พิมพายโสธราเทวี

posted on 28 Jan 2008 14:48 by bannpeeploy in buddhism

สนใจอ่าน เนื้อเรื่อง วิมุตติรัตนมาลี

ตอน สมเด็จพระนางพิมพาภิกษุณี ทั้งหมด คลิ๊กที่นี้ค่ะ

สนใจรับฟัง เสียงอ่าน วิมุตติรัตนมาลี

ตอน สมเด็จพระนางพิมพาภิกษุณี ทั้งหมด คลิ๊กที่นี้ค่ะ

  

วิมุตติรัตนมาลี โดย พระพรหมโมลี

( วิลาศ ญาณวโร ป.ธ.9)

วิมุตติรัตนมาลี  ตอน สมเด็จพระนางพิมพาภิกษุณี

ตอนย่อย  พิมพายโสธราเทวี

สุเมธมหาพรหมโพธิสัตว์ผู้มีพระพุทธบารมี เสวยพรหมสมบัติเป็นสุขอยู่ ณ รูปภพพรหมภูมิ โดยควรแก่กาลแห่งพรหมายุขัยแล้ว ก็เคลื่อนแคล้วมาอุบัติเกิดในกามาวจรภูมิอีกเป็นเวลานานหลายแสนหลายล้านชาติหนักหนา โดยที่บางชาติก็อุบัติเกิดเป็นเทวดา ณ สวรรคเทวโลก บางชาติก็บังเกิดเป็นมนุษย์ในมนุษย โลกเรานี้ และบางทีก็ไปเกิดเป็นสัตว์เดียรฉานด้วยอำนาจแห่งวัฏสงสารบันดาลให้เป็นไป จนกาลเวลาล่วงไปได้ถึง 4 อสงไขยกับเศษอีก 100,000 มหากัป ตลอดเวลาอันแสนจะยาวนานนี้ อดีตสุเมธฤๅษีผู้ได้รับลัทธยาเทศจากสำนักสมเด็จพระมิ่งมงกุฎทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เฝ้าสั่งสมอบรมพระบารมีซึ่งเป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณเรื่อยมาไม่หยุดยั้ง ทั้งนี้ก็เพราะ เหตุที่มีหฤทัยผูกพันมุ่งมั่น ปรารถนาแต่พระสัมโพธิญาณพุทธบารมีเป็นสำคัญ มีอรรถวรรณนาที่พระโบราณาจารย์พรรณนาถึงการสร้างพระพุทธบารมีไว้ว่า นับแต่ชาติที่เป็นสุเมธฤๅษีนั้น พระนิยโตโพธิสัตว์ซึ่งจะได้มาตรัสเป็นพระสมณโคดมบรมครูเจ้าแห่งเรานี้ ได้เคยสร้างพระพุทธบารมีมาเป็นอเนกอนันต์คือ

เพียงแต่บริจาคโลหิตในวรกายให้เป็นทาน ถ้าจะประมาณกำหนดหมาย ก็มากกว่ากระแสน้ำในมหานที

เพียงแต่บริจาคมังสะ คือ เนื้อในวรกายให้เป็นทาน ถ้าจะประมาณกำหนดหมายก็มากกว่าพื้นแผ่นมหาปฐพี

เพียงแต่ตัดเศียรเกล้าเกสโมลีให้เป็นทาน ถ้าจะประมาณกำหนดหมายเอามารวมกองไว้ ก็จะได้กองใหญ่สูงกว่ามหาสิเนรุราชบรรพต

เพียงแต่ควักนัยน์ตาทั้งสองซ้ายขวาให้เป็นทาน ถ้าจะประมาณกำหนดหมาย ก็จะได้มากกว่าดวงดารากรในนภากาศ

ปรากฏว่าเป็นเวลามากมายหลายชาติทีเดียว ในกาลครั้งยังต้องท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสาร เพื่ออบรมบ่มพระสัมโพธิญาณพุทธบารมีอยู่นี้ ที่อดีตสุเมธฤๅษีได้เป็นสามีร่วมรักกับเจ้าสุมิตตา กุมารี ตามแรงอธิษฐานของนางเมื่อครั้งถวายดอกอุบล 8 ดอกแด่สมเด็จพระมิ่งมงกุฎทีปังกรพุทธเจ้า บางคราวเกิดเป็นมนุษย์บุรุษสตรี ทั้งสองก็ต้องเป็นคู่สามีภริยากัน แม้บางคราวจะเกิดในกำเนิดสัตว์เดียรฉาน ก็ได้เป็นคู่สู่สมภิรมย์รักไม่พรากจากกันไปได้ตลอดกาลอัน แสนจะยาวนานถึง 4 อสงไขยกับเศษอีก 100,000 มหากัปนี้

