ธรรมนิยาย ชุด ท่องนรกกับพระมาลัย

โดยคุณสนธิชัย ทวีโชคทรัพย์สิน ชุดนี้มีทั้งสิ้น 4 ตอนค่ะ

สนใจ เลือกรับฟังและอ่าน ท่องนรกกับพระมาลัย ในตอนอื่นๆ   คลิ๊กได้ที่นี้นะค่ะ

 ท่องนรกกับพระมาลัย

  

ท่องนรกกับพระมาลัย  ตอนที่ 3  


 พระมาลัยเยี่ยมเมืองสวรรค์
ต่อมาวันหนึ่ง พระมาลัยเข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้านกัมโพชคาม ที่ท่านอยู่นั้น พอดีขณะนั้น มีบุรุษเข็ญใจคนหนึ่ง ซึ่งเป็นชาวบ้านกัมโพชคาม และพ่อของเขาได้ตายไปนานแล้ว เหลืออยู่แต่แม่ เขาได้อุตส่าห์ทนลำบากหาเลี้ยงแม่มาด้วยดี ทุกๆเช้า เขาจะถือขวานเข้าสู่ป่า เพื่อตัวฟืนมาขายตามประสายาก สักพักใหญ่ เมื่อได้ฟืนพอสมควรแล้วก็แบกกลับมา วันนั้น เขากลับจากหาฟืน เดินผ่านสระแห่งหนึ่ง ซึ่งมีน้ำใสสะอาด จึงลงอาบในสระ ชำระล้างเนื้อตัว ระงับความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า เสร็จแล้วก็ก้าวขึ้นมา บังเอิญ เหลือบเห็นดอกบัวบาน สะพรั่งชูช่อไสว อยู่ข้างๆ ฝั่งสระ จึงเด็ดเอามา 8 ดอก ครั้นขึ้นจากสระ แล้วก็เดินกลับบ้าน พอดีพบพระเถระ กลับจากบิณฑบาต สวนทางมา และด้วยท่วงท่าอันสง่างามของพระเถระ ทำให้เกิดความเลื่อมใส จึงตรงเข้าไปนมัสการ แล้ววางดอกบัวบนปากบาตร พลางถามอย่างอ่อนน้อมว่า
"พระคุณเจ้าขอรับ ข้าพเจ้าบูชาด้วยดอกบัวในครั้งนี้ ด้วยหวังใจอยากจะได้ ร่ำรวย มั่งมี พ้นทุกข์พ้นยาก ทันตาเห็น ความหวังของข้าพเจ้าครั้งนี้จะสำเร็จหรือเปล่า ขอรับ?"

เมื่อถูกถามแบบจู่โจมเช่นนั้น พระเถระก็นั่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงตอบเสียงเนิบนาบว่า

"พ่อหนุ่ม ท่านปรารถนาเกินวิสัยเสียแล้ว ท่านจะมีผลทันตาเห็น จะต้องเป็นทานที่ถวายแก่พระอรหันต์ ที่เพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติมาใหม่เท่านั้น สำหรับตัวเราออกมานานแล้ว เห็นจะโปรดให้สำเร็จสมใจหวังไม่ได้แน่ละ"

"แต่ข้าพเจ้าได้ทราบมานานแล้วว่า ถ้าได้ทำบุญกับพระอรหันต์แล้ว ย่อมจะได้ผลทันตาเห็นนี่นะ พระคุณเจ้า?" ชายเข็ญใจย้อนถาม

"ไม่เสมอไปหรอกท่าน สมเด็จพระศาสดาของเราตรัสบอกไว้ว่า ทานที่จะได้ผลทันตาเห็นนั้น จะต้องมีสิ่งประกอบ 4 อย่างคือ ถึงพร้อมด้วยผู้รับทาน นับแต่พระโสดาบันจนถึงพระอรหันต์ ผู้ออกจากนิโรธสมาบัติ ถึงพร้อมด้วยไทยธรรมที่หามาได้โดยชอบ ถึงพร้อมด้วยเจตนาจะให้ทาน และพระอรหันต์ผู้มากด้วยคุณธรรมเป็นผู้ยินดีในนิโรธสมาบัติ สำหรับท่านเพียงผู้รับเป็นพระอรหนต์ กับมีไทยธรรม รวมกันสองอย่างเท่านั้น จะให้สำเร็จทันตาเห็นได้ยังไง"

"ถ้าอย่างนั้น ข้าพเจ้าจะทำยังไงจึงจะได้ผลดี เล่าพระคุณเจ้า?"

"พ่อหนุ่มเอ๋ย ท่านจงเอาดอกไม้บูชาพระรัตนตรัยเถิด"

"พระรัตนตรัย? พระคุณเจ้าหมายถึงอะไรขอรับ?"

"หมายถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พ่อหนุ่ม"

อยู่ที่ใจของท่านเอง พ่อหนุ่มเอ๋ย จงตั้งใจระลึกถึงพระพุทธคุ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ เสียก่อน แล้วกล่าวว่า ข้าพเจ้าขอบูชาดอกไม้เหล่านี้ แด่พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เพียงแค่นี้ก็จัดว่าท่าน ได้บูชาพระรัตนตรัยแล้ว และจะต้องได้รบผลดีเป็นแน่"

เมื่อชายเข็ญใจได้ฟังพระเถระอธิบายดังนั้น ก็กระทำตามคำของท่าน พร้อมทั้งตั้งความปรารถนาว่า

"ด้วยเดชะบุญที่ข้าพเจ้าถวายดอกบัวครั้งนี้ ถ้าข้าพเจ้ายังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ จะเกิดในภพใดๆ ก็ดี ขึ้นชื่อว่า ความยากจนเข็ญใจไร้ทรัพย์ เหมือนชาตินี้ แล้วขออย่าได้มีแก่ข้าพเจ้าเลยเป็นอันขาด"

"ขอท่านจงสำเร็จดังที่ปรารถนาเถิด"

พระมาลัยเถระ กล่าวอนุโมทนาในที่สุด แล้วเดินจากไป

หลังจากที่พระมาลัยกลับมาถึงวัด และฉันอาหารเช้า เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่านก็นั่งคิดอยู่ในใจว่า "สถานที่ให้เกิดธรรมสังเวช 7 แห่ง คือ ที่พระศาสดาประสูติ ตรัสรู้ แสดงธรรมจักร ทรงกระทำยมกปาฏิหารย์ เสด็จลงจากดาวดึงส์ปรินิพพาน และสถานที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาททั้ง 5 นั้น เราได้ถวายสักการบูชาเสมออยู่แล้ว ยังเหลือแต่พระจุฬามณีสถาน ซึ่งเป็นที่มวยพระเกศธาตุ ของพระบรมศาสดาประดิษฐานอยู่บนสวรรค์นั้น เรายังมิได้ขึ้นไปนมัสการเลย พอดีครั้งนี้เราได้ดอกบัวมา 8 ดอก ควรที่จะนำดอกบัวนี้ขึ้นไปบูชาพระจุฬามณีสถาน ในดาวดึงส์สวรรค์ดีกว่า"

เมื่อคิดดังนั้นแล้ว พระเถระก็เข้าจตุตถฌาน บันดาลให้ร่างของท่านเหาะลอยล่องขึ้นสู่อากาศมิทันช้า เพียงลัดนิ้วมือเดียว ก็ถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และมาปรากฏอยู่ ณ ลานพระจุฬามณีเจดีย์เบื้องหน้าไพชยนต์ปราสาท ของพระอินทร์ ผู้เป็นใหญ่ในสรวงสวรรค์ พระเถระยกหัตถ์ขึ้นนมัสการพระจุฬามณี ทั้ง 8 ทิศ บูชาด้วยดอกอุบลทั้ง 8 ดอก แล้วกระทำประทักษิณ 3 รอบ พร้อมทั้งนั่งลงนมัสการ กราบไหว้ทั้ง 8 ทิศ เสร็จแล้วนั่ง ณ ที่ข้างพระเจดีย์มุมหนึ่ง

ขณะนั้น พระอินทร์ซึ่งประทับอยู่ในทิพยวิมาน ทรงดำริในพระทัยว่า วันนี้เป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เราจะออกไปถวายเครื่องสักการบูชา พระจุฬามณี สักหน่อย ครั้นแล้วก็มีเทวบัญชาาประกาศ ให้มวลนางสวรรค์กัลยาทั้งหลายทราบ พร้อมทั้งจัดแจงแต่งองค์ เสด็จออกจากปราสาท ตรงไปยังพระจุฬามณีเจดีย์สถาน ติดตามด้วยเทพบุตร เทพธิดาซึ่งเป็นบริวารจำนวนมาก

