ทางนฤพาน ตอนที่ 27
posted on 12 Jan 2008 11:50 by bannpeeploy in articles, buddhism
ธรรมนิยาย ชุด ทางนฤพาน ผลงานของ ดังตฤณ
ชุดนี้มีทั้งสิ้น 29 ตอนค่ะ
สนใจ เลือกรับฟังและอ่านในตอนอื่นๆ คลิ๊กได้ที่นี้นะค่ะ
ธรรมนิยาย ชุด ทางนฤพาน
ตอนที่ 27 ประกวดภาพ 1
แพตรีเพิ่งกลับจากโรงเรียน ขณะที่มติก้าวพ้นออกมาจากประตูรั้วพอดี ทั้งสองเห็นอีกฝ่ายและสบตาในระยะห่างพอเห็นรอยยิ้มทักทายที่ส่งถึงกันได้ เด็กหนุ่มเป็นฝ่ายเดินเข้าหา ขณะที่หญิงสาวยืนเฉย ด้วยคิดว่าถ้าเสวนาปราศรัย ก็น่าจะนั่งคุยกันที่บ้านหล่อน
“เพิ่งกลับเหรอฮะ?”
“ฮื่อ กำลังจะเข้าบ้านเนี่ย”
แพตรีตอบยิ้มๆ มติมาหยุดยืนห่างหล่อนเพียงก้าวเดียว เหลียวซ้ายเล็งแลรถยนตร์ที่จอดนิ่งใต้ร่มไม้ ปกปิดรูปโฉมและป้ายแดงด้วยผ้าคลุมผืนใหญ่ อดถามไม่ได้
“ซื้อรถแล้วทำไมไม่ขับล่ะฮะ ผมเดินผ่านทีไรเห็นจอดอยู่อย่างนี้ทุกที เดี๋ยวก็พังหรอก”
หญิงสาวเงียบ ลดรอยยิ้มลงนิดหนึ่ง และดูทีเหมือนจะคอแข็งหน่อยๆ มติจึงทราบว่าคงมีความนัยเป็นส่วนตัวที่หล่อนไม่ต้องการพูดถึง เลยเสเปลี่ยนเรื่อง
“ไม่เจอกันเป็นอาทิตย์ๆเลย ตอนนี้แต่งชุดครูแล้ว”
เด็กหนุ่มอมยิ้มและมองกวาดเครื่องแบบครูสาว เสื้อน้ำตาลอ่อนแขนยาว และกระโปรงน้ำตาลเข้มเลยเข่า กับรองเท้าส้นสูงสีเข้ากัน ไหล่สะพายกระเป๋าใบย่อม ขับความมีสง่าราศีของแพตรีให้ยิ่งดูงดงามน่าเลื่อมใสขึ้นอีกมาก เด่นจนน่าไหว้แต่ไกลทีเดียว
“เธอล่ะ สบายดีหรือเปล่า?”
มติลอบหัวเราะในใจ เพราะอดรู้สึกไม่ได้ว่าหล่อนคงชินกับวิธีพูดและการใช้สุ้มเสียงกับเด็กๆ ดูทีสายตากำลังมองเขาเป็นนักเรียนไปด้วย
“สบายดีครับคุณครู”
ตอบอย่างสุภาพอ่อนโยน แต่แฝงสำเนียงล้อนิดหน่อย แพตรีมองน้องชายด้วยท่าทีพินิจลึกซึ้งกว่าเดิม แล้วบอกตนเองว่าหล่อนสัมผัสได้ถึงกระแสรอบตัวเขาที่แปลกใหม่ ถ้าอธิบายเป็นภาษา ก็คงคล้ายๆเคยเห็นถูกตีตรวนแล้วหลุดออกมาเปลาะหนึ่ง ดูเขามีความเบากายสบายใจ โล่งหัวอก ใบหน้ากระจ่าง สมองแจ่มใสผิดต่างจากเดิม
“เพิ่งไปเที่ยวไหนมาหรือเปล่า?”
มติสั่นศีรษะ ทำตาฉงนนิดหนึ่งเพราะนึกว่าแพตรีเข้าใจผิดอะไร
“เปล่านี่ฮะ อยู่บ้านตลอด ทำไมหรือ?”
แพตรีเบี่ยงเบนมาอีกทาง
“แล้วงานประกวดภาพพระพุทธศาสนาไปถึงไหนแล้วล่ะ คงส่งเรียบร้อยแล้วซี”
“หมดเขตมะรืนฮะ ผมกะจะไปส่งพรุ่งนี้แหละ กลั่นจนวินาทีสุดท้ายเลย เผื่อคิดเปลี่ยนอะไรอีกนิดอีกหน่อย”
หญิงสาวเบิกตาเล็กน้อย นึกขึ้นได้ว่าตนเคยแนะนำแนวคิดภาพ ‘ตรัสรู้’ ให้เขาไป จึงอยากเห็นขึ้นมา
“งั้นตอนนี้ก็ยังอยู่ที่บ้านสินะ ขอดูมั่งได้ไหม?”
“อ๋อ…ได้เลย พี่แพรออยู่นี่แหละ เดี๋ยวผมไปเอามาให้”
“เธอกำลังจะออกไปธุระที่ไหนไม่ใช่เหรอ?”
“จะซื้อของกินใส่ตู้เย็นเท่านั้นแหละ รออีกพักก็ได้”
พอเห็นน้องชายหันหลังกลับดุ่มเดินจะไปเอาของมาให้ แพตรีก็ตัดสินใจเดินตาม
“อ้าว…รอที่บ้านเถอะฮะพี่แพ ไม่ต้องเหนื่อยหรอก”
“ให้เธอแบกย้อนมาย้อนกลับได้ไง”
เมื่อพี่สาวแสดงเจตจำนงเช่นนั้น มติก็ไม่ว่าอะไรอีก
เข้าบ้าน มาถึงห้องของศิลปินหนุ่มผู้เสมอน้องแท้ๆ แพตรีเป็นคนเปิดไฟไล่ความสลัวของยามเย็น และก้าวเข้าไปในนั้นก่อนอย่างถือวิสาสะ เห็นภาพใหญ่โดดเด่นในกรอบบนขาตั้งทันที
เป็นรูปทรงตั้ง คือด้านสูงยาวกว่าด้านกว้าง สิ่งที่กระทบใจเป็นอันดับแรกคือแสงเจิดจ้า ณ ใจกลาง แวดล้อมด้วยคลื่นวนสีม่วงมืด ดูทีแรกเหมือนแสงสว่างที่ปลายทางอุโมงค์ ทว่าเมื่อพิศแล้วรู้สึกถึงการสื่อพลังชนิดหนึ่งที่ทำให้ขนลุก…
มติอยากให้แพตรีชมผลงานของตนเงียบๆ จึงขอปลีกตัว
“ดูไปก่อนนะพี่แพ เดี๋ยวผมเอาอะไรมาให้ทาน”
ว่าแล้วก็ถอยเท้าจากห้อง ปล่อยพี่สาวไว้ตามลำพัง
แพตรีอึ้งงันเป็นครู่คล้ายถูกสะกด ก่อนถอนสายตาไปยังแผ่นกระดาษแข็งใต้รูปที่มีหมึกดำลงเป็นอักษรอ่อนช้อย
ชื่อภาพ ‘แสงนฤพาน’
ล่างลงไปคือคำกลอนแด่การตรัสรู้ธรรม หรือที่เรียก ‘ธรรมาภิสมัย’
ใจแพตรีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับความดีจนสามารถสัมผัสถึงสิ่งที่อยู่เหนือความดีได้ เพียงเห็นภาพนิ่งที่ดูมีพลังเคลื่อนไหวประหลาด รวมทั้งอ่านถ้อยคำในบทกลอนขยายความนั้น ก็บังเกิดปีติ ใจอนุโมทนาเป็นล้นพ้นกับความสำเร็จของน้องชาย
เขาเป็นคนเคารพธรรม ฉะนั้นจะไม่สื่อด้วยวิธีบรรยายจากประสบการณ์ตรงเช่นนี้แน่ ถ้าหากไม่ผ่านมาจริง เดิมทีที่คุยกับหล่อนเมื่อหลายอาทิตย์ก่อน แนวคิดในการสื่อภาพและร้อยกรองจะออกไปทางการกล่าวอ้างเนื้อหาการตรัสรู้ ซึ่งเป็นมุมมองของผู้พยายามอธิบายเปรียบเทียบจิตอันร้อนด้วยอุปกิเลสกับจิตที่สว่างโพลงไร้มลทินแล้วเท่านั้น
อยู่ใกล้ชิดกับปู่ชนะแต่อ้อนแต่ออกจนคุ้นกับกระแสความเป็นอริยบุคคล เมื่อหล่อนถามว่าใช่หรือเปล่า ท่านก็เคยเผยตรงๆในฐานะคนสนิทที่รู้เห็นพฤติกรรมกันมากพอควรแก่การเชื่อ
ท่านใช่ และขณะนี้ก็เป็นถึงพระสกทาคามีแล้วด้วย!
