ทางนฤพาน ตอนที่ 8

posted on 12 Jan 2008 11:47 by bannpeeploy in articles, buddhism
 

ธรรมนิยาย ชุด ทางนฤพาน ผลงานของ ดังตฤณ

ชุดนี้มีทั้งสิ้น 29 ตอนค่ะ

สนใจ เลือกรับฟังและอ่านในตอนอื่นๆ   คลิ๊กได้ที่นี้นะค่ะ

  

 

  ธรรมนิยาย ชุด ทางนฤพาน 

    ตอนที่  8  ฝันหวาน   

ในความหลับใหลอย่างอิ่มเอมเปรมสุข เกาทัณฑ์รู้สึกเหมือนความรับรู้แผ่กว้างออกไปในอาณาเขตห้อง สว่างไสวเรืองรอง ตัวสติทั้งเหมือนมีและไม่มีครือกัน คล้ายใจรู้ตัวว่าเป็นนายเกาทัณฑ์ แต่คิดอย่างที่นายเกาทัณฑ์คิดไม่ได้ ควบคุมตัวเองไม่ได้

เลือนรางเหมือนอุปาทาน ในความสว่างที่แผ่ไปนั้นส่องกระทบข้าวของต่างๆและส่งภาพกลับมาให้ใจเห็นเป็นเค้าเป็นเงา ดูคล้ายเป็นเรื่องปกติ ในเมื่อจิตสว่างและแผ่พ้นกายก็ต้องเห็นรอบกายไปด้วย

แล้วก็เกิดชั่วขณะแห่งการเปลี่ยนแปลงอันน่าประหลาด คล้ายตกไปอยู่ในห้วงภวังค์ครู่ใหญ่ จากนั้นกลับมารู้สึกตัวว่าตนมีร่างเหยียดนอน แล้วเหมือนเปลี่ยนอิริยาบถอย่างรวดเร็วจากนอนกลายเป็นเดิน

เคยเต็มตื่นอย่างไรก็อย่างนั้น เกาทัณฑ์เห็นตนเองก้าวเข้าไปในเขตบ้านของปู่ชนะ และด้วยตาเปล่าที่มองทุกสิ่งได้ชัดผิดปกติ เขาเห็นรังสีกุศลฉายแสงอยู่ทั่วไป คล้ายกับอากาศสว่างในตัวเองด้วยแสงทองงามละไมเย็นตาเย็นใจ รู้สึกเป็นสุขและปลอดภัยยิ่ง

ลมหายใจสดชื่นบริสุทธิ์ราวกับอยู่บนยอดผาสูงในเวลาเช้าตรู่ มีกลิ่นหอมรวยรินของดอกไม้นานาพันธุ์กระจายตัวอย่างอ่อนโยนทั่วทุกหนทุกแห่ง บังเกิดความคิดขึ้นมาในบัดดลว่าปู่ชนะกับแพตรีมีบุญมากจริงๆ ที่อยู่อาศัยจึงเอิบอาบไปด้วยสันติสุขควรพิสมัยปานนี้ น่าปลาบปลื้มชื่นชมด้วยเหลือเกิน

ในเขตอันชะโลมไปด้วยความฉ่ำชื่นอย่างบอกไม่ถูกนั้นทำให้เขาเปิดยิ้ม เป็นยิ้มอิ่มใจที่เป็นไปเองโดยปราศจากเจตนาช่วย

เดินอ้อมไม้ใหญ่หน้าบ้าน บ้านปู่ดูกว้างโล่งกว่าเคย เรียงรายด้วยบุปผชาติอันทรงชีวิตชีวาเหลือคณานับ ในชั่วเวลานั้นเกาทัณฑ์เกิดความเข้าอกเข้าใจว่าดอกไม้ส่งยิ้มให้คนได้อย่างไร พวกมันยิ้มได้จริงๆ ไม่ใช่เรื่องเล่น เพียงแต่มิได้ใช้ปากเหมือนอย่างคน ทว่าใช้ความมีชีวิตชีวาทั้งหมดนั่นแหละยิ้ม

