ทางนฤพาน ตอนที่ 6

posted on 12 Jan 2008 11:46 by bannpeeploy in articles, buddhism

ธรรมนิยาย ชุด ทางนฤพาน ผลงานของ ดังตฤณ

ชุดนี้มีทั้งสิ้น 29 ตอนค่ะ

สนใจ เลือกรับฟังและอ่านในตอนอื่นๆ   คลิ๊กได้ที่นี้นะค่ะ

  

 

  ธรรมนิยาย ชุด ทางนฤพาน 

    ตอนที่  6  จอมศิลปิน  

ออกจากวัดทางนฤพาน ขับรถมาเกือบถึงหน้าบ้านปู่ ชายหนุ่มเหลือบมองไปทางเบาะด้านข้าง มีหนังสือที่ปู่ให้มาสองเล่มคือพุทธธรรมกับพจนานุกรมพุทธศาสน์ เขาเตรียมจะคืนในวันนี้ เพื่อเป็นเหตุประเภทติดไม้ติดมืออ้างมาหาปู่อีกครั้ง

ตั้งใจมาต้อนคนแก่ให้จนมุมเต็มที่ คราวนี้กับคราวที่แล้วจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะมีการตระเตรียมเป็นเรื่องเป็นราว จะไม่มีการเหวี่ยงแหไร้ทิศทางอย่างเมื่อก่อนอีก โดยเฉพาะประเด็นหลักของพุทธ คือทุกข์และการดับทุกข์ ซึ่งพระพุทธองค์ตรัสกล่าวอย่างชัดเจนว่าพระองค์ตรัสสอนแต่เรื่องนี้เท่านั้น

เกาทัณฑ์กะพริบตาทีหนึ่งด้วยความรู้สึกกึ่งขัดแย้ง บัดนี้เขาได้ชื่อว่าเป็นศิษย์ของ ‘พระ’ ในพุทธศาสนา เริ่มเข้าใจการตั้งจิตเป็นสมาธิ ยอมรับว่าเบื้องแรกไม่ได้มองหลวงตาแขวนเกินไปกว่าผู้วิเศษ แน่ใจเพียงว่าท่านมิใช่นักมายากล หรือผู้มีอำนาจจิตสะกดให้เห็นไปต่างๆเพียงชั่วขณะ เพราะหนังสือพิมพ์มอดไหม้เป็นเถ้าถ่านจริง และเมื่อลอบสังเกตเพดานกุฏิในวันนี้ ก็ยังพบร่องรอยไหม้เกรียมซึ่งเกิดจากลิ้นไฟเนรมิตของท่าน เมื่อฝากตัวเป็นสานุศิษย์ก็ให้ความเคารพนับถือเป็นครูบาอาจารย์ ทว่าก็ด้วยประสงค์เพียงเรียนรู้ศาสตร์แขนงหนึ่ง ทำนองเดียวกับที่ยกย่องนักกีฬาเก่งๆเป็นครูฝึกสอน โดยไม่จำเป็นต้องเตรียมใจยอมคล้อยตาม 'ความเชื่อ' ทั้งหมดของท่าน

อย่างไรก็ตาม ท่านทิ้งท้ายไว้เป็นที่ปลุกเร้าความสนใจลงไปถึงราก นั่นคือประเด็นเกี่ยวกับภพชาติ ซึ่งกำลังวนเวียนอยู่ในความสงสัยของเขาพอดี เพราะเมื่อศึกษาพุทธศาสนาในเชิงอรรถแล้ว พบว่าจะมีความหมายต่อชีวิตที่สุขพร้อมสมบูรณ์แบบเช่นเขา ก็ต่อเมื่อตระหนักแน่แก่ใจว่าการ 'ดับทุกข์' นั้น คือเลิกเวียนว่ายตายเกิดอย่างไม่รู้อิโหน่อิเหน่ บอดใบ้เรื่องกฎกติกาว่าทำเหตุอย่างไรจะถูกเหวี่ยงไปเกิดในภพไหนภูมิไหน

เกาทัณฑ์สรุปได้อย่างหนึ่งว่าถ้าทฤษฎีเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดของพุทธเป็นของจริง ก็แปลว่าธรรมชาติออกจะโหดเหี้ยมเอามาก คือไม่บอกกฎให้ใครรู้ แต่ใครผิดกฎเมื่อไหร่ ก็เสร็จเมื่อนั้น ไปเกิดร้ายตายดีก็ด้วยความไม่รู้ หลงก่อกรรมทำเข็ญจนวิญญาณชุ่มบาปอย่างน่าอเนจอนาถ เสร็จแล้วต้องก้มหน้าก้มตาไปรับกรรมแล้วๆเล่าๆอย่างปราศจากที่สิ้นสุด เพราะเหตุแห่งการเกิดยังสืบเนื่องเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ไปเรื่อย

