ทางนฤพาน ตอนที่ 4

posted on 12 Jan 2008 11:46 by bannpeeploy in articles, buddhism

ธรรมนิยาย ชุด ทางนฤพาน ผลงานของ ดังตฤณ

ชุดนี้มีทั้งสิ้น 29 ตอนค่ะ

สนใจ เลือกรับฟังและอ่านในตอนอื่นๆ   คลิ๊กได้ที่นี้นะค่ะ

  

 

  ธรรมนิยาย ชุด ทางนฤพาน 

    ตอนที่ 4  อกหัก   

เมื่อมาถึงบ้านของปู่ชนะ เกาทัณฑ์ก็ยังคงเงียบราวกับถูกมัดปากอยู่นั่นเอง เขาจอดรถที่หน้าประตูรั้วและเดินตามหญิงสาวเข้าบ้านงกๆเงิ่นๆอย่างคนจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

เมื่อมาถึงบ้านของปู่ชนะ เกาทัณฑ์ก็ยังคงเงียบราวกับถูกมัดปากอยู่นั่นเอง เขาจอดรถที่หน้าประตูรั้วและเดินตามหญิงสาวเข้าบ้านงกๆเงิ่นๆอย่างคนจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

“แพ” ชายหนุ่มเรียกเบาๆเมื่อกำลังจะผ่านโต๊ะหมู่ม้าหินใต้ร่มไม้ใหญ่ “นั่งคุยกันก่อนสิฮะ”

เขาสบตาด้วยลักษณะเรียกร้องของเพื่อนที่ร่วมประสบเหตุการณ์สุดระทึกมาด้วยกัน แพตรีเริ่มระงับอารมณ์ได้ แม้ยังไม่ปกติดีนัก แต่พอหันมาเห็นท่าทีเก้ๆกังๆน่าขันของเขาแล้วก็สงบเย็นลงทันที ด้วยถือว่าตนใกล้ชิดบุคคลผู้ทรงคุณมานาน จึงสมควรทำใจหนักแน่นได้มากกว่า ‘ไก่ตื่น’ ตรงหน้า

หญิงสาวลงนั่งบนม้าหินตามคำขอ ทำให้เกาทัณฑ์โล่งอกและนั่งตาม

“เมื่อกี้หลวงตาท่าน...”

ปลายเสียงขาดห้วงอย่างคนหายใจผิดจังหวะ เคยเสียงหล่อตอนนี้หายหมด แพตรีเห็นเขาพูดติดๆขัดๆเลยชิงตอบเสียก่อนอย่างรู้คำถามในใจเขาดีอยู่แล้ว

“หลวงตาแขวนท่านคงเมตตาคุณน่ะค่ะ”

“อะไรครับ?” เพิ่งทราบนามท่านสมภาร “หลวงตาแขวนท่านเมตตาอะไรผม?”

ถามอย่างปะติดปะต่อเรื่องราวไม่ถูกจริงๆ

“อย่าให้ดิฉันพูดเลยค่ะ ทบทวนและคิดดูด้วยตัวเองก็แล้วกัน ถ้อยคำของท่านน่าจะชัดเจนพออยู่แล้ว”

เกาทัณฑ์ส่ายหน้า กระดาษหนังสือพิมพ์ที่กลายเป็นไฟกองมหึมาอย่างพรวดพราดยังติดตาติดใจมาจนบัดนี้ เล่นเอาความคิดอ่านติดขัดไปสิ้น

“อธิบายหน่อยเถอะ อย่างน้อยให้ผมเข้าใจบ้างว่าเกิดอะไรขึ้น หลวงตาท่านทำได้ยังไง”

เกาทัณฑ์อ้อนวอน และนี่ก็มิใช่การหาเรื่องคุยกับสาวน้อยที่เขาพึงใจ แต่เป็นการแสวงหาคำตอบจากผู้ที่น่าจะให้ความกระจ่างได้ เขาเคยเข้าชมมายากลระดับโลกชนิดนั่งติดเวทีมาหลายครั้ง แต่บรรยากาศต่างกันเป็นคนละเรื่อง เพราะนี่เหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในมิติเหนือธรรมดา กับทั้งมีพลังเข้มข้นบางชนิดกระทบกระเทือนจิตใจผิดปกติ

“ทำไมไม่สนใจหาเจตนาของท่านล่ะคะ ท่านทำได้ยังไงนี่เกินกำลังสติปัญญาของดิฉันเหมือนกัน”

เกาทัณฑ์ส่ายหน้าอีกครั้ง

“ท่านมีเจตนาอะไร? ยอมรับว่าผมงงไปหมดแล้ว”