ด้วยนิสัยช่างหาเหตุผลประจำตัว เกาทัณฑ์คิดๆแล้วก็บอกตนเองว่าเพียงสัมผัสถึงความมีชีวิตของต้นไม้ กระแสใจที่เข้าถึงจะทำให้เกิดภาวะเห็นที่แตกต่างไป เราจะรู้ได้ว่ามันกำลังแย้มยิ้มหรืออับเฉา ปกติเราไม่รับรู้สุขทุกข์ของต้นไม้เพราะไม่ใส่ใจ ไม่สัมผัสเข้าถึงความมีชีวิตของมัน คนจึงเห็นต้นไม้เป็นวัตถุธรรมดาเช่นเดียวกับอิฐปูน ภาวะการเห็นจึงไม่ผิดไม่ต่างไปจากภาวะการเห็นสิ่งไร้ชีวิต ต่อเมื่อสำเหนียกกำหนดถึงความมีชีวิต จึงจะมีคลื่นความรู้บวกเข้าไปในคลองสายตาได้

บัดนี้เขาเห็นความมีชีวิตของบรรดาพฤกษ์พันธุ์อย่างชัดเจนเหลือเกิน ไม่ว่าจะนิ่งหรือไหวไกวตามสายลมผ่าน ทั้งหมดล้วนเป็นกิริยาของสิ่งมีชีวิตชัดตาชัดใจราวกับถูกขยายด้วยแว่นวิเศษไร้ตน เหมือนพวกมันจะพูดทักทายยินดีต้อนรับเขาได้ฉะนั้น

ขณะเพลินกับมิติใหม่แห่งสัมผัสภายในนั่นเอง ก็เผอิญเหลือบแลไปเห็นสาวน้อยนางหนึ่งนั่งอยู่บนชิงช้ากลางลานหญ้าขจีนุ่ม ชายหนุ่มหันขวับไปมองตรงๆ หล่อนอยู่ในชุดขาวสะอาดและมองจับมาทางเขาอยู่ก่อนด้วยนิลเนตรทอดสงบ

เกาทัณฑ์ยิ้มกว้างขึ้น ผู้หญิงคนนั้นมีความงดงามที่ก่อความรู้สึกแสนดีได้ล้นใจ ดีจนแทบไม่อาจเห็นด้วยซ้ำว่าเป็นเพียงอิตถีเพศ ราวกับหล่อนมีภาวะที่ดูเกินความเป็นอิสตรีไปอย่างยากจะอธิบาย

เดินเข้าไปหาหล่อน เหมือนคนกันเอง อยู่บ้านเดียวกันมานมนาน ถึงจะห่างกันไปพักหนึ่ง ในที่สุดก็กลับมาอยู่ด้วยกันได้ด้วยบรรยากาศความสนิทแน่นแฟ้นดังเดิม

"แพนั่งอยู่ที่นี่นานแล้วหรือ?"

ได้ยินตนเองกล่าวทักออกไปเช่นนั้น เขาเห็นหล่อนพยักหน้ายิ้มให้ เป็นยิ้มละไมที่แฝงความเศร้าอย่างน่าประหลาดชวนใจหาย

"แพรอพี่เต้อยู่นานแล้ว"

กระแสเสียงนุ่มเย็นนั้นเป็นเสมือนไฟฟ้าแรงสูงที่ทำเอาเขาชาดิกไปทั้งร่าง หล่อนเรียกชื่อเขาเป็นครั้งแรก แถมด้วยความในใจที่เกินเชื่อว่าจะเป็นจริง นั่นแลกได้กับรางวัลมีค่าที่สุดเท่าที่เขาเคยรับมาชั่วชีวิตทีเดียว

"รอพี่..." เขาชักเงอะงะ เพราะตื้นตันจนพูดอะไรไม่ถูก "พี่อยู่ตรงนี้แล้ว จะช่วยอะไรแพได้บ้างล่ะ?"

สายลมหอบหนึ่งรำเพยผ่าน ปอยผมบนหน้าผากของหล่อนไหวตัวน้อยๆ ดวงตาคู่งามเหมือนจะส่งแสงพ้อมายังเขา เกาทัณฑ์รู้สึกผิดและอบอุ่นยินดีปนเปกันอย่างยากจะแยก

"แพเหงากับการรอจนกลายเป็นสุขที่ได้เลิกรอแล้วล่ะค่ะ ไม่ต้องช่วยแล้ว..."

