ทางนฤพาน ตอนที่ 16

posted on 12 Jan 2008 11:48 by bannpeeploy in articles, buddhism

ธรรมนิยาย ชุด ทางนฤพาน ผลงานของ ดังตฤณ

ชุดนี้มีทั้งสิ้น 29 ตอนค่ะ

สนใจ เลือกรับฟังและอ่านในตอนอื่นๆ   คลิ๊กได้ที่นี้นะค่ะ

  

 

  ธรรมนิยาย ชุด ทางนฤพาน 

    ตอนที่  16  ฝันร้าย   

เกาทัณฑ์นำรถมาจอดเทียบประตูรั้วบ้านปู่ชนะประมาณทุ่มครึ่ง สองหนุ่มสาวก้าวลงจากรถ เปิดประตูบ้านและก้าวขึ้นเรือนไปด้วยกัน

ปู่นั่งอ่านหนังสือบนเก้าอี้โยก ท่าทางสบายอารมณ์แบบคนไร้ภาระเป็นกังวลใดๆ นาทีนั้นเกาทัณฑ์เกิดความเข้าใจขึ้นมาว่าแก่อย่างมีสติ แก่อย่างปล่อยวาง เต็มไปด้วยความสบายใจในบั้นปลาย มีความหมายที่ดีเพียงไร แต่ละคนเจริญวัยและเดินทางสู่ความแก่ชราเหมือนกัน ต่างที่ว่าเมื่อถึงจุดนั้น ได้ข้อสรุป ได้เนื้อหาชีวิตรวมลงเป็นคุณค่าชนิดไหนสำหรับตนเองและผู้อื่น

“สวัสดีครับปู่”

ชายหนุ่มยกมือไหว้ ยิ้มแย้มแจ่มใสเหมือนเพิ่งล้างหน้าหลังตื่นนอนตอนเช้าได้ครู่เดียว ปู่ชนะพยักหน้าหน่อยๆ สัมผัสได้ว่าอากาศทั่วบริเวณสดฉ่ำขึ้นทันใดเพียงเมื่อหลานชายและหลานสาวปรากฏกาย

แพตรีเข้ามาคุกเข่ากับพื้นข้างเก้าอี้โยก ยกมือเกาะแขนท่าน เอ่ยด้วยน้ำเสียงฟังออกขัดเขิน

“ตั้งใจกลับมาให้ทันทำข้าวเย็นแต่ไม่ทันเวลาจนได้ ปู่ทานหรือยังคะ?”

“ทานแล้ว ทั้งข้าวทั้งยาที่แพเตรียมไว้นั่นแหละ”

ท่านตอบด้วยความปรานี

“แพล่ะ เจ้าเต้มันปล่อยให้หิวหรือเปล่า?”

“อ้าว!” เกาทัณฑ์ร้องลั่น ปลายเสียงติดหัวเราะแบบแกล้งร้อนตัว “ใครจะยอมให้หิวล่ะครับปู่ แพเขายืนยันจะกลับมาทานที่นี่ ผมคะยั้นคะยอให้หารองท้องก่อนก็ไม่ยอม…เราไปทานกันเถอะแพ นึกแล้ว ปู่ไม่รอเราหรอก”

พอกลับมาอยู่ใกล้ปู่ แพตรีก็ให้ความสำคัญกับเขาน้อยลง หล่อนยังคงมองและพูดโต้ตอบกับท่านเพียงคนเดียว

“จะเอาอะไรอีกไหมคะ?”

ชายชราส่ายหน้า

“อิ่มแล้ว พอแล้ว” ท่านตอบราวกับพระ “ไง พบหลวงพ่อพุธไหม?”

“ค่ะ พบ โชคดีที่ไปถึงตอนท่านกำลังเทศน์ วันนี้คนเยอะหน่อย ไม่มีโอกาสเข้าใกล้ท่านเลย”

“ก็อย่างนี้แหละ พระแท้อยู่ไกลแค่ไหนก็มีคนไปถึง ความจริงยุคเรานี้โชคดีแล้วนะ ไปหาพระหาเจ้าง่ายๆ มีถนนหนทาง มีรถราแล่นถึง สมัยก่อนจะกราบพระป่า พระปฏิบัตินี่ ต้องย่ำเท้าข้ามเขากัน”

“แพก็อยากไปนมัสการพระที่ท่านธุดงค์อยู่ตามป่าเขา เห็นว่าถ้าตั้งใจไปพบพระอริยสงฆ์นี่ แต่ละก้าวที่ใช้แรงเดินทาง เป็นมหากุศลทั้งนั้น”

“ผมจะเดินเป็นเพื่อนแพเอง”

