ทางนฤพาน ตอนที่ 27.2

posted on 12 Jan 2008 11:50 by bannpeeploy  in articles, buddhism

ธรรมนิยาย ชุด ทางนฤพาน ผลงานของ ดังตฤณ

ชุดนี้มีทั้งสิ้น 29 ตอนค่ะ

สนใจ เลือกรับฟังและอ่านในตอนอื่นๆ   คลิ๊กได้ที่นี้นะค่ะ

  

 

  ธรรมนิยาย ชุด ทางนฤพาน 

    ตอนที่ 27.2  ประกวดภาพ 2   

“แทนที่จะคิดในแง่นั้น มาลองนึกดูในแง่ที่ว่างานของตำรวจก่อความรู้สึกเครียดหนักให้เจ้าหน้าที่ได้ขนาดไหน แล้วจะมีสิ่งใดมาช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้บ้าง ผมโชคดีที่เมื่อจบจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เริ่มทำงานใหม่ๆ ก็ได้ผู้บังคับบัญชาที่ดีเป็นครู ช่วยฝึกอบรมทั้งสมาธิและวิปัสสนาให้ จนเกิดความเห็นว่ายาดีที่สุดสำหรับอาชีพแบบผมก็คือสมาธิและวิปัสสนานี่เอง ไม่เห็นจุดขัดแย้งเลยครับ

การจับกุมคนร้ายเป็นเรื่องของหน้าที่ทำลายความอยุติธรรม ตอนนั้นใจเราเป็นตำรวจ แต่การปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องส่วนตัวที่เราพอใจทำลายทุกข์ ตอนนั้นใจเราเป็นจิตรู้สากล ไม่มียศ ไม่มีการแบ่งแยกเราเขา

ตำรวจที่ดีอาจทำบุญปนบาปด้วยน้ำใจเสียสละ อย่างไรเราก็มีกุศลนำอกุศลเสมอ นั่นทำให้ตำรวจไม่จำเป็นต้องห่างพระอย่างที่หลายคนเข้าใจครับ”

“เป็นคำตอบที่ทำให้หูตาของผมกว้างขึ้นมากจริงๆ ได้ยินมานานแล้วว่าทหารกับตำรวจนี่ทำสมาธิสำเร็จกันได้ไวนัก เพราะมีพื้นจิตใจหนักแน่นมั่นคงและเด็ดขาดเป็นทุน…อยากให้ผู้กองช่วยเล่าแนวคิดและความเป็นมาของภาพคร่าวๆ ก่อนที่จะอ่านร้อยกรองด้วยครับ”

“ภาพนี้คล้ายกับสิ่งที่ผมเห็นจากภายใน ขณะปฏิบัติสมาธิตามแนวอานาปานสติ หรือกำหนดสติรู้ลมหายใจเข้าออกแบบที่ครูบาอาจารย์ท่านสอนนะครับ เมื่อจิตมีความพร้อมเห็นลมหายใจอันเป็นสิ่งละเอียดอ่อนคมชัดพอ เรียกการเห็นนั้นว่า ‘นิมิต’ ก็จะเริ่มเห็น ‘ตัว’ ความคิดไปด้วย มันชัดเจนเหมือนมีอะไรบินว่อนอยู่ในหัวเรายิบยับเลยทีเดียว พอนิมิตความคิดที่คละคลุ้งในหัวปรากฏให้เห็นนี่ ถึงรู้ครับว่าเราคิดทั้งดีและชั่วสลับคละกัน ผมจึงใช้สัญลักษณ์แทนง่ายๆ ที่คล้ายนิมิตความคิดในความเป็นจริงด้วย และทั้งที่เป็นเชิงอุปมาอุปไมยด้วย นั่นคือหงส์แทนความคิดฝ่ายกุศล และกาแทนความคิดฝ่ายอกุศล ส่วนใบไม้ที่ปลิวว่อนก็เปรียบเป็นความคิดกลางๆ ไม่ชั่วไม่ดีไป

ขณะแห่งการรู้ในระดับภาวนาของผมไม่มีอะไรมากกว่านี้ ขอเพียงกำหนดรู้นานพอจนเห็นลมหายใจก็สามารถเห็นความคิดได้เช่นกัน และเมื่อเราเห็นความคิดจนรู้สึกถึงความเป็นอนัตตา ไม่มีตัวตนของเราผูกติดอยู่ ก็จะพบว่ามันคล้ายสัตว์ปีกที่บินว่อนจากความว่างเปล่าสู่ความว่างเปล่าเท่านั้น”

ริมฝีปากหนาเตอะของพิธีกรแย้มออกเป็นรอยยิ้มกว้าง เช่นเดียวกับคนฟังข้างล่างหลายต่อหลายคน

“ท่าทางผู้กองเป็นผู้เชี่ยวชาญอานาปานสติเป็นอย่างดีทีเดียว เหมาะเลยครับ ขอคำแนะนำเป็นการส่วนตัวหน่อยเถอะ ผมเองก็หัดใช้อารมณ์ภาวนามาหลายรูปแบบ ทั้งภาวนาสัมมาอรหัง เพ่งรูปวงกลม รวมทั้งลมหายใจอย่างที่ผู้กองใช้ เรียนตามตรงว่ายังกะพร่องกะแพร่งอยู่มาก รู้ลมไปฟุ้งซ่านไป บางทีก็นึกสงสัยว่าได้สมาธิหรือยัง เราทำสมาธิไปเพื่ออะไร อันนี้ขอผู้กองให้คำแนะนำด้วยครับ”