บรรยากาศทั่วบริเวณกลายตัวจากความอบอุ่นเป็นวังเวงไปในทันที เกาทัณฑ์เกิดความเวทนาหล่อนอย่างจับใจ

"พี่จะอยู่เป็นเพื่อน"

ชายหนุ่มลดตัวลงนั่งชันเข่าข้างหนึ่ง วางมือลงบนตักหญิงสาวอย่างปลอบประโลม สายตาที่ส่งไปยังหล่อนเปี่ยมไปด้วยความเห็นใจอย่างลึกซึ้ง เขายิ้มอย่างชาย รู้สึกถึงไหล่ที่ตั้งผงาดและพลังความเข้มแข็งในตัว บอกตนเองว่าพร้อมจะปกป้องหล่อนจากทุกสิ่ง

แพตรีทอดตาลงมอง เกาทัณฑ์สัมผัสได้ถึงความไม่เชื่อถือในตาคู่นั้น

"ทำไมถึงไม่เชื่อพี่ล่ะ?"

เขาถามออกมาตรงใจ ที่นั่นเขากับหล่อนสามารถคุยกันได้โดยไร้ม่านอันใดปิดบัง แพตรีขยับหน้าตักและผลักมือเขาออกโดยละม่อม

"พี่มองเห็นแต่ความสวยของผู้หญิง ไม่เคยเห็นตัวของแพหรอก วันที่แพไม่สวย พี่ก็จะมองผ่านแพไป อย่าว่าแต่คิดอยู่เป็นเพื่อนเลย"

เกาทัณฑ์ส่ายหน้า

"วิธีคิด วิธีพูดของแพนี่หลับตาก็รู้ได้ว่าสวย แต่แพคงกำลังพูดถึงความสวยที่ต้องลืมตาเสียก่อนถึงจะเห็น ถ้าอย่างนั้นพี่เห็นวิธีที่แพยิ้ม วิธีที่แพใช้สายตามองคนอื่น นั่นก็พอแล้วกับการผูกใจให้อยู่นิ่ง ถ้านิสัยใจคอยังเป็นอยู่อย่างนี้ จะมีวันไหนที่แพไร้ความสวยให้พี่มองผ่านได้?”

แพตรีนิ่งไป เขาน่าจะได้เห็นหล่อนโอนอ่อน แต่ก็ไม่ใช่

"คำพูดของพี่ลบความจำแพไม่ได้เสียด้วยสิคะ ในวันที่แพดูต่ำต้อย พี่มองผ่านแพไปเหมือนไม่มีแพอยู่ในทางตา ทั้งที่...นานมาแล้ว เราเคยอธิษฐานต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ร่วมกันว่าจะรักและจดจำกันไปทุกภพทุกชาติ"

ชายหนุ่มเย็นวูบไปตลอดสันหลัง ขนลุกเกรียวตั้งแต่หนังศีรษะแล่นลงไปจนถึงฝ่าเท้า ณ บัดนั้นเขาพบบางสิ่งที่ขาดหายไป บางสิ่งที่เคยถวิลหา ทว่าตลอดมาไม่รู้ว่าคืออะไร

"พี่..."  เกาทัณฑ์นึกหาคำแก้ตัวไม่ทัน "ตอนที่เรายังเด็กอยู่ด้วยกัน ตอนนั้นพี่ค่อนข้างจะ...ไม่ชอบมองคน"

"ค่ะ ถ้าคนไม่สวยจะไม่ชอบมองเลย"

เป็นคำตัดพ้อที่ทำให้เกาทัณฑ์สะอึกอึ้ง กระแอมทีหนึ่งอย่างเกือบจนปัญญา ทำไมถึงเค้นหาคำพูดยากนัก สมองว่างวายราวกับกำลังอยู่ในฝัน…นี่เขากำลังฝันไปหรือเปล่า? ถ้าเป็นฝันทำไมสาวน้อยที่นั่งอยู่เบื้องหน้าถึงดูมีชีวิตจิตใจ คิดอ่านโต้ตอบได้ปานนั้น?

