สนใจอ่าน เนื้อเรื่อง วิมุตติรัตนมาลี

ตอน สมเด็จพระนางพิมพาภิกษุณี ทั้งหมด คลิ๊กที่นี้ค่ะ

สนใจรับฟัง เสียงอ่าน วิมุตติรัตนมาลี

ตอน สมเด็จพระนางพิมพาภิกษุณี ทั้งหมด คลิ๊กที่นี้ค่ะ

   

 

วิมุตติรัตนมาลี โดย พระพรหมโมลี

( วิลาศ ญาณวโร ป.ธ.9)

วิมุตติรัตนมาลี  ตอน สมเด็จพระนางพิมพาภิกษุณี

 

อดีตกาลล่วงมาแล้ว นับถอยหลังจากภัทรากัปนี้ไป เป็นเวลานานถึง 4 อสงไขยกับอีก 100,000 มหากัป กาลครั้งนั้นเป็น ศุภมงคลกาลที่เรียกว่าสารมัณฑกัป เพราะเป็นกัปที่มี สมเด็จพระส้มมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาอุบัติตรัส
ในโลก 4 พระองค์ คือ

1. สมเด็จพระมิ่งมงกุฎตัณหังกรพุทธเจ้า

2. สมเด็จพระมิ่งมงกุฎเมธังกรพุทธเจ้า

3. สมเด็จพระมิ่งมงกุฎสรณังกรพุทธเจ้า

4. สมเด็จพระมิ่งมงกุฎทีปังกรพุทธเจ้า

จะกล่าวกลับจับความ จำเดิมแต่ศาสนาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ที่ 3 คือสมเด็จพระมิ่งมงกุฎสรณังกรพุทธเจัา ค่อยเสื่อมสลายสูญสิ้นไปหมดแล้ว โลกเรานี้ก็ว่างจากพระพุทธศาสนา ชั่วกาลพุทธันดรหนึ่ง แล้วจึงปรากฏมีสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาอุบัติก็สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เสด็จมาอุบัติใหม่นี้ ทรงพระนามว่า สมเด็จพระมิ่งมงกุฎทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อพระองค์ทรงอุบัติตรัสในโลกแล้วก็ทรงบำเพ็ญพุทธกิจประกาศพระพุทธศาสนา ยังศาสนธรรมให้ขยายแผ่กว้างออกไป เหล่าสัตว์ทั้งในไตรโลก ครั้นได้
สดับรับรสพระสัทธรรมเทศนา ต่างก็พากันประพฤติปฏิบัติตามคำสั่งสอนของสมเด็จพระทศพล จนได้บรรลุพระอริยมรรคอริยผล ตามสมควรแก่วาสนาบารมีแห่งตนเป็นอันมากแล้ว

กาลครั้งนั้น ยังมีพราหมณ์มาณพหนุ่มผู้หนึ่ง ปรากฏนามว่า สุเมธพราหมณ์ เขาเกิดในตระกูลมั่งคั่ง มีทรัพย์สมบัติมหาศาลนับได้มากมายหลายโกฏิทีเดียว นอกจากนั้นยังเป็นผู้เชี่ยวชาญในเชิงมนต์เฟื่องฟุ้งเรียนจบแจ้งในไตรเพทางคศาสตร์ ฉลาดในศิลป์สิ้นทุกประการ วันหนึ่งสุเมธพราหมณ์มาณพหนุ่มผู้นั้นนั่งอยู่ในห้องรโหฐานอันเป็นที่สงัดแล้วจินตนาการด้วยปัญญาว่า