ผู้กองหนุ่มมาดเท่ให้คำตอบทันทีแบบไม่ต้องเสียเวลาตรึกตรองเรียบเรียงคำพูด

“ลมหายใจเป็นสิ่งไม่มีความคิด ไม่มีความฟุ้ง ไม่มีความสงสัย เพราะฉะนั้นถ้าใจเรารวมเป็นอันเดียวกับลมหายใจได้จริง ก็จะไม่เปิดช่องให้ความคิดหรือสงสัยฟุ้งซ่านแน่ๆ

การที่รู้ลมไป ฟุ้งซ่านไปจึงยังไม่ถึงภาวะจิตรวมกับลมหายใจ ยังอยู่ในขั้นฝืนใจนึก เรียกว่ามี ‘วิตก’ แล้ว แต่ยังไม่คลุกเคล้าเป็นอันเดียวอย่างที่เรียก ‘วิจาร’ อันนี้ต้องพยายามทำความชอบลมหายใจไปเรื่อยๆครับ สังเกตและรักมันไปเรื่อยๆ จนกว่าจิตจะยึดลมหายใจเป็นหลักจับด้วยความเต็มใจ”

พิธีกรมองนายตำรวจคนเก่งทึ่งๆ

“นักทำสมาธิทั่วไปคงเคยคุ้นกับศัพท์คำนี้นะครับ คำว่า ‘วิจาร’ ที่ไม่มี ณ. เณรการันต์นี่น่ะ หมายถึงการแนบจิตเป็นอันเดียวกับอารมณ์ หรือแปลตรงตัวคือพิจารณาอารมณ์ ตามติดอารมณ์ซึ่งใช้ยึดเหนี่ยวจิตให้อยู่กับที่ ทีนี้ผมอยากให้ผู้กองบรรยายความรู้สึกภายใน หรือภาพในใจที่เห็นลมหายใจขณะเกิดวิจารหน่อยเถอะครับ เอาเป็นคำพูดง่ายๆที่พวกเราฟังถนัดหน่อย”

ขวัญหล้าผงกศีรษะเล็กน้อย

“เหมือนกับตอนที่เราเขียนจดหมายส่งถึงใครที่กำลังคิดถึงอย่างมากนะครับ เราคิดถึงเขาจนมีคำพูดมากมายเรียงรายในหัว ขณะที่เขียนคำหนึ่งๆ รู้สึกชัดเลยว่าประโยคต่อๆไปจะเขียนว่าอย่างไร เราทำได้อย่างรวดเร็ว จิตใจจดจ่ออยู่กับเนื้อความที่ถูกถ่ายทอดลงกระดาษแล้ว และที่ยังรออยู่ในหัวอีกมาก ไม่ข้องแวะกับเรื่องอื่นเลย นั่นแหละครับลักษณะจิตที่เกิดวิจาร

เมื่อมาเทียบกับสมาธิแบบอานาปานสติ เราพยายามนึกถึงลมหายใจ นั่นคือวิตก พอนึกไปจนใจชอบ ฝักใฝ่อยู่แต่ความเป็นลม แม้ขณะพักรอลมหายใจเข้าออกใหม่ จิตก็ยังไม่ไปไหน เพ่งอยู่กับความเห็นลมหายใจตลอดสายครั้งต่อไปอยู่อย่างนั้น เหมือนกับที่เรารอจะเขียนข้อความซึ่งยังคั่งค้างอยู่ในหัวนั่นเองครับ”

“ที่ผู้กองว่า ‘เห็นลมหายใจตลอดสาย’ นี่อยากให้ขยายความสักนิดได้ไหมครับ?”

“ในความเห็นของคนปกติที่ยังไม่เกิดตัววิจาร สายลมออกกับสายลมเข้าดูเหมือนเป็นคนละอันกัน แยกสายกันเป็นต่างหากเหมือนสายน้ำขาเข้ากับสายน้ำขาออก แต่เมื่อเกิดตัววิจารแล้ว จะเกิดความเห็นเหมือนเราจับปลายเชือกแต่ละด้านไว้ด้วยมือซ้ายขวา แล้วเอาไปพาดกับราว จากนั้นใช้สองมือสลับดึงขึ้นลงเหมือนชักรอก พูดง่ายๆว่าเห็นสายลมออกและเข้าเป็นเชือกเส้นเดียวกัน ไม่แยกเป็นต่างหากจากกันครับ ตัวสติที่เฝ้ารู้ของเราจะคล้ายนายช่างผู้ขยันและฉลาดชักเชือกกลึงอย่างรู้ว่าควรยาวสั้นตามจริงเช่นไรในขณะหนึ่งๆ”

“พวกเราก็ได้ความรู้ในการทำสมาธิจากเจ้าของภาพ ‘ขณะแห่งการรู้’ กันเต็มอิ่มเลยนะครับ ไม่ทราบผมสรุปแก่นของภาพนี้ถูกหรือเปล่า คือคุณขวัญหล้าต้องการให้ทุกคนเห็น ‘ขณะรู้’ เป็นลมหายใจและความคิดพร้อมกัน”

“ลมหายใจเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสแนะให้พยายามเห็นมากๆเข้าไว้ ทรงสรรเสริญคุณเป็นอเนก นับแต่ทำให้อยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ไปจนกระทั่งใช้เป็นสะพานนำไปสู่พระนิพพาน