ในชาติอันเป็นที่ปัจฉิมสุดท้าย สุเมธฤๅษีและสุมิตตากุมารีบุรุษสตรีซึ่งเป็นสามีภรรยาคู่สร้างกันมาแต่ปางบรรพ์ สุดที่จะนับประมาณชาติที่เกิดได้นั้น ต่างก็พากันมาบังเกิดในมนุษย์โลกเรานี้ โดยสุเมธฤๅษีได้มาอุบัติในขัตติยตระกูลณ กรุงกบิลพัสดุ์บุรี ทรงพระนามว่า เจ้าฟ้าชายอังคีรสราชกุมาร หรืออีกพระนามหนึ่งว่า เจ้าชายสิทธัตถราชกุมาร ส่วนสุมิตตากุมารีสาวโศภาแห่งปัจจันตคามคู่สร้างได้มาบังเกิดในขัตติยตระกูล ณ กรุงเทวทหนครเป็นเจ้าฟ้าหญิงทรงโฉมวิไลลักษณ์ เมื่อทรงจำเริญวัฒนาแล้วก็ได้เป็นเอกอัครมเหสีของเจ้าฟ้าชายสิทธัตถ
ราชกุมาร แห่งกรุงกบิลพัสดุ์บุรี ทรงพระนามว่าสมเด็จพระพิมพายโสธราเทวี

ราตรีกาลวันหนึ่ง เจ้าฟ้าชายสิทธัตถราชกุมาร ผู้มีพระพุทธบารมีเต็มเปี่ยมในขันธสันดานอยู่แล้ว ทรงฟื้นจากนิทรารมณ์สถิตนั่งบนบัลลังก์อาสน์ อันมีความวิเศษประหนึ่งทิพยบัลลังก์แห่งสมเด็จพระอมรินทราธิราช ได้ทอดทัศนาเห็นอาการวิปลาสของคณานางบริจาริกราชนารีทั้งหลาย ให้มีพระทัยสังเวชยิ่งนัก พิจารณาเห็นสังสารโทษเป็นอันมากทรงปรารถนาจะออกสู่มหาภิเนษกรมณ์ในราตรีนั้น จึงตรัสสั่งฉันนะอำมาตย์ให้ไปผูกพญาม้ากัณฐกัศวราช ซึ่งเป็นม้าพระที่นั่งเตรียมไว้แล้ว ทรงมีพระประสงค์จะไปทอดพระเนตรเจ้าราหุลโอรส ซึ่งประสูติแต่พระพิมพายโสธราเทวีเมื่อไม่นาน จึงอุฏฐาการเสด็จบทจรสู่ห้องสิริคัพภไสยาสน์แห่งพระอัครมเหสีพิมพายโสธรา เผยทวารห้องเห็นแสงประทีปชวาลาส่องสว่างทอดทัศนาเห็นเจ้าพิมพาราชเทวีบรรทมหลับสนิทเหนือพระแท่นที่สิริไสยาสน์ อันดาษไปด้วยสุคนธมาลาประมาณอัมพณะหนึ่ง คือ 127 ทะนาน และพระพิมพาราชเทวีนั้นทอดพระกรประดิษฐานเหนือพระเศียรพระราชโอรสบ่มิได้รู้สึกพระองค์ ทรงหยุดยืนเหยียบพระบาทบนธรณีพระทวาร เล็งแลพระราชบุตรและพระราชเทวี แล้วทรงรำพึงว่า

"หากอาตมะจะยกหัตถ์เจ้าพิมพายอดเสน่หา เพื่อจักอุ้มอำลาเจ้าราหุลโอรสรักก็น่าที่เจ้าพิมพาจักตื่นฟื้นจากนิทรารมณ์ เมื่อเป็นเช่นนี้ อันตรายแห่งมหาภิเนษกรมณ์ก็จะพึงมี อย่ากระนั้นเลย อาตมะจักอดใจไว้ก่อน ต่อเมื่อได้สำเร็จแก่พระสรรเพชุดาญาณอันบวรแล้วจึงจะกลับมาทัศนาพระลูกแก้วและเจ้าพิมพาเมื่อภายหลัง"

เมื่อเจ้าชายสิทธัตถราชกุมารบรมโพธิสัตว์ ผู้มีพระอรหัตคุณพุทธบารมีญาณแก่กล้า กำหนดพิจารณาระงับเสียซึ่งความเสน่หาในโอรสและเจ้าพิมพาคู่สร้างบารมีฉะนี้แล้ว ก็ตัดสินพระทัยยกย่างพระบาทจากธรณีพระทวาร เสด็จคมนาการโดยด่วนออกสู่มหาภิเนษกรมณ์ ทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยา เพื่อแสวงหาซึ่งวิมุตติธรรมความหลุดพ้นเป็นเวลาช้านานถึง 6 พรรษา ก็ได้บรรลุพระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณ สำเร็จเป็นเอกองค์บรมศาสดาจารย์ ทรงพระนามว่าสมเด็จพระมิ่งมงกุฎศรีศากยมุนีโคดม สมจริงตามพระพุทธฎีกาที่สมเด็จพระมิ่งมงกุฎทีปังกรพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ทำนายไว้แต่ปางบรรพ์

(โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ)

 

ด้วยรัก/จากใจ..พลอยจ๋า

Comment

Comment:

Tweet

Recommend