เกาทัณฑ์เสริมด้วยเสียงสดใส แต่ใจคิดว่าถ้าวันไหนพร้อม และรู้ว่ามีพระดีในป่า เขาจะชวนหล่อนไปกราบจริงๆ ได้ลำบากเพื่อหาความเจริญใส่ตัวร่วมกับหล่อนคงทำให้ผูกพันกันแน่นแฟ้นขึ้นอีก

ปู่ผงกศีรษะแล้วบอกแกมสั่ง

“ไปทานข้าวเย็นเถอะลูก”

หญิงสาวยิ้มรับ

“ค่ะ”

ลงมาข้างล่างกับเขา คิดว่าคงจะดีกว่าหากเกาทัณฑ์ได้ทานตามชอบใจ ไม่ต้องร่วมทานแบบมังสวิรัติกับหล่อนติดกันหลายมื้อ จึงเอ่ย

“ค่ำมืดแล้ว พี่กลับเถอะนะคะ”

เกาทัณฑ์ยิ้มเผล่ เท้าเอว

“กินข้าวด้วยกันก่อนซี พอถึงบ้านก็ไล่เลยนะ”

“กับข้าวคงพอทานแค่คนเดียวน่ะค่ะ อย่าหาว่าไล่เลย”

“ก็ออกไปข้างนอกกับ…กับผมซี”

เกาทัณฑ์ตะกุกตะกักนิดหน่อยกับสรรพนามแทนตน แม้หล่อนยินยอมเรียกพี่เพื่อแสดงการทอดสนิทและนับถือให้อยู่เหนือแล้วก็ตาม แต่เขายังรู้สึกขัดๆชอบกลอยู่

ปกติเขาจะแทนตัวเองว่า ‘พี่’ ได้เต็มปากเต็มคำกับคนอายุน้อยกว่า หรือแม้มากกว่าแต่อยู่ใต้บังคับบัญชา ทว่าสำหรับแพตรี เขายังไม่รู้สึกเหนือหล่อนมากพอจะใช้สรรพนามนั้น อย่างน้อยก็ในเวลานี้

“นะ...”

“เพลียค่ะ ทานข้าวเสร็จอยากอาบน้ำนอนเลย”

เมื่อแพตรีปฏิเสธด้วยท่าทีจริงจัง ชายหนุ่มก็ไม่เซ้าซี้ พยักหน้าตามใจแล้วเดินย้อนขึ้นเรือนไปไหว้ลาปู่

“แพไล่ให้กลับน่ะครับ ชวนออกไปหาทานข้างนอกก็ไม่ยอม”

หวังไว้นิดๆว่าปู่จะช่วยใช้ประกาศิตสั่งอีกสักหน แต่ตรงข้าม

“อือ ดีแล้วนี่ ตอนกลางคืนเป็นเวลาหากินของเสือ สิงห์ กระทิง และแรด ยายแพเหมือนเก้งกวางดีๆนี่เอง”

เกาทัณฑ์ทำหน้าม่อย

“ผมเป็นลูกแกะมาทั้งวันนะปู่ ส่วนแพก็เหมือนนางกระต่ายป่า หลบไวออก”

ปู่ถลึงตา

“นั่นไง! แสดงว่าลองมาแล้วถึงรู้”

หลานชายหัวเราะเอื่อยเฉื่อยและเข้าไปนั่งบนเก้าอี้ใกล้ปู่ ยิ้มประจบ

“เชื่อเถอะครับ ผมรู้จักรอพิธีการแล้วล่ะ เพิ่งเข้าใจว่าพิธีหมั้นและงานแต่งยกความรู้สึกให้สูงขึ้นกว่าคนในสมัยเอาตะบองตีหัวสาวแล้วลากผมเข้าถ้ำยังไง สัญญาเป็นสัญญาสิฮะ ผมจะเป็นสุภาพบุรุษ...” เขาลงเสียงอย่างตะขิดตะขวงกับคำที่ฟังเกินๆนั้น “...จนกว่าจะถึงเวลา”

“เออ ค่อยคิดอ่านได้น่ารักหน่อย…ว่าแต่ตอนนี้แกกลับเสียทีก็ดีนะ สำลักความสุขมาทั้งวันแล้ว อย่าให้ถึงขั้นกระอักเลย แยกห่างกันเสียมั่งเถอะ”

เกาทัณฑ์ยิ้มเย็น นัยน์ตาของเขาคงเปล่งประกายสุขจัดซ่อนยากหน่อย ปู่ถึงกระทุ้งเอา

“ก็ได้ครับ งั้นลาล่ะ เห็นไหมผมเป็นคนว่าง่ายจะตาย”

ยกมือไหว้ปู่ เดินกลับลงมา เห็นแพตรียืนรออยู่ห่างจากเชิงบันไดระยะหนึ่ง เกาทัณฑ์เดินเข้าไปหาแบบทอดน่อง

“แพยืนอย่างนี้เหมือนนางไม้เลย”

เสียงของเขานุ่ม ยิ้มพรายดูมีเสน่ห์จนทำให้หล่อนรู้สึกอุ่นในอก

“เป็นยังไงคะ?”