ถ้าอาทิตย์หน้าเขารู้ว่าชาติก่อนชาติหน้ามีจริง หมายความว่าทุกอย่างจะเปลี่ยนไปหมด ความคิดอ่านกับความเชื่อที่ผ่านมานับแต่จำความได้ ล้วนต้องถูกจัดเป็นความบื้อ ความหลงละเมอเพ้อพกของสิ่งมีชีวิตอีกหน่วยหนึ่ง ที่ทะนงนึกว่าตนทรงภูมิ ทรงความรู้ล้ำลึก ทว่าแท้จริงไม่ได้รู้อะไรเลย

ไม่รู้จักกระทั่งตนเอง แล้วจะขึ้นชื่อว่า 'รู้' ได้อย่างไร

ใจแกว่งเล็กน้อยเมื่อชะลอความเร็วของรถ เป็นความหวั่นไหวชนิดหนึ่งที่เขาไม่กล้าสำรวจหาสาเหตุ เท้าแตะเบรกเตรียมหยุดรถเทียบข้างประตูรั้ว แต่แล้วก็แตะค้างเมื่อเหลียวไปเห็นสองหนุ่มสาวใต้ร่มไม้หน้าบ้าน เป็นแวบเดียวแห่งการเห็นและถูกสารพันความรู้สึกจู่โจม จนต้องย้ายเท้ามาลงน้ำหนักเหยียบคันเร่งให้รถพุ่งฉิวห่างหายไปจากที่นั้นในพริบตา

แพตรีมองตามการจากไปของเรือนรถเพรียวลมสีสดสะดุดตาด้วยแววเฉยนิ่ง

"ดูเหมือนจะเป็นคนนั้นใช่มั้ยฮะ?"

เป็นเสียงถามอ่อนๆจากมติ

"คนไหน?"

หญิงสาวถามกลับ

"ก็...ที่เขานั่งคุยกับพี่แพเมื่ออาทิตย์ก่อน"

"คงใช่มั้ง"

มติรู้เห็นเรื่องราวเพียงน้อย แต่เขาก็เป็นผู้มีสามัญสำนึกดีเท่าๆชายทั่วไป และด้วยปกติของสามัญสำนึกดังกล่าว ก็ทำให้ทราบว่าไม่ธรรมดาเลย ที่รถคันนั้นชะลอลงเหมือนจะจอดแล้วกลับบึ่งจากไปเฉยๆ

อย่างปราศจากความไยดีคั่งค้าง แพตรีก้มหน้าพิจารณากรอบภาพสีน้ำมันบนผ้าใบผืนใหญ่บนโต๊ะ มติเอามาให้หล่อนดู มันเป็นภาพสายลูกไฟที่ยืดยาวไร้ต้นไร้ปลายในห้วงว่างมหันต์ คล้ายสร้อยไข่มุกที่เรียงเม็ดคดเคี้ยวอยู่บนสายยาวจากอนันตภาพเบื้องลึกสู่อนันตภาพเบื้องไกลโพ้น การนำเสนอของภาพเน้นไปที่ลูกไฟใหญ่สองสามดวงใกล้ตา นั่นคือฝีมือนักศึกษาวิจิตรศิลป์ของมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งทางนี้ แนวคิดของภาพทำให้มันได้ชื่อว่า ‘สังสารวัฏ'

มีเศษกระดาษต่างหากอีกแผ่นบรรจุถ้อยคำที่เรียงร้อยบรรยายไว้ หญิงสาวนั่งอ่านในใจเงียบๆอย่างมีจินตภาพละเอียดอ่อนตามกลอนแต่ละบาทแต่ละบท

อันเปลวไฟใดก่อก็รอลับ                จะวับดับกลับวายสลายร้อน

นี่ยับย่อยร่อยหรอแล้วต่อตอน          พอรอนลับกลับฟื้นคืนวังวน

เป็นโซ่ห่วงล่วงดับสลับถ่าย             สืบทอดเยื่อเชื้อร้ายขยายผล

ดวงต่อดวงลวงตาเป็นตัวตน           ให้สับสนหนทางอันร้างรา

ก่อรูปคุดุแดงดูแรงร้าย                 แล้วกลับกลายฉายแสงเสน่หา

เป็นนรกผกผันสวรรคา                  เมื่อหันหาสิหายหนทุกตนจร

ตะลอนต่อตลอดหนไร้ต้นปลาย        คายไว้เพียงทุกข์กับทิ้งสิ่งลวงหลอน

เรียกวังวน 'สังสารวัฏ' ไม่ตัดตอน    ให้ไฟร้อนประการเดียวเที่ยวเกิดตาย!

เมื่ออ่านจบแพตรีก็สยายยิ้มกว้าง มติจะนำงานชิ้นนี้ไปประกวดในงานทางพุทธศาสนาที่ภาคเอกชนร่วมกับสถาบันศึกษาใหญ่จัดขึ้น หญิงสาวเหลือบตามองรูปแล้วพยักหน้านิดๆเป็นเชิงชม

"อื้อม์..."

"พอใช้ได้ไหมฮะ?"

