ทางนฤพาน ตอนที่ 27.2

posted on 12 Jan 2008 11:50 by bannpeeploy in articles, buddhism

ธรรมนิยาย ชุด ทางนฤพาน ผลงานของ ดังตฤณ

ชุดนี้มีทั้งสิ้น 29 ตอนค่ะ

สนใจ เลือกรับฟังและอ่านในตอนอื่นๆ   คลิ๊กได้ที่นี้นะค่ะ

  

 

  ธรรมนิยาย ชุด ทางนฤพาน 

    ตอนที่ 27.2  ประกวดภาพ 2   

“แทนที่จะคิดในแง่นั้น มาลองนึกดูในแง่ที่ว่างานของตำรวจก่อความรู้สึกเครียดหนักให้เจ้าหน้าที่ได้ขนาดไหน แล้วจะมีสิ่งใดมาช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้บ้าง ผมโชคดีที่เมื่อจบจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เริ่มทำงานใหม่ๆ ก็ได้ผู้บังคับบัญชาที่ดีเป็นครู ช่วยฝึกอบรมทั้งสมาธิและวิปัสสนาให้ จนเกิดความเห็นว่ายาดีที่สุดสำหรับอาชีพแบบผมก็คือสมาธิและวิปัสสนานี่เอง ไม่เห็นจุดขัดแย้งเลยครับ

การจับกุมคนร้ายเป็นเรื่องของหน้าที่ทำลายความอยุติธรรม ตอนนั้นใจเราเป็นตำรวจ แต่การปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องส่วนตัวที่เราพอใจทำลายทุกข์ ตอนนั้นใจเราเป็นจิตรู้สากล ไม่มียศ ไม่มีการแบ่งแยกเราเขา

ตำรวจที่ดีอาจทำบุญปนบาปด้วยน้ำใจเสียสละ อย่างไรเราก็มีกุศลนำอกุศลเสมอ นั่นทำให้ตำรวจไม่จำเป็นต้องห่างพระอย่างที่หลายคนเข้าใจครับ”

“เป็นคำตอบที่ทำให้หูตาของผมกว้างขึ้นมากจริงๆ ได้ยินมานานแล้วว่าทหารกับตำรวจนี่ทำสมาธิสำเร็จกันได้ไวนัก เพราะมีพื้นจิตใจหนักแน่นมั่นคงและเด็ดขาดเป็นทุน…อยากให้ผู้กองช่วยเล่าแนวคิดและความเป็นมาของภาพคร่าวๆ ก่อนที่จะอ่านร้อยกรองด้วยครับ”

“ภาพนี้คล้ายกับสิ่งที่ผมเห็นจากภายใน ขณะปฏิบัติสมาธิตามแนวอานาปานสติ หรือกำหนดสติรู้ลมหายใจเข้าออกแบบที่ครูบาอาจารย์ท่านสอนนะครับ เมื่อจิตมีความพร้อมเห็นลมหายใจอันเป็นสิ่งละเอียดอ่อนคมชัดพอ เรียกการเห็นนั้นว่า ‘นิมิต’ ก็จะเริ่มเห็น ‘ตัว’ ความคิดไปด้วย มันชัดเจนเหมือนมีอะไรบินว่อนอยู่ในหัวเรายิบยับเลยทีเดียว พอนิมิตความคิดที่คละคลุ้งในหัวปรากฏให้เห็นนี่ ถึงรู้ครับว่าเราคิดทั้งดีและชั่วสลับคละกัน ผมจึงใช้สัญลักษณ์แทนง่ายๆ ที่คล้ายนิมิตความคิดในความเป็นจริงด้วย และทั้งที่เป็นเชิงอุปมาอุปไมยด้วย นั่นคือหงส์แทนความคิดฝ่ายกุศล และกาแทนความคิดฝ่ายอกุศล ส่วนใบไม้ที่ปลิวว่อนก็เปรียบเป็นความคิดกลางๆ ไม่ชั่วไม่ดีไป

ขณะแห่งการรู้ในระดับภาวนาของผมไม่มีอะไรมากกว่านี้ ขอเพียงกำหนดรู้นานพอจนเห็นลมหายใจก็สามารถเห็นความคิดได้เช่นกัน และเมื่อเราเห็นความคิดจนรู้สึกถึงความเป็นอนัตตา ไม่มีตัวตนของเราผูกติดอยู่ ก็จะพบว่ามันคล้ายสัตว์ปีกที่บินว่อนจากความว่างเปล่าสู่ความว่างเปล่าเท่านั้น”

ริมฝีปากหนาเตอะของพิธีกรแย้มออกเป็นรอยยิ้มกว้าง เช่นเดียวกับคนฟังข้างล่างหลายต่อหลายคน

