ทางนฤพาน ตอนที่ 27

posted on 12 Jan 2008 11:50 by bannpeeploy in articles, buddhism

ธรรมนิยาย ชุด ทางนฤพาน ผลงานของ ดังตฤณ

ชุดนี้มีทั้งสิ้น 29 ตอนค่ะ

สนใจ เลือกรับฟังและอ่านในตอนอื่นๆ   คลิ๊กได้ที่นี้นะค่ะ

  

 

  ธรรมนิยาย ชุด ทางนฤพาน 

    ตอนที่ 27   ประกวดภาพ  1   

แพตรีเพิ่งกลับจากโรงเรียน ขณะที่มติก้าวพ้นออกมาจากประตูรั้วพอดี ทั้งสองเห็นอีกฝ่ายและสบตาในระยะห่างพอเห็นรอยยิ้มทักทายที่ส่งถึงกันได้ เด็กหนุ่มเป็นฝ่ายเดินเข้าหา ขณะที่หญิงสาวยืนเฉย ด้วยคิดว่าถ้าเสวนาปราศรัย ก็น่าจะนั่งคุยกันที่บ้านหล่อน

“เพิ่งกลับเหรอฮะ?”

“ฮื่อ กำลังจะเข้าบ้านเนี่ย”

แพตรีตอบยิ้มๆ มติมาหยุดยืนห่างหล่อนเพียงก้าวเดียว เหลียวซ้ายเล็งแลรถยนตร์ที่จอดนิ่งใต้ร่มไม้ ปกปิดรูปโฉมและป้ายแดงด้วยผ้าคลุมผืนใหญ่ อดถามไม่ได้

“ซื้อรถแล้วทำไมไม่ขับล่ะฮะ ผมเดินผ่านทีไรเห็นจอดอยู่อย่างนี้ทุกที เดี๋ยวก็พังหรอก”

หญิงสาวเงียบ ลดรอยยิ้มลงนิดหนึ่ง และดูทีเหมือนจะคอแข็งหน่อยๆ มติจึงทราบว่าคงมีความนัยเป็นส่วนตัวที่หล่อนไม่ต้องการพูดถึง เลยเสเปลี่ยนเรื่อง

“ไม่เจอกันเป็นอาทิตย์ๆเลย ตอนนี้แต่งชุดครูแล้ว”

เด็กหนุ่มอมยิ้มและมองกวาดเครื่องแบบครูสาว เสื้อน้ำตาลอ่อนแขนยาว และกระโปรงน้ำตาลเข้มเลยเข่า กับรองเท้าส้นสูงสีเข้ากัน ไหล่สะพายกระเป๋าใบย่อม ขับความมีสง่าราศีของแพตรีให้ยิ่งดูงดงามน่าเลื่อมใสขึ้นอีกมาก เด่นจนน่าไหว้แต่ไกลทีเดียว

“เธอล่ะ สบายดีหรือเปล่า?”

มติลอบหัวเราะในใจ เพราะอดรู้สึกไม่ได้ว่าหล่อนคงชินกับวิธีพูดและการใช้สุ้มเสียงกับเด็กๆ ดูทีสายตากำลังมองเขาเป็นนักเรียนไปด้วย

“สบายดีครับคุณครู”

ตอบอย่างสุภาพอ่อนโยน แต่แฝงสำเนียงล้อนิดหน่อย แพตรีมองน้องชายด้วยท่าทีพินิจลึกซึ้งกว่าเดิม แล้วบอกตนเองว่าหล่อนสัมผัสได้ถึงกระแสรอบตัวเขาที่แปลกใหม่ ถ้าอธิบายเป็นภาษา ก็คงคล้ายๆเคยเห็นถูกตีตรวนแล้วหลุดออกมาเปลาะหนึ่ง ดูเขามีความเบากายสบายใจ โล่งหัวอก ใบหน้ากระจ่าง สมองแจ่มใสผิดต่างจากเดิม

“เพิ่งไปเที่ยวไหนมาหรือเปล่า?”

มติสั่นศีรษะ ทำตาฉงนนิดหนึ่งเพราะนึกว่าแพตรีเข้าใจผิดอะไร

“เปล่านี่ฮะ อยู่บ้านตลอด ทำไมหรือ?”

แพตรีเบี่ยงเบนมาอีกทาง

“แล้วงานประกวดภาพพระพุทธศาสนาไปถึงไหนแล้วล่ะ คงส่งเรียบร้อยแล้วซี”

“หมดเขตมะรืนฮะ ผมกะจะไปส่งพรุ่งนี้แหละ กลั่นจนวินาทีสุดท้ายเลย เผื่อคิดเปลี่ยนอะไรอีกนิดอีกหน่อย”

หญิงสาวเบิกตาเล็กน้อย นึกขึ้นได้ว่าตนเคยแนะนำแนวคิดภาพ ‘ตรัสรู้’ ให้เขาไป จึงอยากเห็นขึ้นมา

“งั้นตอนนี้ก็ยังอยู่ที่บ้านสินะ ขอดูมั่งได้ไหม?”