“ ธิ ! ดังเราจะติเตียน… อันว่าการก่อภพกำเนิดเป็นรูปกายขึ้นใหม่นี้ ย่อมมีกองทุกข์ท่วมท้นหฤทัยเที่ยงแท้ อนึ่ง แม้เมื่อชนมชีพแตกพรากจากกาย ทำลายร่างสรีราพยพนั้นเล่า ก็เป็นกองทุกข์ถึงที่สุดใหญ่ยิ่งกว่าทุกข์ทั้งปวง การก่อภพชาติใหม่นี้เป็นทุกข์ใหญ่หลวง เพราะว่าชาติภพก่อให้เกิดชรา แล้วชราก็ก่อให้เกิดพยาธิ มรณะอันเป็นทุกข์ต่อไปไม่สิ้นสุดก็ในเมื่อชาติ ชรา พยาธิ มรณะซึ่งได้แก่ความเกิด ความแก่ความเจ็บไข้และความตายปรากฏมีขึ้นได้แล้วความไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ก็คงจักมีเป็นแม่นมั่น อย่ากระนั้นเลย ควรที่เราจะประสงค์เจาะจงแสวงหาความพ้นชาติ ชรา พยาธิ และมรณะนั้น ให้จงได้ จะเป็นการประเสริฐแท้

อนึ่ง ตัวเราคงต้องตายในวันหนึ่งข้างหน้า ต้องทอดทิ้งสรีระ อันมีสภาวะเน่าเปื่อยปฏิกูลนี้ แล้วไปเกิดใหม่ให้ได้ทุกข์อีก อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไฉนจึงจะยังหนักหน่วงห่วงใยอยู่ด้วยร่างกายปฏิกูลนี้อยู่เล่า ควรที่เราจะพึงหาทางออกไป เพื่อไม่มีการเกิดเสียเลยดีกว่า ก็แต่หนทางอันประเสริฐนี้ เห็นทีฝูงสัตว์จะพึงพบได้โดยยาก จำเราจะพึงทำความเพียรพยายามให้จงมาก อุตส่าห์เสาะแสวงหาให้ได้พบจงได้ ความทุกข์ภัยพยาธิมีแล้วฉันใด ความสุขไร้ทุกข์ภัยพยาธิก็คงจักมี เช่นเดียวกัน เมื่อภพกำเนิดคือความก่อเกิดปรากฏมีแล้วฉันใด วิภวะ คือ
ความไม่ก่อให้เกิดเป็นร่างกายก็คงจักมีเช่นเดียวกัน เปรียบเหมือนเมื่อความร้อนคือ เตโชธาตุไฟมีอยู่มากแล้ว ความเย็นคืออาโปธาตุน้ำก็มีไว้สำหรับดับความร้อนแก้กันฉันใดก็ดี เมื่อมีไฟคือความเกิด แก่ เจ็บ ตาย สิ่งที่จะระงับทุกข์ร้ายเหล่านี้ก็คงมีเป็นแม่นมั่นเสมือนหนึ่งว่าการบาปมีแล้ว ย่อมมีการบุญแก้ ความเกิดมีแน่
ความไม่เกิดอีกเป็นเที่ยงแท้ก็คงจักมี

เปรียบเหมือนบุรุษทรงพลังรักความสวยสะอาด เมื่อเห็นว่าสรีระร่างแห่งตนแปดเปื้อนคูถเน่าเหม็นร้ายกาจหนักหนา แล้วมาพบสระน้ำซึ่งมีอุทกวารีเย็นใสควรหรือที่เขาจะไม่กระวีกระวาดลงไปในสระ เพื่อชำระล้างเนื้อตัวให้หมดมลทิน ก็เรานี้ในเมื่อมลทิน คือกิเลสที่ควรล้างกำลังแปดเปื้อนติดตัวมีอยู่แล้ว ดังฤาจะไม่แสวงหาสระน้ำที่มีอมตธรรมเป็นอุทกวารีแล้วรีบล้างเสียซึ่งมลทินคือสรรพกิเลสนั้น

อีกประการหนึ่ง เปรียบเหมือนขุนพลจอมโยธีผู้ชำนาญศึกในรณภูมิ ที่ถูกข้าศึกศัตรูหมู่ปัจจามิตรมาล้อมไว้ เมื่อเห็นหนทางที่พอจะประลาตหลีกลี้หนีไปได้ยังมีอยู่ ควรหรือที่เขาจะหลงมุมานะสู้จนเสียชีวิตไม่คิดหนี ก็ตัวเรานี้
ในเมื่อมีข้าศึกศัตรูคือ หมู่กิเลสมารมารวมรุมหุ้มห้อมล้อมไว้อยู่ทุกทิวาราตรี และหนทางเป็นที่เกษมเปรมใจคือพระนิพพานอันเป็นที่หลีกหนีย่อมมีอยู่โดยแท้ เมื่อเป็นเช่นนี้จะไม่คิดแก้ไขหลีกหนีเอาตัวรอดไปหรือไฉน