ปู่เคยถ่ายทอดภาวะขณะการบรรลุแต่ละชั้นให้หล่อนฟังอย่างละเอียด เมื่อธาตุรู้เดิมแท้ผุดขึ้นแสดงตัวสัมผัสนิพพานครั้งหนึ่ง ก็คือเกิดลูกไฟล้างกิเลสหนึ่งหน คำบอกเล่านั้นเมื่อนำมาเทียบเคียงกับภาพและร้อยกรองที่ปรากฏตรงหน้า ก็ทำให้ทราบได้ว่าขณะนี้มติเข้ากระแสแล้ว เป็นคนในแล้ว เป็นของจริงแล้ว เป็นหลักฐานอีกชิ้นหนึ่งของพุทธศาสนาที่ยังไม่เสื่อมสูญไปจากโลกมนุษย์
หล่อนเพิ่งนึกออกว่า ‘แสงเปิด’ และกระแสแปลกใหม่ในมติ ก็เหมือนกับที่สัมผัสได้จากปู่ชนะมาแต่เล็กนั่นเอง ผิดกันคือความเข้มข้น ตบะธรรมของมติยังอ่อนแผ่ว แม้สว่างสดใสซ่านแรง แต่ก็เหมือนมีคลื่นความเคลื่อนไหวรบกวนอยู่บ้าง ไม่รวมแน่วนิ่งหนักแน่น ก่อความรู้สึกว่างและบรรยากาศเบาบางจากกิเลสได้เท่าครึ่งของปู่ชนะ
อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็นโสดาบันบุคคล แม้หากจะทอดธุระ ประมาทไม่เคี่ยวเข็ญตนเองให้ถึงที่สุดในชาติปัจจุบัน ก็เที่ยงที่จะถึงพระนิพพานภายในเจ็ดชีวิตข้างหน้า พูดง่ายๆคือเวลาล่วงไปมีแต่จะพัฒนาขึ้นสูง ไม่มีการถอยลงต่ำ หล่นลงคลองอีก เพราะเมื่อเห็นของที่เที่ยงสนิท น่าพอใจสูงสุดมาแล้ว จะกลับมาเห็นของไม่เที่ยงและสิ่งกวัดแกว่งทั้งหลายเป็นความน่าแหนงหน่าย จิตย่อมเก็บเล็กประสมน้อย มีพฤติกรรมภายในคือตีจาก ผละออกไปเรื่อยๆ จนปฏิรูปเลื่อนชั้นสูงขึ้นตามเวลาที่ผ่านไป
ส่วนเมื่อเป็นพระอนาคามีแล้ว จิตเป็นสมาธิ ดำรงสติมั่น ไม่ค่อยจะทอดธุระโดยสภาพของจิตเอง อย่างช้าที่สุดเกิดอีกชาติเดียวบนพรหมโลกก็เป็นอันตรัสรู้ขั้นสุดท้าย
รู้สึกถึงความเงียบเหงาบางประการในภายใน แล้วหล่อนล่ะ อีกกี่ชาติ?
โคลงเคลงอยู่ในหัวอก หล่อนติดตามเขาคนนั้นมานานเท่าไหร่ แล้วอีกนานแค่ไหนจึงจะสิ้นสุด?
ทั้งหมดล้วนขึ้นอยู่กับเขาคนเดียว หล่อนได้แต่อยู่ในฐานะบาทบริจาริกา ติดตามพระโพธิสัตว์ไปจนกว่าจะถึงฝั่ง
บดริมฝีปาก…ถ้าโบกมือบอกศาลา ฐานะอย่างหล่อนต้องทำยังไงนะ?
สายตาเหลือบไปปะกับกองหนังสือที่สุมไว้แบบมักง่ายตรงมุมห้อง แพตรีก้าวเนือยๆเข้าหาด้วยความตั้งใจจะช่วยมติจัดให้เป็นระเบียบ หล่อนไม่เคยทนเห็นอะไรรกหูรกตาได้ โดยเฉพาะที่เป็นร่องรอยแสดงความชุ่ยของน้องชายคนนี้
จับซ้อนกันไปซ้อนกันมาเรียงลำดับจากใหญ่ขึ้นมาหาเล็ก กระทั่งมือไปคว้าสมุดขนาดพ็อกเก็ตบุ๊คเล่มหนา หน้าปกสีชมพูเล่มหนึ่ง ย่นคิ้วเล็กน้อยด้วยความรู้สึกคุ้นเคยว่าเป็นสมบัติเก่าของตน
เปิดหน้าปกพบลายมือตัวเองเมื่อเกือบสิบปีก่อน ผะผ่าวไปทั้งหน้าเมื่อรู้แน่ว่าใช่
ใจเต้นแรงด้วยความคาดไม่ถึง บวกกับความอับอายเมื่อนึกว่านี่น่าจะเป็นเล่มเดียวกับที่ตนบันทึกเรื่องราวแสลงใจและ ‘ไม่ปกติ’ เอาไว้มากมาย ชนิดที่ต้องการเก็บซ่อนไว้อ่านเองคนเดียวอย่างแท้จริง หล่อนเข้าใจว่าทิ้งมันรวมกับ ‘ขยะ’ อื่นที่ต้องการฝังลืมไปแล้วด้วยซ้ำ เหตุใดจึงมาอยู่ในมือมติได้ เขาขโมยมาหรือ?
รีบพลิกลวกๆดูหน้าบันทึกต่างๆ ตายจริง! ใช่ด้วยซี!
เป็นความเผอิญที่มาสะดุดเอากับย่อหน้าหนึ่ง กระทบใจในยามนี้เข้าพอดี…
เมื่อออกมาส่งเขากับคุณพ่อกลับ ฉันตั้งใจไหว้เขาสวยที่สุด เขาจะเห็นหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่พร้อมกับไหว้ครั้งนั้น คือการคิดตัดใจ ทุกอย่างที่ผ่านมาขอให้เหมือนฝันไป นับแต่ชาตินี้ขอให้ต่างคนต่างแยกกันไปตามทางของตัวเอง เคยอธิษฐานร่วมกันแต่มีคนเดียวได้รับผลอธิษฐาน จะหมายความว่าอย่างไร ถ้าไม่ใช่เพราะมีคนเดียวที่ทำไปด้วยใจจริง
น้ำตาซึมออกมาจนต้องกะพริบกั้นไม่ให้ล้นขอบ กล้ำกลืนความรู้สึกเจ็บคำรบสองลงคออย่างยากเย็น เดี๋ยวนี้รู้คำตอบแล้วว่าเพราะเหตุใดหล่อนจึงระลึกจำได้อยู่เพียงคนเดียว…
เขาเป็นคนมีใจจริง…หลายดวง
คนไม่ปักใจหนึ่งเดียวแน่วแน่จะจำอะไรแนบแน่นข้ามภพข้ามชาติได้อย่างหล่อนเล่า
เชื่อแหละว่าเขารักหล่อน เสียแต่ว่าไม่ใช่รักเดียว นั่นทำให้คุณค่าของทุกสิ่งที่มอบให้ดูด้อยความหมายลงแทบไม่เหลือ
รู้สึกว่าตนเองโง่งมงายอยู่ตามลำพัง รักแท้ รักเดียวมันมีที่ไหน หล่อนน่าจะเห็นความเป็นมนุษย์มานานพอจะซึ้งว่าหญิงชายทุกรูปนามต่างมากรักหลายใจกันทั้งนั้น มีใครไหนกันที่เกิดมาพร้อมกับดวงจิตอันเด็ดเดี่ยวที่จะรอพบคู่แท้เหมือนอย่างหล่อน
แต่ก็เกิดความขัดแย้งขึ้นมาเมื่อตรึกนึกถึงปางก่อน เขาทุ่มเทจนหมดตัวเพื่อพยายามพยุงชีวิตหล่อนไว้จากโรคร้ายเรื้อรัง เมื่อสิ้นสมบัติเงินทอง เห็นแน่ว่าหล่อนต้องตาย ก็สาบานว่าจะเข้าป่าบำเพ็ญพรต รักษาพรหมจรรย์จนกว่าจะตายตามหล่อนไป เพื่อไม่ต้องพบกับหญิงอื่น รอพบกับหล่อนทุกภพทุกชาติเพียงคนเดียว…
เขาทำให้หล่อนไม่สงสัยในความรักข้ามภพภูมิ และหล่อนเองขอร้องให้ร่วมเปล่งวาจาอธิษฐานต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือพระพุทธรูปในบ้าน ขอความซื่อสัตย์ต่อกันดลให้จำกันได้เสมอเมื่อพบกันอีก
ยังจำได้สนิทเมื่อนอนมองตาเขา ที่เฝ้ารอดูความตายของหล่อนอย่างไม่ทอดทิ้งไปไหน ทำให้หล่อนเผชิญความตายด้วยยิ้มกล้า และเข้าสู่สุคติด้วยใจเป็นกุศล เพราะระลึกถึงกุศลที่ก่อร่วมกันได้ตลอดสาย
เขาทำจริงดังพูด จากบ้านจากเมือง เข้าป่าหาฤาษีชีไพร ฝากตัวเป็นศิษย์ บำเพ็ญพรตถือพรหมจรรย์กระทั่งสำเร็จฌานสมาบัติขั้นสูงในเวลาอันสั้น เหตุเพราะมีบารมีทางนี้มาแก่กล้า เคยเป็นฤาษีใหญ่มานับภพชาติไม่ถ้วน
ด้วยภูมิจิตที่สูงพอของเขา เปิดโอกาสให้หล่อนซึ่งครองภาวะเทพลงมาเยี่ยมเยียนและฟังธรรมตามโอกาส ปลูกสัมพันธภาพที่ใสสะอาดต่อกัน กระทั่งเขาละสังขารสู่พรหมโลก และกลับมาเกิดในโลกมนุษย์อีก
