นางแก้วคู่บารมี

เรียบเรียง โดย อังคาร

 ตอนที่  8  ( สัมมิลลหาสินีกุมารี /ทิ้งทรัพย์บวชเป็นดาบสินี  )

ในอดีตกาล พระนางพิมพาไปอุบัติในพรหมโลก ได้เสวยพรหมสมบัติอยู่นานแสนนาน ครั้นจุติแล้วก็ได้มาบังเกิดในตระกูลเศรษฐีมีทรัพย์ ๘๐ โกฏิ อยู่ในแคว้นกาสี มีนามว่า สัมมิลลหาสินีกุมารี

สัมมิลลหาสินีกุมารี เป็นผู้มีรูปงาม ความงามของนางนั้นเปรียบได้กับนางเทพอัปสร กิริยาอาการก็เรียบร้อยอ่อนช้อย น่ารัก น่าดูชม และเนื่องจากเป็นผู้มาจากพรหมโลก สัมมิลลหาสินีกุมารีจึงเป็นหญิงพรหมจารินี ไม่มีอำนาจกิเลสตัณหาแม้เพียงนิดเจือปนในจิตใจ

ในกาลครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ก็ได้จุติจากพรหมโลก มาอุบัติในตระกูลพราหมณ์เศรษฐี ๘๐ โกฏิ แห่งนครพาราณสี เมื่อเจริญวัยขึ้นก็ได้เล่าเรียนศิลปะในสำนักตักศิลาจนจบ บิดามารดาจึงจะจัดการหาคู่ครองให้ แต่บุตรพราหมณ์ไม่ปรารถนาการครองเรือน จึงบ่ายเบี่ยงบิดามารดาเรื่อยมา

เมื่อถูกบิดามารดารบเร้าบ่อยเข้า บุตรพราหมณ์จึงออกอุบายหลีกเลี่ยงการครองเรือนโดยให้ช่างปั้นทองคำเป็นรูปหญิงงาม บอกบิดามารดาว่าตนเองยินดีจะครองเรือนหากได้หญิงงามเช่นรูปทองนี้เป็นภรรยา

บิดามารดาจึงให้บริวารยกรูปทองคำนั้นไปเที่ยวค้นหาหญิงงามทั่วชมพูทวีป

ขบวนแห่รูปทองผ่านมาถึงหน้าเรือนของสัมมิลลหาสินีกุมารี บริวารในเรือนนั้นมองเห็นรูปทองก็พูดถามกันว่า เหตุใด สัมมิลลหาสินี จึงมายืนอยู่ที่นี้

ขบวนแห่รูปทองได้ยินก็รู้ว่ากุมารีบ้านนี้งามเหมือนรูปทอง จึงได้นำความกลับไปบอกเศรษฐีพาราณสี พราหมณ์เศรษฐีจึงมาสู่ขอสัมมิลลหาสินีไปเป็นสะไภ้ที่เรือนตน

เมื่อพระโพธิสัตว์บุตรพราหมณ์และนางสัมมิลลหาสินีอยู่ร่วมเตียงในห้องเดียวกัน  ทั้งสองก็ไม่เคยแลดูกันด้วยอำนาจกิเลสเลย ทั้งสองอยู่ร่วมกันเหมือนพรหม ๒ องค์ อยู่ในที่เดียวกัน

กาลเวลาผ่านไป บิดามารดาของพราหมณ์ก็ทำกาลกิริยาตายลง เมื่อทำการฌาปนกิจสรีระของบิดามารดาแล้ว พราหมณ์พระโพธิสัตว์จึงบอกนางสัมมิลลหาสินีภริยาว่า ทรัพย์สมบัติของตระกูลพี่ ๘๐ โกฏิ และทรัพย์ของตระกูลเธออีก ๘๐ โกฏิ พี่ไม่ปรารถนา ขอยกให้เธอทั้งหมด พี่จะออกบวช

นางสัมมิลลหาสินีกล่าวว่า ข้าแต่พี่ท่าน ดิฉันไม่อาจทิ้งท่านได้ เมื่อท่านออกบวช ดิฉันก็จะออกบวชด้วย