“ท่าทางผู้กองเป็นผู้เชี่ยวชาญอานาปานสติเป็นอย่างดีทีเดียว เหมาะเลยครับ ขอคำแนะนำเป็นการส่วนตัวหน่อยเถอะ ผมเองก็หัดใช้อารมณ์ภาวนามาหลายรูปแบบ ทั้งภาวนาสัมมาอรหัง เพ่งรูปวงกลม รวมทั้งลมหายใจอย่างที่ผู้กองใช้ เรียนตามตรงว่ายังกะพร่องกะแพร่งอยู่มาก รู้ลมไปฟุ้งซ่านไป บางทีก็นึกสงสัยว่าได้สมาธิหรือยัง เราทำสมาธิไปเพื่ออะไร อันนี้ขอผู้กองให้คำแนะนำด้วยครับ”

ผู้กองหนุ่มมาดเท่ให้คำตอบทันทีแบบไม่ต้องเสียเวลาตรึกตรองเรียบเรียงคำพูด

“ลมหายใจเป็นสิ่งไม่มีความคิด ไม่มีความฟุ้ง ไม่มีความสงสัย เพราะฉะนั้นถ้าใจเรารวมเป็นอันเดียวกับลมหายใจได้จริง ก็จะไม่เปิดช่องให้ความคิดหรือสงสัยฟุ้งซ่านแน่ๆ

การที่รู้ลมไป ฟุ้งซ่านไปจึงยังไม่ถึงภาวะจิตรวมกับลมหายใจ ยังอยู่ในขั้นฝืนใจนึก เรียกว่ามี ‘วิตก’ แล้ว แต่ยังไม่คลุกเคล้าเป็นอันเดียวอย่างที่เรียก ‘วิจาร’ อันนี้ต้องพยายามทำความชอบลมหายใจไปเรื่อยๆครับ สังเกตและรักมันไปเรื่อยๆ จนกว่าจิตจะยึดลมหายใจเป็นหลักจับด้วยความเต็มใจ”

พิธีกรมองนายตำรวจคนเก่งทึ่งๆ

“นักทำสมาธิทั่วไปคงเคยคุ้นกับศัพท์คำนี้นะครับ คำว่า ‘วิจาร’ ที่ไม่มี ณ. เณรการันต์นี่น่ะ หมายถึงการแนบจิตเป็นอันเดียวกับอารมณ์ หรือแปลตรงตัวคือพิจารณาอารมณ์ ตามติดอารมณ์ซึ่งใช้ยึดเหนี่ยวจิตให้อยู่กับที่ ทีนี้ผมอยากให้ผู้กองบรรยายความรู้สึกภายใน หรือภาพในใจที่เห็นลมหายใจขณะเกิดวิจารหน่อยเถอะครับ เอาเป็นคำพูดง่ายๆที่พวกเราฟังถนัดหน่อย”

ขวัญหล้าผงกศีรษะเล็กน้อย

“เหมือนกับตอนที่เราเขียนจดหมายส่งถึงใครที่กำลังคิดถึงอย่างมากนะครับ เราคิดถึงเขาจนมีคำพูดมากมายเรียงรายในหัว ขณะที่เขียนคำหนึ่งๆ รู้สึกชัดเลยว่าประโยคต่อๆไปจะเขียนว่าอย่างไร เราทำได้อย่างรวดเร็ว จิตใจจดจ่ออยู่กับเนื้อความที่ถูกถ่ายทอดลงกระดาษแล้ว และที่ยังรออยู่ในหัวอีกมาก ไม่ข้องแวะกับเรื่องอื่นเลย นั่นแหละครับลักษณะจิตที่เกิดวิจาร

เมื่อมาเทียบกับสมาธิแบบอานาปานสติ เราพยายามนึกถึงลมหายใจ นั่นคือวิตก พอนึกไปจนใจชอบ ฝักใฝ่อยู่แต่ความเป็นลม แม้ขณะพักรอลมหายใจเข้าออกใหม่ จิตก็ยังไม่ไปไหน เพ่งอยู่กับความเห็นลมหายใจตลอดสายครั้งต่อไปอยู่อย่างนั้น เหมือนกับที่เรารอจะเขียนข้อความซึ่งยังคั่งค้างอยู่ในหัวนั่นเองครับ”

“ที่ผู้กองว่า ‘เห็นลมหายใจตลอดสาย’ นี่อยากให้ขยายความสักนิดได้ไหมครับ?”

“ในความเห็นของคนปกติที่ยังไม่เกิดตัววิจาร สายลมออกกับสายลมเข้าดูเหมือนเป็นคนละอันกัน แยกสายกันเป็นต่างหากเหมือนสายน้ำขาเข้ากับสายน้ำขาออก แต่เมื่อเกิดตัววิจารแล้ว จะเกิดความเห็นเหมือนเราจับปลายเชือกแต่ละด้านไว้ด้วยมือซ้ายขวา แล้วเอาไปพาดกับราว จากนั้นใช้สองมือสลับดึงขึ้นลงเหมือนชักรอก พูดง่ายๆว่าเห็นสายลมออกและเข้าเป็นเชือกเส้นเดียวกัน ไม่แยกเป็นต่างหากจากกันครับ ตัวสติที่เฝ้ารู้ของเราจะคล้ายนายช่างผู้ขยันและฉลาดชักเชือกกลึงอย่างรู้ว่าควรยาวสั้นตามจริงเช่นไรในขณะหนึ่งๆ”