“อ๋อ…ได้เลย พี่แพรออยู่นี่แหละ เดี๋ยวผมไปเอามาให้”

“เธอกำลังจะออกไปธุระที่ไหนไม่ใช่เหรอ?”

“จะซื้อของกินใส่ตู้เย็นเท่านั้นแหละ รออีกพักก็ได้”

พอเห็นน้องชายหันหลังกลับดุ่มเดินจะไปเอาของมาให้ แพตรีก็ตัดสินใจเดินตาม

“อ้าว…รอที่บ้านเถอะฮะพี่แพ ไม่ต้องเหนื่อยหรอก”

“ให้เธอแบกย้อนมาย้อนกลับได้ไง”

เมื่อพี่สาวแสดงเจตจำนงเช่นนั้น มติก็ไม่ว่าอะไรอีก

เข้าบ้าน มาถึงห้องของศิลปินหนุ่มผู้เสมอน้องแท้ๆ แพตรีเป็นคนเปิดไฟไล่ความสลัวของยามเย็น และก้าวเข้าไปในนั้นก่อนอย่างถือวิสาสะ เห็นภาพใหญ่โดดเด่นในกรอบบนขาตั้งทันที

เป็นรูปทรงตั้ง คือด้านสูงยาวกว่าด้านกว้าง สิ่งที่กระทบใจเป็นอันดับแรกคือแสงเจิดจ้า ณ ใจกลาง แวดล้อมด้วยคลื่นวนสีม่วงมืด ดูทีแรกเหมือนแสงสว่างที่ปลายทางอุโมงค์ ทว่าเมื่อพิศแล้วรู้สึกถึงการสื่อพลังชนิดหนึ่งที่ทำให้ขนลุก…

มติอยากให้แพตรีชมผลงานของตนเงียบๆ จึงขอปลีกตัว

“ดูไปก่อนนะพี่แพ เดี๋ยวผมเอาอะไรมาให้ทาน”

ว่าแล้วก็ถอยเท้าจากห้อง ปล่อยพี่สาวไว้ตามลำพัง

แพตรีอึ้งงันเป็นครู่คล้ายถูกสะกด ก่อนถอนสายตาไปยังแผ่นกระดาษแข็งใต้รูปที่มีหมึกดำลงเป็นอักษรอ่อนช้อย

ชื่อภาพ ‘แสงนฤพาน’

ล่างลงไปคือคำกลอนแด่การตรัสรู้ธรรม หรือที่เรียก ‘ธรรมาภิสมัย’

ใจแพตรีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับความดีจนสามารถสัมผัสถึงสิ่งที่อยู่เหนือความดีได้ เพียงเห็นภาพนิ่งที่ดูมีพลังเคลื่อนไหวประหลาด รวมทั้งอ่านถ้อยคำในบทกลอนขยายความนั้น ก็บังเกิดปีติ ใจอนุโมทนาเป็นล้นพ้นกับความสำเร็จของน้องชาย

เขาเป็นคนเคารพธรรม ฉะนั้นจะไม่สื่อด้วยวิธีบรรยายจากประสบการณ์ตรงเช่นนี้แน่ ถ้าหากไม่ผ่านมาจริง เดิมทีที่คุยกับหล่อนเมื่อหลายอาทิตย์ก่อน แนวคิดในการสื่อภาพและร้อยกรองจะออกไปทางการกล่าวอ้างเนื้อหาการตรัสรู้ ซึ่งเป็นมุมมองของผู้พยายามอธิบายเปรียบเทียบจิตอันร้อนด้วยอุปกิเลสกับจิตที่สว่างโพลงไร้มลทินแล้วเท่านั้น

อยู่ใกล้ชิดกับปู่ชนะแต่อ้อนแต่ออกจนคุ้นกับกระแสความเป็นอริยบุคคล เมื่อหล่อนถามว่าใช่หรือเปล่า ท่านก็เคยเผยตรงๆในฐานะคนสนิทที่รู้เห็นพฤติกรรมกันมากพอควรแก่การเชื่อ

ท่านใช่ และขณะนี้ก็เป็นถึงพระสกทาคามีแล้วด้วย!