“เชื่อแน่ว่าคุณจำได้ว่าท่านพูดไว้อย่างไรบ้าง รวมแล้วจะพบข้อสรุปเอง ลองอยู่คนเดียวเงียบๆใช้เวลาทบทวนดูเถอะค่ะ “

ชายหนุ่มพยายามฝืนยิ้ม เพราะสะดุดกับคำแนะของหล่อนที่ให้ ‘ลองอยู่คนเดียว’

“แพทำเหมือนรังเกียจผมจังนะ ตั้งท่าจะไล่ให้พ้นๆอยู่เรื่อย”

หญิงสาวชะงักนิดหนึ่งกับคำที่เหมือนตัดพ้อกลายๆของเขา เกรงจะเอาไปฟ้องปู่ เลยแก้ด้วยกิริยาที่ลดความหมางเมินลง

“เปล่าหรอกค่ะ เพียงแต่ดิฉันมีความสามารถน้อยเกินกว่าจะไขข้อข้องใจต่างๆของคุณได้ นี่พูดจริงๆนะคะ อย่าหาว่าถ่อมตัวเลย อยู่ใกล้กาสาวพัสตร์ของหลวงตาท่านมาตั้งแต่เด็ก ยังไม่เคยเห็นท่านแสดงฤทธิ์ถึงขนาดนี้ ทราบเพียงว่าท่านสอนทุกคนที่อยู่ใกล้ด้วยกุศโลบายหลากหลาย และ...ต้องเป็นกรณีพิเศษจริงๆถึงจะ...”

เกาทัณฑ์เม้มปาก เลิกคิ้วมองหญิงสาว เมื่อเห็นเงียบนานก็คาดคั้น

“ถึงจะอะไรฮะ?”

แพตรีอึ้ง ว่าไปหล่อนก็พิศวงใจระคนคร้ามเกรงเดชะแห่งพระคุณเจ้าเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวี เจตนาของพระระดับเกจิผู้ปฏิบัติชอบนั้นลึกซึ้งนัก ความคิดกระทำการของพวกท่านมิได้เกิดจากอารมณ์ชั่วแล่นเฉกเช่นสามัญมนุษย์ ทว่ามักเกิดจากการเพ่งประโยชน์ที่อาจทอดระยะยาวไปในอนาคตเบื้องหน้าเสมอ การแสดงฤทธิ์เดชในตนจัดเป็นอาบัติอย่างหนึ่ง หลวงตาแขวนท่านเห็นอย่างไรจึงยอมฝืนนั้น สุดที่หล่อนจะกล้าคาดเดา

ทบทวนพระวินัยเกี่ยวกับการนี้ ก็สบายใจนิดหนึ่ง เพราะพระพุทธองค์ระบุไว้ว่าภิกษุ ‘ไม่พึง’ แสดงอิทธิปาฎิหาริย์แก่คฤหัสถ์ หากรูปใดแสดง รูปนั้นต้องอาบัติทุกกฏ ซึ่งว่าไปอาบัติทุกกฏจัดว่าเบาสุดในบรรดาอาบัติทั้งปวง คือเป็นการกระทำอันไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ แต่หากแสดงฤทธิ์ชนิดจัดฉากกลลวงหวังลาภสักการะชื่อเสียง อย่างนั้นโทษจะกระโดดจากเบาสุดเป็นหนักสุด คือเข้าขั้นอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นพระชนิดที่กลับมาบวชใหม่ไม่ได้อีกเลย

แพตรีชั่งใจครู่หนึ่ง ก่อนตอบเกาทัณฑ์ถึงสิ่งที่ยังค้างคา

“ไว้ถ้ามีโอกาส คุณถามจากท่านเองดีไหมคะ? ดิฉันไม่กล้าเดาใจท่าน ถ้าพูดผิดเดี๋ยวจะเป็นบาปเปล่าๆ”

เกาทัณฑ์หัวเราะ แม้ไม่ทราบเหตุผลที่หล่อนบ่ายเบี่ยงแน่ชัด เขาก็ได้เห็นคุณสมบัติข้อหนึ่งของหล่อน นั่นคือความระมัดระวังทุกคำพูดและการกระทำของตนเอง พอรู้อยู่บ้างหรอกว่าในโลกนี้มีหลายสิ่งทำแล้วให้คุณอนันต์แต่ก็อาจยื่นโทษมหันต์ ทว่ากรณีนี้แค่หล่อนตอบคำถามเขาสองสามคำ จะไปเกิดผลลบผลร้ายชนิดใดได้

“ดูนัยน์ตาแพแล้วเหมือนคนรู้ดีสารพัดเลยนะ แบ่งปันให้ผมรู้มั่งสิว่าแพเก็บอะไรไว้บ้าง”