การเกิดของเขามีกระแสดึงภาวะของหล่อนให้ตามลงมาด้วย หล่อนจำช่วงจุติลงมาเป็นมนุษย์ได้เพียงรางเลือน ทราบแต่ว่ามีพลังอย่างหนึ่งกระชากภาวะเทพยดาของหล่อนก่อนถึงอายุขัย ต่อเมื่อเป็นเด็กหญิงแพตรีอายุหกขวบ จึงเหมือนใจต่อได้ติดกับความเป็นตนเองในหนหลัง เห็นอดีตติดต่อกันเป็นเรื่องเป็นราวยาวยืดเพียงชั่วอึดใจที่นั่งสวดมนต์มองพระปฏิมาในโบสถ์วัดทางนฤพาน
เคยรู้สึกว่าหล่อนเป็นคนพิเศษ มองเห็นความเป็นจริงแตกต่างจากมนุษย์ธรรมดา ทำอะไรแต่ละอย่างลงไปจะคำนึงถึงผลที่ตามมาในกาลข้างหน้าเสมอ ไม่ใช่สักแต่คิด พูด ทำไปตามอำนาจความพอใจเฉพาะหน้าอย่างชาวบ้านชาวเมือง
แถมมีความหนักแน่น เยือกเย็นยิ่ง อย่างรู้ว่าตนเกิดมาเพื่อใคร หล่อนเข้าใจชีวิตตนเองกระจ่างแจ้งแทงตลอด
แล้วก็ตระหนักว่าระลึกได้แค่ชาติเดียวนั้น ยังรู้จักสังสารวัฏน้อยไป…
หล่อนจำเขาได้แม่นมั่น แต่ฝ่ายเขาไม่แสดงท่าทีรู้เรื่องอะไรด้วยเลย หนำซ้ำทำหน้าไม่แยแส จงใจมองเมินเย็นชาอย่างจะแกล้งให้เจ็บ ให้หล่อนสำนึกถึงความเป็น ‘คนละชั้น’ ระหว่างกันอีกต่างหาก หล่อนไม่ไร้เดียงสา อ่านออกกระจะแจ้งตั้งแต่นาทีแรก
คนระลึกชาติได้จริงไม่ใช่หมายความว่ารู้เรื่องหนหลังทั่วถึงทั้งหมด อย่างมากก็มีมุมมองกว้างกว่าคนทั่วไปหน่อยเดียว ที่แท้ยังมีแขนงสาขาของเหตุผลเบื้องหลังความซับซ้อนมโหฬารของสังสารวัฏอีกมากนักถูกปิดบัง แฝงฝัง เร้นซ่อนอยู่
แม้ช่วงนั้นหล่อนยังเด็กอยู่มากทางกาย แต่ทางใจแล้วเติบโต รู้คิดอ่านเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว เมื่อปู่ชนะและหลวงตาแขวนสอนอรรถธรรมจนเข้าใจพอ ก็บังเกิดความสลดสังเวช เหนื่อยหน่ายการเตร็ดเตร่เกิดตายกับ ‘คนแปลกหน้า’ ขึ้นมาสุดใจ บันดาลให้เขียนข้อความในไดอารี่ ขอ ‘แยกทาง’ อย่างเด็ดขาด เขาอยากไปให้ถึงไหนก็เรื่องของเขา หล่อนจะไม่ตามไปด้วยอีก
ปรารถนานิพพานเลยดีกว่า
ใจสงบมาได้เรื่อย และสำคัญว่าสามารถตัดเยื่อเถือใยจากเขาขาดสิ้นแล้ว ด้วยอิตถีมานะอันมั่นคง บวกกับความอิ่มเย็นพอใจในกระแสธรรม
กระทั่งวันที่เขาปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง
ยอมรับกับตนเองประสาซื่อว่ามีความวูบไหวเอาการ ความกระตือรือร้นออกหน้าออกตาของเกาทัณฑ์นำมาซึ่งความปลาบปลื้มและอารมณ์ถวิลหาอาวรณ์เก่าๆให้กลับคุขึ้นอีก ความช่างยั่วแหย่และเสน่ห์คมคายต้องตาต้องใจของเขาเร่งให้หล่อนอ่อนลงรวดเร็วอย่างน่าอาย ขนาดตอบรับการขอหมั้นอย่างเผลอไผลด้วยการพยายามตีสนิทของเขาเพียงชั่วเวลาหนึ่งเดือนเท่านั้น
แต่ชั่วข้ามคืนเดียวเช่นกัน ที่เขาทำให้หล่อนร้องไห้และเจ็บหัวอกจนซึ้งว่าภาวะการตรอมใจตายเป็นอย่างไร เสียดแสบร้อนร้าวขนาดไหน
ในเมื่อเป็นคู่แท้ พบกันแล้ว ตอบรักกันแล้ว แต่ยังไม่ทันอยู่ครองเรือนก็มีใครอีกคนมาแบ่งใจ ทำให้เขายอมรับออกมาว่า ‘รัก’ อย่างหน้าซื่อ จะหมายความว่าอย่างไร?
ถ้าภาวะบุพเพสันนิวาสของผู้หญิงคนนั้นไม่แรงพอกับหล่อน จะเกิดเรื่องอย่างนี้ได้หรือ?
ยิ่งเจ็บหนักขึ้นเมื่อทราบว่าอีกคนของเขามาก่อนหล่อน
ข้ามชาติตามสายใยรักมาพบกัน เพื่อดูให้เห็น ฟังให้ได้ยินอย่างนี้หรือว่าเขายังมีใครอีกคนหนึ่งเป็นที่รัก
นาทีที่เขาสารภาพ หล่อนตระหนักว่าตนเองไม่รู้อะไรเลย การระลึกชาติหนก่อนได้ เป็นเพียงเรื่องขี้ปะติ๋ว เป็นกลหลอกฉ้อฉลชิ้นหนึ่งของห้วงมหาทุกข์ที่เรียก ‘สังสารวัฏ’ นี้เท่านั้น
วันสุดท้ายที่พบกัน หลังจากหล่อนเอ่ยยกโทษจนเขาถือเป็นสิทธิ์ดึงตัวหล่อนไปกอดประโลม แพตรีจำได้ถึงความรู้สึกสับสนและขัดแย้งกับตนเองอย่างหนัก เกาทัณฑ์กดร่างหล่อนนอนลงกอดแนบอกนิ่งเนิ่นนานโดยไม่เอ่ยคำใด เขานิ่งจนหล่อนซึมซับรับรู้ราวกับได้ยินเสียงหัวใจที่ไร้คำตอบ ปราศจากการตัดสินใจอย่างไรทั้งสิ้นของเขา
ยิ่งรักเท่าไหร่ ยิ่งเสียดแสลงทุกข์ร้อนมากขึ้นเป็นเงาตามตัวเมื่อผิดหวัง น้อยใจและอ่อนแอลงทุกครั้งเมื่อรู้ว่านับวันคอยเขาไม่เคยเลิก และเหมือนเขาใจไม้ไส้ระกำที่ตัดการติดต่อกับหล่อนอย่างสิ้นเชิงมานับอาทิตย์แล้ว
หากไม่ทราบข่าวมรณกรรมอันน่าสลดสังเวชของเรือนแก้ว คงเป็นที่น่าเข้าใจว่าเขาตัดสินใจทอดทิ้งหล่อน และเลือกเรือนแก้วเป็นคู่ชีวิต…
เดาว่าที่มัวช้าก็คงเพราะเล่นแง่กันมานาน ต่อเมื่อไปต่างประเทศ คงประสบเหตุเห็นหัวใจกันแจ่มแจ้ง เลยค่อยถึงเวลา สบจังหวะปลงใจ
ท่าทางคงไว้ทุกข์ให้กับคนรักของเขาจนไม่มีแก่ใจคิดถึงหล่อนอีกเลย นี่ยิ่งเป็นการประกาศคุณค่าระหว่างผู้หญิงสองคนของเขา คนตายมีความหมายยิ่งกว่าคนเป็นเสียอีก อย่างนี้ถ้าเรือนแก้วยังอยู่ จะยิ่งมีความหมายเหนือหล่อนสักขนาดไหน?
น้ำตาหยดใส่หน้ากระดาษสมุดบันทึกเป็นดวงใหญ่ แพตรีถอนสะอื้น ปิดไดอารี่เล่มนั้นลงเมื่อได้ยินเสียงมติเดินใกล้เข้ามา
“ทานชมพู่กันพี่แพ”
ชวนแล้วก็ชะงักกึกเมื่อเห็นแพตรีเหลือบแลมาทางตนด้วยสายตาขึ้งเคียดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ดวงตาช้ำและคราบน้ำตาสองสายยิ่งทำให้รู้สึกช็อก แต่เมื่อเหลือบเห็นไดอารี่ในมือพี่สาวก็พอเข้าใจเป็นเลาๆ
นึกตำหนิตนเองที่ลืมสนิทว่าวางไดอารี่เก่าแก่เล่มนั้นไว้สะเปะสะปะ เป็นโอกาสให้แพตรีไปพบ มติกลืนน้ำลายลงคอฝืดๆด้วยความใจไม่ดี เดาได้ว่าหล่อนคงมีเรื่องระหองระแหงอะไรกับเขาคนนั้น เมื่อมาอ่านเรื่องเก่าเข้า จึงเกิดความคับแค้นปะทุขึ้นได้ รีบวางถาดผลไม้ลงบนโต๊ะเล็กใกล้ตัว แล้วหันมาเผชิญหน้ากับพี่สาวอย่างพร้อมจะกล่าวขอโทษ
แต่แค่เผยอปาก แพตรีก็ขยับไดอารี่ถามตัดหน้า
“ใครให้เอามาน่ะ?”
เป็นระดับเสียงธรรมดาที่แฝงอารมณ์เกรี้ยวลึก ชนิดที่มติได้ยินแล้วถึงกับจุกปากจุกคอ แพตรีเห็นอาการยืนทื่อของพ่อน้องคนดีแล้วยิ่งเหมือนถูกเร่งให้เดือดกว่าเก่า
“อ่านกี่รอบแล้ว? สนุกมากไหม?”
