ทางนฤพาน ตอนที่ 29

posted on 12 Jan 2008 11:51 by bannpeeploy in articles, buddhism
   

ธรรมนิยาย ชุด ทางนฤพาน ผลงานของ ดังตฤณ

ชุดนี้มีทั้งสิ้น 29 ตอนค่ะ

สนใจ เลือกรับฟังและอ่านในตอนอื่นๆ   คลิ๊กได้ที่นี้นะค่ะ

  

 

  ธรรมนิยาย ชุด ทางนฤพาน 

    ตอนที่ 29   สิ้นโศก  

 

มตินั่งอยู่ที่ระเบียงบ้านตามลำพัง ในคืนพระจันทร์สุกปลั่งสาดแสงเงินยวงเย็นตา เฉกเช่นดวงจิตที่ฉายรัศมีอาภาประจักษ์กับตนเองในภายใน

ทั้งเปิดตานิ่งดูภาพราตรีอันงามละมุนนั้นเอง มติเห็นเหมือนตนเองมีสองภาค ภาคหนึ่งนั่งพิงพนักเก้าอี้ปล่อยอารมณ์ตามสบาย ทอดตามองจันทร์งามเบื้องบน เป็นมิติที่มีเนื้อตัวหูตาจับจ้องได้ ผิวกายรับอากาศเย็น นัยน์ตารับฉากกว้างใหญ่บนโพ้นฟ้า ทราบชัดในความเป็นราตรีอันผาสุกนั้น

อีกภาคหนึ่งรู้แจ้งเข้ามาในภายใน กายปรากฏสว่างคล้ายห้องทึบที่ความมืดถูกขับไล่ด้วยแสงใส ใจอันเบาบางจากกิเลสนั่นเองคือแหล่งกำเนิดแสง ส่องให้เห็นสัณฐานคร่าวแห่งกายที่สติอาศัยเป็นพื้นยืน องคาพยพปรากฏดุจข้าวของเครื่องวางภายในห้อง ความรู้สึกนึกคิดปรากฏดุจหมอกควันที่ถูกโปรยฟุ้ง โปร่งบ้าง ทึบบ้าง

จิตอันเบาบางจากกิเลสนั่นเอง ละเอียดพอจะจ่อนิ่งอยู่กับแสงรู้อันกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับดวงสติ เมื่อน้อมระลึกเข้ามารู้สึกในกาย กายก็ปรากฏเป็นรูปขันธ์ที่ถูกรู้ เห็นมีช่องว่างระหว่างโครงกายกับแสงรู้ จิตและกายไม่เหนี่ยวยึด ไม่เกาะติดกันให้เกิดอุปาทานในอัตตา

จิตอันทรงแสงรู้นั้น เมื่อตั้งมั่นเด่นดวง ก็ทรงตัวประดุจกองไฟใหญ่อันโชตินิ่งรับกลุ่มแมลงหวี่ที่บินรี่มาวายดับโดยไม่อาจรบกวนเปลวสว่าง ความคิดและอารมณ์ที่สุ่มจรเข้ามาทั้งหลายทั้งปวง หรือกระทั่งความหมายรู้เป็นตัวฉันผู้คิด ก็ปรากฏดุจเดียวกับพยับแดด ที่ดูมีจริง แต่สลายหายหนอย่างไร้ร่องรอย ไร้ตัวตนใดให้ยึดถือได้แม้แต่น้อย

ด้วยความรู้สึกอ่อนน้อม อ่อนโยนอันเป็นธรรมชาติภายใน มติสำรวจตนเอง แล้วพิจารณาชนิดของความสุขที่บังเกิดขณะนั้น

อัตตาอันข้นหนักถูกปลดแล้วจากหัวอก จึงเบากายหายห่วง

ไฟคือราคะและโทสะยากจะลุกโชนขึ้นในดวงจิต จึงสงบเงียบเย็นใจ

เมื่อกายใสใจเบา กายก็ปรากฏโดยความเป็นอย่างนั้น ใจก็ปรากฏโดยความเป็นอย่างนั้น มีแต่สภาวธรรมภาครู้เห็นสภาวธรรมภาคถูกรู้ เป็นธรรมเสมอกัน ไม่ขาด ไม่เกิน ไม่เกิดภาวะยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดเป็นฐานแห่งอุปาทาน จิตรวมลงเป็นหนึ่งเดียวกับความว่าง ปราศจากภาระ ปราศจากการวิ่งตามเหยื่อทุกชนิด ปรากฏเป็นสุดยอดเหนือภาวะและอสภาวะกับตนเอง

“นั่งชมฟ้าเป็นกระต่ายหมายจันทร์เลยนิพี่ชายเรา”