เมื่อต่างคนต่างประสงค์จะออกบวช ทั้งสองจึงช่วยกันบริจาคทรัพย์เป็นทานจนหมด แล้วออกบวชเป็นดาบสและดาบสินี อาศัยผลหมากรากไม้เป็นอาหารอยู่ในหิมวันตประเทศ

ดาบสและดาบสินีทั้งสองอาศัยอยู่ในหิมวันตประเทศเป็นเวลานาน ต้องการจะเสพรสเค็มและรสเปรี้ยวบ้าง จึงออกจากหิมวันตประเทศจาริกเข้ามาในเมืองพาราณสี แล้วเข้าไปอาศัยอยู่ในราชอุทยาน

เมื่อได้บริโภคอาหารอยู่ในเมืองได้ไม่นาน นางดาบสินีก็เกิดอาพาธลงโลหิต และอาการหนักขึ้นทุกวันเพราะไม่มียามารักษา

ถึงเวลาออกภิกขาจาร พระดาบสก็ประคองร่างดาบสินีออกจากราชอุทยาน เมื่อถึงประตูพระนคร ดาบสินีก็หมดแรงเดินทางต่อไม่ไหว ท่านดาบสจึงพยุงร่างนางให้นอนพักบนแผ่นกระดานที่ศาลาแห่งหนึ่ง แล้วท่านดาบสก็ปลีกตัวไปภิกขาจาร

นางดาบสินีนอนทุกข์ทรมานด้วยโรคโลหิตอยู่บนแผ่นกระดานนั้น รอพระดาบสกลับมา แต่ยังไม่ทันที่พระดาบสจะกลับมา นางก็ทำกาลกิริยาตายไปอย่างเดียวดาย

มหาชนผู้เดินทางผ่านไปมา เห็นดาบสินีรูปงามนอนตายอยู่ริมทาง ก็พากันสงสารและร่ำไห้เสียดายรูปสมบัติที่น่ารักของนาง

ฝ่ายพระดาบส เมื่อกลับมาเห็นดาบสินีนอนสิ้นใจอยู่ ปลงใจได้ว่าธรรมดาสังขารเป็นของไม่เที่ยง ย่อมมีอันแตกทำลายได้เป็นธรรมดา ดำริดังนี้แล้วจึงนั่งบนแผ่นกระดานแผ่นเดียวกัน แล้วบริโภคอาหาร

มหาชนที่ยืนห้อมล้อมอยู่เห็นอาการสงบนิ่งของท่านดาบสจึงถามว่า ท่านผู้เจริญ ปริพาชิกานี้เป็นอะไรกับท่าน

ท่านดาบสตอบว่า เมื่อตอนเป็นคฤหัสถ์ นางเป็นภริยาของเรา

มหาชนกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ พวกเราเห็นภริยารูปงามของท่านตายยังพากันเสียใจ อดร่ำไห้ไม่ได้ แต่เหตุใดท่านจึงสงบนิ่งอยู่ได้ ไม่ร้องไห้เศร้าโศกเลย

ท่านดาบสตอบว่า นางปริพาชิกานี้เมื่อเธอยังมีชีวิตอยู่ เธอย่อมเป็นที่รักของเรา มีเมตตาต่อกัน ไม่เบียดเบียนกัน แต่สังขารนั้นเป็นของไม่เที่ยง อายุสังขารย่อมล่วงไป เสื่อมไป บัดนี้เธอไปสู่ปรโลกแล้ว ความพลัดพรากจากกันเกิดขึ้นแล้วเป็นธรรมดา จึงไม่ควรต้องตามเศร้าโศกถึงกันอีก

พระดาบสและมหาชนได้ช่วยกันฌาปนกิจสรีระของนางดาบสินี จากนั้น พระดาบสก็เดินทางกลับสู่หิมวันตประเทศ บำเพ็ญฌานและอภิญญาให้บังเกิด เมื่อสิ้นชีวิตแล้วก็ไปบังเกิดในพรหมโลก

 ( โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ )

ด้วยรัก/จากใจ..พลอยจ๋า

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

Recommend