ครั้นแล้วก็เสด็จเข้าไปในลานพระเจดีย์ ทรงกระทำประทักษิณครบ 3 รอบ แล้วทรุดองค์ ถวายอภิวาท ทรงตั้งเครื่องสักการบูชาไว้ ณ ที่วางเครื่องบูชา แล้วเสด็จออกมาประทับ ณ ที่มุมด้านหนึ่งของพระเจดีย์ เพื่อเปิดโอกาสให้บริวารเข้านมัสการต่อไป

พอดีขณะนั้นเอง พระองค์ทอดพระเนตรมาเห็นพระมาลัย นั่งสงบเสงี่ยมอยู่ ณ มุมพระเจดีย์ด้านขวา ทำให้ฉงนสนเท่ห์ในพระทัยว่า พระผู้เป็นเจ้าองค์นี้มาจากที่ไหน และมาได้ยังไง จึงตัดสินใจลุกจากที่ประทับ ตรงไปนมัสการพระเถระ แล้วตรัสปราศรัยขึ้นว่า

"พระคุณเจ้าขอรับ พระคุณเจ้ามาจากไหน"

"ขอถวายพระพร อาตมาภาพมาจากชมพูทวีป มหาบพิตร" พระมาลัยตอบอย่างทันที

"ชมพูทวีป?" พระอินทร์ทวนคำ "พระคุณเจ้า หมายถึงที่ไหนขอรับ?"

"หมายถึงโลกมนุษย์ มหาบพิตร โลกมนุษย์ซึ่งมีต้นหว้าสูงใหญ่ ยิ่งกว่าต้นไม้อื่นใดทั้งหมด เป็นต้นไม้ประจำทวีป จนได้นามว่า ชมพูทวีป นั่นแหละ มหาบพิตร"

"พระคุณเจ้าทราบไหมว่า ชมพูทวีป ของพระคุณเจ้านั้นกว้างยาวเท่าไหร และมีสัตว์อาศัยอยู่มากน้อยเท่าใด ขอรับ?"

"เท่าที่อาตมาทราบ ชมพูทวีปนั้นกว้างยาวได้หมื่นโยชน์ โดยประมาณ มหาบพิตร เป็นมหาสมุทรเสีย 4,000 โยชน์ ป่าหิมพานต์เสีย 3,000 โยชน์ ส่วนอีก 3,000 โยชน์เป็นถิ่นมนุษย์อาศัยอยู่ และมีสัตว์อาศัยอยู่จำนวนมาก แบ่งออกเป็น 4 จำพวกด้วยกันคือ สัตว์สองเท้า สัตว์สี่เท้า สัตว์หลายเท้า และสัตว์ไม่มีเท้า"

"แหม! พระคุณเจ้าช่างจดจำเก่งเหลือเกิน" พระอินทร์รับสั่งชม "พระคุณเจ้าชื่ออะไรขอรับ?"

"อาตมาภาพมีนามว่า มาลัย มหาบพิตร" พระมาลัยตอบ "มหาบพิตรคงไม่ยออาตมาภาพอีกกระมังว่าชื่อเพราะ?"

"ไม่ยอหรอก พระคุณเจ้า แต่จะขอถามต่อไปว่า ชื่อพระคุณเจ้าหมายความว่าอย่างไร?"

"อาตมาภาพเกิดที่เกาะมาลัย บ้านไม้จันทน์แดง มหาบพิตร ชื่อของอาตมาภาพจึงตั้งตามชื่อเกาะ"

"แล้วพระคุณเจ้าขึ้นมาถึงสวรรค์ของข้าพเจ้านี้ พระคุณเจ้ามาโดยวิธีใดขอรับ?"

"อาตมา มาด้วยอำนาจฌานสมาบัติ เพียงลัดนิ้วมือเดียว ก็มาถึงที่นี่" พระมาลัยชี้แจง "เออ แล้วมหาบพิตร ยังไม่ได้บอกอาตมาเลย มหาบพิตร ชื่ออะไร?"

พระอินทร์หัวเราะพลางตอบว่า "ข้าพเจ้าเป็นคนหลายชื่อขอรับ หากจะนับให้ถ้วน ก็มีถึง 7 ชื่อด้วยกัน คือ มาฆะ ปุรินทะ สักกะ วาสวะ สหัสเนตร สุชัมบดี และ เทวานมินทร์"

"ทำไมมหาบพิตรถึงได้มีชื่อมากมายยังงั้นเล่า อธิบายให้อาตมาฟังหน่อยได้ไหม?"

"ได้ขอรับ พระคุณเจ้า" พระอินทร์ตกลงทันที "เมื่อครั้งข้าพเจ้าเป็นมนุษย์ ข้าพเจ้ามีชื่อว่า มฆมาณพ ครั้นมาเกิดบนสวรรค์ จึงได้ชื่อว่า มาฆะ เมื่อครั้งข้าพเจ้าเป็นมนุษย์นั้น ข้าพเจ้าให้ทานก่อนใครเสมอ จึงได้ชื่อว่า ปุรินทะ และเมื่อเวลาให้ทาน ข้าพเจ้าให้ทานด้วยความเคารพ จึงได้ชื่อว่า สักกะ ข้าพเจ้าเป็นสามีของนางสุชาดา จึงได้ชื่อว่า สุชัมบดี และข้าพเจ้าเป็นใหญ่กว่าเทวดาทั้งหลาย บนสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์นี้ จึงได้ชื่อว่า เทวานมินทร์

"แล้วมหาบพิตรทำบุญอะไรไว้หนักหนา จึงได้มาเกิดเป็นพระอินทร์เล่า?" พระมาลัยซักต่อไป

"ข้าพเจ้าทำบุญหลายอย่างหลายประการ พระคุณเจ้า แต่ที่สำคัญที่สุดคือ วัตรบท 7 ประการ ข้าพเจ้าถือปฏิบัติมิได้ขาดจนตลอดชีวิตขอรับ"

"มหาบพิตรได้โปรดบอกหน่อยเถะว่า วัตรบท 7 ประการ นั้น คืออะไรบ้าง เผื่ออาตาม จะได้จดจำนำไปบอกชาวโลก ผู้อยากเป็นพระอินทร์ให้ปฏิบัติตามอย่างท่านบ้าง"

"แหม! ท่าน ได้ยังงั้นก็ดีนะซี พระคุณเจ้า ข้าพเจ้าอยากจะให้ชาวโลกทำอย่างข้าพเจ้าเหลือเกิน" น้ำเสียงของพระอินทร์ เต็มไปด้วยความกระตือรือร้น ราวกับจะไม่กลัวว่า จะมีใครมาเกิดเป็นพระอินทร์ ชิงตำแหน่งของตนไปกระนั้นแหละ"

"วัตรบท 7 ประการ ที่ข้าพเจ้าถือปฏิบัติมานั้นคือ เลี้ยงพ่อแม่โดยความเคารพประการหนึ่ง มีความอ่อนน้อมยำเกรงต่อผู้เฒ่าผู้แก่ในตระกูล ไม่ดูหมิ่นท่านประการหนึ่ง พูดแต่คำที่ไพเราะอ่อนหวาน ไม่ส่อเสียดยุแยงตะแคงรั่วคนอื่น ไม่ตระหนี่เหนียวแน่น ตั้งอยู่ในความสุจริตซื่อตรง และไม่ยอมตกเป็นทาสของความโกรธ ถึงเกิดขึ้นก็พยายามข่มไว้จนได้ ด้วยอำนาจคุณความดีที่ข้าพเจ้าบำเพ็ญมานี่แหละ ข้าพเจ้าจึงได้มาบังเกิด ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์นี้ พระคุณเจ้า"

"คำว่า ดาวดึงส์ หมายความว่าอย่างไร มหาบพิตร?" พระมาลัยคงซักเรื่อยไป

"หมายความว่า พิภพนี้มีเทวดาเกิดขึ้น ครั้งแรก 33 องค์ แล้วเทดาองค์อื่นๆ จึงเกิด ขอรับ พระคุณเจ้า"

"ดาวดึงส์นี่คงกว้างใหญ่มากนะ มหาบพิตร?"

"กว้างหมื่นโยชน์ขอรับ พระคุณเจ้า และมีกำแพงสูง สิบหกโยชน์ล้อมรอบ มีประตูอีกพันหนึ่ง ข้างในประดับด้วยสวนดอกไม้ และสระโบกขรณี ที่เที่ยวเล่นพักผ่อนหย่อนใจของพวกเทวดาขอรับ"

"แล้วมีต้นไม้อะไรประจำทวีปบ้างไหม มหาบพิตร?"