แพตรีพยักหน้าซ้ำอย่างเต็มใจ

"อย่างนี้เรียกเยี่ยมเลยไม่ใช่แค่พอใช้ ต้องรับรางวัลใดรางวัลหนึ่งแน่ๆ พี่ไม่อวยพรล่ะ แต่ขอแสดงความยินดีล่วงหน้าไว้ก่อนเลย"

มติเป็นจิตรกรที่เล่นสีเก่ง ลูกไฟบางดวงแดงโชติฉานดูน่าสะพรึงกลัวดุจจะแทนไฟนรกได้จริงๆ บางดวงก็มีสีสันวิจิตรน่าหลงมองเพลินตาราวกับลูกไฟสวรรค์ได้ปานกัน วิธีวางตำแหน่งอย่างถูกหลักการสร้างมิติที่สามทำให้คนดูรู้สึกเป็นจริงเป็นจังถึงอนันตภาพทั้งของสายลูกไฟอันยืดยาวและห้วงมืดอันลี้ลับ

มาบวกเข้ากับแนวคิดและคำกลอนกำกับภาพกินใจอย่างนี้ จึงน่าจะจัดเป็นผลงานประกวดที่เข้าตากรรมการง่ายหน่อย

"ในวันตัดสินเขาจัดนิทรรศการให้คนทั่วไปเข้าชมด้วย พี่แพไปกับผมนะฮะ"

เขาชวนอย่างรู้ว่าหล่อนจะไม่ปฏิเสธ และหล่อนก็พยักหน้ารับง่ายๆดังคาด

"ได้สิ ไปดูเธอรับรางวัล จะได้ดีใจด้วย"

หญิงสาวทอดตามองภาพ แล้วยกมือชี้ไปยังลูกไฟดวงเด่นที่สุดในภาพ

"นี่คงแทนมนุษยภูมิใช่มั้ย?"

"ฮะ เป็นลูกไฟที่แปลกและแตกต่าง ปราศจากเอกภาพ บางส่วนดูสวย บางส่วนดูพลุ่งพล่านรุ่มร้อน ขาดความสม่ำเสมอ"

"ถ้ามีความรู้ทางพุทธศาสนาดี คงดูภาพของเธอเข้าใจและแปลความหมายออกทุกอย่างนะ แค่รู้ชื่อภาพก็พอแล้ว"

ชายหนุ่มลดสีหน้ายิ้มลงนิดหนึ่ง

"เพื่อนผมบางคนบอกว่า...ถ้ากรรมการไม่เชื่อ ความหมายของภาพนี้จะด้อยไปมาก"

แพตรีลดเปลือกตาลง นิ่งคิดแล้วก็เห็นตาม จริงแหละ พุทธศาสนิกชนมีหลายประเภทนัก ล้วนมีทรรศนะและความเชื่อส่วนตัวแตกต่างกันไป น้อยเสียเมื่อไหร่ที่คนตำแหน่งสูงๆและมีบทบาทต่อวงการศาสนาพุทธไม่เชื่อ ไม่ศรัทธาบางคำสอนอันเป็นหลักสำคัญยิ่งอย่างเช่นภพภูมิและการเกิดตายแล้วๆเล่าๆ

หญิงสาวมองภาพบนผืนผ้าใบตรงหน้าด้วยอาการใคร่ครวญนิ่งเป็นดุษณี หล่อนกำลังคิด และมติก็เพลินมองอาการนั้นของหล่อนด้วยสายตาของศิลปินที่ไวกับรายละเอียดความงดงามทุกชนิด เขาชอบพินิจดูหล่อนในอิริยาบถตริตรอง ดวงหน้าอ่อนเยาว์ปราศจากริ้วรอยความกังวลทั้งปวง ตัดกันกับนัยน์ตาฉายแสงแห่งความคิดฉลาดลึกซึ้งอย่างผู้ใหญ่ที่มีความมั่นคงทางปัญญาและอารมณ์ ทุกมุมสะท้อนแสงของแก้วตาแพตรีทอประกายงามราวกับเครื่องประดับในฝัน หากเชื่อว่าคนเราวาดรูปตัวเองด้วยกรรม อดีตและปัจจุบันของหล่อนก็คงเป็นจิตรกรผู้มีฝีมือน่าพิศวงชวนเลื่อมใสยิ่ง

"น่าเสียดายนะ" หล่อนเอ่ยขึ้นในที่สุด "ถ้าเป็นอย่างนั้นล่ะก็ ลองเปลี่ยนแนวคิดของภาพเป็น ‘ตรัสรู้’ แทนได้ก็ดีหรอก ให้ปลายทางของสายลูกไฟเป็นดวงประกายพรึกเด่นที่แทนความหมายของการสว่างรู้ เต็มตื่นเป็นไฟล้างตัวเองจากเชื้อร้าย แล้วลูกไฟที่ผ่านมาจะได้ใช้แทนความหมายของการหลงทุกข์หลงสุขชั่วครู่ชั่วคราว อย่างนี้จะมีความหมายกับศาสนิกชนทุกทรรศนะ เพราะจุดหมายอันเป็น