แม้วันนี้ผมยังไปไม่ถึงพระนิพพาน ก็ได้ประจักษ์กับตัวเองว่าพระพุทธองค์ตรัสไว้ เป็นความจริงทั้งนั้น เมื่อเห็นลมหายใจผมก็เห็นลึกเข้ามาในความเป็นกาย เห็นสัณฐานคร่าวๆของโครงกระดูก เมื่อเห็นโครงกระดูกฉาบเนื้อ ก็ได้แกนอ้างอิงว่าเกิดผัสสะกระทบเข้าที่ไหนบ้าง และมีความคิดปรุงแต่งขึ้นตรงส่วนไหนของกาย

เมื่อเห็นตัวความปรุงแต่งชัดแล้วว่าเกิดขึ้นในหัว ก็เฝ้าตามดูต่อได้ว่าสิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นจะดับไปเป็นธรรมดา พอเห็นความเกิดดับบ่อยๆ หนักเข้าก็เกิดความเห็นความปรุงแต่งทุกอย่างในกายและใจนี้เป็นสมมุติไปหมด เช่นเมื่อใจรู้ว่าความคิดเกิด ทันทีนั้นก็เห็นเป็นนิมิตลอยล่อง ผ่านมาแล้วผ่านไปเหมือนอย่างที่ผมพยายามสื่อด้วยภาพนี่

บทบาทอันสำคัญของสมาธิอยู่ตรงนี้ เราอาศัยจิตที่มั่นคง เห็นอะไรตรงไปตรงมา เห็นแล้วเชื่อจริง ไม่กลับกลอก เราไม่ต้องเสียเวลาถกเถียงกันในเชิงปรัชญาหรืออภิปรัชญาว่าอะไรเป็นอะไร เราคือตัวตนหรือเปล่า ความคิดเป็นเราหรือเปล่า ทุกอย่างเปิดเผยต่อจิตที่มีแต่ความเห็นหนักแน่นเป็นหนึ่งเอง ทราบได้เองในทุกขณะแห่งการรู้ครับ”

พิธีกรมองผู้กองหนุ่มรุ่นลูกด้วยแววชื่นชม วาทะเหล่านั้นแสดงชัดในตัวเองถึงความแตกฉานในการปฏิบัติ ไม่เสียทีที่ได้รับรางวัลเลย

“ผมเองเคยมองควันไฟที่ลอยคลุ้งขึ้นอากาศหายไป รู้สึกว่านั่นไม่ใช่ตัวเรา แล้วน้อมมาเห็นความคิดในหัวก็ปรากฏเป็นอย่างนั้น ไม่ต่างจากควันไฟ แล้วก็รู้สึกถึงความไม่ใช่ตัวตนของความคิด เสียดายที่ไม่ทำความเห็นให้เกิดขึ้นต่อเนื่อง เพิ่งมาระลึกได้อีกก็ด้วยภาพของผู้กองนี่เอง เอาล่ะครับ คราวนี้ผมคงต้องขอฟังร้อยกรองจากปากของผู้กองเอง…เชิญ”

พิธีกรยื่นแผ่นกระดาษให้กับผู้รับรางวัลเหรียญทองแดง ขณะเดียวกันเครื่องฉายอีกตัวก็ยิงลำแสงขึ้นสกรีนขนาดย่อมลงมาด้านข้างสกรีนใหญ่ เห็นตัวหนังสือคมชัดเพื่อให้ผู้ชมได้ใช้สายตาอ่านไปพร้อมกับหูฟังจากปากขวัญหล้า


เมื่อไม่รู้ก็ดูมัวทั่วไปหมด จะคิดคดลดเลี้ยวเที่ยวทางไหน

จะเร็วช้าพาตัวไปทางใด เอาแต่ใจใคร่อยากกระดากจริง

เวลาอยากปากแห้งลงแดงง่าย ยิ่งบาปหนาบ้าได้เหมือนผีสิง

ชะรอยรักอัตตาจึงกล้าทิ้ง หมดทุกสิ่งเว้นอยากลำบากนาน

เมื่อเข้ารู้จะดูออกไม่ยอกย้อน เริ่มจากง่ายหายใจก่อนเป็นพื้นฐาน

รู้เข้าออกนอกในให้สำราญ เมื่อเนิ่นนานละเอียดลงค่อยปลงใจ

จับสนิทติดความคิดนิมิตหมาย อยู่ในกายคล้ายว่างกระจ่างใส

เห็นเป็นจุดสมมุติหนึ่งซึ่งไหลไป ไม่ปล่อยปละปฏิวัติเป็นอัตตา


อุปมาจิตคิดร้าย ดังกา

คิดดีงามเลิศฟ้า พญาหงส์

สักแต่เรียงโบกบินร่า ครู่หนึ่ง สลายตัว

แลชุมกลับวายโล่ง อนาถแท้อนัตตา


มือปราบแห่งกองปราบเงยหน้าขึ้น เพื่อได้ยินเสียงปรบมือให้เกียรติอย่างกึกก้องจากผู้ชมทั้งหมด พิธีกรยิ้มแล้วผายมือเชิญรับรางวัลจากท่านประธาน

คุณโภไคยลุกขึ้นยืนก่อนนายตำรวจหนุ่มจะก้าวมายืนตรงหน้า หยิบซองเช็กพร้อมกล่องใส่เหรียญบุกำมะหยี่จากพานทองซึ่งเด็กสาวข้างกายประคองถืออยู่ แล้วยื่นมอบ ขวัญหล้าพนมมือไหว้อย่างนอบน้อมก่อนช้อนรับรางวัลด้วยทีท่าคุ้นเคยกับพิธีรับมอบจากมือผู้ใหญ่

“ดีใจที่ได้รู้จักกับคนที่จะช่วยให้กรมตำรวจแข็งแกร่งและสะอาดขึ้น”