อีกประการหนึ่ง เปรียบเหมือนชายผู้มีโรคร้ายเข้าเกาะกุมสรีรกายให้ได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัส เมื่อได้พบแพทย์วิเศษที่จะสามารถรักษา ควรแลหรือที่บุรุษนั้นจะไม่คิดอ่านเยียวยารักษาพยาธิแห่งตนให้หายเป็นปรกติดี ก็ตัวเรานี้ ในเมื่อถูกโรคาพยาธิ คือกิเลสาสวะมาย่ำยีบีฑา จะไม่เร่งเสาะแสวงหาแพทย์พิทยาจารย์ให้พยาบาลขจัดเสียซึ่งโรคาพยาธินั้นหรือไฉน

อีกประการหนึ่ง เปรียบเหมือนชายผู้มีน้ำใจรักความสะอาดและมีซากศพอันแรงร้ายกาจด้วยกลิ่นเหม็นเป็นปฏิกูล มาผูกพันกระสันติดอยู่กับคอตนควรหรือที่ชายคนนั้นจะทนสู้กลิ่นเหม็นแห่งซากศพอยู่ได้ โดยที่แท้ เขาย่อม
จะร้อนรนขวนขวายปลดเปลื้องซากศพให้พ้นไปจากคอตนเสียโดยพลันฉันใดก็ตัวเรานี้ จะมีใจเอื้อเฟื้ออาลัยอาวรณ์ในร่างกายอันเน่าเปื่อยปฏิกูล มากมูลไปด้วยซากสางต่างๆนี้ทำไมกัน ทางที่ดีนั้นจะต้องรีบหาทางปลดเปลื้องทอดทิ้งเสีย ไม่ต้องห่วงใยเฝ้าอาลัยรัก ปลดเปลื้องทอดทิ้งไปโดยพลัน ให้เหมือนกับ
บุรุษ ทอดทิ้งซากศพที่ผูกอยู่ที่คอนั่นเถิด

อีกประการหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษถูกหมู่โจรร้ายใจฉกาจ มันอาจหาญพากันมาปล้น กลุ้มรุมชิงฉวยเอาห่อทรัพย์สมบัติได้แล้ว และบุรุษนั้นเห็นว่าตนไม่สามารถจะชิงเอาห่อทรัพย์สินกลับคืนมาได้ เขาย่อมจะสิ้นอาลัยในทรัพย์
ไม่เสียดายหมายแต่จะเอาชีวิตรอดรีบวิ่งหนีไปโดยพลันฉันใด ตัวเรานี้เล่า ก็มีสรีระร่างอันเปรียบดังหมู่มหาโจรใจฉกาจ สามารถที่จะปล้นผลาญจิตใจให้ขาดจากกุศลธรรมทั้งปวง จำเราจะตัดห่วงเสน่หาในกายทอดทิ้งเสียอย่าให้มีอาลัยได้ รีบหนีไปในที่ปลอดภัยเหมือนบุรุษที่ถูกโจรปล้นแล้วไม่อาลัยในทรัพย์สมบัติรีบหนีไปฉับพลันฉะนั้นเถิด