มติได้แต่ยืนกะพริบตาอั้นอึ้ง ก้มหลบพี่สาวที่จ้องเขม็งอย่างเอาเรื่อง นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นหล่อนแสดงความโกรธ ดูแปลกตาและทำความรู้สึกผิดให้เขาอย่างรุนแรง เนื่องจากตระหนักว่าตนเป็นต้นเหตุ จะว่าเป็นบาปกรรมเก่าก่อนนานเนก็คงไม่เต็มปากเต็มคำ เพราะเร็วๆนี้เพิ่งเปิดอ่านใหม่ไปอีกเที่ยว
“ผมขอโทษนะพี่แพ”
เอ่ยด้วยเสียงสำนึก ทว่าก็พยายามไม่ให้อ่อยจนเป็นการยั่วโมโหทางอ้อม
แพตรีจ้องมองน้องชายที่รักและไว้ใจ ทั้งขัดเคือง ทั้งอับอาย ไม่ใช่อะไร ถ้าไดอารี่เล่มนี้บันทึกเรื่องธรรมดาเหมือนคนอื่นก็แล้วไป แต่นี่…
หวิวๆคล้ายจะเป็นลม จนต้องทรุดกายลงนั่งพับเพียบกับพื้น พอรู้สึกตัวว่ายังไม่ปวกเปียกขนาดมืออ่อนเท้าอ่อน ก็ออกแรงทึ้งหน้ากระดาษสมุดบันทึกเล่มนั้นมาฉีก ฉีก ฉีกเป็นชิ้นๆ มติเห็นพี่สาวหน้าแดงก่ำ หายใจหอบแรง ก็ละล้าละลังเก้ๆกังๆ ขยับจะเข้าไปใกล้ก็รู้สึกถึงรัศมีความกริ้วที่ยังคงแผ่มาถึงตน จึงเอาแต่ยืนมองหล่อนฉีกสมุดกระจุยกระจายโดยไม่ทราบจะทำอะไรได้ดีไปกว่านั้น
แม้ปกหุ้มพลาสติกก็ถูกถอดพลาสติกออกขยำ ดูราวกับว่างานนั้นแพตรีต้องใช้กำลังไปมากมายจนอ่อนเปลี้ยมือสั่น มติชักเห็นท่าไม่ดีก็ตอนหล่อนหน้าซีด เหมือนจะโงนเงนชอบกล จึงตัดสินใจไปนั่งใกล้ๆ อยากประคับประคองด้วยความเป็นห่วง
หญิงสาวกำลังจุกอกและหน้ามืดด้วยถูกอารมณ์ชิงชังครอบงำ เพียงเห็นเป็นผู้ชายมานั่งตรงหน้า จึงเผลอยกมือขึ้นสะบัดซัดฉาดไปเต็มแรงจนมติถึงกับหน้าหัน
มีอะไรชนิดหนึ่งเป็นปฏิกิริยาตอบวูบกลับมาปะทะความรู้สึก คล้ายแรงผลักไร้ตนที่ทำให้ผงะ แพตรีคืนสติ กลับเปลี่ยนจากความกริ้วเป็นตกตะลึงใจหาย เมื่อนึกได้ว่าโทสะเพิ่งบันดาลให้หล่อนตบใครลงไป เกิดความรักตัวกลัวบาปสนอง เพราะตระหนักมานานว่าทำอะไรไว้กับอริยบุคคลแรงๆ ก็มักเป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรม คือให้ผลทันตาในชาติปัจจุบัน และรุนแรงเป็นสิบเท่าร้อยเท่า ไม่ว่าจะดีหรือร้าย
โดยเฉพาะขณะผู้เป็นอริยะไม่มีกิเลสห่อหุ้ม หรือยิ่งถ้าอยู่ในขณะทรงฌานด้วยแล้ว แรงสะท้อนจะหนักหน่วงเป็นทวีคูณเกินประมาณ ด้วยเหตุที่ธรรมชาติจิตของอริยบุคคลมีพลังบริสุทธิ์แฝงอยู่ พลังชนิดนั้นมีอำนาจขยายผลเจตนาอันเป็นกุศลและอกุศลที่เข้ากระทบให้เกิดเงาวิบากใหญ่แบบลัดลำดับวิบากอื่น เหมือนนักเลงโตที่ใช้กำลังเข้าแทรกแซงผู้มีกำลังน้อยอื่นๆในแถว
หญิงสาวรีบเอื้อมมือจับต้นแขนอีกฝ่ายแน่น กล่าวทั้งตัวสั่นระริก
“มติ พี่ขอโทษ”
เด็กหนุ่มค่อยๆหันหน้ากลับมา สบตาหล่อนแล้วตอบเสียงนิ่ม
“ไม่เป็นไรฮะ ถือเป็นการไถ่โทษที่ผมทำให้พี่แพเป็นทุกข์” แล้วก็อธิบายว่า “สมุดเล่มนี้ติดมากับกองหนังสือที่ผมขอยืมช่วงไปช่วยพี่แพย้ายห้อง ยอมรับว่าอดใจไม่อยู่ เสียมารยาทอย่างมากที่แอบอ่านโดยพลการ”
แพตรีจ้องมองเขาชัดๆในระยะใกล้ เหลือบเล็งแก้วตาซ้ายขวาของมติทีละข้างสลับกันสองสามหน มีความผูกพันไม่เป็นอื่นอยู่ที่นั่น สัมผัสได้ถึงสัมพันธภาพบริสุทธิ์ปราศจากความน่าคลางแคลงระหว่างกัน เขาคนนี้จะไม่มีวันทำร้ายหล่อนเลย จะด้วยกรณีใดๆก็ตาม
“ช่างเถอะ…พี่ไม่น่าจะมีอะไรต้องปิดบังเธอหรอก”
เกิดความอ่อนแอขึ้นมาอย่างผู้หญิงคนหนึ่ง ที่มีคำพูดมากมายเก็บกดไว้รอเวลาพรั่งพรูทะลักทลาย
“พี่เคยคิดว่าตัวเองรู้ว่าเกิดมาเพื่อรออะไร แต่ตอนนี้เห็นตัวเองเป็นยายโง่คนหนึ่งเท่านั้น จะเป็นคนธรรมดาที่จำเรื่องเก่าๆของตัวเองไม่ได้ หรือคนพิเศษที่มีความระลึกรู้เกี่ยวกับชีวิตก่อน ก็ไม่ช่วยให้ทุกข์ร้อนน้อยลงเลย”
มติพยักหน้า
“ผมก็รู้สึกอย่างนั้น พี่แพอาจน่าสงสารกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ ในแง่ที่ใจต้องแบกรับอุปาทานในตัวตนถึงสองชาติไว้พร้อมกัน”
แพตรีลดมือลง เม้มปากกล้ำกลืนรสขม พยายามควบคุมจิตใจให้เป็นปกติ กระแสใจสงบเย็นของเขาทำให้คำพูดง่ายๆนั้นสะกิดสติหล่อน คิดต่อได้เองว่าขาดอุปาทานตัวเดียว ก็ไม่มีทุกข์ของชาติไหนๆให้แบกอีกเลย
อย่างที่หล่อนเคยคิดจนปลงใจชัดมาแล้ว และนึกเข้าใจซ้ำอีกทีว่าการระลึกชาติเป็นไปได้หลายแบบ ถ้าเข้าทางปัญญาก็อาจเป็นคุณในแง่ความเห็นภัยการเกิดตายอย่างไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ถ้าเข้าทางโมหะก็อาจเป็นโทษในแง่ความยึดมั่นถือมั่นไม่รู้จบรู้สิ้น ทั้งที่จบจากความเป็นเช่นนั้นไปแล้ว คลี่คลายมาสู่ความเป็นเช่นนี้แล้ว ก็ยังอุตส่าห์แบกของเดิมไว้ในใจอยู่ได้
แพตรีระบายยิ้ม พยายามเปลี่ยนเรื่องให้แจ่มใสขึ้น
“อ่านทั้งเล่มอย่างนี้ก็รู้ความในใจหมดสิว่าพี่คิดและเขียนเกี่ยวกับเธอไว้ยังไงบ้าง”
“ฮะ…จำได้สนิทติดหัวอยู่ประโยคหนึ่ง ตอนพี่แพเขียนว่าตอบคำถามเด็กช่างซักจนชักอยากเป็นครูขึ้นมาแล้วซี…” เว้นวรรคมองเครื่องแบบหล่อนด้วยตาเป็นประกายลึกซึ้ง “วันนี้ได้เป็นจริงๆ”
หญิงสาวกะพริบตา มองน้องชายด้วยยิ้มค้างอยู่พักหนึ่งก่อนเอ่ย
“แต่วันนี้เด็กช่างซักก็กลายเป็นบัณฑิตผู้รู้และได้ดีเกินพี่ไปแล้ว คงต้องสลับบทกันบ้างล่ะ อย่าลืมพาพี่ไปด้วย คงไม่ทิ้งกันนะ”
มติฟังแล้วเบนหน้าไปมองภาพแสงนฤพานเป็นครู่ จึงหันกลับมา
“อาบน้ำบ่อใหญ่แล้วต้องขออาบบ่อเล็กทำไมฮะ พี่แพอยู่กับปู่มาตั้งกี่ปี”
“พี่มันไม่เอาไหน ยังเอาดีไม่ได้เลย”
เด็กหนุ่มเปลี่ยนสายตาไปทางโต๊ะเล็ก ซึ่งมีจานแอ๊ปเปิ้ล ชมพู่ และของหวานวางอยู่ ก่อนชวนว่า
“ทานผลไม้กันเถอะ”
แพตรีเหลียวตาม เห็นผลไม้ยังไม่ถูกผ่าสักชิ้น เพียงถูกล้างน้ำหมาดเท่านั้น แถมไม่มีมีดเตรียมมาด้วยอีกต่างหาก มติคงกะให้กัดกินเอาทั้งลูกนั่นเอง หล่อนส่ายหน้านิดหนึ่ง บอกเขาว่า
“เดี๋ยวพี่เอามีดมาผ่าซีกให้”
ว่าแล้วก็ลุกเดินออกจากห้อง ล้างมือและหามีดจากในครัว ทำพริกเกลือจานเล็กอยู่เดี๋ยวเดียวก็เดินกลับเข้ามา จัดแจงกดคมมีดผ่าแอ๊ปเปิ้ลอย่างบรรจง มติทอดตามองตามพลางถามเรื่อยเปื่อย
“ได้ลงโทษเด็กให้คาบไม้บรรทัด กางแขนยืนขาเดียวเหมือนที่เคยทำกับผมหรือยัง?”