“ก็ยืนนิ่งๆ แวดล้อมด้วยหมู่ไม้ที่อยู่ในความดูแล มีความสุขอยู่กับตัวเอง”

“ฟังแล้วท่าทางเหมือนคนสวนมากกว่านางไม้นะคะ”

เกาทัณฑ์หัวเราะเต็มเสียง ก่อนเงียบลงระบายลมหายใจยาวอย่างเป็นสุขเต็มตื้น แหงนหน้ามองฟ้าสูงอันมืดลึกและดารดาษแสงดาว คืนนี้ฟ้าสวยราวกับมีงานรื่นเริงบนสวรรค์ หมู่ดาวระยิบระยับหลอกตาอย่างประหลาด คล้ายอยากสะกดให้หลงนอนมองทั้งคืนไม่รู้เบื่อ เขาพูดเปรยทั้งตาจับอยู่กับเบื้องบน

“ใครคนหนึ่งมองว่าผิวโลกเราเหมือนชายฝั่งของมหาสมุทรจักรวาล ที่คนยุคเราเพิ่งก้าวลุยลงไปจนเปียกแค่ศอก...”

แพตรีตรึกระลึกนิดหนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ

“คาร์ล ซาแกน”

ชายหนุ่มเบิกตาเล็กน้อยอย่างคาดไม่ถึง เพียงยินหญิงสาวเอ่ยนามเจ้าของวาทะได้ถูกต้อง ก็ทราบในบัดนั้นว่าเขากับหล่อนอาจเป็นเพื่อนคุยกันได้สารพัดเรื่อง หลากหลายกว่าที่นึกไว้แต่แรก

กอดอก ยกมือข้างหนึ่งใช้นิ้วเกลี่ยคางพลางรำพึง

“ปราชญ์ระดับโลกมักมีมุมมองคล้ายคลึงกันนะ จะมองเข้ามาข้างใน หรือเล็งออกไปข้างนอกโน้นแล้วเห็นแต่สิ่งไม่เป็นที่รู้ น่าค้นหาคำตอบ ไอแซค นิวตัน ก็เคยพูดไว้คล้ายกับซาแกน คือเห็นตัวเองเป็น...”

เขาทอดเสียงช้าลง ทำทีเค้นระลึกแต่นึกไม่ออก จนแพตรีพาซื่อ ช่วยกล่าวแทนเพราะจำได้ดี

“เป็นเด็กชายที่เล่นอยู่บนชายฝั่งทะเล เพลินหากรวดหินเรียบและเปลือกหอยสวยแปลกกว่าธรรมดา ในขณะที่มหาสมุทรแห่งความจริงวางแผ่โดยยังไม่อาจถูกค้นพบอยู่เบื้องหน้า”

เกาทัณฑ์เผยอยิ้มกว้าง รู้จักหล่อนลึกกว่าเดิม แพตรีคงยังมีอีกหลายมิติที่น่าทึ่ง และเข้ากันได้กับเขาให้ค้นหามากมาย

รู้สึกดีใจที่มาพบหล่อน ขอบคุณตัวของตนที่มองไม่เห็นในอดีตไหนก็แล้วแต่ ที่สร้างสมร่วมกันมาจนเข้าถึงได้ง่ายดายอย่างนี้ เขาเผชิญได้ทุกสิ่งและไปได้ทุกแห่งด้วยยิ้มกล้า ขอเพียงมีหล่อนใกล้ จะผิดรูปแผกนามในกาลต่อไปอย่างไรก็ช่าง

หอบลมหนาวผ่านมาระลอกหนึ่ง พัดแรงจนใบไม้ใบหญ้าระเนนลู่กรูเกรียว ราวสรรพสิ่งรอบรายที่เล็กเบาและแบบบางอาจถูกพาไล่เรียงลอยวนขึ้นสู่เบื้องสูง ร่างสองหนุ่มสาวยังนิ่งยืนเคียงกันด้วยไออุ่นชนิดหนึ่ง ที่ทำให้ไอเย็นชวนสะท้านไหวในแรงลมกลายเป็นเพียงสิ่งกระทบแล้วผ่านเลยไร้อิทธิพลอันใด

หอมกลิ่นสดชื่นของไม้ดอกหลากชนิดที่ขจายปนมากับสายลมเย็นนั้น เกาทัณฑ์สูดหายใจเข้าจนเต็มอก ลดสายตาลงมองแพตรี เห็นกลุ่ม