หลังจากเพียรสรรถ้อยอยู่นานก็นึกออกจนได้ว่าควรจะพูดอะไร คำแก้ตัวพรั่งพรูออกจากปากอย่างรวดเร็วราวกับน้ำไหล

"ในความเป็นเด็ก เรารู้จักแต่สิ่งกระตุ้นความสนใจที่เด่นชัด แต่เมื่อโตขึ้น เราก็จะรู้จักสำรวจคุณค่าของสิ่งต่างๆ แยกแยะได้ออกว่าหลายสิ่งในโลกนี้ไม่ควรมองผ่าน และถ้าได้รู้ว่าครั้งหนึ่งเคยมองผ่านสิ่งมีค่ามาแล้วด้วยความโง่เขลา ทั้งหมดที่ทำได้ก็คือสำนึกเสียใจและอยากพูดว่า...พี่ขอโทษ"

ถ้อยสุดท้ายนั้นหนักแน่นด้วยสำนึกอย่างชาย ทว่าแฝงกระแสความอ่อนโยนจริงใจจนทำให้แววหมางในตาสวยจางลง

"พี่พูดเก่งนะคะ" หล่อนลุกขึ้นยืน "แต่คนไม่จริงใจเท่านั้นแหละที่พูดเก่ง"

เกาทัณฑ์ลุกขึ้นยืนตาม

"ถ้าไม่ให้พูดพี่ก็จะแทนด้วยการทำให้แพเห็น…พี่จะจริงใจกับแพ"

หญิงสาวช้อนตาขึ้นสบ นัยน์ตาเงางามทอแสงเข้มกว่าเมื่อครู่

“อย่าเลยค่ะ แพเห็นอนิจจังแล้ว ต่อให้เคยครองกัน อธิษฐานร่วมกัน ซื่อสัตย์ต่อกันจนนาทีสุดท้าย เมื่อถึงเวลาก็ต้องลืม ต้องพรากจาก ต้องกลายเป็นคนแปลกหน้ากัน…แพลาพี่ไปตามทางดีกว่า จะได้ไม่ต้องเจอให้จำแล้วลืมกันอีก”

แม้ฟังไม่เข้าใจกระจ่างนัก เกาทัณฑ์ก็ใจหายจนเผลอยึดข้อมือหล่อนไว้

“แพพูดเรื่องอะไรอยู่หรือ? ถ้าทำผิดเพราะเจตนา พี่จะชดใช้ให้จนกว่าแพจะพอใจ แต่ถ้าหากเกินวิสัยที่คนธรรมดาคนหนึ่งจะรู้ ก็ขอให้บอกดีๆ อย่าเก็บงำแล้วตัดบทอย่างไม่ให้โอกาสกัน”

หญิงสาวดึงข้อมือออกจากการกุมของเขา

“ของแบบนี้ถ้าไม่รู้เองก็อย่ารู้จากคนอื่นเลยค่ะ”

เกาทัณฑ์ถอนใจเฮือกก่อนหัวเราะอย่างอัดอั้น

“แพเป็นเสียอย่างนี้”

“ค่ะ…เป็นอย่างนี้แหละ”

แล้วหล่อนก็หันหลัง ท่าทางกำลังจะเดินจากไปเฉยๆ

“เดี๋ยวซี่แพ…”

ชักงงเมื่อรู้สึกว่าเท้าชา มือชาอย่างรวดเร็ว และไล่ลามไปถึงประสาทรับรู้ส่วนกลาง เหลือเพียงสายตาที่ยังเห็นภาพตรงหน้า แพตรีกำลังเดินห่างออกไป หล่อนจะรู้หรือเปล่าว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นกับเขา

“แพ…”

เหมือนมีนุ่นยัดลงไปในคอ จะอ้าปากก็อึดอัด ยิ่งฝืนก็ยิ่งเลือน จนกระทั่งที่สุดเห็นหล่อนเหลียวกลับมา ซึ่งก็คงหันตามเสียงเรียกสุดท้ายของเขา เกาทัณฑ์เห็นแววหมางเมินเหินห่าง รู้สึกทรมานกับภาพชนิดนั้น หล่อนกำล