สุเมธมาณพผู้มีปรีชา จินตนาการเป็นอุปมาทบทวนย้อนหน้าย้อนหลัง วิจิตรพิสดารมากมายหลายครั้งดั่งนี้แล้ว ในที่สุดก็ตัดสินใจสั่งให้เปิดคลังทรัพย์สมบัติของตนมากมายหลายโกฏิสุดประมาณ ออกบริจาคเป็นทานแจกจ่ายแก่ยาจกวณิพกคนอนาถาและคนที่อยากได้ทั้งปวงจนหมดสิ้นไม่มีเหลือแล้ว ก็มีใจผ่องแผ้วออกเดินทางแต่ตัวเปล่าเข้าไปสู่อรัญประเทศเขตป่าใหญ่ เมื่อมาถึงที่ใกล้เชิงเขาธรรมิกบรรพต จึงจัดแจงสร้างบรรณศาลาอาศรมบทเป็นที่อาศัยให้สำเร็จสมอารมณ์หมายภายในไม่ช้า แล้วก็เปลื้องผ้าสาฎกเนื้อดีที่ตนครองนุ่งผ้าเปลือกป่านและคากรองบวชเป็นดาบส สร้างพรตพรหมจรรย์จำเริญสมถกรรมฐาน ภายหลังต่อมาไม่นานก็ละทิ้งเสียซึ่งบรรณศาลาที่อยู่นั้น เพราะเห็นว่าทำให้เกิดห่วงใยไม่วิเวกเพียงพอ แล้วเดินทางต่อไปจนถึงเขตอรัญอันไกลลึกเป็นป่าใหญ่ อาศัยร่มไม้รุกขมูลเป็นที่อยู่ เลือกดูผลไม้ที่หล่นลงมาเองเป็นประมาณบริโภคเป็นอาหารยาปนมัตเครื่องยังชีพให้ทรงไว้เท่านั้น มีจิตบากบั่นอุตส่าห์บำเพ็ญเป็นกสิณานุโยค พยายามอยู่ในอรัญสถาน ไม่นาน
เท่าใด ก็สามารถได้บรรลุฝั่งแห่งฌานสมาบัติและอภิญญา

เบื้องว่า สุเมธดาบสผู้ยิ่งด้วยพรตพรหมจรรย์ ท่านได้สำเร็จอภิญญาฌานสมาบัติบริบูรณ์ดี มีวสีภาพเซี่ยวชาญชำนาญยิ่งนักแล้วก็ได้แต่เพลิดเพลินเจริญฌานเป็นสุขอยู่หนักหนา หารู้ไม่เลยว่า บัดนี้สมเด็จพระชินสีหทีปังกร
สัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เสด็จอุบัติตรัสเป็นพระบรมโลกนาถแล้ว ความจริงนั้นควรที่ท่านดาบสจะรู้ เพราะธรรมดาวิสัยผู้ได้อภิญญาฌานสมาบัติ ย่อมจักมีโอกาสรู้เห็นนิมิตในกาลทั้ง 4 ก่อน คือ

=> กาลเมื่อท่านผู้จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จมาถือปฏิสนธิในโลกนี้

=> กาลเมื่อท่านผู้จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประสูติจากพระครรโภทร

=> กาลเมื่อได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณอันประเสริฐ

=> กาลเมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงมีพระมหากรุณาแสดงพระธรรมจักรเทศนา

กาลสำคัญทั้ง 4 ซึ่งสุเมธดาบสมิได้รู้เห็นนี้ ก็เพราะเหตุที่ท่านเป็นผู้เพลิดเพลินเจริญฌานอันเป็นส่วนตนหนักยิ่งนักอยู่ในจิต ด้วยมิได้ใฝ่ใจคิดดูซึ่งเหตุอื่นเลย จึงมิได้เห็น มิได้รู้ว่าสมเด็จพระสัพพัญญูเจ้าทีปังกรทรงอุบัติขึ้นแล้วในโลก ต่อเมื่อหมู่มหาชนเป็นอันมาก พากันอาราธนาสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทีปังกร ซึ่งทรงมีพระคุณบวรวิเศษให้ทรงพระมหากรุณาเสด็จมายังปัจจันตประเทศ จึงเกิดเหตุมหาโกลาหลเป็นการใหญ่ด้วยว่าฝูงชนทั้งหลายซึ่งมีความเลื่อมใสชื่นชมโสมนัสต่างก็พากันจัดแจงแต่งหนทางแผ้วถางเกลี่ยมูลพูนถม ระดมกันกระทำทางเป็นที่เสด็จพระพุทธดำเนินอยู่