ปู่เคยถ่ายทอดภาวะขณะการบรรลุแต่ละชั้นให้หล่อนฟังอย่างละเอียด เมื่อธาตุรู้เดิมแท้ผุดขึ้นแสดงตัวสัมผัสนิพพานครั้งหนึ่ง ก็คือเกิดลูกไฟล้างกิเลสหนึ่งหน คำบอกเล่านั้นเมื่อนำมาเทียบเคียงกับภาพและร้อยกรองที่ปรากฏตรงหน้า ก็ทำให้ทราบได้ว่าขณะนี้มติเข้ากระแสแล้ว เป็นคนในแล้ว เป็นของจริงแล้ว เป็นหลักฐานอีกชิ้นหนึ่งของพุทธศาสนาที่ยังไม่เสื่อมสูญไปจากโลกมนุษย์

หล่อนเพิ่งนึกออกว่า ‘แสงเปิด’ และกระแสแปลกใหม่ในมติ ก็เหมือนกับที่สัมผัสได้จากปู่ชนะมาแต่เล็กนั่นเอง ผิดกันคือความเข้มข้น ตบะธรรมของมติยังอ่อนแผ่ว แม้สว่างสดใสซ่านแรง แต่ก็เหมือนมีคลื่นความเคลื่อนไหวรบกวนอยู่บ้าง ไม่รวมแน่วนิ่งหนักแน่น ก่อความรู้สึกว่างและบรรยากาศเบาบางจากกิเลสได้เท่าครึ่งของปู่ชนะ

อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็นโสดาบันบุคคล แม้หากจะทอดธุระ ประมาทไม่เคี่ยวเข็ญตนเองให้ถึงที่สุดในชาติปัจจุบัน ก็เที่ยงที่จะถึงพระนิพพานภายในเจ็ดชีวิตข้างหน้า พูดง่ายๆคือเวลาล่วงไปมีแต่จะพัฒนาขึ้นสูง ไม่มีการถอยลงต่ำ หล่นลงคลองอีก เพราะเมื่อเห็นของที่เที่ยงสนิท น่าพอใจสูงสุดมาแล้ว จะกลับมาเห็นของไม่เที่ยงและสิ่งกวัดแกว่งทั้งหลายเป็นความน่าแหนงหน่าย จิตย่อมเก็บเล็กประสมน้อย มีพฤติกรรมภายในคือตีจาก ผละออกไปเรื่อยๆ จนปฏิรูปเลื่อนชั้นสูงขึ้นตามเวลาที่ผ่านไป

ส่วนเมื่อเป็นพระอนาคามีแล้ว จิตเป็นสมาธิ ดำรงสติมั่น ไม่ค่อยจะทอดธุระโดยสภาพของจิตเอง อย่างช้าที่สุดเกิดอีกชาติเดียวบนพรหมโลกก็เป็นอันตรัสรู้ขั้นสุดท้าย

รู้สึกถึงความเงียบเหงาบางประการในภายใน แล้วหล่อนล่ะ อีกกี่ชาติ?

โคลงเคลงอยู่ในหัวอก หล่อนติดตามเขาคนนั้นมานานเท่าไหร่ แล้วอีกนานแค่ไหนจึงจะสิ้นสุด?

ทั้งหมดล้วนขึ้นอยู่กับเขาคนเดียว หล่อนได้แต่อยู่ในฐานะบาทบริจาริกา ติดตามพระโพธิสัตว์ไปจนกว่าจะถึงฝั่ง

บดริมฝีปาก…ถ้าโบกมือบอกศาลา ฐานะอย่างหล่อนต้องทำยังไงนะ?

สายตาเหลือบไปปะกับกองหนังสือที่สุมไว้แบบมักง่ายตรงมุมห้อง แพตรีก้าวเนือยๆเข้าหาด้วยความตั้งใจจะช่วยมติจัดให้เป็นระเบียบ หล่อนไม่เคยทนเห็นอะไรรกหูรกตาได้ โดยเฉพาะที่เป็นร่องรอยแสดงความชุ่ยของน้องชายคนนี้

จับซ้อนกันไปซ้อนกันมาเรียงลำดับจากใหญ่ขึ้นมาหาเล็ก กระทั่งมือไปคว้าสมุดขนาดพ็อกเก็ตบุ๊คเล่มหนา หน้าปกสีชมพูเล่มหนึ่ง ย่นคิ้วเล็กน้อยด้วยความรู้สึกคุ้นเคยว่าเป็นสมบัติเก่าของตน

เปิดหน้าปกพบลายมือตัวเองเมื่อเกือบสิบปีก่อน ผะผ่าวไปทั้งหน้าเมื่อรู้แน่ว่าใช่

ใจเต้นแรงด้วยความคาดไม่ถึง บวกกับความอับอายเมื่อนึกว่านี่น่าจะเป็นเล่มเดียวกับที่ตนบันทึกเรื่องราวแสลงใจและ ‘ไม่ปกติ’ เอาไว้มากมาย ชนิดที่ต้องการเก็บซ่อนไว้อ่านเองคนเดียวอย่างแท้จริง หล่อนเข้าใจว่าทิ้งมันรวมกับ ‘ขยะ’ อื่นที่ต้องการฝังลืมไปแล้วด้วยซ้ำ เหตุใดจึงมาอยู่ในมือมติได้ เขาขโมยม