เสียงเด็กหนุ่มคนหนึ่งทักมาแต่ไกล ฉุดมติออกจากรสแห่งความว่างอันปราศจากขอบเขตในระดับอุปจารสมาธิ เหลียวมาทางต้นเสียง น้องชายเขานั่นเอง เพิ่งกลับเข้าบ้านในชุดเที่ยวเต็มยศ

“ว่าไงทับ”

มติทักด้วยเสียงเรียบเย็น แม้สายตาเล็งแลที่น้องชายด้วยอาการปฏิสันถารอันควรมีควรเป็น แต่ใจยังจับนิ่งด้วยพลังแห่งความตื่นรู้อย่างเป็นธรรมชาติ โล่งว่างจากความคิด สงบเฉยไร้ปฏิกิริยาทางอารมณ์โต้ตอบวิธีทักแบบยั่วแหย่ของประทับ

“เมื่อกลางวันตอนออกจากบ้าน เราเห็นพี่แพนั่งรถป้ายแดงไปกับหนุ่มหล่ออ้ะมัด”

ประทับบอกเล่าด้วยความจงใจทิ่มแทง เพราะหมั่นไส้มานานที่มติควงสาวสวยเกินตัว โฉบไปฉายมาอยู่เรื่อย ความจริงมติกับประทับเป็นพี่น้องที่รักใคร่ชอบพอกันดี เสียแต่ประทับชอบเข่นด้วยความริษยาตามโอกาส

“ถ้าหมายถึงแฟนพี่แพ ก็หลานชายปู่ชนะไงล่ะทับ”

มติเอ่ยเรียบสนิท

“อ้อ...อย่างนั้นเรอะ” ผู้น้องทำเสียงสูงอย่างเพิ่งรับรู้ “ตอนเราเดินผ่าน กำลังปิดประตูรั้วก้าวขึ้นรถพอดี พี่แพเห็นเราแล้วหลบๆหน้ายังไงชอบกลว่ะมัด สงสัยอายที่เราเห็นแฟนเขา กลัวเอามาฟ้องนายมั้ง”

พูดจบก็หัวร่อร่า มติฟังแล้วพยักหน้าเนือยนาย ทราบดีว่าแพตรีคงยังติดอยู่กับความรู้สึกผิด พอเห็นน้องชายเขา เลยทำให้นึกถึงเขาและพลอยเข้าหน้าประทับไม่ติดไปโดยปริยาย

“เรารู้สึกกับพี่แพ เหมือนที่รู้สึกกับนายนะทับ บอกมาหลายครั้ง ขอให้เชื่อเสียทีเถอะ”

ประทับทำปากแบะ

“จะเหมือนกันยังไงล่ะพ่อคู้ณ เราเป็นชาย เกิดจากพ่อแม่เดียวกับนาย แล้วพี่แพเขาเป็นหญิง คนละพ่อแม่กับพวกเรา เดินควงกันไปควงกันมาตั้งหลายปี อี๋อ๋ออย่างกับโรมิโอ-จูเลียต ทำปากแข็งจนเจอใครมางาบไปแล้ว”

เพราะถูกจี้อย่างแรง โทสะจึงปะทุขึ้นจากใจที่ยังมีสภาพเป็นเชื้อ มติขมวดคิ้วเล็กน้อย ทว่าองค์มรรคคือสัมมาสติแสดงตัวอย่างเฉียบพลัน เพียงไฟโกรธถูกรู้ว่าวูบขึ้นมา จิตอันเป็นผู้รู้ก็แยกเป็นต่างหากออกมาจากไอร้อนทันที ซึ่งเมื่อใจไม่ปรุงแต่งต่อ ไอร้อนแห่งโทสะก็แสดงความเป็นอนิจจัง จางหาย สลายตัวคืนกลับสู่ความว่างเปล่า ปราศจากการผุดขึ้นของอุปาทานแห่งตัวกูผู้โกรธอย่างสิ้นเชิง

และเพราะพ้นจากการห่อหุ้มของโทสะ จิตจึงมีลักษณะเบิกบาน สะท้อนออกมาด้วยความกระจ่างใสในใบหน้า ปรากฏให้เห็นได้ในเงาสลัวรางแห่งราตรีอันอาบแสงจันทร์

เมื่อเห็นมตินิ่ง เฉยเมย ปราศจากกระแสความยินยลสนใจลอยออกมาให้สำเหนียกสัมผัส ประทับก็เป็นฝ่ายหงุดหงิดขึ้นมาเสียเอง เขาควักบุหรี่ออกมาจุดสูบมวนหนึ่ง เงยหน้ามองดวงจันทร์กลางฟ้า เงียบเสียงไปแบบนึกเรื่อยเปื่อยลอยตามลมเกี่ยวกับแพตรี แม้อายุจะห่างจากหล่อนหลายปี แต่เขาก็โตเกินพอจะเป็นเด็กหนุ่มอีกคนหนึ่ง ที่ลุ่มหลงความสวยหวานของผู้หญิงดีๆเช่นหล่อน