ในขณะนั้น สุเมธดาบสผู้มีตบะอันสูง เพราะบรรลุถึง ฝั่งแห่งอภิญญาฌานสมาบัติเที่ยวจาริกมาทางอากาศกลางเวหา มองลงมายังพื้นพสุธา ได้เห็นประชาชนประชุมกันอยู่เป็นหมู่มาก แลดูหลากประหลาดรื่นเริงบันเทิงจิต
น่าพิศวง ดาบสผู้มีฤทธิ์จึงเหาะลงมาจาก คัคนัมพรห้องเวหาหาว แล้วมีพจนะประภาษถามข่าวคราวชาวมนุษย์หมู่นั้นว่า

“ดูกรท่านทั้งปวง มหาชนชวนรื่นเริงบันเทิงจิต ชวนกันประกอบกิจแผ้วถางปฐพีโสภโณภาส เพื่อบุคคลผู้ใดจะจรมา” มหาชนทั้งปวงได้ฟังท่านดาบสถาม จึงแจ้งความว่า

“ ข้าแต่ท่านฤๅษี สมเด็จพระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้อนุตรโลกนาถยอดบุคคลเสด็จอุบัติขึ้นในโลกแล้ว กาลบัดนี้ ข้าพเจ้าทั้งหลายมีใจเลื่อมใสในพระองค์เป็นยิ่งนัก จึงชักชวนกันแผ้วถางทางเพื่อให้เป็นที่เสด็จพระพุทธดำเนินณ สถลมารควิถีเพื่อที่จะได้เสด็จมาแสดงพระธรรมเทศนาโปรดพวกเราชาวเมืองนี้ ”

สุเมธาฤๅษีผู้มีฤทธิ์ เมื่อสดับพระพุทธนามแต่เพียงคำว่า สมเด็จพระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงบังเกิดขึ้นแล้วในโลกเท่านั้น ก็พลันเกิดปีติเป็นล้นพ้นสุดประมาณจึงมาจินตนาการว่า กาลนี้ควรที่ตัวเราจักหว่านพืชเพื่อผล ขณะนี้ก็เป็นมงคลสมัยอุบัติมี หาควรที่เราจะมาทำละเมินเสียไม่ ครั้นคำนึงจินตนาในใจด้วยอำนาจศรัทธากอบด้วยญาณโสมนัสฉะนี้แล้ว จึงกล่าวขออนุญาตชนเหล่านั้นว่า

“ แม้นท่านทั้งหลายถางทางถวายพระพุทธเจ้าละก็ ขอจงอนุญาตให้โอกาสแก่เราสักแห่งหนึ่งเถิด เรานี้เกิดศรัทธาปรารถนาจะทำทางถวายพระพุทธเจ้าบ้าง “

ครั้งนั้น ชนทั้งหลายเห็นว่าท่านฤๅษีเป็นผู้มีฤทธิ์เดช เพราะสามารถเหาะเหินเดินมาโดยทางนภากาศได้ ก็เลยพากันชี้มือไปตรงบริเวณที่ซึ่งถากถางยากลำบากเพราะมีเปือกตมโคลนเลน เป็นบริเวณที่ต้องถมต้องหามูลดินมาเกลี่ยให้เสมอเป็นอันดี แล้วบอกอนุญาตแก่สุเมธฤๅษีว่า

“ แม้นท่านปรารถนาจะทำทางถวายแก่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าร่วมกับพวกเราในกาลครั้งนี้แล้วไซร้ ท่านก็จงทำบริเวณที่ตรงนั้นให้สำเร็จด้วยดีเถิด ท่านฤๅษี “