ท่านเจ้าของงานกล่าวพึมพำยิ้มแย้มเป็นส่วนตัวกับร้อยตำรวจหนุ่มพร้อมกับยื่นมือให้จับ ขวัญหล้าถือของไว้ในมือซ้าย และใช้มือขวาจับมือคุณโภไคยด้วยความเคารพ

“ผมก็ปลื้มใจที่ได้รับความกรุณาเช่นนี้จากท่านครับ”

คุณโภไคยยิ้มกว้างขึ้น ผู้กองหนุ่มถอนมือออกแล้วโค้งอย่างงามอีกทีหนึ่ง จึงก้าวเดินลงจากเวทีไป จังหวะระทึกจึงเยี่ยมเยียนมาอีกครั้ง เพราะถึงเวลาประกาศรางวัลเหรียญเงิน แน่นอนเงินรางวัลทวีตัวเพิ่มเป็นสองเท่าของรางวัลก่อนย่อมทำให้หัวใจเต้นรัวไม่เป็นส่ำ

ฟองชลเอียงหน้ากระซิบกับแฟนหนุ่ม

“ใจจะวาย”

ทีฆายุหัวเราะหึๆ ทำเป็นเฉยทั้งที่ใจกำลังจะวายอยู่เหมือนกัน เขาหันไปมองหน้ารูปหัวใจในความมืดสลัวแล้วกระซิบตอบ

“ไม่รู้กรรมการเทน้ำหนักให้พวกนำเสนอในแนวปฏิบัติหรือเปล่า ไอ้หมอเมื่อกี้มีลูกเล่นแพรวพราวน่าดู ให้ฉันพูดอย่างนั้นหมดสิทธิ์เลย”

“ขอให้เหรียญเงินเป็นของเธอ เหรียญทองเป็นของซี”

เด็กสาวอวยพรให้ตนเองและแฟนหนุ่มเสร็จสรรพ ทีฆายุฝืนยิ้มกว้างทั้งใจแห้งชอบกล ก็ขนาดเหรียญทองแดงยังดู ‘แข็ง’ อย่างนี้ มีหรือผลงานของคนไม่เข้าใจธรรมะลึกซึ้งอย่างศิลปินทั่วไปจะกินเหรียญรางวัลที่สูงขึ้นได้ลง

“รางวัลเหรียญเงินของปีแรกนี้ครับ ได้แก่ผลงานชื่อ ‘งานศพ’ ของคุณทีฆายุ ธารเมธา”

คล้ายหัวใจหยุดทำงานไปวูบหนึ่ง ชาดิกไปหมดทั้งร่าง ในวินาทีแรกแทบไม่รู้สึกรู้สากับเสียงกรี๊ดลั่นของแฟนสาวและเสียงปรบมือเป็นสายยาวจากรอบด้าน ต่อเมื่อสติเข้าที่ในวินาทีต่อมา ทีฆายุจึงยิ้มร่าและลุกพรวดด้วยเรี่ยวแรงของผู้ชนะ เดินลิ่วสู่เวทีด้วยการสูบฉีดเลือดแรงพล่านในกาย ปีติซ่านจัดเหนือฝันดีที่สุดที่ผ่านมาตลอดชีวิต

ก้าวมายืนบนยกพื้นเคียงข้างกับพิธีกร เกือบลืมหันไปยกมือไหว้ท่านประธาน นาทีนั้นชักตกประหม่ากับแสงไฟแฟลชและการจับเล็งของกล้องจากสถานีโทรทัศน์ต่างๆ

พิธีกรมองปราดเดียว เห็นเป็นหนุ่มหน้าใส รักสนุก ผิวพรรณสะอางแบบลูกผู้ดีเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ นัยน์ตาล่อกแล่กเล็กน้อยอย่างคนไม่เคยผ่านการควบคุมตนเองด้วยมหาสติ ก็รู้ได้ว่าหมอนี่ไม่ใช่นักปฏิบัติธรรม อย่างดีก็แค่มีแรงบันดาลใจจากเงินรางวัลให้ศึกษาข้อธรรมะ และใช้ทักษะความสามารถขั้นสูงของจิตรกรถ่ายทอดออกมาได้ลุ่มลึก ชนะใจกรรมการเท่านั้น

ไม่ใช่ตัวแทนของพุทธศาสนา

คิดด้วยความเห็นเช่นนั้นจึงตั้งใจจะตีวงการสัมภาษณ์ให้แคบเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับรูปที่เขาวาด ทีฆายุถูกทักทายตามธรรมเนียม เช่นถามว่ายังเรียนหรือเปล่า อยู่มหาวิทยาลัยไหน ปีอะไร แล้วก็วกเข้าเรื่องทันที

“ไม่ทราบว่าภาพนี้ได้แรงบันดาลใจจากงานศพจริงๆหรือเปล่าครับ?”

