ทางนฤพาน ตอนที่ 26

posted on 12 Jan 2008 11:50 by bannpeeploy in articles, buddhism
 

ธรรมนิยาย ชุด ทางนฤพาน ผลงานของ ดังตฤณ

ชุดนี้มีทั้งสิ้น 29 ตอนค่ะ

สนใจ เลือกรับฟังและอ่านในตอนอื่นๆ   คลิ๊กได้ที่นี้นะค่ะ

  

 

  ธรรมนิยาย ชุด ทางนฤพาน 

    ตอนที่ 26  ธรรมาภิสมัย   

 

เช้าตรู่อันโรยรอบด้วยอากาศบริสุทธิ์เย็นสบายของวันหนึ่ง มติรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาด้วยสัญญาณแห่งใจรู้ของผู้ปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่อง ประสาททุกส่วนทำงานเต็มสภาพ ตอบสนองความรู้พร้อมทั่วถึงของสภาวจิตอันสว่างไสวนิ่งแน่นทรงกำลังใหญ่

ดึงหลังขึ้นตั้งตรงทรงแน่วโดยอัตโนมัติ สัณฐานกายตลอดสรรพางค์ปรากฏเป็นหลักยึดสติอันไพบูลย์ หน้าท้องขยายออกดึงลมเห็นเป็นลำยาวแช่มชัด บังเกิดความแช่มชื่นยิ่งใหญ่กับสายลมหายใจที่พาลมบริสุทธิ์เข้าสู่กาย

ดวงจิตขึงนิ่งเงียบเชียบและสว่างรู้กว้างขวาง ประสาทหูรับเสียงขันคูวังเวงใจของนกเขาข้างบ้าน จักจั่นเรไรสีปีกแซดซ่าตามสุมทุมพุ่มไม้เป็นครั้งคราว สดับแล้วสงบเย็นดุจนั่งอยู่ใกล้ราวป่าอันวิเวก ห่างไกลจากความวุ่นวายของผู้คนมาลิบลับ

ความสันโดษและมักน้อยของมติช่วยให้จิตใจไม่ซัดส่ายแสวงหาสิ่งอื่นนอกจากสายลมหายใจและความสงบสงัดเฉพาะหน้า ปีติสุขล้ำลึกอยู่ในวิหารอุปจารสมาธิอันเป็นเสมือนรางวัลขั้นกลางแก่ผู้ดำรงสติ ปลีกตัวออกจากกามอันหยาบ พึงใจเสพแต่อารมณ์อันประณีตเช่นนี้

มติประคองจิตให้นิ่งไว้เหมือนผู้รักษาความเรียบของแผ่นน้ำด้วยการป้องลมมิให้กล้ำกรายเข้าก่อคลื่น สุดยอดแห่งรสอิสระชนิดนั้นน่าใคร่ น่าเข้าถึงจนแม้นางนวลที่แผ่ปีกนิ่งอยู่ ณ อากาศสูงเหนือทะเลกว้างยังอาจอิจฉา

เป็นเช้าวันที่เจ็ดติดต่อกันที่มติตื่นขึ้นรับอรุณด้วยอุปจารสมาธิอันเบิกบาน ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมานี้ เขาไม่คะนึงคิดเข้าหาสิ่งอื่นใดเลยนอกเหนือไปจากการปฏิบัติภาวนาที่ให้รสอิ่มเอม ปราศจากข้อขัดแย้ง ไม่ต้องอาศัยใครอื่นช่วยให้เกิดความสมหวัง มีตัวของตัวเองเท่านั้นเป็นผู้ก่อ ผู้สาน และผู้เข้าถึง

รสปีติในวิเวกจืดตัวเมื่อกระแสดึงดูดของจิตคลายลง นั่นเป็นความหมายว่าพลังพิเศษที่ตรึงจิตไว้เสื่อมสภาพตามธรรมดาของสิ่งปรุงแต่ง มติตัดความอาลัยไยดีทิ้ง ประคองไว้เฉพาะความเห็นสัณฐานกายตลอดรอบ พิจารณาเห็นความดับไปแล้ว ผ่านไปแล้วของพลังรู้สว่างไสว แล้วค่อยลืมตาขึ้นอย่างเต็มสติ มีความนิ่งมั่นหนักแน่นเป็นลักษณะ มีความบางเบาปลอดโปร่งโล่งอกเป็นรส

สิ่งที่ยังคงดำรงอยู่คือสภาพจิตอันทรงสติรู้ในขั้นขณิกสมาธิ เห็นกายออกมาจากภายในเหมือนกับที่เคยเห็น มีลำตัวตั้งตรง มีแขนขาแยกออกเป็นสี่ระยาง มีหัวตั้งอยู่ส่วนบนสุดเป็นประธาน สิ่งที่แตกต่างคือความคมชัดและต่อเนื่อง ทั้งนี้ก็เพราะกระแสรู้รวมนิ่งที่จุดเดียวตรงกลางๆแห่งสำนึก ไม่ซัดส่ายเรรวนตามระลอกคลื่นความคิดฟุ้งซ่านเหมือนอย่างสภาพจิตปกติ