"มีไม้ปาริฉัตตพฤกษ์ หรือ เรียกสามัญว่า ไม้แคฝอย เป็นต้นไม้ประจำทวีป ขอรับ"

"ต้นใหญ่ขนาดไหน มหาบพิตร?"

"ต้นใหญ่มากขอรับ วัดรอบลำต้นประมาณ 16 โยชน์ สูงถึงคาคบ 50 โยชน์ มีกิ่งใหญ่ 4 กิ่ง แผ่ไปไกล กิ่งละ 50 โยชน์ สูงขึ้นไปได้ร้อยโยชน์ พระคุณเจ้า"

"แหม! ต้นใหญ่จังเลย มหาบพิตร แล้วใต้ร่มต้นไม้แคฝอยนี่ มีอะไรบ้างหรือเปล่า?"

"มีซี พระคุณเจ้า มี บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ เป็นแท่นที่นั่งของข้าพเจ้าซึ่งชาวโลกรู้จักกันดี ถ้ามีเหตุเดือดร้อนขึ้นในเมืองมนุษย์ แท่นนี้จะแข็งกระด้าง ไม่อ่อนนุ่มเหมือนเวลาปกติ เป็นเครื่องหมายบอกให้ข้าพเจ้ารู้ว่า มีเรื่องร้ายเป็นเหตุเภทภัยแก่ผู้มีบุญ ในเมืองมนุษย์ขึ้น แล้วจำต้องลงไปช่วยขอรับ"

"แท่นนี้กว้างใหญ่ขนาดไหน มหาบพิตร?"

"ยาว 60 โยชน์ กว้าง 50 โยชน์ หนา 15 โยชน์ มีสีแดงเหมือนดอกชะบา และ หงอกไก่ พระคุณเจ้า"

"แล้ววิมานที่มหาบพิตรอยู่นั่น มีชื่อว่าอะไร?"

"ชื่อ เวชยันต์มหาปราสาท สูงพันโยชน์ ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว 7 ประการ และมีวิมานทองอีกหลังหนึ่ง อยู่ภายในเวชยันต์มหาปราสาทนั้น สูง 700 โยชน์ ประดับประดาด้วยแก้ว 7 ประการ ขอรับ พระคุณเจ้า"

"มหาบพิตรอยู่คนเดียวหรือมีคนอื่นอยู่ด้วย?"

"ข้าพเจ้าอยู่กันหลายคน พระคุณเจ้า มีมเหสีของข้าพเจ้า 4 คนคือ นางสุธัมมา นางสุจิตรา นางสุนันทา และ นางสุชาดา กับนางฟ้า อีกประมาณ สองโกฏิห้าล้าน ขอรับ"

"โอโฮ้! มหาบพิตรมีชายามากถึงสองโกฏิห้าล้าน แต่พระองค์ยกย่องให้เป็นมเหสีเพียง 4 คนเท่านั้น นางทั้งสี่นี่ พระองค์ทรงรักมากใช่ไหม?"

"มิใช่หรอก พระคุณเจ้า เรื่องของเรื่องเป็นเพราะบุญกุศลที่ได้ทำไว้เมื่อชาติก่อนต่างหาก ข้าพเจ้าจะเล่าให้ฟัง เมื่อข้าพเจ้าเป็นมฆมาณพอยู่นั้น ข้าพเจ้าได้สร้างศาลาขึ้นหลังหนึ่ง อัครมเหสีทั้งสี่นี้ มีน้ำใจเลื่อมใสเป็นอันดี นางสุจิตรา ได้ปลูกสวนดอกไม้ไว้ข้างศาลา นางสุนันทา ได้ขุดสระไว้สำหรับให้ผู้คนที่สัญจรไปมาพักที่ศาลา ได้อาบน้ำชำระกาย นางสุธรรมา ได้สร้างช่อฟ้า แต่งเติมศาลาให้สวยงาม ส่วน นางสุชาดา ได้รักษาศีลโดยเคร่งครัด นางทั้งสี่ ได้ทำบุญกุศลต่างๆ ครั้นสิ้นชีพแล้ว ก็ได้บังเกิดบนสวรรค์ เสวยทิพยสมบัติร่วมกับข้าพเจ้า"

นางสุจิตรา มีสวนจิตรลดา กว้างได้ 500 โยชน์ นางสุนันทา มีสระนันทโบกขรณี กว้างยาวได้ 500 โยชน์ นางสุธรรมา มีโรงธรรมเทวสภา กว้างยาวได้ 300 โยชน์ วัดโดยรอบได้ 900 โยชน์ สูง 500 โยชน์ พื้นโรงธรรมสภานั้น ปูด้วยแก้วผลึกและแก้วอินทนิล ด้วยบุญกุศลที่นางได้ทำไว้นั่นเอง"

"แหม! น่าอัศจรรย์จริง มหาบพิตร เออ! แล้วบนสวรรค์นี่มีสัตว์เดรัจฉานบ้างหรือเปล่า?"

"ไม่มีขอรับ พระคุณเจ้า"

"เอ๊! ถ้ายังงั้นที่อาตมาเคยได้ยินเขาเล่าว่า พระองค์เวลาเสด็จออกไปชมสวน ทรงช้างเอราวัณ นี่น่ะ ในเมื่อบนสวรรค์ไม่มี พระองค์จะเอาช้างเอราวัณมาจากไหน?"

"ช้างเอราวัณมิใช่สัตว์เดรัจฉานหรอก พระคุณเจ้า เป็นเทพบุตรองค์หนึ่ง มีนามว่า เอราวัณเทพบุตร เมื่อใดข้าพเจ้าจะไปเที่ยวสวน เอราวัณเทพบุตร ก็เนรมิตกาย เป็นช้างเอราวัณ เป็นพาหนะที่นั่งของข้าพเจ้า เดิมที เอราวัณเทพบุตรนี้ ได้กระทำบุญร่วมกับข้าพเจ้ามา เมื่อครั้งที่ข้าพเจ้าเป็น มฆมาณพ พร้อมด้วยพวกเพื่อน 77 คน กับช้างอีก 1 เชือก ตอนสร้างศาลา ข้าพเจ้าได้ใช้ลากไม้ มาสร้างจนเสร็จ และเมื่อเสร็จแล้ว ศาลานั้นปูด้วยกระดาน 33 แผ่น ข้าพเจ้าได้บอกช้างว่า ถ้าเห็นใครขึ้นมาบนศาลา และนั่งลงบนแผ่นกระดานของใครแล้ว พาคนนั้นไปยังบ้านของตน ให้เจ้าของแผ่นกระดานเลี้ยงดูให้อิ่มหนำสำราญ พระคุณเจ้าขอรับ ช้างตัวนี้มีจิตเลื่อมใสในการกุศล ได้ปฏิบัติตามคำสั่งของข้าพเจ้าตลอดมา ครั้นตายจากชาตินั้น ได้ขึ้นมาเกิดบนสวรรค์ มีชื่อว่า เอราวัณเทพบุตร ส่วนเพื่อนของข้าพเจ้า ทั้ง 33 คนนั้น ก็ได้มาเกิดบนสวรรค์นี้ด้วยเหมือนกัน"

"ตกลงว่า แม้แต่ช้าง หากมีจิตเลื่อมใสศรัทธาแล้ว ก็สามารถเกิดเป็นเทพบุตรบนสวรรค์ได้ใช่ไหม มหาบพิตร?"

"ถูกแล้วขอรับ พระคุณเจ้า ทุกอย่างสำคัญที่ใจ หากตั้งใจมั่นเสียอย่าง สิ่งที่ปรารถนาย่อมได้เสมอ"

"จริงอย่างพระองค์ว่า แล้วทีนี้อาตมาอยากทราบว่า พระจุฬามณีเจดีย์นี้ พระองค์สร้างไว้เอง หรือว่าใครสร้างไว้?"

"ข้าพเจ้าสร้างไว้เอง พระคุณเจ้า สร้างไว้ให้เป็นที่ไหว้สักการบูชา ของหมู่เทวดาทั้งหลาย"

"ในพระเจดีย์นี้บรรจุอะไรไว้ มหาบพิตร?"

"ในพระเจดีย์จุฬามณี บรรจุ พระเกศโมลี กับ พระเขี้ยวแก้ว ของ พระพุทธเจ้า ขอรับ"

"มหาบพิตรได้มาจากไหน?"