“ครับ…”

ปลายหางเสียงแกว่งนิดหนึ่ง ทีฆายุพยายามสะกดอารมณ์ แต่เงาตะคุ่มของคนดูร่วมพัน บวกกับเครื่องมือบันทึกเหตุการณ์สารพัดชนิดที่จ่ออยู่หน้าเวที อันช่วยกันยืนยันถึงเกียรติที่จะกลายเป็นประวัติหนึ่งของเขา ก็ทำให้ตกอยู่ในภาวะสั่นไม่เลิก ความจริงเขาเคยขึ้นเวทีใหญ่ที่มหาวิทยาลัยมาหลายต่อหลายหนจนเกือบเจน ทว่านั่นผิดกันลิบลับกับการตกอยู่ในสภาพแวดล้อมอันทรงอิทธิพลกดดันชนิดนี้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งความที่เป็นเวทีพุทธซึ่งเขาเห็นชัดจากผู้รับรางวัลคนก่อน เมื่อมาเปรียบเทียบกับตนแล้ว เขาแทบไม่รู้อะไรสักกระผีกริ้น จึงเกิดความหนาวขึ้นมาว่าเดี๋ยวจะเจอคำถามตอบไม่ได้ให้เป็นที่อับอายขวยเขินหรือเปล่า

ก่อนมายืนบนนี้รู้สึกชื่นมื่นเพราะนึกแต่จะขึ้นรับรางวัลใหญ่ แต่พออยู่บนเวทีต่อหน้าคนดู พิธีกรและท่านประธานจริงๆกลับเปลี่ยนไปอีกอย่าง คือรู้สึกผิดที่ผิดทางเป็นอย่างยิ่ง อยากเดินหนีลงจากเวทีไปดื้อๆเสียเดี๋ยวนั้น

“คุณทีฆายุผ่านงานศพมามากไหมครับ? แล้วงานศพที่เป็นแรงบันดาลใจของภาพนี้ อยู่ใกล้ตัว ใกล้เวลาหรือเปล่า?”

ใกล้ตัวของพิธีกรหมายถึงเป็นญาติสนิทหรือไม่ ทีฆายุโล่งใจ เพราะเตรียมพูดถึงความเป็นมาของภาพไว้พรักพร้อมเพียงพอ

“ผมอายุยังน้อย เอ่อ…สารภาพตามตรงครับว่าผ่านงานศพมาไม่มากนัก แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เข้าใจก็คือถ้าศพที่อยู่ในโลงนั้นเป็นญาติของเรา เราจะรับรู้ความหมายของการตายได้ดีว่าหมายถึงอะไร…”

ทีฆายุทราบได้ว่าหางเสียงของตนยังเพี้ยน เปล่งคำไม่เต็มปากเพราะขากรรไกรอ้ายาก เหตุมาจากจิตใจอยู่ในสภาพถูกกด ร่างกายเลยติดขัดยักแย่ยักยันตามไปด้วย แต่พอเอ่ยจบกระทงความแรก ได้กระแอมเสียหน่อย กับทั้งเห็นทุกคนเงียบฟังอย่างตั้งใจเป็นอันดี ก็กล่าวต่อชัดถ้อยชัดคำขึ้น ความคิดในหัวถูกเรียบเรียงเป็นระเบียบขึ้น

“ผมเคยมีเพื่อนคนหนึ่ง ที่ชอบแข่ง ชอบเข่นกับผมมาก อย่างเล่นหมากรุกชนะผมสักกระดานนี่จะเอาไปโพนทะนาทั่วว่าผมเล่นไม่เอาไหน หรือถ้ามีของดีชิ้นใหม่ก็เอามาอวด มาประชันกันสุดฤทธิ์ ให้อีกฝ่ายรู้สึกด้อยกว่า ต้องหาของแบบเดียวกันมารบจนกว่าจะแพ้ความรู้สึก พูดง่ายๆว่าเพื่อนคนนี้ทำให้ผมเรียนรู้ว่า ความหมายของ ‘เพื่อน’ อาจเป็นใครบางคนในชีวิตที่เรามีไว้สร้างความเจ็บใจให้แก่กันและกัน ผลัดกันอาศัยบ่าอีกฝ่ายให้เหยียบขึ้นไปยืนชูคอทะนงสักครู่

ต่อมาเพื่อนคนนั้นประสบอุบัติเหตุจากการเล่นกีฬา หัวกระทบเสาเหล็กอย่างแรง อยู่ในสภาพความจำเลอะเลือนและเคลื่อนไหวอวัยวะหลายๆส่วนไม่ได้ ผมก็ไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล เกิดความรู้สึกเศร้าและเสียใจแทนญาติของเขา นั่นทำให้รู้ตัวว่าผมเห็นเขาเป็นเพื่อนมาตลอด ไม่อย่างนั้น ถ้าเห็นเป็นศัตรูอย่างเดียว คงรู้สึกสมน้ำหน้าเข้าไส้แน่ๆ

แต่อีกความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อมองร่างนอนครึ่งเป็นครึ่งตาย หมดสภาพเก่งกาจเก่าๆของเขา ตัวตนของเขาก็เหมือนสาบสูญไปแล้ว และเหมือนส่วนหนึ่งในตัวผมหายไปด้วย ตอนนั้นแยกแยะไม่ออกเท่าไหร่นัก ต้องค่อยๆคิดอย่างละเอียดในเวลาต่อมาถึงทราบว่าเขาเป็นแกนอ้างอิงที่สำคัญหนึ่งในชีวิตผม นับแต่เขาล้มลงแล้ว ถ้าผมคิดหมากกลในเกมหมากรุกได้ หรือเอาของเด็ดชิ้นใหม่ไปอวดเขา ผมก็จะไม่เกิดความสะใจอีกแล้ว ความสะใจที่ได้เข่นเพื่อนผู้มีความเป็นอริอย่างเขา มันเกิดขึ้นไม่ได้อีกเลย