ความรู้ในขณะแห่งขณิกสมาธิยังคงเป็นความรู้ที่ชัดกริบ ต่างจากอุปจารสมาธิคือไม่มีปีติสุขล้นหลาม และไม่มีความนิ่งรวมเป็นศูนย์ใหญ่เท่า คนทั่วไปที่ทำงานหนัก เพ่งจดจ่อกับงานอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานๆจนกระแสจิตรวมนิ่ง ต่างได้ประจักษ์ภาวะชนิดนี้กันมาแล้วทั้งนั้น เสียแต่ว่าความคิดหยาบยังล่องลอยวกวนปราศจากทิศทาง ต่างจากผู้บำเพ็ญภาวนาที่ตั้งใจกำหนดจับรู้แม้ความคิดที่ผุดแผ่วขึ้นในหัว

เมื่อจิตอยู่ในสภาพพร้อมรู้ชัด ทุกอย่างที่ถูกจับล้วนกลายเป็นนิมิตได้หมด ดูออกว่าเป็นอื่นจากจิตไปหมด

นิมิตคือเครื่องหมายของสิ่งต่างๆที่เห็นชัดได้ด้วยจิต จะเป็นเค้าเงารูปทรงหรือกลุ่มก้อนแบบใดๆก็ตาม อย่างเช่นนิมิตแห่งรูปกายซึ่งใจแต่ละคนครองอยู่นั้น ปรากฏเป็นนิมิตที่แตกต่างกันตามสภาพจิต จิตใครมีสภาพรวมศูนย์เข้ารู้มากหน่อยก็ปรากฏเป็นหัว ตัว แขนขาครบถ้วนเหมือนขังน้ำนิ่งไว้เต็มตลอดตัว แต่ถ้าสภาพจิตใครไม่มีสภาพรวมศูนย์ ความคิดจรผุดขึ้นก่อกวนให้เกิดความซัดส่ายอยู่ตลอดเวลา เมื่อ ‘รู้ตัว’ ก็รู้ได้นิดเดียว อาจเป็นช่วงหัวถึงไหล่ หรืออาจเป็นช่วงหลัง ส่วนใดส่วนหนึ่งเท่านั้น และรู้ได้เพียงประเดี๋ยวประด๋าว ไม่ต่อเนื่องยืดยาวอย่างขณะเป็นสมาธิ

คนเดียวกันก็เห็นนิมิตกายตนเองแตกต่างกันได้เพราะสภาพจิตนี่เอง ที่ตรงนั้นมติกำหนดว่ากายเหมือนเดิม แต่ ‘สัญญา’ ต่างไป

ในสภาพจิตอันรวมศูนย์ ตั้งมั่นรู้อย่างเป็นกลาง แม้ความคิดผุดขึ้นในกะโหลกก็ถูกจับได้ไล่ทัน ปรากฏเป็น ‘ธรรม’ อย่างหนึ่งกระทบใจ เมื่อกระทบก็เกิดความไหวรู้ จำได้ว่า ‘คิด’ ถึงบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์อันใด ความจำได้หมายรู้ว่าคิดถึงอะไรนั้นก็คือ ‘สัญญา’ อีกแบบหนึ่งนั่นเอง

เมื่อนิ่งรู้ว่าความจำ หรือความหมายรู้ใดๆเกิดขึ้นแล้วหายไปเป็นธรรมดา จิตก็เลิก ‘ปรุงต่อ’ เป็นชอบ เป็นชัง เป็นรัก เป็นเกลียด คงไว้แต่ลักษณะของจิตอันเป็นอิสระจากความปรุงแต่งคิดเห็นอย่างไรๆต่อนามธรรมละเอียดที่ผุดขึ้นกระทบจิต

อย่างนี้เอง เป็นไปตามทำนองอุบายของพระพุทธองค์ ที่ทรงให้ทำไว้ในใจโดยแยบคาย คือเปรียบสัญญาเป็นพยับแดด เมื่อผุดความหมายรู้ขึ้น ก็กำหนดทราบว่ามีจริง แต่เมื่อความหมายรู้นั้นดับไป ก็กำหนดทราบว่าหายจริง สักแต่รู้ว่าเกิดแล้วดับโดยไม่ยึดมั่นถือมั่นด้วยกระบวนการ ‘คิดต่อ’

พอตามรู้สัญญา เห็นเป็นอื่น เป็นของแปลกปลอม เป็นคนละตัวคนละอันไปเรื่อยๆ ก็เหลือแต่ธรรมชาติคือจำได้แล้วลืมเลือน เห็นความจำปรากฏในฐานะอะไรที่เกิดแล้วดับอย่างไร้แก่นสาร