แม่ครูสาวหัวเราะ
“เคยเหรอ เอ…ตอนนั้นทำไมพี่ให้เธอทำอย่างนั้นล่ะ?”
คุ้นๆว่าเคยเล่นบทสมมุติเป็นครูลงโทษนักเรียนกับมติ แต่ลืมแล้วว่าเหตุจูงใจคืออะไร
“พี่แพพยายามหัดให้ผมท่องคาถากรณียเมตตสูตรไงฮะ ผมท่องไปก็บ่นกลุ้มใจทำไมจำไม่ได้ ไม่มีสมาธิ บ่นคำเดิมทุกจบวรรคทบต้น สองเที่ยวสามเที่ยวพี่แพคงรำคาญ เลยสั่งคาบไม้บรรทัดจะได้เลิกบ่น และบอกให้กางแขนยืนขาเดียวสักพัก เดี๋ยวใจสงบเป็นสมาธิไปเอง”
แพตรีหัวเราะร่วน หล่อนเป็นคนหัวเราะน่ารักน่าใคร่ และชวนให้คนได้ยินเกิดอารมณ์ผ่องใสตามอย่างฉับพลันทันที ให้มตินึกอยากอัดเทปไว้เปิดฟังเวลาเครียดเสียจริงๆ
“งั้นเหรอ เออ…จำได้แล้ว”
พูดทั้งกลั้วหัวเราะ หล่อนผ่าแอ๊ปเปิ้ลสามลูกเอาแกนออกจนหมด จึงหยิบจากจานส่งป้อนเข้าปากมติชิ้นหนึ่งอย่างไม่คิดอะไรมาก
“อ้ะ…”
เด็กหนุ่มเผยอปากรับ พอเคี้ยวกลืนจนหมดก็ว่า
“ห้านาทีหลังจากกางแขนยืนขาเดียว ผมรู้สึกว่ามีสมาธิกว่าเดิม กลับมาท่องจำได้ดีจริงๆด้วย ตั้งแต่นั้นเลยเข้าใจว่าถ้าจะเกิดสมาธิได้ ใจต้องพยายามเพ่งเลี้ยงตัวให้เท่ากับที่ยืนขาเดียวแบบถูกทำโทษคราวนั้นเอง”
แม่ครูคนงามยิ้มเรียบ หยิบชมพู่มาก้มหน้าก้มตาผ่าต่อ มติมองดวงหน้างามละมุนเบื้องใกล้แล้วอดหลงรักไม่ได้ แต่พอรู้ตัวว่ามีอะไรกรุ่นในอก ก็จุดแสงโอภาสขึ้นกลางใจ ส่งตัวรู้ตามดูความปรุงแต่งทันที เห็นเหมือนสายหมอกหนาทึบเริ่มคืบคลานเข้าเกาะกุมหัวใจ จึงขับไล่ให้สลายได้ทันทีที่แสงรู้ส่องเห็นนั้นเอง
การจุดแสงรู้ขึ้นเสียก่อนมืดคลุ้มคลุมมิดนั้นสำคัญมาก โดยเฉพาะกับจิตที่ยังมีกำลังไม่เที่ยง ไม่ทน หากปล่อยให้ใจถูกคลุกเคล้าจนไม่อาจใช้กำลังรู้เข้าแยกระหว่างจิตกับอารมณ์แล้ว จะให้สลัดทิ้งภายหลังนั้น นับว่ายากเย็นแสนสาหัส สู้ตัดไฟแต่ต้นลมไม่ได้ ยังง่ายอยู่มาก
จดจำและระลึกเตือนตนเองว่ารสชาติของการรักข้างเดียวแสบร้อนปานใด แพตรีไม่ใช่ผู้หญิงของเขา และจะไม่มีวันใช่
จู่ๆมติเปรยขึ้นมาคล้ายต้องการแก้เก้อกับตนเอง มากเสียกว่าอยากให้แพตรีได้ยิน
“พี่แพคงเคยเป็นพี่สาวของผมมาก่อนแน่ๆเลย เสียแต่ว่าชาตินี้ไม่ได้เกิดจากท้องแม่เดียวกันเท่านั้น”
หญิงสาวผ่าชมพู่เฉยเป็นครู่ ก่อนตอบทั้งสายตาเหลือบต่ำจับความเคลื่อนไหวที่มือ
“เธอโตทันพี่แล้วนี่ ฐานะและความรู้สึกทางใจเป็นอนิจจัง เปลี่ยนแปลงได้เสมอ…”
เพราะสติยังคม มติจึงรู้ว่าตนเองหูไม่เฝื่อน แต่ความหวั่นไหวจะทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนหรือเปล่านั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
“ผม…คงทำให้พี่แพไม่สบายใจเกี่ยวกับรูปที่เคยวาดด้วยความฟุ้งซ่าน หวังว่าพี่แพคงไม่ถือสากับความเหลวไหลชั่วครู่ชั่วยามของผมนะฮะ”
“ก็ไม่เห็นเหลวไหลตรงไหน คิดไปคิดมา ชักอยากให้เธอวาดอีกเหมือนกันแหละ”
ว่าแล้วก็นำซีกชมพู่ชิ้นหนึ่งจิ้มพริกเกลือ ยื่นจะป้อนมติอีก แต่คราวนี้มติใช้มือรับแทน ย่นคิ้วจ้องมองแพตรีด้วยความสงกา สานตากันครู่หนึ่ง ก่อนที่หญิงสาวจะเป็นฝ่ายหลบ
“แพกลับบ้านดีกว่า”
ว่าแล้วแม่หญิงแสนงามก็หยิบกระเป๋าขึ้นสะพายไหล่ ดึงตัวลุกก้าวจากห้อง สรรพนามที่ผิดไปจากเดิมยิ่งย้ำให้รู้สึกถึงเจตนาบอกความแปลกเปลี่ยนในสัมพันธภาพ มตินั่งกะพริบตางงเป็นครู่ ก่อนโยนชิ้นชมพู่ทิ้ง ลุกตามหล่อนออกมาทั้งยังเคว้งกับพฤติกรรมอันน่าฉงนของเพศที่มีความไม่แน่นอนเป็นเจ้าเรือน
ทันกันที่หน้าประตูบ้านซึ่งไม่ได้ล็อกไว้ แพตรีเป็นฝ่ายเปิดเอง และหันมาทิ้งหางตาคมหวาน
“ปู่บ่นหามติหลายหนแล้ว ไม่ไปเยี่ยมท่านเลย อ้อ…ก่อนถึงวันงานประกวดอย่าลืมเตือนล่วงหน้านะ จะได้ทำตัวให้ว่าง”
แล้วหล่อนก็กะพริบตาเบะยิ้มให้เขานิดๆเป็นการส่งท้าย ก่อนผินหน้ากรายเท้าห่างออกไปเรื่อยๆ มติมองตามจนแพตรีถึงบ้าน และราวกับรู้ว่าเขายังจับตามองอยู่ หล่อนหันมาโบกมือหย็อยๆก่อนก้าวหายเข้ารั้วลับตาไป ปล่อยให้เขายืนนิ่งขึงอยู่กับที่ราวกับถูกสะกดด้วยมนตร์ขลังอันยากจะต้านของนางฟ้า
ช่วงสาย ในหอประชุมขนาดยักษ์ที่ถูกดัดแปลงเป็นหอแสดงศิลปะชั่วคราว คลาคล่ำด้วยผู้เข้าร่วมชมนิทรรศการ ซึ่งมาชุมนุมหลายร้อยคน เพราะทราบจากประกาศทางหนังสือพิมพ์และวิทยุโทรทัศน์ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา
นั่นเป็นนิทรรศการภาพประกวดทางพุทธศาสนาที่เก็บผลการตัดสินของกรรมการไว้ในซองลับ และจะประกาศเผยผลในช่วงบ่าย ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ชมตระเวนดูผลงานกันโดยปราศจากอคติและลำเอียงเสียก่อน จะได้รับสารจากศิลปินต่างๆเต็มที่ ส่วนจะวิพากษ์วิจารณ์ชอบชังกับผู้มาด้วยกันอย่างไร อยากให้ใครได้เหรียญทอง เหรียญเงิน หรือเหรียญทองแดงนั้น ก็สุดแล้วแต่นานาจิตตัง
ความหลากหลายของผลงานเกือบห้าร้อยชิ้น ประดับบนแผงกั้นชั่วคราวที่เรียงรายเบียดเสียดอยู่ในบริเวณแสดง แล่นเลยไปถึงส่วนอื่นของอาคารนับแต่ทางเดินขึ้นมา ก่อให้เกิดมิติใหม่สมใจเจ้าภาพ นั่นคือได้มีการรวบรวมประสบการณ์ มุมมอง และความคิดสร้างสรรค์เด่นแปลกของจิตรกรทั่วประเทศ นำมาไว้ในที่เดียวกัน เพื่อแสดงสาระธรรมในพุทธศาสนาอย่างพร้อมเพรียง งานส่วนใหญ่มองออกง่าย ยิ่งเมื่ออ่านร้อยกรองกำกับก็ยิ่งเกิดความเข้าอกเข้าใจทะลุปรุโปร่ง
