้เขารวบร่างกลมกลึงตรงหน้าเข้ามากอดแนบอกตามใจตนเอง จะโดนปู่เล่นงานถึงขั้นหัวร้างข้างแตกหรือเปล่า

“เมื่อกี้พอไหว้ปู่ ปู่รีบบอกว่าแพอยู่หลังบ้าน”

แพตรีวางเสียมเล็กในมือลงข้างกาย ก่อนกล่าวเชื้อเชิญเขาด้วยท่าทีมีมารยาทเยี่ยงผู้มีหน้าที่ต้อนรับอาคันตุกะ

“ไปนั่งที่ดีๆเถอะค่ะ เดี๋ยวจะหาน้ำให้”

ชายหนุ่มรู้ทันว่าหล่อนคงพาไปนั่งใกล้ปู่เป็นแน่ จึงวิงวอนว่า

“ขอนั่งสบายๆบนหญ้านุ่มนี่สักพักเถอะฮะแพ ผมชอบกลิ่นมะลิแรงๆปนกลิ่นไอดินหลังรดน้ำต้นไม้อย่างนี้จัง อยู่แต่บนตึก ห่างดินห่างหญ้ามานานเต็มที…นะ”

“ชอบธรรมชาติด้วยหรือคะ?”

ถามอย่างดูออกว่าเขาเป็นประเภทชอบเสพเฟอร์นิเจอร์หรูและไอเย็นของเครื่องปรับอากาศเสียมากกว่า เกาทัณฑ์ลืมตาโพลง มองหล่อนด้วยท่าทีขึงขัง

“ผมน่ะ นักธรรมชาตินิยมตัวยงเชียวนา เอาไหมล่ะ ให้มาช่วยแพรดน้ำพรวนดินทุกวันเลยยังไหว”

พูดจบก็ยิ้มพราย มองหล่อนด้วยนัยน์ตาแฝงแววกรุ้มกริ่มเล็กๆ แพตรีเห็นเข้าก็ถามมาอีกทางเพื่อลดแววชนิดนั้นในตาเขา

"เป็นไงคะวันนี้ ก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว?"

ได้ผล หน้าตาเกาทัณฑ์ดูธรรมะธัมโมขึ้นกว่าเดิมทันที

“ก้าวหน้าหรือ? หลวงตาให้ผมถอยไปข้างหลังก้าวหนึ่งต่างหาก เพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเองและพร้อมจะเริ่มนับหนึ่งใหม่จริงจัง”

หญิงสาวมองอีกฝ่ายอย่างนึกฉงน ดูท่าทางเขาไร้แววเล่นเช่นผู้รู้อรรถรู้ธรรมพึงปฏิบัติยามกล่าวถึงของสูง แต่ถ้อยคำก็ดูเหมือนเจตนาเล่นลิ้นให้ดูขลังอย่างเลื่อนลอยเสียมากกว่า

“หมายความว่ายังไงคะ?”

เกาทัณฑ์เกือบเล่าตรงๆ แต่ชะงักไว้ กล่าวอ้อมมาอีกทาง

“ตั้งแต่ทำสมาธิได้ เข้าเห็นสายลมหายใจชัดเจนต่อเนื่องเป็นนิมิต ผมก็รับรู้แล้วนะว่า ‘การเห็น’ นั้นมีมิติพิสดารเกินกว่าการใช้สองแก้วตาคู่นี้มองโลก ความจำก็เหมือนกัน ด้วยเพียงภาวะจิตปกติ มีสำนึกคิดอ่านตามธรรมดาอย่างนี้ อย่างดีก็ทบทวนไปได้เพียงอดีตใกล้ และเห็นเป็นมโนภาพเท่าที่ฝังใจอย่างรางเลือน ขาดลำดับ ขาดศักยภาพในการสืบสาวไปไกลได้ตามต้องการ”

ลมหายใจของแพตรีผ่อนแผ่วลงเมื่อเริ่มจับทิศถูก ทอดมองเขาอย่างรอคอยว่าจะพูดคำใดต่อ พอเห็นเงียบนาน ก็เป็นฝ่ายเตือน

“แล้วยังไงคะ เมื่อมีศักยภาพในการสืบกลับไปไกล…คุณเห็นอะไร?”

เกาทัณฑ์ยิ้มนิดหนึ่ง แม้ไวสัมผัสน้อยกว่านี้อีกสิบเท่าเขาก็ทราบได้ว่านั่นเป็นอาการอยากรู้อยากเห็นที่ผิดวิสัยของหล่อนมาก

“ผมควรจะเห็นอะไรฮะ?”

หญิงสาวอึกอัก ก่อนรู้สึกตัวและรักษากิริยาเป็นปกติดังเดิม

“ก็นั่นสิคะ เห็นเล่าเหมือนกับรู้อะไรดีๆมา นึกว่าจะถ่ายทอดให้ฟังบ้างในฐานะศิษย์อาจารย์เดียวกัน”

“แพเป็นศิษย์รุ่นพี่นี่ ต้องรู้ดีกว่าผมเยอะแน่เลย”

แพตรีเงียบ ตัดความกระวนกระวายใคร่รู้ที่เกิดขึ้นปุบปับออกจากใจไปสิ้น และเสมองผีเสื้อสองตัวที่กำลังขยับปีกอวดลายสวยห่างออกไป

“คำว่า ‘ชาติก่อน’ นี่ดูตลกและไกลตัวจริงๆนะ ฟังทีไรผมขำทุกที ต่อเมื่อเรารู้จักมันในฐานะความทรงจำของตัวเอง ย้อนได้ชัด รู้ได้จริงเท่ากับที่สามารถนึกได้ตลอดเวลาว่าเมื่อวานเป็นอย่างไร เราไปทำอะไรมา ชาติก่อนก็คืออีกกายหนึ่งก่อ