“พวกเราก็ได้ความรู้ในการทำสมาธิจากเจ้าของภาพ ‘ขณะแห่งการรู้’ กันเต็มอิ่มเลยนะครับ ไม่ทราบผมสรุปแก่นของภาพนี้ถูกหรือเปล่า คือคุณขวัญหล้าต้องการให้ทุกคนเห็น ‘ขณะรู้’ เป็นลมหายใจและความคิดพร้อมกัน”

“ลมหายใจเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสแนะให้พยายามเห็นมากๆเข้าไว้ ทรงสรรเสริญคุณเป็นอเนก นับแต่ทำให้อยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ไปจนกระทั่งใช้เป็นสะพานนำไปสู่พระนิพพาน

แม้วันนี้ผมยังไปไม่ถึงพระนิพพาน ก็ได้ประจักษ์กับตัวเองว่าพระพุทธองค์ตรัสไว้ เป็นความจริงทั้งนั้น เมื่อเห็นลมหายใจผมก็เห็นลึกเข้ามาในความเป็นกาย เห็นสัณฐานคร่าวๆของโครงกระดูก เมื่อเห็นโครงกระดูกฉาบเนื้อ ก็ได้แกนอ้างอิงว่าเกิดผัสสะกระทบเข้าที่ไหนบ้าง และมีความคิดปรุงแต่งขึ้นตรงส่วนไหนของกาย

เมื่อเห็นตัวความปรุงแต่งชัดแล้วว่าเกิดขึ้นในหัว ก็เฝ้าตามดูต่อได้ว่าสิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นจะดับไปเป็นธรรมดา พอเห็นความเกิดดับบ่อยๆ หนักเข้าก็เกิดความเห็นความปรุงแต่งทุกอย่างในกายและใจนี้เป็นสมมุติไปหมด เช่นเมื่อใจรู้ว่าความคิดเกิด ทันทีนั้นก็เห็นเป็นนิมิตลอยล่อง ผ่านมาแล้วผ่านไปเหมือนอย่างที่ผมพยายามสื่อด้วยภาพนี่

บทบาทอันสำคัญของสมาธิอยู่ตรงนี้ เราอาศัยจิตที่มั่นคง เห็นอะไรตรงไปตรงมา เห็นแล้วเชื่อจริง ไม่กลับกลอก เราไม่ต้องเสียเวลาถกเถียงกันในเชิงปรัชญาหรืออภิปรัชญาว่าอะไรเป็นอะไร เราคือตัวตนหรือเปล่า ความคิดเป็นเราหรือเปล่า ทุกอย่างเปิดเผยต่อจิตที่มีแต่ความเห็นหนักแน่นเป็นหนึ่งเอง ทราบได้เองในทุกขณะแห่งการรู้ครับ”

พิธีกรมองผู้กองหนุ่มรุ่นลูกด้วยแววชื่นชม วาทะเหล่านั้นแสดงชัดในตัวเองถึงความแตกฉานในการปฏิบัติ ไม่เสียทีที่ได้รับรางวัลเลย

“ผมเองเคยมองควันไฟที่ลอยคลุ้งขึ้นอากาศหายไป รู้สึกว่านั่นไม่ใช่ตัวเรา แล้วน้อมมาเห็นความคิดในหัวก็ปรากฏเป็นอย่างนั้น ไม่ต่างจากควันไฟ แล้วก็รู้สึกถึงความไม่ใช่ตัวตนของความคิด เสียดายที่ไม่ทำความเห็นให้เกิดขึ้นต่อเนื่อง เพิ่งมาระลึกได้อีกก็ด้วยภาพของผู้กองนี่เอง เอาล่ะครับ คราวนี้ผมคงต้องขอฟังร้อยกรองจากปากของผู้กองเอง…เชิญ”

พิธีกรยื่นแผ่นกระดาษให้กับผู้รับรางวัลเหรียญทองแดง ขณะเดียวกันเครื่องฉายอีกตัวก็ยิงลำแสงขึ้นสกรีนขนาดย่อมลงมาด้านข้างสกรีนใหญ่ เห็นตัวหนังสือคมชัดเพื่อให้ผู้ชมได้ใช้สายตาอ่านไปพร้อมกับหูฟังจากปากขวัญหล้า


เมื่อไม่รู้ก็ดูมัวทั่วไปหมด จะคิดคดลดเลี้ยวเที่ยวทางไหน

จะเร็วช้าพาตัวไปทางใด เอาแต่ใจใคร่อยากกระดากจริง

เวลาอยากปากแห้งลงแดงง่าย ยิ่งบาปหนาบ้าได้เหมือนผีสิง

ชะรอยรักอัตตาจึงกล้าทิ้ง หมดทุกสิ่งเว้นอยากลำบากนาน

เมื่อเข้ารู้จะดูออกไม่ยอกย้อน เริ่มจากง่ายหายใจก่อนเป็นพื้นฐ