หลายคนที่เข้าชมงาน ถึงกับถูกอกถูกใจ พึมพำกันเซ็งแซ่ว่าเป็นงานที่ดีเหลือเกิน แต่ละภาพมีความชัดในตัวว่าถูกถ่ายทอดมาจากสายตามองโลกอย่างละเอียดอ่อน ถ้อยคำที่ผูกขึ้นเป็นร้อยกรองหลายชิ้นมีแรงสะเทือนกระทบใจสูงมาก ยิ่งเดินชม เดินอ่านผ่านไปเท่าไหร่ ก็ยิ่งดิ่งจมเข้าไปในเนื้อหาอันเป็นชนวนให้เกิดกุศลจิต หรือกระทั่งจิตปล่อยวางอย่างเยี่ยม
นี่เป็นผลของแรงจูงใจอย่างใหญ่ แน่นอนรางวัลก้อนโตมีส่วนดึงหัวกะทิและมือทองทั่วประเทศเข้ามารวมตัวกันอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
แม้เริ่มต้นด้วยความโลภ ทว่าเมื่อจะรังสรรค์งานเพื่อชิงชัย เหล่าศิลปินทั้งหลายก็ต้องตั้งหน้าตั้งตาศึกษาเนื้อหาธรรมะกันระดับหนึ่ง เมื่อเกิดความเข้าอกเข้าใจ หรือเกิดแรงบันดาลใจเด็ดๆแล้ว จึงลงมือละเลงเส้นสายลายสีกันสุดเดช เพื่อบรรลุจุดประสงค์ของแนวคิดประกวดคือเข้าใจง่าย และมีผลกระทบแรง
องค์ประกอบที่ใช้พิจารณานั้น เทน้ำหนักให้ความเข้าใจง่ายทัดเทียมกับความงามในเชิงวิจิตรศิลป์ ภาพที่สมบูรณ์พร้อมทั้งผลกระทบทางใจและความสวยงามเข้าตา จะมีภาษีเหนือภาพอื่นทั้งหลาย
แรงจูงใจสำคัญยิ่งไม่ให้เหล่าศิลปินทดท้อก็คือ รางวัลมิได้มีเพียงสำหรับสามภาพคือเหรียญทอง เหรียญเงิน และเหรียญทองแดงเท่านั้น ยังมีภาพที่ท่านเจ้าภาพจะใช้ความพอใจส่วนตัว มอบรางวัลชมเชยให้สี่แสนบาทถึงสิบภาพ รวมทั้งรางวัลปลอบใจแบบไม่จำกัดจำนวนอีกต่างหาก กล่าวคือขอเพียงทำให้ท่านเจ้าภาพพอใจ ก็รับไปเลยเหนาะๆสี่แสน หรือลดหลั่นลงไป แต่อย่างต่ำตีค่าเป็นเลขห้าหลักไล่กันขึ้นมาทั้งสิ้น
นั่นทำให้ทุกคนทุ่มเทกันสุดตัว บางคนลงทุนไปนั่งวิปัสสนาตามสำนักดังเพียงเพื่อให้ได้แรงบันดาลใจประดิษฐ์งานส่งเข้าประกวดโดยเฉพาะ!
ผลที่ได้อย่างใหญ่คือเนื้อหาธรรมะง่ายๆที่เข้าหูเข้าตาผู้ร่วมชมจำนวนมหาศาล เพราะภาพที่ ‘สอบผ่าน’ ทั้งหมดจะถูกตระเวนแสดงทั่วประเทศ รวมทั้งเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนสายหลัก บรรดาศิลปินจะจริงใจกันแค่ไหนก็ช่าง ขอแค่แคะเอาศักยภาพสูงสุดของพวกเขามารวมกันเป็นใช้ได้ การระดมศักยภาพของหัวกะทิหลายร้อยย่อมก่อผลสะเทือนอันกว้างใหญ่อย่างแน่นอน
นับเป็นงานสืบทอดพระศาสนาอันสำคัญยิ่งงานหนึ่ง
ทีฆายุจูงมือฟองชลแฟนสาวของเขาแวะเวียนชมภาพโน้นภาพนี้ สายตาก็สอดส่ายหาพรรคพวก ซึ่งคาดว่าน่าจะเดินเกร่อยู่ใกล้ละแวกบ้าง
ชมได้เพียงสองสามภาพก็ปะเพื่อนนักศึกษาร่วมรุ่น โดยทีฆายุเป็นฝ่ายถูกเรียกทักก่อน
“ตุ้ย!”
เพื่อนร่วมคณะยืนอยู่ที่ภาพหนึ่งไกลออกไป ทีฆายุพยักพเยิดให้ หันดูรูปที่ค้างอยู่ อ่านกาพย์กำกับภาพครู่หนึ่งจนจบ จึงดึงแขนแฟนสาวชักชวนไปหา
“เพิ่งมาถึงเหรอะ?”
ตั้งทัพถามและหันไปยักคิ้วให้คนน่ารักของทีฆายุอย่างสนิทคุ้น
“เออ” ตอบแล้วก็หันมองภาพ ผงะนิดหนึ่ง “ของใครวะ?”
“นี่แหละงานกู”
ตั้งทัพบอกด้วยยิ้มโอ่ ทีฆายุเหลือบลงอ่านโคลงสี่ที่เปรียบเหมือนบทบรรยายขยายความ
เท็จ นั้นคนพูดย่อม ทิ้งรอย
จริง แล้วไม่เคยลอย เลื่อนเปื้อน
สิ่ง เดียวในหนึ่งร้อย เล่ห์ลิ้น ลมคน
ลวง ด้วยคำเอ่ยเอื้อน อาจย้อนรัดคอ
อ่านเสร็จก็เหลือบขึ้นมองภาพซ้ำ เป็นภาพชายคนหนึ่งถูกดึงลิ้นอันยาวเหยียดเหมือนสายยางฉีดน้ำออกมาพันรัดคอจากเบื้องหลัง โดยผู้กระทำการดึงลิ้นแต่งชุดครุยแบบเนติบัณฑิต หน้าตาถมึงทึงแบบจะฆาตกรรมให้ตายด้วยลิ้นของชายเคราะห์ร้ายนั้นเอง
เผอิญทีฆายุกับฟองชลหัวเราะออกมาพร้อมกันอย่างเก็บความขำไม่อยู่ ตั้งทัพหน้าเสีย
“ตลกเหรอะ?”
ถามแบบใจไม่ดี ทีฆายุพยายามเม้มปากกลั้นเพื่อไม่ให้เพื่อนเสียน้ำใจว่าถูกเยาะ ความจริงโคลงที่แต่งไว้แม้ขาดความรัดกุมหนักแน่น ก็พอกล่าวว่าเข้าท่าอยู่หรอก ภาพก็วาดไว้ใช้ได้ การวางตำแหน่งและการเล่นสีได้จังหวะจะโคนเด่นตา มีความคมชัดสมจริง แฝงความน่ากลัวไว้สมเจตนาดี ทว่าสื่อที่ออกมา บวกๆกันระหว่างภาพกับโคลงแล้ว ดูจี้เส้นชอบกล โดยเฉพาะอาการตาเหลือกตาปลิ้น ยกมือกุมคอหอยของเจ้าของลิ้น
“กูนึกว่ามึงตั้งใจให้ขำนี่หว่า” ว่าแล้วก็ฝืนเชียร์ “ใช้ได้โว้ย ต่อไปนี้กูคงไม่อยากพูดจาโป้ปดมดเท็จอีกแล้ว กลัวเจอทนายความสาวไส้ ลากลิ้นออกมารัดคอแบบที่เห็น”
ฟองชลหัวเราะกิ๊ก แต่แล้วก็ยิ้มรื่น ตีหน้าตายชม
“ซีว่าน่าประทับใจจนลืมไม่ลงเชียวล่ะ”
ตั้งทัพฟังยังไงก็รู้ว่าเพื่อนทั้งสองแค่เสพูดให้กำลังใจเท่านั้น จึงยิ้มกร่อย
“อยากจะว่าภาพมันเอ๋อๆก็พูดตามตรงเหอะ หน้าตากับสุ้มเสียงฟ้องเชียว” แล้วเขาก็เบี่ยงความสนใจมาถามถึงงานของเพื่อนสาว “ซีล่ะ วาดภาพอะไรไว้ เห็นหรือยังว่าตั้งอยู่ตรงไหน?”
"ยัง"
“เดินหาดูกันไหม?”
“อย่าดูเลย เดี๋ยวเธอแหกปากหัวเราะ อายเขา”
“อ้าว! อาจารย์ สวัสดีครับ”
ทีฆายุเห็นชายผมสีดอกเลาเดินเข้ามาในทางตาก็ยกมือไหว้ด้วยความเคารพ
“เออ ว่าไง”
สมบูรณ์พาร่างผอมเกร็งมายังกลุ่มนักศึกษา ตบหลังทีฆายุศิษย์โปรด
“อาจารย์มานานแล้วหรือยังคะนี่?”
ฟองชลยื่นหน้าถามยิ้มๆ
“ก็พักใหญ่ แต่เพิ่งดูไปได้หน่อยเดียว” โคลงหัวเล็กน้อยบ่น “มึน มันเยอะจัด นี่ของฉันเองยังหาไม่เจอเลย น่าจะติดเบอร์แล้วมีบัญชีชื่อระบุไว้ให้เห็นหน่อย”
“แล้วอาจารย์เห็นที่พอเข้าเค้ามั่งรึยังฮะ?”
ตั้งทัพถาม
“อือ เห็นเข้าท่าอยู่หลายเหมือนกัน แต่ละคนท่าทางคั้นกันสุดฤทธิ์…” แล้วก็เบิกตาคล้ายนึกอะไรขึ้นได้ “เมื่อกี้เพิ่งเห็นงานของมติ เขาทำเข้าทีนะ”
“เหรอครับ ภาพเป็นยังไง?”