มติชำเลืองแลเงาร่างของประทับ และโดยมิได้ตั้งใจล่วงหน้า จิตอันนิ่งว่างและตื่นรู้ในตนเอง ส่งออกสัมผัสคลื่นความเหม่อลอยอันส่งออกมาจากร่างซึ่งยืนห่างไปเพียงสามก้าว

ทีแรกก็เหมือนกับที่คนทั่วไปอาจสำเหนียกสัมผัสคลื่นอารมณ์หรือความนึกคิดอันเข้มข้นจากคนอื่น เช่นกำลังมีความเครียดกังวล ความฟุ้งซ่านเลื่อนลอย ความข้องใจสงสัย ความมีเลศนัยซ่อนแฝง หรือความมีอารมณ์ขันซุกซน แต่ด้วยจิตที่ชำนาญการรู้ทันเท่า และสามารถแยกแยะสัญญาณความคิดอ่านของตนเอง ได้เกิดประสบการณ์ใหม่กับมติ คือเหมือนจิตอันสงัดนิ่งและว่างใสของเขาสามารถล็อกคลื่นความคิดที่กระจายออกมาจากประทับได้ถนัด ราวกับเป็นกระแสความคิดของตนเอง อีกทั้งตีความด้วยอาการหมายรู้ชนิดเดียวกับที่จิตเห็นความคิดผุดขึ้นในหัวตนด้วย

มติกะพริบตาปริบๆ ความกำหนดรู้เกิดขึ้นชั่วเวลาสั้นๆราวกับเป็นเพียงอุปาทาน เหมือนได้ยินเสียงรำพึงแผ่วกริบ เช่นเดียวกับที่ผุดชัดในหัวตนเอง ต่างแต่ตำแหน่งต้นกำเนิดความคิดถูกรู้ว่าอยู่ที่ประทับ อันเป็นเครื่องชี้ให้จิตทราบว่ายินจากจิตอีกฝ่าย

‘ป่านนี้เอาตัวไปไหนว้า จะสี่ทุ่มแล้วยังไม่กลับอีก’

มติใจเต้นแรง อาการของจิตที่มีปรีชาล่วงรู้ความรู้สึกนึกคิดผู้อื่นแบบ 'เจโตปริยญาณ' เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกโดยปราศจากการตั้งเจตนาไว้ล่วงหน้าแต่ประการใด มติจึงออกสงสัยเล็กน้อย ว่าตนอุปาทานไปเองหรือเปล่า

เม้มปากนิดหนึ่ง ก่อนถามเลียบเคียงพิสูจน์

“ทับ...ไฟบ้านพี่แพยังปิดมืดหรือเปล่า?”

ประทับหันขวับ แปลความตามเข้าใจตื้นๆเพียงว่ามติอยู่ในอารมณ์หึงหวงและเป็นห่วงแพตรีจนเกินหักห้าม ต้องหลุดปากถามจนได้

“ฮ่า!...ไหมล่ะ” เด็กหนุ่มร้องอย่างมีชัย “เขายังไม่กลับกันโว้ยมัด จะสี่ทุ่มแล้ว ป่านนี้เอาตัวไปไหนต่อไหน”

มติระบายลมหายใจยาว ประทับพูดคล้ายกับที่เมื่อครู่เขาเห็นฝ่ายนั้นรำพึงในใจ น่าจะใช่แน่ อย่างไรก็ตาม มติพยายามล็อกความคิดของอีกฝ่ายใหม่เพื่อดูว่าเป็นเพียงความสามารถที่เกิดขึ้นชั่วครู่ชั่วยามหรือเปล่า

ด้วยใจที่เต้นผิดจังหวะจากความอยากรู้อยากเห็น ทำให้ขาดความตั้งมั่นแน่วนิ่งในช่วงแรก เหมือนเขาพยายามจูนหาคลื่นวิทยุในย่านความถี่ที่ต้องการ แต่พบเพียงเสียงอู้อี้ฟังไม่ได้ศัพท์ ประทับกำลังคิดอะไรอยู่แน่ๆ เขาสัมผัสได้เป็นคลื่นหยาบที่แฝงมากับรอยยิ้มเยาะ

มติกะพริบตา เปลี่ยนวิถีการรู้ทันความคิดคนอื่นมาเป็นเท่าทันตัวโลภะของตนเอง ความสามารถพิเศษทางสัมผัสที่หกเป็นเรื่องธรรมดาของผู้ฝึกจิต เพราะใน