"พระเกศโมลี ข้าพเจ้าได้มาแต่ครั้งเมื่อพระพุทธองค์เสด็จออกผนวช ทรงตัดมวยพระโมลี แล้วอธิษฐานว่า ถ้าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ขอมวยพระโมลีนี้ จึงลอยอยู่เหนืออากาศ อย่าได้ตกลงพื้นดินเลย ตอนนั้น ข้าพเจ้าจึงเอาผอบทองคำ ลงไปรองรับ พระเกศโมลี ขึ้นมาบรรจุไว้ในเจดีย์นี้ขอรับ พระคุณเจ้า"

"แล้วพระเขี้ยวแก้วล่ะ มหาบพิตร พระองค์ได้มายังไง"

"ข้าพเจ้าได้มาจากที่แบ่งปันพระบรมธาตุ พระคุณเจ้า"

"ใครเป็นคนถวายพระองค์?"

"ก็ โทณพราหมณ์ นะซิ พระคุณเจ้า"

"จริงหรือ มหาบพิตร?"

"จริงซี พระคุณเจ้า" พระอินทร์ยืนยันเสียงแข็ง

"เห็นจะผิดไปกระมัง มหาบพิตร" พระเถระสวนขึ้นอย่างรู้เท่าทัน "อาตมาได้ทราบว่า พระอินทร์ลักพระเขี้ยวแก้วของโทณพราหมณ์ ตะแกไม่เห็นพระเขี้ยวแก้ว เสียใจถึงกับสลบล้มพับลงมิใช่หรือ? พระองค์ไปลักของเขามาจริงแล้วรับเสียดีๆ เถอะน่า"

เมื่อถูกเล่นงานอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวเช่นนั้น พระอินทร์ก็รีบแก้ตัวขึ้นทันควัน

"พระคุณเจ้าขอรับ ขอถามหน่อยว่าโทณพราหมณ์ ได้พระเขี้ยวแก้วมาจากไหน?"

"ก็ได้มาจากกองพระบรมธาตุนะซี มหาบพิตร ตะแกเห็นว่า พระเขี้ยวแก้วนี้ สมควรที่แกจะได้ จึงเก็บซ่อนไว้ในมวยผมของแก แล้วตวงพระบรมธาตุ แจกแก่กษัตริย์ทั้ง 7 นคร ครั้นแจกเสร็จแล้ว พระเขี้ยวแก้บนศีรษะหายไป แกเสียใจจนสิ้นสติ แต่หาได้ทูลให้กษัตริย์ทั้งหลายทราบไม่ ได้แต่ขอทะนานทอง ซึ่งตวงพระบรมธาตุไป แต่มาภายกลัง ก็ทราบกันไปทั่วโลกว่า พระอินทร์ลักพระเขี้ยวแก้ของแกไป"

"ข้าแต่พระคุณเจ้า ข้าพเจ้าขอชี้แจงให้พระคุณเจ้าทราบ ความจริง อันพระเขี้ยวแก้ว ของพระพุทธองค์นั้น เป็นแก้วอันหาค่ามิได้ คนใดคนหนึ่ง มีบุญญาธิการมาก สมควรจะได้ ก็ได้ไปด้วยเดชานุภาพของเขา ซึ่งข้าพเจ้าเอง ได้พระเขี้ยวแก้วนี้มา ก็ด้วยบุญญาธิการของข้าพเจ้าโดยแท้"

"แต่ถึงกระนั้น ก็ยังจัดว่า พระองค์ขโมยเขามาอยู่ดี เพราะถือเอาของที่คนอื่นเขาไม่ได้ให้โดยแท้"

"แต่ถ้าของนั้นมีอิทธิฤทธิ์สามารถที่จะเหาะ จากเจ้าของ มาอยู่ในมือข้าพเจ้าเองเล่า พระคุณเจ้า จะจัดว่าข้าพเจ้า ขโมยเขามายังงั้นหรือ?"

"ก็พระองค์ใช้ฤทธิ์เดชเรียกร้องเอามานี่นา ทำไมจะไม่มาอยู่ในมือของพระองค์เล่า?"

"แหม! พระคุณเจ้าจะเอาผิดกับข้าพเจ้าให้ได้ยังงั้นหรือ?" พระอินทร์ทรงพ้อ "เอายังงี้ดีกว่า ข้าพเจ้าจะขอถามพระคุณเจ้าสักข้อ สมมติว่า นกตัวหนึ่ง ทำรังอยู่บนยอดไม้ และออกไข่ไว้ในรังนั้น ต่อมามีสุนัขตัวหนึ่ง มานั่งเฝ้าอยู่ที่โคนต้นไม้ พร้อมกับภาวนา ขอให้ไข่นกตกลงมาให้มันกินสักใบ ซึ่งในที่สุด ไข่นก ก็ตกจากรังลงมาให้มันกินจริงๆ แบบนี้พระคุณเจ้าจะโทษว่าสุนัขมันขโมยหรือเปล่า ขอรับ?"

"เปล่า มหาบพิตร จะเรียกว่ามันขโมยไม่ได้ นอกจากจะเรียกว่า เป็นโชคปากของมันมากกว่า"

"ถ้ายังงั้น ข้าพเจ้าก็มิได้เป็นขโมย ตอนที่โทณพราหมณ์ ตวงพระบรมธาตุ แจกแก่กษัตริย์ทั้ง 7 พระนครนั้น ข้าพเจ้านำผอลทอง ลงไปยืนอยู่ข้างหลังแก พลางอธิษฐานว่า หากข้าพเจ้ามีบุญวาสนา ขอให้พระเขี้ยวแก้ว ที่ซ่อนอยู่ในมวยผมของโทณพราหมณ์ จงเสด็จมาอยู่ ในผอบทองนี้ และไม่ช้าไม่นาน พระเขี้ยวแก้ว ก็เสด็จมาปรากฏอยู่ในผอบทอง ตามคำอธิษฐานของข้าพเจ้า ให้ข้าพเจ้าได้นำมาบรรจุไว้ ณ พระเจดีย์บนสวรรค์นี่ขอรับ พระคุณเจ้า แล้วอย่างนี้จะเรียกว่า ข้าพเจ้าขโมยได้ยังไง?"

เมื่อถูกโต้ด้วยเหตุผลอันแยบยลดังนั้น พระคุณเจ้า ก็จนปัญญาที่จะกล่าวหาพระอินทร์ ว่าเป็นขโมยอีกต่อไป แต่กระนั้น ก็ยังไม่หมดความสงสัย จึงซักไซ้เจ้าแห่งสวรรค์ต่อไป


"อันที่จริง มหาบพิตรก็เป็นเทวดาผู้บริบูรณ์ พรั่งพร้อมด้วย ทิพย์สมบัติทุกสิ่งทุกประการแล้ว แต่เหตุไฉน จึงอัญเชิญพระเขี้ยวแก้ว มาบรรจุไว้ในพระจุฬามณีเจดีย์ กระทำการสักการบูชาให้เสียเวลา พระองค์จะปรารถนาสมบัติอะไรอีก ที่มีอยู่นี้ยังไม่พออีกหรือ มหาบพิตร?"

"แล้วพระคุณเจ้าล่ะ? พระคุณเจ้าเป็นพระอรหันต์ หมดสิ้นอาสวะกิเลสแล้ว ยังอุตส่าห์มาสักการบูชา พระจุฬามณีเจดีย์ถึงเมืองสวรรค์ พระคุณเจ้าคงปรารถนาอะไรอีกกระมัง?"

"อาตมามิได้ปรารถนาอะไร มหาบพิตร ที่อาตมา ขึ้นมาสักการบูชาพระจุฬามณเจดีย์ครั้งนี้ ก็เพื่อให้เป็นประเพณี เยี่ยงอย่าง พระอริยเจ้า และที่เจดีย์ 7 แห่งในโลกมนุษย์ อาตมาก็ได้ไปทำการสักการบูชามาทั่วแล้ว ถึงเจ็ดครั้ง หาได้ปรารถนาทะยานอยากสิ่งใดไม่ คงต้องการให้เป็นประเพณีของพระอริยเจ้า ตามที่กล่าวมาเท่านั้นเอง"

"ข้าพเจ้าก็ดุจเดียวกัน การที่อัญเชิญพระเขี้ยวแก้ว มาประดิษฐานในพระจุฬามณีเจดีย์นี้ ก็มิได้ปรารถนาทิพยสมบัติอันใดอีก เพราะที่มีอยู่แล้วก็เกินต้องการ ข้าพเจ้าประสงค์อยู่อย่างเดียวคือ ให้บรรดาเทวดาบนสวรรค์ชั้นฟ้าทั้งหลาย ได้มีสิ่งเคารพสักการะ สิ่งยึดเหนี่ยวทางใจ ไม่หลงระเริงประมาทมัวเมาเท่านั้นเองขอรับ พระคุณเจ้า"

"มหาบพิตรคิดถูกต้องแล้ว อาตมาขอชม"

"อ้าว! ไหงทีเมื่อกี้แล้ว ว่าเอาๆ คราวนี้ทำไมมาชมเล่าพระคุณเจ้า?" พระอินทร์อดตัดพ้อพระเถระไม่ได้

"คนเราก็ยังงี้แหละ มหาบพิตร เวลาที่ยังไม่เข้าใจกัน ก็ต้องว่ากันหน่อยตามธรรมเนียม แต่เมื่อเข้าใจกันดีแล้ว และเห็นถูกต้องก็จำต้องชมเป็นธรรมดา"

"พระคุณเจ้าเข้าใจพูด เออ! ข้าพเจ้าให้พระคุณเจ้าถามมานานแล้ว คราวนี้ขอเป็นฝ่ายถามบ้าง พระคุณเจ้าจะขัดข้องไหมขอรับ?"