สุเมธดาบสผู้มีใจเลื่อมใสในองค์สมเด็จพระจอมไตรโลกนาถครั้นเขายกอนุญาตให้ทำทาง ณ สถานที่นั้นแล้ว ก็มิได้รอช้า อุตสาหะตั้งหน้าประกอบการโดยมีจิตวารรำพึงถึงพระพุทธนามว่าพุทโธ...พุทโธ...พุทโธ...อยู่เป็นนิตยกาลแผ้วถางสถานที่ให้เตียนโล่งเป็นอันดีแล้วก็เปลื้องหนังเสือที่รองนั่งออกผูกทำเป็นถุงกระทอห่อหิ้วมูลดินเอามาเทถมระดมสาดในที่ซึ่งเป็นที่ลาดลุ่มลึกเป็นเลนเหลวอยู่นั้นยังมิทันที่จะทำได้สำเร็จตลอด เหลืออยู่ยาวประมาณชั่วตัวบุรุษ ก็มีเสียงอุโฆษณาการกึกก้องป่าวร้องให้เป็นที่รู้กันว่า ได้เวลาที่สมเด็จพระมิ่งมงกุฎพุทธทีปังกรศาสดา เสด็จพาพระขีณาสพสงฆ์มากมายมาใกล้จะถึง

เสียงศัพท์บรรเลงอื้ออึงด้วยสำเนียงทวยเทพสุภสุรคณานิกรเป็นถ่องแถวแนวสลอนด้วยมหาชนอเนกแน่น ทำปัจจุคมนาการทั้งนำเสด็จพระพุทธดำเนินมา บางหมู่ก็ประโคมดุริยดนตรีแตรสังข์กังสดาลฆ้องกลองก้องสนั่นศัพท์ แซ่ซ้องสาธุการเอิกเกริก โสมนัสหนักหนา ทั้งเทพยดาและมนุษย์ต่างก็มีกรประณมมิได้คลายเคลื่อนและละลานเลื่อนตามเสด็จพระพุทธดำเนินมา ฝูงเทพยดาก็ประโคมทิพยดนตรี หมู่มนุษย์ก็ประโคมดีดสีตีเป่าตามประสามนุษย์ดำเนินนำและตามเสด็จพระพุทธลีลาเทพยดาบางพวกก็โปรยปรายทิพยบุปผามีดวงดอกทิพยมณฑารพโกสุมเป็นประธานลอยเลื่อนเคลื่อนทั่วทั้งทิศานุทิศ ณ เบื้องบนนภากาศมนุษยชาติบางพวกก็ยกขึ้นซึ่งเครื่องสักการบูชาล้วนแต่เครี่องหอม แห่ห้อมล้อมจรลีตามเสด็จพระพุทธทีปังกรมาด้วยความเลื่อมใสศรัทธา

 

กาลครั้งนั้น สุเมธดาบสผู้มีศรัทธาจิต ก็อธิษฐานอุทิศชีวิตถวายแก่พระพุทธองค์จึงปลดเปลื้องชฎาสยายเกสา ลาดปูผ้าเปลือกไม้กับหนังเสือรองนั่งบนเปือกตม แล้วก็ทอดกายนอนคว่ำหน้าลงต่อถนนที่ขาดลาดลุ่มเป็นเลนเหลวซึ่งเป็นบริเวณที่ตนยังทำไม่แล้วเสร็จนั้น พลันตั้งจิตอุทิศถวายว่า

"ขออาราธนาสมเด็จพระพุทธองค์ จงทรงพระมหากรุณาพาพระมหาขีณาสพสงฆ์ทั้งหลาย เสด็จเหยียบย่างพระบาทดำเนินไปบนกายแห่งข้าพระองค์อันทอดเป็นสะพานนี้เถิด เพื่อจะได้เกิดประโยชน์โสตถิผลอันยิ่งใหญ่แก่ข้า
พระองค์ขอสมเด็จพระทรงสิริสวัสดิ์จงอย่า ได้ทรงย่างพระบาทหลีกลงเลียบลุยเลนเหลวนี้เลย"

แล้วก็หมอบคว่ำหน้านิ่งเฉย เพื่อรอให้สมเด็จพระทีปังกรพุทธเจ้าพาพระมหาขีณาสพสงฆ์ เสด็จพระพุทธดำเนินเหยียบไปบนเบื้องหลังกายตน ซึ่งทอดเป็นสะพานอยู่อย่างนั้น ด้วยน้ำจิตมั่นไปด้วยศรัทธาเลื่อมใสยิ่งหนักหนา