นั่นเป็นประสบการณ์ที่ทำให้เข้าใจความหมายของการตายได้ดีเป็นครั้งแรก ในสภาพหนึ่งที่พวกเรากำลังเป็นอยู่ ถ้ามีอันต้องสาบสูญไป จะหายวับไปกับตาแบบที่เห็นเผากันบนเมรุ หรือจะหายไปจากความรู้สึก เพราะเหตุคาดไม่ถึงใดๆ นั่นคือตายจากความเป็นตัวตนเก่าทั้งสิ้น คนตายไม่ได้พาแต่ตัวเองไปตามลำพัง เขาพาความรู้สึกส่วนหนึ่งของผู้เคยใกล้ชิดไปด้วยเสมอ เมื่อคนข้างหลังทบทวนอดีตและเห็นเหลือแต่ความว่างเปล่า ก็มักเกิดภาพของชีวิตขึ้นภาพหนึ่ง…นั่นคือได้ทุกสิ่งมาเพื่อเสียทุกสิ่งไป”

พิธีกรอมยิ้ม

“เป็นแง่คิดที่ชัดเจนมากเลยครับคุณทีฆายุ สมแล้วที่สื่อภาพออกมาอย่างเลิศจนได้รับรางวัลเหรียญเงิน เมื่อกี้ระหว่างฟังคุณทีฆายุพูด ผมได้เหลือบมองภาพที่ฉายบนสกรีนชัดๆ รู้สึกตกใจหน่อยหนึ่ง เพราะพบว่าใบหน้าของชายในภาพที่คุณทีฆายุต้องการสื่อนั้น ดูเหมือนเป็นตัวคุณเอง อันนี้ขอให้ช่วยแจงด้วยครับว่าผมเข้าใจผิดพลาดคลาดเคลื่อนหรือเปล่า”

“ไม่คลาดเคลื่อนหรอกครับ อย่างที่เล่าให้ฟังแล้ว ว่าผมเห็นภาพความตายไว้ในใจอย่างไร ทุกวันนี้เพื่อนผมที่สติเลอะเลือน พูดรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างนั้น ยังมีชีวิตอยู่ อาการครบสามสิบสอง แต่เขาเป็นคนแรกที่ทำให้ผมรู้จัก และรู้สึกเกี่ยวกับความหมายของการตาย และความตายชนิดนั้นก็สะกิดให้ผมรู้สึกว่าวันหนึ่งผมก็อาจตายเช่นเดียวกับเขา นั่นทำให้ผมถามตัวเองว่าอยากทำอะไร อยากใช้ชีวิตเพื่อเรียนรู้หรือทดลองสิ่งใดบ้าง ก่อนที่เวลาจะมาพรากเอาตัวตนนี้ของผมไป

มีเรื่องที่เป็นเกร็ด จะเรียกความบังเอิญหรืออย่างไรก็แล้วแต่ เมื่อเร็วๆนี้ผมเพิ่งสูญเสียญาติผู้ใหญ่ ซึ่งมีศักดิ์เป็นลุงแท้ๆไป ช่วงนั้นผมกำลังอยู่ในระหว่างขัดเกลา ตกแต่งผลงานนี้เพื่อส่งคณะกรรมการอยู่พอดี ผมได้พบและนั่งคุยกับลูกสาวของลุง ซึ่งก็คือลูกผู้พี่ที่เคยคุ้นกันมาในสมัยเด็ก

ผมพูดคุยกับพี่เขาเกี่ยวกับงานประกวดภาพนี้ และผลงานที่ผมต้องการนำเสนอด้วย พี่เขายังมีส่วนทำให้ผมได้ไอเดียในการเกลาบทกลอนกำกับภาพช่วงหลัง…”

เสียงของทีฆายุขาดหายไป เพราะคำพูดที่กำลังจะต่อตามมาปรากฏแล้วในหัว อันทำให้สะอึกกับห้วงความทรงจำอันลึกซึ้งบางประการ เป็นอาการที่ออกมาโดยปราศจากการเสแสร้ง ครู่หนึ่งเมื่อรวบรวมสติได้จึงลำดับความต่อ

“นึกไม่ถึงว่าผมเป็นคนสุดท้ายที่ได้คุยกับพี่เขา…”

เงียบกริบทั้งห้อง เพราะทีฆายุกล่าวด้วยความรู้สึกสะเทือนอารมณ์อย่างแท้จริง เขาระลึกถึงเรือนแก้ว หล่อนเป็นคนมีเสน่ห์ตรึงตรา ทั้งสำหรับญาติพี่น้องและคนที่อยู่นอกวงศ์วาน

พิธีกรไม่อยากให้มีการดึงเอาเรื่องส่วนตัวมากล่าวมากนัก กับทั้งเห็นได้เวลาอันควร จึงตัดบทด้วยประโยคเชื่อมต่อที่สนิทกันกับถ้อยคำล่าสุดของทีฆายุ

“คงเป็นลูกผู้พี่ที่คุณทีฆายุสนิทด้วยพอสมควร หากอยากจะกล่าวอุทิศให้กับลูกผู้พี่ก่อนอ่านร้อยกรองก็เชิญได้นะครับ พวกเราจะได้ช่วยกันเป็นพยาน ร่วมแรงกันสะกิดให้เขารับรู้”

ทีฆายุพยักหน้า อารมณ์ในขณะจิตนั้นทำให้นึกรักพี่สาวผู้ลาจากชั่วนิรันดร์ ดลใจให้คิดเอ่ยถึงหล่อนให้สาธารณชนเป็นพยาน ทั้งที่ไม่คิดเตรียมไว้ก่อนล่วงหน้า และไม่เคยเชื่อเรื่องของปรภพเลยแม้แต่นิดเดียว

ประสานมือ เหลือบตาขึ้นสูง เปล่งคำด้วยท่าทีสงบแสดงความคารวะต่อสิ่งที่มองไม่เห็น

“ถ้าผลดีของภาพนี้จะได้เป็นประโยชน์ เตือนให้คนเลิกประมาทในชีวิตอย่างน้อยสักขณะจิตหนึ่ง ก็ขอให้พี่แอ้ร่วมรับรู้ และมีส่วนในกุศลด้วยอย่างเต็มที่”

ยังไม่ทันขาดคำ ทุกคนก็ต้องสะดุ้งเฮือก เพราะไฟดับพรึ่บลงกะทันหัน กระชากความสว่างทั้งหมดลงสู่ความมืดมิด!