"เชิญเลย มหาบพิตร อาตมายินดีตอบให้พระองค์ทราบทุกอย่างตามความเป็นจริง"

พระอินทร์ทำเป็นนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงรับสั่งต่อไป "ข้าพเจ้าได้ทราบว่า ครั้งเมื่อ พระเจ้าอภัยทุฏฐคามินี ผู้เป็นพระราชนัดดา พระเจ้าเทวานัมปิยติสะ ได้ทรงอุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนา กระทำสงครามกับพวกทมิฬ จนสำเร็จ แล้วได้ครองกรุงอนุราชบุรี แล้วได้ทรงสร้าง มหาเหมมาลิกเจดีย์ ด้วยอิฐทองคำ พระเจ้าอภัยทุฎฐคามินี ได้พระบรมธาตุมาบรรจุไว้ในพระเจดีย์ ได้มาจากไหน ขอรับพระคุณเจ้า?"

"ก็ตอนนั้น พระอรหันต์มาประชุมกัน หลายพระองค์ และได้อนุญาตให้สามเณรองค์หนึ่ง ไปเชิญ พระบรมธาตุ มาจากเมืองนาค มหาบพิตร"

"พระบรมธาตุ ทำไมจึงตกไปถึงเมืองนาคเล่า พระคุณเจ้า?"

"ตอนนั้นพระบรมธาตุส่วนแบ่งของกษัตริย์ ในเมืองปราจีน ได้ไปสร้างมหาเจดีย์ บรรจุไว้ใกล้ฝั่งแม่น้ำคงคา ครั้นนานมา พระเจดีย์พังทลายลง พญานาค จึงอัญเชิญพระบรมธาตุนั้น ไปไว้ในนาคพิภพ สามเณรก็ไปขอพญานาค มาบรรจุไว้ในมหาเจดีย์ มหาบพิตร"

"แต่ข้าพเจ้าได้ทราบว่า สามเณรได้ไปล้วงคอพญานาค กระทำอิทธิฤทธิ เอื้อมมือไปควักผอบ พระบรมธาตุในท้องพญานาค ผู้เป็นหลานพญานาคใหญ่ จึงได้พระบรมธาตุมา พวกนาคทั้งหลาย ได้ติดตามสามเณรไปเสียงสนั่นหวั่นไหวไปทั่วจักรวาล ซึ่งครั้งนั้น ข้าพเจ้าก็ได้ยิน พระคุณเจ้าลองคิดดูซิ สามเณรเป็นถึงพระอรหันต์ ยังเอาพระบรมธาตุไปด้วยวิธีการช่วงชิงเช่นนี้ จะสมควรละหรือ? หากจะพูดไป จะมิยิ่งกว่าข้าพเจ้าชิงเอาพระเขี้ยวแก้ว จากโทณพราหมณ์เชียวหรือ พระคุณเจ้า?"

พระมาลัยเมื่อถูกยอกย้อนเช่นนั้น ก็ตอบเลี่ยงไปว่า

"มหาบพิตร ที่อาตมาพูดถึงเรื่องของพระองค์ขึ้น ก็เพื่อ ชำระสะสางความสงสัยของชาวโลก ให้เข้าใจพระองค์ได้ถูกต้อง ครั้งนี้ก็ได้รู้แจ้งเห็นจริงแล้วว่า พระบรมธาตุก็ดี พระเขี้ยวแก้วก็ดี เป็นสิ่งที่หาค่ามิได้ ใครมีฤทธิ์เดชมาก หรือมีบุญญาธิการมาก ย่อมได้มาไว้กราบไหว้สักการบูชาเสมอ"

"แหม! พระคุณเจ้าเพิ่งพูดถูกใจข้าพเจ้าตอนนี้เอง" พระอินทร์หัวเราะ "เอาละ สำหรับเรื่องนี้ ข้าพเจ้าจะไม่ถามต่อ แต่อยากจะถามว่า ที่พระคุณเจ้าขึ้นมาถึงสวรรค์นี้ได้นั้น พระคุณเจ้าทำยังไง ได้โปรดชี้แจงให้ข้าพเจ้าหายข้องใจหน่อยเถอะขอรับ"

"ก็อาตมาบอกแล้วว่าเหาะมายังไงล่ะ มหาบพิตร"

"ข้อนั้น ข้าพเจ้าก็ทราบดี แต่อยากทราบว่าก่อนจะเหาะได้นั้น พระคุณเจ้าทำยังไงบ้างขอรับ?"

"แหม! ช่างซักละเอียดจริง เอาล่ะเมื่อต้องการทราบ อาตมาก็จะบอก คืองี้ มหาบพิตร อาตมาใช้วิธีอธิษฐาน ให้สำเร็จสมประสงค์ แล้วทรงสมาธิจิต เจริญเข้าสู่จตุตถฌาน ออกจากจตุตถฌาน กระทำอธิษฐาน แล้วเข้าอีกจนกระทั่งอภิญญาชวนะ บังเกิด ก็เป็นอิทธิฤทธิ์ พาสรีระร่างกายเหาะลอยขึ้นฟ้าได้"

"ยิ่งฟังพระคุณเจ้าพูดแล้วยิ่งงง อภิญญาชวนะ ที่พระคุณเจ้าว่านั้น คืออะไรขอรับ?"

"คือ กำลังความรู้แจ้ง มหาบพิตร รู้แจ้งว่าจะไปที่ไหน เช่นรู้ว่าจะไปสวรรค์ ก็ส่งร่างกายเหาะลอยขึ้นมา ทันทีทันใด พูดๆไป ก็เหมือนเทวดานั่นแหละ มหาบพิตร ถึงแม้เทวดา จะเป็นพวกที่มีฤทธิ์ เหาะเหินเดินอากาศได้โดยปกติตั้งแต่เกิดมา ก็เป็นอานุภาพของบุญกรรมที่ทำไว้ บุญกรรมนั่นเองช่วยส่งร่างกายให้เหาะได้ มิใช่อะไรอื่นใช่ไหม มหาบพิตร?"

"ใช่ขอรับ แต่ยังไง ก็ต้องใช้จิตส่งเหมือนกันนะพระคุณเจ้า"

"ถูกแล้ว มหาบพิตร จิตเป็นประธาน เป็นหัวหน้าของร่างกาย ไม่ว่าจะทำสิ่งใด ก็จำเป็นต้องใช้จิตส่งทั้งนั้น หากไม่ใช้จิตส่งแล้ว อย่าว่าแต่เรื่องเหาะเหินเดินอากาศเลย แม้แต่จะให้ร่างกายเคลื่อนไหวไปถูกทาง ก็ย่อมจะทำไม่ได้"

พระอินทร์ได้สดับดังนั้น ก็เห็นพ้องด้วยพระเถระทุกประการ และขณะที่พระองค์กำลังนิ่งคิดหาเรื่องหาพระเถระตต่อไปนั่นเอง พระเถระก็เอ่ยถามขึ้นก่อน

"มหาบพิตร อาตมายังสงสัยอีกข้อหนึ่ง พวกเทวดาที่มากับพระองค์ครั้งนี้ มาเพื่อทำการสักการบูชาพระจุฬามณีเจดีย์ด้วยสมัครใจ หรือว่าพระองค์ไปเที่ยวเกณฑ์มา?"