มีกรณีที่ท่านผู้มีปัญญาควรจักทราบไว้ในตอนนี้ ก็คือว่า ในขณะนี้ หากสุเมธฤๅษีผู้มีฤทธิ์ ซึ่งนอนทอดกายเป็นสะพานให้สมเด็จพระทีปังกรบรมศาสดาจารย์ทรงเหยียบเสด็จพระพุทธดำเนินไป เพื่อไม่ให้พระยุคลบาทแปดเปื้อนโคลนตมแลเลนเหลวนี้ เธอจักมีความปรารถนาหน่วงเอาอมตธรรมกำจัดกิเลสเสียให้ขาดจากขันธสันดานในเวลาวันนั้น ก็จักได้สำเร็จเป็นพระอรหันตมหาขีณาสพเจ้าอย่างแน่นอนทั้งนี้ก็เพราะว่าอุปนิสัยแห่งพระอรหัตคุณรุ่งเรืองแก่กล้าเต็มอยู่ในขันธสันดานแล้ว เพียงแต่ได้สดับพระธรรมเทศนากึ่งบาทพระคาถาก็จักได้สำเร็จเป็นพระอรหันตมหาขีณาสพเจ้าทันที แต่สุเมธฤๅษีผู้นี้ มิใช่คนธรรมดาสามัญ โดยที่แท้ เธอเป็นพระโพธิสัตว์สร้างบารมีเพื่อพระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณปรารถนาการได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัพพัญญูพุทธเจ้ามานาน
นับได้ 2 กาลแล้ว คือ

1. กาลอันเป็นส่วน มโนปณิธาน โดยดำริในใจว่า เราจักเป็นพระพุทธเจ้าสักพระองค์หนึ่งให้จงได้ในอนาคต ได้แต่เพียงกำหนดนึก ในใจอยู่เช่นนี้อย่างเดียวมิได้ออกโอษฐ์ออกวาจาแต่ประการใด ก็นับเป็นเวลานานได้
ถึง 7 อสงไขย

2. กาลอันเป็นส่วน วจีปณิธาน โดยออกโอษฐ์ปรารถนาว่า เราจักตรัสเป็นพระพุทธเจ้าสักองค์หนึ่ง ในอนาคตกาลเบื้องหน้าให้จงได้ แล้วก็สร้างพระบารมีเพื่อพระสัมโพธิญาณ พร้อมกับออกโอษฐ์ตั้งความปรารถนาอยู่อย่างนั้นตลอดมานับเป็นเวลานานได้ 9 อสงไขย

โดยเหตุที่ท่านสุเมธฤๅษี เธอมีอุปนิสัยควรแก่การที่จะได้ตรัสเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใอนาคตกาล เพราะอุตสาหะสั่งสมอบรมบารมีเพื่อพระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณมานานถึงกาล 2 ส่วน คำนวนได้ 16 อสงไขย
เช่นนี้จึงทำให้ท่านฤๅษีเกิดความคิดอันบรรเจิดจ้าขึ้นในเวลานั้นว่า

"จะมีประโยชน์โสตถิผลอันใหญ่หลวงอย่างไร หากว่าเราจะได้อมตธรรมแต่เพียงลำพังตนคนเดียว จะมีประโยชน์โสตถิผลใหญ่หลวงอย่างไร ด้วยการได้ข้ามโอฆสงสารแต่เพียงลำพังตนคนเดียว ต่อเมื่อใดตัวเราได้บรรลุถึงความเป็นพระสัพพัญญูข้ามโอฆสงสารแล้ว เมื่อนั้น เราจักยังสัตว์ทั้งปวง ทั้งมนุษยโลกแลเทวโลกให้ข้ามได้ด้วย เราจักยังสัตว์ทั้งหลายให้ขึ้นสถิตสำเภาธรรม ช่วยส่งให้ลุล่วงข้ามถึงฝั่งแห่งพระนฤพานเช่นกับองค์สมเด็จพระบรมโลกุตมาจารย์ทีปังกรนี้ให้จงได้ "