“น้อยค่ะ น้อยมาก อย่าว่าถ่อมตัวเลย ดิฉันอ่านน้อย ฟังน้อย แล้วก็รู้เห็นคับแคบ ถ้าอยากได้ความรู้แจ้งแทงตลอดล่ะก็ คุยกับหลวงตาแขวนหรือคุณปู่สิคะ”

สำเนียงอันเปี่ยมไปด้วยความจริงใจและตรงไปตรงมาของหล่อนทำให้เขาส่ายหน้ากับตนเองเหมือนอับจน

“ทราบจากปู่ว่าแพเรียนครู…แพมีคุณสมบัติที่ดีของครูอยู่ข้อหนึ่ง คือไม่พูดอย่างคนรู้มาก แต่จะพูดอย่างคนรู้จริง”

เขาเริ่มสงบบ้างแล้ว สงบพอที่จะนั่งไขว่ห้างให้สบายอารมณ์ขึ้น หญิงสาวไม่โต้ตอบประการใดกับคำสดุดีกรุยทางอันหรูหราของเขา

“แต่ความรู้นี่ถึงน้อยก็เป็นทุนไว้เพิ่มวันหน้าได้ แค่เพียงให้เฉพาะส่วนที่แพรู้ หรืออย่างน้อยคาดคะเนจากที่เคยรู้ ก็ถือว่าเป็นการจุดแสงสว่างให้คนที่ยังมืดสนิท จริงไหม?”

แพตรีถอนใจ

“อยากรู้อะไรคะ?”

“หลวงตาแขวนท่านทำได้ยังไง?”

หญิงสาวกะพริบตาเนิบช้า

“ตามตำรา เมื่อมนุษย์ทำสมาธิได้อยู่ตัวถึงระดับหนึ่ง กระแสจิตจะผนึกรวมหนักแน่นทรงพลังมหาศาล เพ่งจับสิ่งใดก็มีอำนาจเหนือสิ่งนั้น หากเพ่งไฟแน่แน่วจนจิตกลายเป็นไฟ มีไฟอยู่ในจิต กระทั่งจิตทรงอิทธิพลอยู่เหนือเตโชธาตุรอบตัว ก็อาจบันดาลความร้อนให้เกิดขึ้นจริงได้ตามปรารถนา

ทำนองเดียวกับดิน น้ำ และลม ขอเพียงฝึกจิตจนมีธาตุเหล่านี้ขึ้นใจ กระทั่งเข้าใจอำนาจของตนที่มีเหนือธาตุเหล่านี้ ก็อาจใช้จินตนาการปรุงแต่งให้เกิดความเป็นไปต่างๆตามต้องการ เนื่องจากจิตวิญญาณมีความสัมพันธ์แนบแน่น และอยู่เหนือดิน น้ำ ลม ไฟโดยเดิม”

คล้ายปรากฏพานทองแห่งการยอมรับผุดขึ้นที่กลางใจ เหมือนมีความทรงจำเก่าวูบไหวขึ้นมาใจกลางสมอง ราวกับภายในนั้นแจ้งประจักษ์สิ่งที่หล่อนพูดถึงอยู่แล้ว แต่เพิ่งถูกเปิดเผยในบัดนี้ เกาทัณฑ์ย่นคิ้วน้อยๆและเงี่ยหูตั้งใจฟังเต็มที่

“หลวงตาท่านเป็นพระปฏิบัติ ผ่านแนวทางกรรมฐานมานานชั่วชีวิต คนใกล้ชิดจะทราบว่าท่านมีอภิญญาประเภทรู้วาระจิต คือใครกำลังคิดอะไรอยู่ หรือมีอารมณ์ชนิดไหนนี่อ่านออกหมด ดิฉันเองก็ประจักษ์กับตัวมาหลายหน เพียงแต่นึกไม่ถึงว่าท่านจะ...มีอภิญญาแก่กล้าขนาดนี้”

เกาทัณฑ์ยกมือลูบคาง

“นิยามของอภิญญาคืออะไรฮะ?”

“ความรู้ยิ่งที่ได้มาจากอภิจิต เป็นจิตในอีกระนาบหนึ่งที่อยู่สูงเหนือสามัญจิตอย่างพวกเรา มีอยู่ทั้งหมดหกชนิด ชนิดแรกก็เช่นที่เห็นหลวงตาท่านบันดาลลมไฟ เรียกว่าเข้าข่ายรู้วิธีแสดงอิทธิฤทธิ์ ชนิดที่สองคือหูทิพย์ ชนิดที่สามคือญาณรู้ใจคนอื่น ชนิดที่สี่คือญาณระลึกชาติ ชนิดที่ห้าคือตาทิพย์ และชนิดที่หกคือความรู้วิธีที่จะทำให้เกิดธรรมชาติแห่งการล้างกิเลสออกจากใจอย่างเด็ดขาด...”

เมฆกลางฟ้าเคล