"ทุกคนมาด้วยสมัครใจขอรับ พระคุณเจ้า เพราะทุกคนต่างคนต่างก็ต้องการทำบุญทั้งนั้น"

"เอ๊! ทำไมถึงต้องการทำบุญอีกเล่า มหาบพิตร ในเมื่อเทวดาพวกนี้ แต่ก่อนอยู่ในเมืองมนุษย์ ได้กระทำไว้มากแล้ว จึงได้มาเกิดในสวรรค์ ครั้นมาอยู่เมืองสวรรค์สุขสบายแล้ว จะต้องทำบุญให้วุ่นวายทำไม?"

"เขาทำบุญเพื่อให้ได้ไปเกิดในเทวโลกชั้นสูงๆ ขึ้นไปอีก พระคุณเจ้า"

"ยังมีสูงกว่านี้อีกหรือ มหาบพิตร?"

"มีซี พระคุณเจ้า ยังมีสวรรค์อีกหลายชั้น เช่น ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตตสวัสดี และนอกไปกว่านั้น ยังมีชั้น พรหมอีกสองพวก คือ รูปพรหม และ อรูปพรหม ขอรับ พระคุณเจ้า"

"แล้ว พระศรีอาริยเมตไตย อยู่ชั้นไหน มหาบพิตร?"

"อยู่ชั้น ดุสิต ขอรับ พระคุณเจ้า"

"ทำยังไงจะได้พบท่านเล่า มหาบพิตร?"

"ตามปกติแล้ว พระศรีอาริย์ เสด็จมาลานพระจุฬามณีเจดีย์นี้เดือนละสามครั้ง พระคุณเจ้า วันแปดค่ำ ครั้งหนึ่ง วันสิบสี่ค่ำครั้งหนึ่ง แล้ววันสิบห้าค่ำครั้งหนึ่ง"

"เอ! วันนี้เป็นวันแปดค่ำนี่นะ มหาบพิตร ทำไมพระศรีอาริย์จังไม่เสด็จมาเล่า?"

"ข้าพเจ้าคิดว่า อีกสักประเดี๋ยวก็คงมาหรอก พระคุณเจ้า ถ้าพระคุณเจ้าอยากพบ ก็นั่งคอยสักหน่อยเถอะ ยังไงก็มาแน่ขอรับ" พระอินทร์ยืนยันในที่สุด

และชั่วขณะเสียงของพระอินทร์ขาดห้วงลงนั่นเอง ยังมีเทพบุตรองค์หนึ่ง พร้อมด้วยนางเทพอัปสรประมาณพันหนึ่ง เหาะเลื่อนลอยลงมาจากนภากาศ เพื่อจะนมัสการพระจุฬามณีเจดีย์

ฝ่ายพระเถระเมื่อแลเห็น ก็หันไปถามพระอินทร์ขึ้นว่า

"เทพบุตรองค์นี้หรือมหาบพิตร คือพระศรีอาริย์?"

"ไม่ใช่ขอรับ พระคุณเจ้า" พระอินทร์ส่ายหน้าปฏิเสธ "เทพบุตรองค์นี้ เป็นเพียงเทพบุตรสามัญธรรมดาองค์หนึ่ง เท่านั้นขอรับ"

"แล้วเขาทำบุญอะไรไว้ จึงได้มีฤทธิ์เดช และนางอัปสรหน้าแฉล้มมากมายนัก มหาบพิตร?"

"แต่ก่อนนี้เขาเป็นคนยากไร้เข็ญใจ เที่ยวเกี่ยวหญ้าเลี้ยงชีวิต พระคุณเจ้า อยู่มาวันหนึ่งเวลาจะกินข้าวกลางวัน เขาแก้ห่อข้าวออก ยังไม่ทันจะเปิบเข้าปาก ก็แลเห็นกาตัวหนึ่ง บินมาจับอยู่ที่ต้นไม้ข้างๆเขา ทำท่าบอกให้รู้ว่ากำลังหิวข้าวเต็มแก่ เขาเกิดความสงสาร ด้วยคิดว่า กาตัวนี้คงแสบท้องหิวข้าวเหมือนเขา จึงปั้นข้าว วางให้กาตัวนั้นก้อนหนึ่ง ครั้นต่อมาวันใกล้จะตาย เขาระลึกถึงทานที่เขาให้ข้าวแก่กาครั้งนั้นขึ้นมาได้ พอสิ้นชีวิต ก็มาบังเกิดเป็นเทพบุตรบนสวรรค์นี้ขอรับ"

"เทพบุตรองค์นี้ มิได้ทำบุญกุศลอย่างอื่นอีกเลยหรือ มหาบพิตร?"

"ไม่เลย พระคุณเจ้า เรื่องของเรื่อง ข้าพเจ้าเดาเอาว่า เป็นด้วยกุศลเจตนาของเขา เขาให้ทานแล้วไม่เกิดเสียดาย หรือแหนงแคลงในโดยแท้ มิใช่อะไรอื่น จริงไหม พระคุณเจ้า?"

"ก็อาจจะจริง มหาบพิตร เพราะคนเรานั้น จะทำบุญมากหรือน้อย ไม่สำคัญ สำคัญอยู่แต่ว่า จิต หรือเจตนาของเขาต่างหาก ถ้าจิตของเขาผ่องใส เจตนาของเขาเป็นกุศล ผลที่ได้รับ ย่อมเต็มเม็ดเต็มหน่วย เออ! แล้วนางฟ้านางสวรรค์ที่เป็นบริวารของเทพบุตรองค์นี้เล่า มหาบพิตร เกิดพร้อมกันเลย หรือว่าเป็นนางฟ้านางสวรรค์ของเทพองค์ใดองค์หนึ่งมาก่อน?"

"แหม! พระคุณเจ้านี่ถามซอกแซกจริง ข้าพเจ้าไม่อยากตอบเรื่องอย่างนี้หรอก"

"โธ่! มหาบพิตร เรื่องแบบนี้ปุถุชนคนหนาด้วยกิเลสส่วนมากเขาสงสัยกันนัก มหาบพิตรมีปัญญามาก ช่วยตอบแก้ข้อข้องใจสงสัยของเขาด้วยเถอะ อย่าให้เสียที ที่อาตมาอุตส่าห์ขึ้นมาพบพระองค์เลย"

เมื่อถูกรุกเร้าเช่นนั้น พระอินทร์ก็นิ่งคิดหาคำตอบอยู่เป็นครู่ ครั้นแล้วจึงกล่าวต่อไป

"ข้าแต่พระคุณเจ้า ทุกวันนี้ในโลกมนุษย์ พระราชาและมหาเศรษฐี คหบดีท่านผู้บุญหนักศักดิ์ใหญ่ และท่านผู้มียศบริวารต่ำลงมาก็ดี ท่านเหล่านั้น ได้ข้าทาสบริวาร และเมียสาวๆ น่าเอ็นดูมาจากไหน ใครจัดหามาให้ พระคุณเจ้าทราบไหม?"

"มหาบพิตร ส่วนมากที่อาตมาทราบ ท่านเหล่านั้นก็ได้มาจากการแสวงหามา หรือมีคนมามอบให้ สำหรับสวรรค์จะเหมือนกันกระนั้นหรือ?"

"ไม่เหมือนกันหรอก พระคุณเจ้า ในสวรรค์บังเกิดขึ้นจากบุญกรรมที่ทำไว้ ไม่จำต้องเสียเวลาไปแสวงหา และไม่มีใครจัดมาให้ ทุกอย่างเกิดขึ้นเองขอรับ"

"ถ้ายังงั้นก็เป็นเรื่องไม่ควรคิดนะซี มหาบพิตร?"

"ถูกแล้วขอรับ เป็นเรื่องที่ไม่ควรคิดให้ปวดสมองเลย ดุจเดียวกับเรื่องที่ว่า พระพุทธเจ้า เสด็จทรงจงกรมในเมล็ดพันธุ์ผักกาดได้ หรือเรื่องภูเขา มหาสมุทร ดินฟ้า เกิดมาแต่ไหน และทิศทั้งสี่มีมาอย่างไรนั่นแหล่ะ พระคุณเจ้า"

พอพระอินทร์พูดจบ เทพบุตรองค์นั้น ก็พาบริวารมาถึงบริเวณลานพระจุฬามณีเจดย์ พลางกระทำประทักษิณนมัสการ จุดธูปเทียนเครื่องสักการบูชา เสร็จแล้วถอยออกไปนั่งอยู่ทางทิศตะวันออก

และขณะเดียวกันนั้นเอง มีเทพบุตรอีกองค์หนึ่ง แวดล้อมด้วยนางอัปสรจำนวนพัน ทรงอาภรณ์เครื่องประดับสวยงาม ส่งรัศมีรุ่งเรือง เป็นที่น่าทัศนายิ่งนัก เทพบุตรองค์นั้นเหาะลอยมาบนอากาศ และตรงมายังพระจุฬามณีเจดีย์นั่นเหมือนกัน

ฝ่ายพระมาลัยพอแลเห็นเทพบุตรองค์นั้น ก็เข้าใจว่าเป็นพระศรีอาริย์ จึงหันไปถามพระอินทร์ว่า "เทพบุตรองค์นี้หรือคือพระศรีอาริย์ มหาบพิตร?"