จินตนาการไปโดยเห็นแก่ประโยชน์อันยิ่งใหญ่ในอนาคตเสียเช่นนี้ สุเมธฤๅษีจึงไม่ปรารถนาเป็นสาวกเพื่อสดับรสพระธรรมเทศนาให้ได้สำเร็จเป็นอรหันต์ในกาลครั้งนั้นแต่อย่างใด

ฝ่ายสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้นเสด็จมาถึงทอดพระเนตรเห็นซึ่งดาบสมีลักษณาการแปลกประหลาดพิกลนอนทอดตนให้เป็นสะพาน ท่ามกลางมรรคาอันมีเปลือกตมเป็นเลนเหลวเช่นนั้น จึงเสด็จเข้ามาใกล้สถิตอยู่ ณ เบื้องเศียรเกล้า แห่งสุเมธฤๅษี ทรงพิจารณาดูด้วยสัพพัญญุตญาณแล้ว ก็พลันมีพระพุทธฎีกาตรัสประกาศแก่ประชาชนพุทธบริษัททั้งหลายในที่นั่นว่า

"ดูราท่านทั้งปวงเอ๋ย ! ถ้าท่านทั้งหลายแคล้วคลาดจากอมตธรรมไม่ได้บรรลุธรรมวิเศษในศาสนาแห่งเราตถาคตนี้แล้ว และยังจะต้องท่องเที่ยวอยู่ในภพสงสารนานไปในอนาคตกาลเบื้องหน้าแล้วไซร้ ขอท่านทั้งหลายจงปรารถนาให้ได้บรรลุธรรมวิเศษคือมรรคผลนิพพานในศาสนาของดาบสผู้นี้เถิด ด้วยว่าต่อไปภายหน้าดาบสผู้นี้จักได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งเหมือนกัน เปรียบปานบุรุษทั้งหลายที่ว่ายข้ามมหานที แม้มาตรว่าจะคลาดเคลื่อนจากท่าเหนือข้ามขึ้นไม่ได้แล้ว ก็คงจะข้ามขึ้นจากท้องนทีได้ ณ ท่าน้ำตอนใต้ต่ำลงไปอีก เป็นอันแน่แท้ฉันใด แม้ท่านทั้งหลายเมื่อคลาดเคลื่อนไม่ได้มรรคผลนิพพานอันเป็นธรรมวิเศษในศาสนาแห่งเรานี้ หากมีวาสนาบารมีก็คงจะได้สำเร็จในศาสนาของดาบสนี้เป็นแม่นมั่น เพราะดาบสนี้เธอสั่งสมบรมโพธิสมภาร
เป็นพุทธังกูรหน่อพระชินสีห์โพธิสัตว์มานานสืบไปเบื้องหน้าในอนาคตกำหนดได้4 อสงไขยแสนมหากัป เธอจักได้ตรัสเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งซึ่งทรงพระนามว่าสมเด็จพระศรีศากยมุนีโคดมบรมครู"

เมื่อองค์สมเด็จพระสัพพัญญูทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีพระพุทธฎีกาตรัสพยากรณ์ฉะนี้แล้ว ก็ทรงสงเคราะห์ยกทักขิณบาทเบื้องขวาขึ้นจดกายดาบสก่อน แล้วก็เสด็จบทจรพาพระมหาขีณาสพสงฆ์เหยียบกายสะพานนั้นไปพอเป็นการฉลองศรัทธา ฝ่ายว่าเทพนิกรนาค ครุฑ มนุษย์ คนธรรพ์ เมื่อได้สดับพระพุทธฎีกาดั่งนั้นต่างก็น้อมหัตถ์ขึ้นนมัสการมหาดาบสสุเมธมุนีด้วยความชื่นชมโสมนัสยินดีทุกถ้วนหน้า

  (โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ) 

 

 ด้วยรัก/จากใจ..พลอยจ๋า

Comment

Comment:

Tweet

Recommend