ทีฆายุซักด้วยความอยากรู้ เนื่องจากพูดถึงฝีมือแล้ว มตินับเป็นคู่ปรับสำคัญในรุ่นเดียวกัน แต่ออกงานใหญ่อย่างนี้คงไม่มีใครเด่นเป็นช้างเผือกได้ง่ายนัก
“ชื่อภาพแสงนฤพาน อ่านกลอนแล้วรู้สึกยังกับมันไปบรรลุอะไรมา”
สามหนุ่มสาวหัวเราะเบาๆ มติไม่อยู่ในกลุ่มเด็กรวย การคบหาจึงออกจะห่างเหิน นับหน้าถือตากันแค่ฝีมือชนิดหวิดๆจะไร้เทียมทานเท่านั้น นิสัยใจคอหรือพื้นความชอบใจทางด้านศาสนาไม่ค่อยเป็นที่รู้เห็นของเพื่อนเท่าไหร่
สมบูรณ์เพิ่งเหลียวมองภาพด้านใกล้ มองชื่อเจ้าของแล้วจึงรู้ว่าเป็นงานของตั้งทัพ ก้มหน้าอ่านโคลงด้านล่าง ย้อนสายตาขึ้นมองภาพแล้วหัวเราะออกมาดังๆ นั่นยิ่งทำให้ตั้งทัพหน้าเจื่อน ด้วยรู้แน่แล้วว่างานของตนถูกมองเป็นสื่อชวนหัวมากกว่าจะหวังชนะใจกรรมการ
ขณะนั้นสองเด็กหนุ่มเดินเข้ามาสมทบ ต่างยกมือไหว้อาจารย์ และทักทายกันเองขรม พอรู้ว่าอาจารย์สมบูรณ์เพิ่งพูดถึงผลงานของมติ หนึ่งในนั้นก็โพล่งว่า
“เมื่อกี้ก็ทัก วันนี้มันพกนางฟ้ามาประดับบารมีด้วยล่ะ”
ตั้งทัพตาตื่น
“คนที่เราเคยเห็นเดินด้วยกันในศูนย์การค้าเมื่อหลายเดือนก่อนหรือเปล่า?”
บางกอกยักคิ้ว
“เออ…มันมีเสน่ห์อะไรของมันก็ไม่รู้ ควงสาวสวยขนาดนั้นยั่งยืนได้ไง สงสัยจริง”
ทีฆายุเบิกตาหน่อยๆด้วยความอยากรู้
“สวยขนาดไหนวะ?”
บางกอกอมยิ้ม ถ้าฟองชลไม่ยืนอยู่ตรงนั้นก็อาจกระทุ้งเล่นว่า ‘เด็กมึงชิดซ้าย’
“เดี๋ยวดูเองดิ้ มันพาเดินกระต้วมกระเตี้ยมไปรอบๆน่ะ คงเวียนมาเจอกันเข้าเองหรอก”
“งานนี้หลากหลายดีว่ะ” วิเวกซึ่งมาพร้อมบางกอกเอ่ย “ศิลปินทั้งไฮโซและต๊อกต๋อยมาชุมนุมกัน เมื่อกี้อ่านชื่อเจ้าของผลงานคนหนึ่ง เป็นหมอด้วย ชื่ออะไร…แพทย์หญิงไอยริน ฝีมือร้ายทีเดียว”
อาจารย์สมบูรณ์เบิกตาหน่อยๆ
“อ๋อ หมอไอยริน เมื่อยังเด็กเคยกวาดรางวัลเยาวชนนานาชาติมาแล้ว ดังออกจะตาย เธอไม่รู้จักเขารึ?”
“ไม่รู้ครับ” วิเวกเท้าเอวสารภาพ “เทคนิคการสะบัดสี การปัดแปรง การระบายอะไรนี่แนบเนียนชั้นอ๋องเลย แต่กาพย์ที่เขาแต่งยังแปร่งๆ ลงเอกโทไม่เข้าที่พิกล”
“บางรายว่าไว้สุดสยอง” ตั้งทัพเอ่ยพลางหัวเราะ “กลอนว่าไงลืมแล้ว แต่สรุปว่าบางคนเกิดมาในโลกนี้เพื่อทิ้งไว้แต่อึกับฉี่ ไม่มีร่องรอยความดีหรือผลงานทิ้งไว้ให้เห็นเลย ฮ่ะๆ”
“นี่แหละน้า โดนด่าแล้วยังไม่รู้ตัว…มีหน้าไปชมเขาอีก”
บางกอกแซว พอทุกคนพากันหัวเราะและเห็นตั้งทัพหันมาทำตาขวาง บางกอกก็เบนหน้ามาเสถามเป็นเชิงขอความเห็นจากอาจารย์
“อาจารย์ว่าไหม ที่เขาไม่สงวนชื่อ ยอมให้ซ้ำกันได้นี่มั่วพิกล เมื่อกี้เดินผ่านมาเจอเพียบเลย อย่างชื่อภาพ ‘อริยสัจจ์’ กับ ‘อวิชชา’ อะไรเนี่ย เกร่อแท้”
“อ๋อ…เขาว่าถ้าไปจำกัดแล้วเดี๋ยวคนคิดตั้งชื่อให้เหมาะสมลงตัวกันไม่ออก เพราะข้อธรรมในพุทธศาสนามีอยู่ตายตัว ถ้าใครอยากสื่อข้อหนึ่งแล้วเผอิญไปขัด ไปซ้ำกับคนที่จองไว้แล้ว เลยต้องคิดคอนเซ็ปต์ใหม่ ทั้งที่อาจสื่อข้อธรรมเดิมได้ดีกว่าคนอื่น”
ทีฆายุยิ้มเผล่ เพราะช่วงพยายามศึกษาเนื้อหาธรรมะค้นแรงบันดาลใจ เขาคิดว่าเขาเพิ่งทราบชัดว่าคนยุคนี้หยิบยืมศัพท์มาใช้กันผิดเพี้ยนจากความหมายเดิมมาก จึงออกความเห็นเสริม
“แต่ก็ทำให้เขวได้เหมือนกันนะครับ ที่มีอยู่ภาพหนึ่งตรงทางเดิน ไอเดียกระฉูดเชียว วาดเป็นกล้องดูดาวฮับเบิ้ลสเปซบนอวกาศน่ะ ลอยเท้งเต้งเป็นสัญลักษณ์การขยายขอบเขตความรับรู้ทางประสาทตาได้กว้างไกลที่สุด ให้ข้อมูลไว้ในกลอนเสียด้วยว่าอยู่สูงเหนือพื้นขึ้นไปหกร้อยกิโลเมตร เห็นไกลจนย้อนกลับไปในอดีตเกือบถึงขณะกำเนิดจักรวาล แต่ยิ่งเห็นยิ่งเกิดคำถามไกลออกไปกว่าสิ่งที่เห็น บทสรุปคือรู้วิชาที่ยืดยาวยื่นไกลหาที่จบไม่ได้นั้นเป็นอวิชชา ส่วนวิชาที่รู้แล้วจบถึงจะถือเป็นวิชชา อยู่บนโลกนี่เอง”
“แล้วอวิชชาตามความหมายเดิมว่าไงล่ะ?”
ฟองชลขยับถามแฟนหนุ่ม เป็นผลให้ทีฆายุยืดอกเบ่งเล็กน้อย ก่อนตอบด้วยความมั่นใจ
“อวิชชาเล็งไปตรงจิตที่ถูกห่อหุ้มด้วยกิเลส ทำให้ไม่รู้อริยสัจสี่ ไม่รู้เบื้องหน้าเบื้องหลัง รวมทั้งไม่รู้เหตุปัจจัยให้เกิดสิ่งที่กำลังปรากฏอยู่ตรงหน้า แต่เดี๋ยวนี้คนเอาอวิชชามาใช้กันในความหมายทำนองไม่รู้จริง หรือมีอคติอย่างแรงกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ถ้าพูดๆกันทั่วไปก็ไม่เป็นไรหรอก แต่อย่างในงานนี้ที่ต้องการสื่อธรรม มันน่าจะระวังให้ตรงทางกว่าที่ใช้อยู่ผิวเผิน
อย่างภาพที่ว่านี่ แทนที่จะตั้งชื่อเป็น ‘อวิชชา’ ถ้าแผลงเป็นอื่นก็คงจะดูเข้าเค้าดีหรอก เช่น ‘รู้เพื่อต่อ’ หรือไม่ก็ ‘รู้เพื่อจบ’ อะไรทำนองนี้ แล้วสรุปแนวคิดของภาพว่ารู้แบบโลกนั้นไม่จบ ไม่น่าพอใจ ต้องรู้แบบธรรม เพราะไปถึงจุดหนึ่งแล้วจบ ไม่ต้องต่ออีก”
“วาว…” ฟองชลครางเสียงต่ำ เบิกตาล้อแฟนหนุ่ม “วันนึงเธอต้องได้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการแน่ๆเลย”
“ได้เป็นสมีด้วย”
วิเวกเสริม เพื่อเรียกความครื้นเครงในหมู่ เกือบทุกคนหัวเราะ ยกเว้นทีฆายุที่ทำหน้างง
“สมีคืออะไรวะ?”
วิเวกตะแคงหน้ามองเพื่อน ทีแรกนึกว่าแกล้ง แต่พอดูตาแล้วท่าทางไม่รู้จริงๆ ตามประสาคนเพิ่งเริ่มศึกษาพุทธศาสนา ความรู้ยังแหว่งๆวิ่นๆ บางทีเหมือนรู้ลึกจนเกินตัว แต่บางทีก็เหมือนปลาตายน้ำตื้นอย่างนี้
เห็นเพื่อนอยากรู้ วิเวกจึงยกมือตบบ่าและยิ้มขรึมสงเคราะห์
“ถ้าอยากรู้ว่า สะ-หมี คืออะไรก็ลองบวชดูนะ บวชแล้วหมั่นให้สีกาซีไปเยี่ยมบ่อยๆ อ้อร้อฉอเลาะกันสักพัก ภาวะท่านสมีจะเกิดขึ้นเอง”
“บ้า!”