"ไม่ใช่พระคุณเจ้า" พระอินทร์ตอบ "เทพบุตรธรรมดาองค์หนึ่ง เหมือนกับองค์เมื่อกี้แหละขอรับ"

"เขาทำบุญอะไรไว้ มหาบพิตร จึงมีบริวารมากหลาย และมีร่างกายงดงามกว่าองค์ก่อนนี้มานักเช่นนี้?"

"ข้าแต่พระคุณเจ้า เทพบุตรองค์นี้ เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ เป็นเด็กเลี้ยงวัวตามท้องนา วันหนึ่งถึงเวลาจะกินข้าวกลางวัน เขาได้แบ่งข้าวออกแจกให้เพื่อนของเขากิน ตามประสาเด็ก ครั้นตายจากชาตินั้น ได้บังเกิดเป็นเทพบุตร มีนางอัปสรบริวารจำนวนพัน และมีร่างกายงดงามอย่างที่พระคุณเจ้าเห็นนี่แหละขอรับ?"

"เอ๊ะ! อาตมาชักสงสัยมหาบพิตร เด็กเลี้ยงวัว แบ่งข้าวให้เพื่อนกินอย่างนี้จัดเป็นทานได้เหมือนกันหรือ?"

"ก็คำว่า ทาน แปลว่า ให้ นี่นะ พระคุณเจ้า ถึงแม้เขาจะแบ่งข้าวให้เพื่อนกิน ก็จัดว่าเขาได้ทำทานเหมือนกัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขณะที่ให้ เขานั้น เขามีจิตใจเลื่อมใส เต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตาในเพื่อนอย่างแรงกล้า ดังนั้น เขาจึงได้รับผลอันน่าชื่นใจอย่างนี้"

"แหม! น่าอัศจรรย์ทีเดียว สรุปแล้ว เด็กเลี้ยงวัว ได้ขึ้นสวรรค์ เพราะจิตเมตตาใช่ไหม มหาบพิตร?"

"ถูกแล้ว พระคุณเจ้า ผู้ที่มีเมตตานั้น ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ย่อมมีสุขทุกสถาน และครั้นตายไป ย่อมบังเกิดในสวรรค์ มีบริวารพันหนึ่ง เช่นเดียวกับเทพบุตรองค์นี้ขอรับ"

ขณะที่พระอินทร์รับสั่งจบ เทพบุตรนั้นก็เหาะมาถึงลานพระจุฬามณีเจดีย์ และจัดแจงทำการสักการบูชากราบไหว้ เสร็จแล้วถอยไปนั่ง ณ ทิศด้านตะวันตก

ในช่วงเวลานั้นเอง มีเทพบุตรองค์หนึ่ง แต่งกายด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์อันสวยงาม และประดับด้วยสร้อยสังวาลย์ ส่องแสงประกายอร่ามงดงามยิ่งนัก เทพบุตรองค์นั้น เหาะตรงมายังจุฬามณีเจดีย์ พร้อมด้วยนางฟ้าบริวารจำนวนนับหมื่น

"องค์นี้ใช่ไหม พระศรีอาริย์ มหาบพิตร?"

"ไม่ใช่ พระคุณเจ้า องค์นี้เป็นเทพบุตรธรรมดาองค์หนึ่งเท่านั้น"

"มหาบพิตร เทพบุตรองค์นี้ เมื่อก่อนคงทำบุญไว้มากซีนะ ถึงได้มีร่างกายเปล่งปลั่งงดงาม และมีนางฟ้าบริวารมากกว่าองค์ก่อน?"

"ข้าแต่พระคุณเจ้า เทพบุตรองค์นี้ เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ ได้ถวายบิณฑบาตแก่สามเณร เพียงครั้งเดียวเท่านั้น พอตายไป ก็ได้บังเกิดเป็นเทพบุตร มีนางฟ้าบริวารหมื่นนาง ด้วยเดชะบุญกุศลนั้นขอรับ"

"อะไรกัน มหาบพิตร เพียงถวายบิณฑบาตแก่สามเณรครั้งเดียวเท่านั้นหรือ แล้วสามเณรองค์นั้น มีศีลสมบูรณ์หรือเปล่าล่ะ มหาบพิตร?"

"ข้อนั้น ข้าพเจ้าไม่สามารถจะทราบได้ เห็นแต่นุ่งผ้ากาสาวพัตร ก็เรียกว่าสามเณร เข้าใจว่าคงรักษาศีลสิบ แต่อย่างไรก็ตามเถอะ ถึงสามเณรจะมีศีลสิบบริบูรณ์หรือไม่ หากผู้ให้ทาน มีศีลศรัทธา ก็ย่อมได้อานิสงส์เหมือนกันมิใช่หรือ พระคุณเจ้า?"

"ใช่ มหาบพิตร แต่ทว่ามีมากหรือน้อยกว่ากัน ถ้าถวายทาน แก่สามเณรผู้ทรงศีลสิบบริบูรณ์ ย่อมได้อานิสงส์เป็นจำนวนมาก นับไม่ถ้วน และสำหรับรายนี้ อาตมาคิดว่า คงจะให้ทานโดยไม่ได้พินิจพิจารณา เห็นสามเณรถือบาตรเดินผ่านมา ก็ถือขันข้าวไปใส่บาตร จึงได้บริวารเพียงหมื่นเดียว"

"ข้าพเจ้าก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน พระคุณเจ้า แต่ยังไงก็ตามเถอะ แม้ว่าจะได้รับผลเพียงแค่นี้ ก็น่าชื่นใจแล้ว สำหับผู้ทำบุญให้ทานทั้งหลาย"

พอพระอินทร์พูดจบ เทพบุตรองค์นั้น ก็พานางฟ้าบริวาร มาถึงพระจุฬามณีเจดีย์ และเมื่อกระทำการสักการบูชากราบไหว้แล้ว ก็ถอยออกไปนั่น ณ ทิศใต้

ขณะเดียวกันนั้นเอง มีเทพบุตรอีกองค์หนึ่ง พร้อมด้วยนางฟ้าบริวาร จำนวนสองหมื่น เหาะลอยมาทางอากาศ รัศมีพวยพุ่งออกจากกาย งามประหลาดกว่าเทพบุตรองค์ก่อน

"เทพบุตรองค์นี้หรือมหาบพิตร คือพระศรีอาริย์?"

"ไม่ใช่ พระคุณเจ้า เทพบุตรองค์นี้เป็นเทพบุตรธรรมดานี่เอง เมื่อชาติก่อนได้ถวายอาหารบิณฑบาต แด่พระภิกษุ ซึ่งเที่ยวภิกขาจารตามถนนหนทาง ครั้นแล้วตาย จึงได้มาบังเกิดเป็นเทพบุตร มีนางฟ้าสองหมื่นเป็นบริวารขอรับ"

และขณะที่พระอินทร์ กำลังบรรยาย ถึงบุญกุศล ของเทพบุตรองค์นั้นอยู่ ก็มีเทพบุตรอีกองค์หนึ่ง เหาะลอยมาในอากาศ พร้อมด้วยนางฟ้าบริวารมากถึงสามหมื่น

"องค์นี้ใช่ไหม มหาบพิตร พระศรีอาริย์?"

