ทางนฤพาน ตอนที่ 5

posted on 12 Jan 2008 11:46 by bannpeeploy in articles, buddhism

ธรรมนิยาย ชุด ทางนฤพาน ผลงานของ ดังตฤณ

ชุดนี้มีทั้งสิ้น 29 ตอนค่ะ

สนใจ เลือกรับฟังและอ่านในตอนอื่นๆ   คลิ๊กได้ที่นี้นะค่ะ

  

 

  ธรรมนิยาย ชุด ทางนฤพาน 

    ตอนที่  5  เข้าสมาธิ  

เป็นเช้าที่เกาทัณฑ์นอนแช่บนเตียงนานผิดไปกว่าเคย เหมือนไม่พร้อมจะทำอะไรทั้งนั้น สมองปั่นป่วนสับสนคล้ายคนป่วย ภาพหญิงสาวกับชายชราสลับกันเวียนวนอยู่ในหัวแบบลอยไปลอยมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า นั่นไม่ใช่แบบแผนระบบความคิดของเขาเลย

ความเนือยนายและความเชื่อมั่นที่ถูกสั่นคลอนแบบนี้ไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก หลานสาวคนสวยของปู่ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองมีค่าต่ำต้อยกว่าเจ้าหนุ่มน้อยผอมแห้งท่าทางกระจอกๆ ส่วนปู่ชนะก็ทำให้เขาเกิดความคิดถกเถียงอยู่ในใจอย่างต่อเนื่อง เหมือนสงสัยชีวิตขึ้นเป็นครั้งแรก ทั้งที่ผ่านมาชีวิตเขาให้คำตอบกับตัวเองเป็นฉากๆ เริ่มต้นด้วยความพร้อมทางกำลังกาย กำลังสติปัญญา ตามด้วยความสำเร็จ ผลงาน และลงเอยด้วยสง่าราศีจับตาคนรอบข้างทั้งใกล้และไกล เขาควรอยู่ในครรลองแห่งตัวตนอันน่าภาคภูมิจวบถึงอายุขัย

ภาพลักษณ์ชีวิตปรากฏคล้ายธงชัยแห่งความเป็นหนึ่งที่ชูสูงตลอดกาล จู่ๆจะให้ยอมรับหรือว่าทั้งหมดคืออุปาทานทั้งเพ ที่ขยับแขนขาได้ อ้าปากพูดได้นี่เป็นก้อนอนัตตาในระหว่างแห่งการเกิด แก่ เจ็บ ตายอันเป็นทุกข์ทั้งสิ้น

ชีวิตคือผลงาน ทำงานสำเร็จชีวิตก็สำเร็จ ทำงานชนะชีวิตก็ชนะ เขาเห็นจริงมาตลอดตามนั้น และมีสัจจะสูงสุดอยู่เท่านั้น

แต่ก็ต้องยอมรับว่าเมื่อคืนเขานอนก่ายหน้าผาก...

ถ้าหากคนโบราณพูดถูก สมมุติว่านรกสวรรค์เป็นเรื่องจริง สมมุติว่าชีวิตนี้เป็นแค่รูปแบบหนึ่งระหว่างการคลี่คลายของกระบวนการเกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด มิแปลว่าคนทั้งโลกสั่งสอนและร่ำเรียนกันผิดๆ เอาแค่ชีวิตรอดไปวันๆ โดยมองไม่เห็นภยันตรายใหญ่หลวงที่รออยู่ข้างหน้า ไม่มีการเน้นหนักเอาจริงเอาจังกับการเตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัวในกาลต่อไปหรอกหรือ?

พลิกตัวจุดบุหรี่สูบมวนหนึ่งแล้วนอนหงายหน้ามองเพดาน ห้องนี้เป็นเขตส่วนตัว เป็นกรรมสิทธิ์ของเขา เป็นเครื่องแสดงความสามารถเอาตัวรอดได้ ในวันที่เขาซื้อด้วยเงินสดโดยไม่ต้องผ่อนอย่างคนอื่น วันนั้นเขาเห็นตนเองมีหลักประกันชีวิต หรือใบรับรองความสามารถยืนหยัดด้วยลำแข้งตนเองเต็มภาคภูมิ และเป็นผลให้วันนี้เขากำลังคิดก้าวต่อไปอีก คืออยากมีบ้านที่ใหญ่ขึ้น ในสิ่งแวดล้อมระดับสูงขึ้น แสดงพัฒนาการของชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม ถูกจังหวะจะโคนตามกาล