ณ จุดนั้น อุปาทานในอัตตาเคลื่อนย้ายจากกระแสความคิดมาอยู่ที่กระแสความรู้ ที่เฝ้ารู้ความเกิดดับอยู่ ด้วยจิตที่ชำนาญทาง จึงสามารถสังเกตความยึดติดใหม่อันละเอียดอ่อนสุขุมยิ่ง และเมื่อยังมีอุปาทานในตัวตนแฝงอยู่ในที่ใดๆ แม้ละเอียดเล็กน้อยขนาดไหน ที่นั้นก็ยังไม่มีการผละ ยังไม่มีการละวางที่เด็ดขาด

แต่ก็ใกล้เข้าไปแล้ว

เมื่อคลายจากลักษณะรู้ละเอียดที่แยกนามออกจากนามได้ มติก็กลับมายึดกายไว้เป็นฐานรู้อย่างเหนียวแน่น ความคิดจรเข้ามาก็รู้ว่าเกิดขึ้นในกายนี่เอง ไม่ปล่อยให้คลาดเคลื่อนแม้แต่วินาทีเดียว ความรู้สึกยามนั้นเหมือนเข้ามาอาศัยอยู่ในรูปหุ่นกระบอกที่ว่างเปล่าจากตัวตน จืดชืดไร้รสชาติ แม้ความสว่างรู้ก็ถูกเห็นเป็นธรรมชาติอันว่างเช่นกัน

ขณะแห่งความอุดมสติ เกิดความคมชัดทุกสัมผัส ภาพที่เห็นคมชัดเต็มคลองตา ครอบคลุมรูปทรงสีสันใกล้ไกลกว้างขวาง เสียงที่ได้ยินกระทบแก้วหูชัดเปรียะทุกอณูคลื่นจากทุกทิศทุกทาง แทบบอกมิติล้ำเหลื่อมของตำแหน่งกำเนิดต่างๆได้ครบ

เมื่อทุกผัสสะทั้งนอกกายและในกายถูกจับรู้ละเอียดพรั่งพร้อมตามจริงเช่นนั้น มโนภาพแห่งตัวตนก็สาบสูญไป เหลือไว้แต่การเห็นเต็มสองตา การได้ยินเต็มสองหู การแตะต้องเต็มกาย กับการผุดความคิดเป็นระลอกในโพรงว่างของกะโหลกชัดใจ มีตัวผู้รู้สถิตดูอย่างเต็มตื่นในท่ามกลางความเคลื่อนไหวไหลเลื่อนเหล่านั้น สนิทนิ่งอยู่เพียงเดียว

กำหนดรู้ละเอียดลงไปในสิ่งแวดล้อมยามย่ำรุ่ง ภาพห้องนอนของเขาก่อให้เกิดความรู้สึก 'เคยคุ้น' ขึ้นในใจ เสียงวิหคนกกานอกห้องก่อให้เกิดความรู้สึก 'วิเวกลึกซึ้ง' ฟูกนอนนิ่มพอดีที่รองรับกายนั่งก่อให้เกิดความรู้สึก 'อ่อนหยุ่นสบายตัว' ทุกผัสสะรวมกันก่อให้เกิดความ ‘รู้สึก’ ถึงความเป็นนายมติในร่างของเด็กหนุ่มอายุสิบเก้าอย่างชัดเจน ไม่คลาดเคลื่อนเป็นอื่น

รู้อาการปวดปัสสาวะที่ช่วงท้องน้อย อันเกิดขึ้นเป็นปกติในยามเช้า เป็นผัสสะแปลกปลอมอันส่งความแรงเพิ่มขึ้นจากแต่แรกที่แผ่วอ่อน จิตตระหนักว่ามันมีความเข้มข้นชนะพลังรู้ของตน ความเข้มข้นของผัสสะอันเป็นทุกข์นั้นเองเรียกกระแสอัตตาดั้งเดิมกลับมา และเห็นรูปกายที่มีใจครองนั้นเป็นเขา มนุษย์ชื่อมติ

ความทุกข์ทางกายจากการปวดปัสสาวะบันดาลความกระสับกระส่ายทางใจ เร่งให้คิดเดินเข้าห้องน้ำเพื่อปลดปล่อยระบายออก วูบนั้นมติเห็นเป็นความน่าสังเวชยิ่งชนิดหนึ่งของอัตภาพมนุษย์

เดินเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตา สติเลือนๆไปตามกระแสปรุงแต่งอันเคยคุ้น แต่โยคาวจรหนุ่มก็ยังคงสำเหนียกได้ถึงแรงลากจูงจากภายใน โน้มนำให้กลับดิ่งสู่การพิจารณาธรรม แรงชนิดนี้เองแสดงความแน่วแน่ที่จะตัดตรงสู่มรรคผล เพราะปลงใจวางความกังวลภายนอกแล้ว มุ่งหวังความสงบ ความบรรลุแจ้งภายในแน่วแน่แล้ว

ลักษณะหนึ่งของผู้เข้าทางตรง ดูได้จากพฤติกรรมภายใน นั่นคือสติจะถูกดึงกลับเข้าที่อยู่ตลอดเวลา