"ไม่ใช่ พระคุณเจ้า เทพบุตรองค์นี้เป็นเทพบุตรธรรมดานั่นเอง เมื่อชาติก่อนนั้น เป็นช่างหูก และช่างชุน อยู่ใน เมืองอนุราชบุรี เขาได้ให้ทาน รักษาศีล เจริญเมตตาภาวนา และเผาศพไม่มีญาติเสมอ ครั้นตายลง ก็มาบังเกิดบนสวรรค์ มีนางฟ้าเป็นบริวารสามหมื่นขอรับ"

เมื่อเทพบุตรทั้งสอง พาบริวารลงมาทำการสักการบูชากราบไหว้ พระจุฬามณีเจดีย์ และถอยไปนั่งตามลำดับต่อไปแล้ว ก็มีเทพบุตรอีกองค์หนึ่ง แวดล้อมด้วยนางฟ้าถึงสี่หมื่น เหาะลอยตามกันมาในอากาศ

"ไม่ใช่พระศรีอาริย์ขอรับพระคุณเจ้า" พระอินทร์คงส่ายหน้าปฏิเสธดุจเดิม "เทพบุตรองค์นี้คือ มหาเศรษฐี บ้านหริตาลคม มีจิตศรัทธาเลื่อมใส ในพระพุทธศาสนา ถวายจตุปัจจัยไทยทาน และรักษาศีลแปดตลอดมา ครั้นตายลงมา บังเกิดเป็นเทพบุตร มีนางฟ้าหน้าแฉล้ม ถึงสี่หมื่นขอรับ"

"แล้วองค์นั้นเล่า มหาบพิตร?" พระมาลัยถามต่อ พร้อมกับชี้ไปที่เทพบุตรอีกองค์หนึ่ง ซึ่งกำลังเหาะเลื่อนลอยมาพร้อมด้วยนางฟ้าแสนสวยมากหลาย "ใช่พระศรีอาริย์หรือเปล่า?"

"ไม่ใช่หรอก พระคุณเจ้า เทพบุตรองค์นี้ คือ กษัตริย์สัทธาดิส ซึ่งเป็นอนุชาของ พระเจ้าอภัยทุฎฐคามินี ขณะที่พระองค์เสวยราชสมบัติใน กรุงอนุราชธานี นั้น ทรงพระราชศรัทธากระทำการกุศลต่างๆ ไว้มาก ครั้นสวรรคต จึงมาบังเกิดเป็นเทพบุตร บนสวรรค์ มีนางฟ้าบริวารถึงห้าหมื่นขอรับ"

ครั้นเทพบุตรทั้งสอง พาบริวารลงมาทำการสักการบูชาพระเจดีย์แล้ว ถอยไปนั่น ณ ที่ข้างหนึ่ง ต่อมา ก็มีเทพบุตรอีกองค์หนึ่ง พาบริวาร หกหมื่น เหาะลอยตามมายังลานพระเจดีย์

เทพบุตรองค์นี้ ไม่ใช่พระศรีอาริย์ตามเคย พระอินทร์ได้แนะนำว่า คือ พระเจ้าอภัยทุฎฐคามินี ผู้ครอง กรุงอนุราชธานี ซึ่งมีพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างมากมาย โดยสร้าง พระเหมมาลิกเจดีย์ ขึ้น และทรงอุปถัมภ์บำรุง พระภิกษุสงฆ์ อีกทั้งพระราชบิดา มารดา อย่างดีตลอดมา ครั้นเสด็จสวรรคต ก็มาบังเกิดบนสวรรค์ มีนางฟ้าเป็นบริวารถึงหกหมื่น

ต่อมามีเทพบุตรอีกสี่องค์ พาบริวารจำนวนมาก เหาะตรงมายังลานพระเจดีย์อีก และแต่ละองค์เฉิดฉายด้วยรัศมีส่องลงมาสว่างไสว ไปทั่วบริเวณลานพระเจดีย์ทีเดียว

เทพบุตรทั้งสี่องค์นี้ ก็มิใช่พระศรีอาริย์อีกตามเคย เป็นเพียงเทพบุตรธรรมดาสามัญเท่านั้นเอง

องค์แรก ก่อนนี้บวชเป็นสามาเณร ตั้งอยู่ในพระไตรสรณคมน์ รักษาศีลสิบสำรวมเป็นอย่างดี ปรนนิบัติพระภิกษุสงฆ์ด้วยน้ำร้อนน้ำเย็น ปัดกวาดวิหารลานพระเจดีย์มิได้ขาด ครั้นตายลง ก็บังเกิดเป็นเทพบุตร มีบริวาร เจ็ดหมื่นด้วยผลบุญอันนั้น

องค์ที่สอง ก่อนนั้นอยู่ในกรุงอนุราชบุรี ได้เป็นไวยาวัจกร แก่ภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ตอนภิกษุเที่ยวบิณฑบาต เจ้าของเรือนไม่รู้ว่าภิกษุมายืนอยู่หน้าบ้าน ก็ร้องบอกว่า พ่อแม่ทั้งหลาย พระมายืนอยู่นานแล้ว อย่าช้ามาก มาทำบุญทำทานเร็วเข้าเถิด เขาทำเช่นนี้เป็นนิตยกาล ครั้นตายลงมา ก็บังเกิดเป็นเทพบุตร มีบริวารถึงแปดหมื่น

องค์ที่สาม ก่อนนี้เป็นมาณพผู้หนึ่ง อยู่ในกรุงอนุราชบุรี วันหนึ่ง เขานำดอกกรรณิการ์กำหนึ่ง ไปยังพระเจดีย์ อันเป็นที่บรรจุพระบรมธาตุ ครั้นไปถึงบริเวณลานพระเจดีย์ จึงถวายดอกกรรณิการ์บูชาพระเจดีย์ ด้วยความเลื่อมใส มีดวงใจเต็มเปี่ยม ด้วยความปิติปราโมทย์ เป็นอย่างยิ่ง ครั้นตายลงมา ได้บังเกิดเป็นเทพบุตร มีนางฟ้าเป็นบริวาร ถึงเก้าหมื่น

องค์ที่สี่ เมื่อครั้งยังเป็นมนุษย์ เป็นคนยากจนมาก เที่ยวเกี่ยวหญ้าขายเลี้ยงชีวิตเสมอมา ครั้นวันหนึ่ง เขาไปยังหาดทราย เห็นทรายสีขาวสะอาด จึงกวาดทราย รวมเข้าทำเป็นพระเจดีย์ แล้วตกแต่งประดับประดาด้วยดอกไม้สีต่างๆ เสร็จแล้วยกมือทั้งสอง ขึ้นกราบไหว้ รำลึกถึงพระพุทธคุณ ครั้นตายลง ก็มาบังเกิดเป็นเทพบุตร มีบริวารแสนสวยถึง สิบหมื่น

"มหาบพิตร อันการกุศลที่เทพบุตรทุกองค์ที่ทำไว้นี้ พระองค์รู้มาจากไหน หรือว่าได้ยินใครมาเล่าไว้ให้ฟัง แล้วก็นำมาฝอยกับอาตมาต่อเล่นๆ อย่างนั้นเอง?"

"โถ! พระคุณเจ้าพูดเล่นไปได้" พระอินทร์พ้อ "ข้าพเจ้ามี ปัญจสิขเทพบุตร เป็นผู้คอยเขียนรายงาน ลงไว้ในแผ่นทองอยู่แล้ว และถึงวันอุโบสถ เขาจะนำมาบอกกล่าวให้ข้าพเจ้าทราบเสมอ"

"แล้วปัญจสิขเทพบุตร ไปจดมาจากไหน มหาบพิตร?"

"จดต่อจาก ท้าวโลกบาลทั้งสี่ ขอรับ พระคุณเจ้า ท้าวโลกบาลทั้งสี่ มีหน้าที่จัดแต่งเสมียน เที่ยวไปใน นานาประเทศ จดเอารายการทำบุญของมนุษย์ มาส่งพระภูมิเจ้าที่ เพื่อส่งต่อท้าวโลกบาลอีกทีหนึ่ง ฝ่ายท้าวโลกบาลทั้งสี่ เมื่อได้รับรายงาน ก็ส่งต่อปัญจสิขเทพบุตร เพื่อรายงานให้ข้าพเจ้าทราบ เป็นขั้นสุดท้ายขอรับ"

"แหม! พระองค์ช่างมีความกรุณาเอ็นดูต่อพวกมนุษย์เหลือเกิน เช่นนี้เมื่อพวกเขามาเกิดบนสวรรค์ คงจะนึกถึงบุญคุณของพระองค์มากซีนะ"

"นั่นแล้วแต่เขา พระคุณเจ้า ที่ข้าพเจ้าทำไป ก็โดยหน้าที่ มิได้ถือเป็นบุญเป็นคุณอะไรมากนัก เรื่องของหน้าที่ กับบุญคุณ เป็นคนละอย่าง ผู้มีหน้าที่ให้ ก็ต้องให้ไปเรื่อย ส่วนผู้รับจะนึกถึงบุญคุณหรือไม่ ไม่ต้องนึกถึง"

พระอินทร์สาธยายยังไม่ทันจบ ก็พอดี............

( โปรดติดตามในตอนต่อไปค่ะ ) 

ด้วยรัก/จากใจ..พลอยจ๋า

 

Comment

Comment:

Tweet

Recommend