เขายังซื้อบ้านหรูหลังใหญ่ด้วยเงินสดไม่ได้เหมือนซื้อห้องเป็นกล่องๆแบบนี้แน่ ถ้าคิดครอบครองบ้านใหญ่ ก็คงต้องใช้เงินผ่อน ซึ่งก็พอไหวอยู่ ต่อให้เดือนละหลายๆหมื่นก็เถอะ ปัญหาคือเขาเกลียดการเป็นหนี้ยืดเยื้อยาวนาน ความรู้สึกมันวิ่งไปไม่ไกลถึงขีดของการครอบครองเต็มภาคภูมิ เขาจะต้องทำงานแบบห้ามพัก มีรายได้ประจำต่อเนื่องนับสิบปี ซึ่งคนเราต้องมีสิ่งผลักดันหรือแรงบันดาลใจใหญ่พอ จึงจะมุแบกภาระยืดยาวปานนั้นโดยไม่ท้อเสียกลางคัน

แรงผลักดันอะไรล่ะที่ทำให้คนเรายอมแบกงานหนักได้นานๆ? การเป็นหมายเลขหนึ่ง การเป็นที่รู้จักทั่วประเทศหรือกระทั่งทั่วโลกอย่างนั้นหรือ? เกาทัณฑ์แวบคิดขึ้นมาว่าหากชื่อเสียงและเงินทองเป็นเพียงเหยื่อล่อให้โถมตัวไปข้างหน้า หลงตามเหยื่อไปเรื่อยๆ ก็ควรแก่การอ่อนล้าระย่อ วันหนึ่งอาจเฉลียวคิดได้ว่าตัวเองสู้เหนื่อยตามเหยื่อไปทำไม ในเมื่อกินอิ่มเพียงพออยู่แล้ว

เขาผ่านจุดของความสำเร็จมาหลายครั้ง นับแต่เรื่องกีฬา เรื่องเรียน มาถึงเรื่องงาน ทุกครั้งพบรางวัลใหญ่เดียวกันเป็นประจำ นั่นคือการดับความกระวนกระวาย ดับความทะยานอยากชนะชั่วแล่น แต่ละจุดของความสำเร็จไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้นเลยจริงๆ

เพิ่งได้คำตอบชัดๆว่าคนเราต้องมีครอบครัว มีความอบอุ่นในรักแท้เป็นเครื่องหนุนหลัง เพื่อไม่ให้คิดพักนิ่งอยู่กับที่ ครอบครัวจะเป็นเหตุผลและคำตอบให้ใจตัวเองได้ว่าที่ก้าวรุดๆไปข้างหน้านั้น จะเพื่ออะไร

หรี่ตาลงเป็นเส้นตรงจนสามารถเห็นภาพสาวน้อยในบ้านปู่ผุดชัดขึ้นในมโนนึก หล่อนวิเศษสักแค่ไหนหรือ จึงทำให้เขาคิดถึงการมีครอบครัว คิดถึงการลงหลักปักฐานเป็นฝั่งฝาชั่วข้ามคืนที่รู้จัก

เขาเป็นพวกเกิดมากับความพรั่งพร้อมทุกด้าน ทั้งรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ และคุณสมบัติ พูดง่ายๆว่าหล่อ รวย เก่ง อันเป็นที่ไขว่คว้าโหยหาของเพศตรงข้าม และหมายความว่าวิถีทางย่อมเรียงรายด้วยการหยิบยื่น การกลุ้มรุมเสนอตัว กระแสสังคมปัจจุบันโยนสาวเนื้อหวานมากหน้าหลายตามาให้เขาเชือดราวกับผักปลา มีหรือชายหนุ่มอย่างเขาจะไม่หลงตัว และเห็นเพศสตรีเป็นเพียงเครื่องบำรุงสุขชั่วคราว

แต่สาวน้อยนางนั้นพลิกมุมมองชีวิตของเขาได้เพียงชั่วระยะเวลาที่พบปะกันเพียงผ่านเผิน อย่างน้อยเขาต้องทบทวนและถามตนเองจริงจัง ว่าสุดยอดของชีวิตควรจะเป็นอย่างไร สะดุดเข้ากับรักแท้ ตกร่องปล่องชิ้น แล้วครองเรือนร่วมกันอย่างผาสุกสวัสดีเหมือนบรรทัดสุดท้ายของนิทานก่อนนอนอย่างนั้นหรือ?