ฟองชลร้องเสียงแหลม ตีแขนวิเวกเผียะใหญ่แล้วทำตาคว่ำ หน้าเง้า ทีฆายุหัวเราะออกมาได้ กลุ่มศิษย์อาจารย์ยืนถกอภิปรายครู่หนึ่งก็แยกย้ายไปชมภาพประกวดตามอัธยาศัย รอเวลาประกาศผลที่กำลังจะมาถึงในเวลาไม่นานข้างหน้า
บ่ายสองโมงตรงอันได้เวลาแจกรางวัล ผู้คนเริ่มทยอยเข้ามากันมากขึ้นกว่าช่วงเช้า หลายรายกะจะเข้ามาชมพักเดียวในระยะแรก กลับติดใจอยู่ต่อรอฟังผล โดยเฉพาะบรรดาศิลปินเจ้าของผลงานทั้งหลาย พาญาติสนิทมิตรสหายพ่วงมาด้วยเห็นอุ่นหนาฝาคั่ง เนื่องจากเป็นงานฟรี คนหลามไหลเข้ามาได้ตลอด จำนวนเก้าอี้ที่จัดไว้เหลือน้อยเต็มที แน่นอนว่าเมื่อถึงเวลาประกาศผล ก็เห็นทีจะต้องยืนกันเป็นส่วนใหญ่ เพราะยังเกร่ชมภาพอยู่มาก
“สวัสดีครับพี่น้องชาวพุทธที่รักทุกท่าน…”
เสียงพิธีกรดังขึ้น เป็นสัญญาณว่าวาระสำคัญมาถึงแล้ว นั่นเองจำนวนผู้เข้าชมจึงเทมาทางที่นั่งมากขึ้น
พิธีกรกล่าวถึงความเป็นมาของงานประกวดภาพ รวมทั้งแนวคิดการส่งผลงานเข้าร่วม เกณฑ์การตัดสิน ตลอดไปจนกระทั่งรายชื่อคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งทำหน้าที่ตัดสิน
จากนั้นกล่าวพอสังเขปเปิดตัวเจ้าภาพ ผู้ริเริ่มงาน และออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด คือคุณโภไคย วิเศษเวคิน นักธุรกิจใหญ่คนหนึ่งของไทย แล้วเรียนเชิญเจ้าตัวขึ้นมาบนเวที เสียงปรบมือรับลั่นไปทั่วบริเวณ กล้องโทรทัศน์ของผู้สื่อข่าวจากหลายสถานีเบนไปเล็งติดตามเป้าหมายพร้อมเพรียงกัน
คุณโภไคยเป็นชายร่างท้วมใหญ่วัยใกล้ชรา ท่วงทีกิริยาสง่างามชวนให้เกิดความเคารพยำเกรง ริ้วรอยแห่งวัยบนใบหน้าแทบไม่ปรากฏ หากปราศจากราศีฉายกล้าเยี่ยงผู้มีบารมีในธนาจักรอันรุ่งเรืองแล้ว ก็ชวนให้นึกว่าเป็นหนุ่มฉกรรจ์หน้าอ่อนวัยไม่เกินสี่สิบเป็นแน่
“สวัสดีครับท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย”
น้ำเสียงของคุณโภไคยแจ่มชัดเป็นกังวาน ไม่ช้าไม่เร็ว มีทั้งน้ำหนักอันทรงอำนาจเยี่ยงผู้กุมชะตาชีวิตพนักงานเรือนพัน กับทั้งเจือกระแสความเมตตาเยี่ยงผู้เข้าถึงความไม่เบียดเบียน
“ผมรู้สึกดีใจ และต้องกล่าวว่าเกินความคาดหมาย สำหรับจำนวนศิลปินฝีมือดีที่ส่งงานเข้าร่วมประกวด กับจำนวนประชาชนที่ให้ความสนใจแวะเวียนมาชมกันในวันนี้”
คุณโภไคยมองกราดไปกว้างๆ หญิงชายทุกวัยมาประชุมอย่างน่าชื่นใจ ชื่นใจที่พร้อมกันมารับสาระธรรมจากศิลปินผู้มีความสามารถในการสื่อสาร
“หลายสิบปีที่ผมอาศัยแผ่นดินไทย แผ่นดินธรรมของเราเป็นแหล่งพำนักพักพิง และทำมาหากินเยี่ยงสุจริตชนคนหนึ่ง นอกจากความภูมิใจที่มีส่วนสร้างงานให้สังคม เสียภาษีให้กับรัฐอย่างถูกต้องแล้ว ก็ได้แก่การทำนุบำรุงพระศาสนาของชาวไทยและชาวโลกนี่เอง
ผมทำบุญทำทาน สร้างพระไตรปิฎก สร้างพระ สร้างวัดวาอารามมาก็มาก แต่ไม่ค่อยเป็นที่อึกทึกครึกโครมเหมือนอย่างครั้งนี้ ถ้าให้เล่าถึงเกร็ดประสบการณ์ในการทำบุญกับพุทธศาสนา ผมมีทั้งเรื่องควรยินดีและเรื่องน่าเศร้าจะบอกมากมาย เอาเป็นสรุปว่าสิ่งที่ผมรู้เห็น สิ่งที่ผมคาดหวัง และสิ่งที่เป็นแนวโน้มในรอบรั้วพระศาสนาของเรา รวมกันเป็นแรงบันดาลใจให้คิดจัดงานนี้ขึ้นมา
อย่างในงานสมโภชครั้งหนึ่งของวัดที่ผมสร้างเพื่ออุทิศส่วนกุศลกับคุณแม่ผู้ล่วงลับ เมื่อผมไปถึงนั้น เป็นจังหวะพอดีกับที่กลุ่มวัยรุ่นซึ่งมาในงานเกิดผิดใจกัน ต่อยตีกันโกลาหล นอกจากทำให้เสียฤกษ์ เสียความรู้สึกแล้ว ยังกัดกร่อนภาพลักษณ์ของสังคมพุทธ ที่ปรากฏต่อสายตาคนทั่วไปเป็นอย่างมาก นั่นสะกิดให้ผมเกิดความรู้สึกว่าเรามีส่วนสร้างวัดให้พระท่านจำพรรษามามากแล้ว แต่อาจจะยังไม่ได้มีส่วนเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหาธรรมะสู่คนทั่วไปสักเท่าไหร่
ผมเองเป็นคนชอบสะสมงานศิลปะทุกประเภทมาแต่ไหนแต่ไร โดยเฉพาะพุทธศิลป์ ผมชอบมองเข้าไปในความละเอียดอ่อนของศิลปินแต่ละคน ชอบมองโลกผ่านสายตาของพวกเขา บางคนสร้างงานที่เข้าใจยาก ต้องศึกษาสั่งสมความรู้กันระดับหนึ่งจึงจะเข้าถึง บางคนสร้างงานที่มีผลสะเทือนทางอารมณ์สูง เช่นภาพพระพุทธในลีลาต่างๆที่มีความงดงามโน้มน้าวจิตใจให้เป็นกุศล และบางคนก็สร้างงานที่สามารถสื่อเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย ซึ่งอันนี้ทำให้ผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ในวงกว้าง ก่อให้เกิดความเคารพพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์มากกว่าประเภทอื่นหมด
ผมมองเห็นขึ้นมาอย่างหนึ่งว่าปัจจุบันนี้ ศักยภาพในการสื่อสารของบรรดาศิลปินในบ้านเมืองเรา รวมทั้งบ้านอื่นเมืองไกล ถูกนำไปทิ้งขว้าง หรือช่วงใช้กันในทางที่เหลวไหล หรือฉุดศีลธรรมให้ตกต่ำลงกันเป็นอันมาก นับแต่การออกแบบแฟชั่นล้ำยุคที่ย้อนกลับไปสู่การเปิดเปลือยแบบยุคหิน ไปจนกระทั่งการสร้างโฆษณา สร้างละคร สร้างภาพยนตร์ที่หมิ่นเหม่ ล่อแหลม และกระทั่งยั่วยุให้คนเราเห็นกงจักรเป็นดอกบัว
พี่น้องที่รักครับ การไหลตามกระแสของยุคสมัยอาจเริ่มมาจากแรงจูงใจคือเงิน ศิลปินผู้มีความสามารถทั้งหลายขุดเอาศักยภาพที่มีมารับใช้กิเลสกันเป็นหลัก เรียกว่าต่อกิเลสด้วยกิเลส ช่วยเร่งกิเลสให้แรงขึ้นที่สุดเท่าที่จะสามารถ ดูเหมือนยิ่งผลลัพธ์เป็นกิเลสพุ่งแรงเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำเงินได้มากเท่านั้น
ผมต้องกล่าวขออภัย หากคำพูดของผมทำให้หลายคนในที่นี้สะดุ้ง เพราะทราบว่าหลายท่านทำงานอยู่ในขอบข่ายดังกล่าว แต่นี่เป็นกาลเทศะอันดี ที่เราจะมานั่งยืนคุยกันให้เกิดการมองกว้างไปในภาพรวม ว่าผู้มีพรสวรรค์รังสรรค์สร้างมิติใหม่ทั้งหลายนั้น กำลังใช้ศักยภาพของตนเองให้เกิดผลสะเทือนในทางใดบ้าง
ผมไม่ตำหนิ หรือกำลังพยายามพูดกระทบว่าท่านเ
สารบัญบล็อก