เกิดเสียงอุทานหึ่งด้วยความงงงัน เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องถึงกับขนลุกเกรียว เพราะในอาคารนี้มีระบบไฟสำรอง ถ้าไฟหลักถูกตัด จะเห็นไฟฉุกเฉินฉายจ้าทันที แต่นี่ทุกอย่างตกอยู่ในความมืดมนอนธการราวกับ…

สิ่งที่จะต้องกล่าวขานกันอีกนานก็คือแม้อุปกรณ์ซึ่งมีแบตเตอรี่เลี้ยงเองของกลุ่มผู้สื่อข่าว ก็พลอยดับมืดไปด้วย แม้แต่ไฟสัญญาณบอกฟังก์ชั่นเล็กๆก็ไม่ปรากฏให้เห็นเลยในชั่วขณะนั้น

อึดใจใหญ่ที่คล้ายถูกขังในก้นถ้ำ แต่ไม่นานจนเจ้าหน้าที่ต้องวิ่งวุ่นขาปัด ไฟก็กลับสว่างขึ้นตามเดิม ทีฆายุรู้สึกคล้ายถูกแช่ตัวอยู่ในก้อนน้ำแข็ง เขากะพริบตาปริบๆ เพ่งมองไปในอากาศด้วยความรู้สึกก้ำกึ่งระหว่างฝันกับตื่น เกือบทุกคนมองหน้ากันเองเลิ่กลั่กด้วยความรู้สึกอันพรรณนาไม่ถูก คล้ายความเยียบหนาวชนิดหนึ่งหลั่งลงสู่หัวใจอันเงียบงันโดยถ้วนหน้า

พิธีกรผู้ผ่านประสบการณ์มาโชกโชนกว่าครึ่งชีวิต พบเห็นเรื่องลี้ลับทั้งลึกและตื้น ทั้งจริงและเก๊ ยังผลให้ไม่ตระหนกอกสั่นกับเหตุการณ์เฉพาะหน้าเท่าใดนัก เขาพูดกับทีฆายุต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เป็นการชักความรู้สึกของคนทั้งหอประชุมให้กลับสู่สภาพปกติอย่างรวดเร็ว

“หวังว่าลูกผู้พี่ของคุณทีฆายุคงรับรู้และยินดีกับความสำเร็จด้วยนะครับ ผมชักอยากฟังร้อยกรองของภาพนี้เสียแล้ว โดยเฉพาะท่อนหลังที่ผู้พี่ของคุณทีฆายุมีส่วนอยู่ด้วย”

จิตรกรหนุ่มมือสั่น เงอะงะไปชั่วขณะ แม้ความรู้สึกบอกตนเองว่าเป็นเรื่องบังเอิญ เพราะไฟดับกับวิญญาณปรากฏนั้นห่างไกลกันสุดกู่ เขารับแผ่นกระดาษบันทึกคำกลอนที่ตนแต่งมาจากมือพิธีกร เกิดความรู้สึกข้นหนักในอกให้ต้องเม้มปากแน่น ก่อนเริ่มเปล่งคำอ่านออกมาได้ ท่ามกลางความเงียบเป็นอันหนึ่งอันเดียวของคนนับพัน

เห็นคนตายก็หมายรู้เดี๋ยวกูด้วย อีกไม่ช้าชราป่วยแล้วม้วยสูญ

ศพวางนอนอย่างขอนไม้คล้ายอิฐปูน รอขึ้นเผาให้เอาศูนย์มานับกาย

เหลือเพียงชื่อให้ลือจำทำไมเล่า เขาก็รอคอขึ้นเขียงเรียงจากหาย

เหมือนกับเราเฝ้าจดจำแล้วกลับตาย ชื่อก็วายกายก็วางว่างหมดกัน…

รู้สึกตื้นขึ้นมาในอก ขนทั้งแผงคอตั้งชันขึ้น กลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น เพราะกังวานเสียงของตนฟังมีอำนาจสะกดผิดปกติ ร่างกายคล้ายติดล็อกกับที่แทบไม่อาจขยับเขยื้อนไหวติง สัมผัสบางสิ่งที่เรียกว่า ‘ความขลัง’ ที่ประชุมยังคงเงียบต่อเป็นนาน กว่าเสียงปรบมือจะเริ่มทยอยดังขึ้น และดังต่อเนื่องราวกับฝนตกลงมาห่าใหญ่เป็นเวลานานมาก

“ขอบคุณมากครับ เชื่อเลยว่าคุณทีฆายุไม่ได้แต่งขึ้นด้วยแรงบันดาลใจธรรมดา ฟังแล้วผมหายประมาทลงจริงๆ เอาล่ะครับ ขอเชิญรับรางวัลจากท่านประธาน…”

ทีฆายุถอนใจโล่งอก เพราะรับทราบว่าภาระอันน่าขยาดของตนสิ้นสุดลงแต่เพียงเท่านั้น

ก้าวเดินเข้าหาคุณโภไคย ซึ่งยืนยิ้มใสรอยื่นของรางวัลให้อยู่พร้อมแล้ว

“ภาพและร้องกรองของคุณเคยเป็นประโยชน์มาแล้วจริงๆ ขอให้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ไปในทางที่สร้างสรรค์ต่อไปนะ”