สลัดความฟุ้งซ่านทิ้ง หยิบรีโมทคอนโทรลจากโต๊ะข้างเตียงขึ้นมาเล็งไปที่โทรทัศน์แล้วกดปุ่มเปิด ภาพแรกที่เห็นคือข่าวปล้นฆ่ากลางเมือง ชายร่างใหญ่นอนคว่ำหน้าจมกองเลือดกับพื้นบ้านของตัวเอง เกาทัณฑ์ดูอยู่ครึ่งนาทีแล้วเปลี่ยนไปยังช่องทีวีต่างประเทศ เจอข่าวเครื่องบินตกกลางมหาสมุทรแปซิฟิก คนตายไปสองร้อยกว่าๆ สำนักข่าวต่างประเทศประโคมกันเป็นเรื่องใหญ่โต เพราะถือว่าการตายนับร้อยชีวิตพร้อมกันบนเครื่องบินคือโศกนาฏกรรมสะเทือนขวัญระดับโลก

ชายหนุ่มปรือตาหัวเราะหึหึ โธ่เอ๋ย แค่สองร้อยกว่าเอง คงมีน้อยคนที่ทราบสถิติขององค์กรอนามัยโลก ว่าปีหนึ่งๆมีคนตายตั้ง 56 ล้าน หรือเฉลี่ยกว่าแสนห้าคนหมื่นต่อวัน เมื่อวานแสนห้า วันนี้อีกแสนห้า พรุ่งนี้จะอีกแสนห้า นี่สิโศกนาฏกรรมของแท้ สองร้อยกว่าชีวิตบนเครื่องบินก็แค่ส่วนกระจิ๋วที่จะถูกนำไปนับรวมกับอีกแสนห้าเท่านั้น ทิ้งคนในโลกให้ตื่นเต้นกับข่าวเครื่องบินตกโดยไม่อาจกลับมาร่วมตื่นเต้นและตั้งตาคอยการสืบหาสาเหตุเช่นเดียวกับคนตายกลุ่มอื่นๆ

เปอร์เซนต์การเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุก็ต่ำเพียงหนึ่งในสิบของสาเหตุการตายทั้งหมด แต่ข่าวการตายด้วยอุบัติเหตุหรือการทำร้าย ข่มขืนฆ่า กลับถูกหยิบยกมานำเสนอเป็นหลัก ด้วยเหตุผลคือการแก่ตายและเป็นโรคตายนั้น ไม่สะเทือนขวัญเท่า ทั้งที่จริงมันก็ตายเหมือนกัน

ความตายมีค่าเสมอกันสำหรับคนตาย จะพิเศษอยู่บ้างก็สำหรับคนเป็นเท่านั้นกระมัง

ฉุกคิดย้อนกลับไปถึงเรื่องที่เพิ่งคำนึงเมื่อครู่ ถ้าหากการตายไม่ใช่การดับสูญ ยังมีทางต่ออีกล่ะ เช่นนี้ความตายก็มีค่าไม่เสมอกันแม้สำหรับคนตายด้วยกันแล้วซี?

ความทรงจำรางเลือนสมัยเด็กผุดขึ้นมา เคยได้ยินว่าพระพุทธองค์ตรัสเกี่ยวกับคติ หรือที่ไปของคนตาย ว่าร่วงลงสู่อบายนั้นเหมือนจำนวนขนบนตัววัว ส่วนที่ขึ้นสูงสู่สวรรค์หรือกลับมาโลกมนุษย์นั้น น้อยเท่าจำนวนเขาของวัว

ขนหัวลุกขึ้นมาหน่อยๆ เพราะถ้านั่นเป็นเรื่องจริง ก็แปลว่ามีภาพใหญ่ที่น่าสะพรึงกลัวเกิดขึ้นทุกวันโดยไม่เป็นที่รู้ นั่นคือมนุษย์นับแสนคนต้องไหลลงเหวนรกอย่างต่อเนื่อง ถ้าหากทำเป็นข่าวได้ถึงทางไปอันแท้จริงของคนตายทั้งหมดถ้วนทั่วเพียงวันเดียว ก็คงสะเทือนขวัญ ช็อกโลกให้แข้งขาสั่นยิ่งกว่าทุกข่าวโศกนาฏกรรมทั้งหมดในประวัติศาสตร์ทีเดียว!

ที่ผ่านมาเขาก็เหมือนคนอื่นๆ คือรับรู้ข่าวคราวการตายอย่างผิวเผิน ถ้าทราบสถิติก็สักแต่เป็นเรื่องของตัวเลขในหน้ากระดาษที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับชีวิตจริง อาจตื่นเต้นฉาบฉวยแบบเดียวกับที่ทราบว่าเดิมทีเมื่อหลายพันปีก่อน โลกมีประชากรอยู่ราว 150 ล้าน เพิ่งพุ่งขึ้นเป็น 500 ล้านในกลางศตวรรษที่ 17 และกระโดดพรวดอย่างน่าตกใจเป็นหนึ่ง 1,000 ล้านเมื่อสองร้อยปีก่อน แถมอีกร้อยปีต่อมาพุ่งกระฉูดแทบเป็นกราฟตั้งฉากถึง 2,000 ล้าน และในร้อยปีเดียวกันนั้นเอง เหมือนมีใครปล