เด็กหนุ่มเงยหน้ามองสีหน้าอิ่มเอิบของผู้พูด บังเกิดความสะบัดร้อนสะบัดหนาวพิกล ได้แต่รับว่า ‘ครับ’ สั้นๆ และรับกล่องเหรียญเงินพร้อมซองมาถือ เมื่อท่านยื่นมือให้จับก็จับตามธรรมเนียม เสร็จแล้วโค้งนิดหน่อย รีบดุ่มเดินงุดๆลงจากเวทีไปด้วยท่วงทีไม่สง่าผ่าเผยนัก

เพราะเขาสำเหนียกได้ว่าคลื่นความกลัวตายแผ่ไปทั่วหอประชุมในนาทีนั้น

แพตรีเอนกายไปทางมติ กระซิบว่า

“ฝีมือร้ายกาจเชียว แต่เฉือนเธอไม่ขาดหรอก”

มติหัวเราะอย่างรู้ว่านั่นเป็นกำลังใจให้ลุ้นรางวัลที่หนึ่ง เขาเอียงหน้ามาทางหล่อนเล็กน้อย

“ทีฆายุนี่เพื่อนผมเอง”

“เหรอ”

“ตอนเดินดูภาพช่วงสายเจอกันทีหนึ่งแล้วไงฮะ หนึ่งในสองสามคนที่เข้ามาทักผม แต่ตั้งหน้าตั้งตาทำความรู้จักกับพี่แพจนโดนแฟนหยิกน่ะ”

แพตรีลืมหน้าเพราะไม่ได้ตั้งใจมองเต็มตานัก แต่รู้ว่ามติหมายถึงใคร

หมดความสนใจจะพูดถึงเพื่อนหนุ่มของมติ แต่ติดใจเตือนเขาในลักษณะเอียงหน้ากระซิบคุยกันนั้น

“ตกลงแล้วไง เลิกเรียกพี่ได้แล้ว”

มติยิ้มเจื่อน อ้อมแอ้มรับ

“ครับ ต่อไปจะพยายามไม่พลั้งเรียกอีก ผมตามใจพี่แพเสมอ”

แพตรีหัวเราะเล็กน้อย ตีหลังมือมติเบาๆอย่างรู้ว่าเขาแกล้งเผลอ

“ถึงตาเธอขึ้นไปรับรางวัลแล้วล่ะ ลุกสิ”

ตีขลุมคะยั้นคะยอแบบกึ่งเย้าและกึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นความจริง มติยิ้มเฉย เขายังเหมือนคนทั่วไป หวังจะได้รางวี่รางวัลมาชื่นชมบ้าง เห็นผลงานตนเองถูกยกให้มีค่าบ้าง แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่างานของตนเกี่ยวข้องกับอะไร ใจอยากก็กลับราบคาบลงสนิท

ความแช่มชื่นเบิกบานเมื่อใจนึกถึงพระนิพพานนั้น ไม่มีสิ่งใด หรือรางวัลจากมนุษย์คนไหนมาเทียบเสมอได้ เขาลิ้มรสรางวัลของตนเองอยู่เดี๋ยวนี้แล้ว ทำไมจะต้องไปรออะไรข้างหน้าอีก

“และต่อไปคือรางวัลแด่ผู้ทำประโยชน์ สื่อสารเนื้อธรรมผ่านงานจิตรกรรมได้ดีที่สุดในสายตาของคณะกรรมการปีนี้…”

พิธีกรประกาศก้องกว่าปกติ กับทั้งทอดระยะเป็นการก่อความตื่นเต้นเล็กน้อยตามธรรมเนียม เพราะถ้าโพล่งเร็วๆเดี๋ยวจะไม่เหมือนรางวัลใหญ่

แพตรีเอื้อมฝ่ามือนุ่มอ่อนอุ่นมาวางบนท่อนแขนมติ ราวกับจะใช้สัมผัสละมุนแทนคำพูดว่าในนาทีที่สำคัญ เขามีหล่อนเคียงข้างอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา เสมอมาและจะเสมอไป

“ผมแว่วเสียงกระซิบมาครับว่าเป็นผลงานที่น่าพิศวงมาก ซึ่งเดี๋ยวก็จะได้เห็นพร้อมพวกท่านนั่นแหละครับว่าควรแก่การพิศวงอย่างไร”

หยุดกระแอมคั่นจังหวะ บรรดาศิลปินเจ้าของภาพเกือบห้าร้อยคนพากันเบิกจ้องพิธีกรตาค้างเหมือนผีดิบ คล้ายรุ่มร้อนในอกและอยากเค้นคอให้พิธีกรเอ่ยชื่อผลงานและนามของตน แต่ผลการตัดสินก็ปรากฏอยู่ในแผ่นกระดาษในมือพิธีกรใบนั้นแล้ว เปลี่ยนแปลงแก้ไขเป็นอื่นไม่ได้แล้ว ถึงตั้งตาลุ้นเคร่งเครียดเพียงใด เกร็งเนื้อเกร็งตัวจนบิดตะกูดแค่ไหนก็ไม่มีผลให้การตัดสินพลิกผันเป็นอื่น

พิธีกรเอ่ยเนิบชัดในที่สุด

 

  (  โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ..  ) 

ด้วยรัก/จากใจ..พลอยจ๋า

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Recommend