ทิ้งทรัพย์บวชเป็นดาบสินี
posted on 30 Jan 2008 21:56 by bannpeeploy in buddhism
นางแก้วคู่บารมี
เรียบเรียง โดย อังคาร
ตอนที่ 8 ( สัมมิลลหาสินีกุมารี /ทิ้งทรัพย์บวชเป็นดาบสินี )
ในอดีตกาล พระนางพิมพาไปอุบัติในพรหมโลก ได้เสวยพรหมสมบัติอยู่นานแสนนาน ครั้นจุติแล้วก็ได้มาบังเกิดในตระกูลเศรษฐีมีทรัพย์ ๘๐ โกฏิ อยู่ในแคว้นกาสี มีนามว่า สัมมิลลหาสินีกุมารี
สัมมิลลหาสินีกุมารี เป็นผู้มีรูปงาม ความงามของนางนั้นเปรียบได้กับนางเทพอัปสร กิริยาอาการก็เรียบร้อยอ่อนช้อย น่ารัก น่าดูชม และเนื่องจากเป็นผู้มาจากพรหมโลก สัมมิลลหาสินีกุมารีจึงเป็นหญิงพรหมจารินี ไม่มีอำนาจกิเลสตัณหาแม้เพียงนิดเจือปนในจิตใจ
ในกาลครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ก็ได้จุติจากพรหมโลก มาอุบัติในตระกูลพราหมณ์เศรษฐี ๘๐ โกฏิ แห่งนครพาราณสี เมื่อเจริญวัยขึ้นก็ได้เล่าเรียนศิลปะในสำนักตักศิลาจนจบ บิดามารดาจึงจะจัดการหาคู่ครองให้ แต่บุตรพราหมณ์ไม่ปรารถนาการครองเรือน จึงบ่ายเบี่ยงบิดามารดาเรื่อยมา
เมื่อถูกบิดามารดารบเร้าบ่อยเข้า บุตรพราหมณ์จึงออกอุบายหลีกเลี่ยงการครองเรือนโดยให้ช่างปั้นทองคำเป็นรูปหญิงงาม บอกบิดามารดาว่าตนเองยินดีจะครองเรือนหากได้หญิงงามเช่นรูปทองนี้เป็นภรรยา
บิดามารดาจึงให้บริวารยกรูปทองคำนั้นไปเที่ยวค้นหาหญิงงามทั่วชมพูทวีป
ขบวนแห่รูปทองผ่านมาถึงหน้าเรือนของสัมมิลลหาสินีกุมารี บริวารในเรือนนั้นมองเห็นรูปทองก็พูดถามกันว่า เหตุใด สัมมิลลหาสินี จึงมายืนอยู่ที่นี้
ขบวนแห่รูปทองได้ยินก็รู้ว่ากุมารีบ้านนี้งามเหมือนรูปทอง จึงได้นำความกลับไปบอกเศรษฐีพาราณสี พราหมณ์เศรษฐีจึงมาสู่ขอสัมมิลลหาสินีไปเป็นสะไภ้ที่เรือนตน
เมื่อพระโพธิสัตว์บุตรพราหมณ์และนางสัมมิลลหาสินีอยู่ร่วมเตียงในห้องเดียวกัน ทั้งสองก็ไม่เคยแลดูกันด้วยอำนาจกิเลสเลย ทั้งสองอยู่ร่วมกันเหมือนพรหม ๒ องค์ อยู่ในที่เดียวกัน
กาลเวลาผ่านไป บิดามารดาของพราหมณ์ก็ทำกาลกิริยาตายลง เมื่อทำการฌาปนกิจสรีระของบิดามารดาแล้ว พราหมณ์พระโพธิสัตว์จึงบอกนางสัมมิลลหาสินีภริยาว่า ทรัพย์สมบัติของตระกูลพี่ ๘๐ โกฏิ และทรัพย์ของตระกูลเธออีก ๘๐ โกฏิ พี่ไม่ปรารถนา ขอยกให้เธอทั้งหมด พี่จะออกบวช
นางสัมมิลลหาสินีกล่าวว่า ข้าแต่พี่ท่าน ดิฉันไม่อาจทิ้งท่านได้ เมื่อท่านออกบวช ดิฉันก็จะออกบวชด้วย
เมื่อต่างคนต่างประสงค์จะออกบวช ทั้งสองจึงช่วยกันบริจาคทรัพย์เป็นทานจนหมด แล้วออกบวชเป็นดาบสและดาบสินี อาศัยผลหมากรากไม้เป็นอาหารอยู่ในหิมวันตประเทศ
ดาบสและดาบสินีทั้งสองอาศัยอยู่ในหิมวันตประเทศเป็นเวลานาน ต้องการจะเสพรสเค็มและรสเปรี้ยวบ้าง จึงออกจากหิมวันตประเทศจาริกเข้ามาในเมืองพาราณสี แล้วเข้าไปอาศัยอยู่ในราชอุทยาน
เมื่อได้บริโภคอาหารอยู่ในเมืองได้ไม่นาน นางดาบสินีก็เกิดอาพาธลงโลหิต และอาการหนักขึ้นทุกวันเพราะไม่มียามารักษา
ถึงเวลาออกภิกขาจาร พระดาบสก็ประคองร่างดาบสินีออกจากราชอุทยาน เมื่อถึงประตูพระนคร ดาบสินีก็หมดแรงเดินทางต่อไม่ไหว ท่านดาบสจึงพยุงร่างนางให้นอนพักบนแผ่นกระดานที่ศาลาแห่งหนึ่ง แล้วท่านดาบสก็ปลีกตัวไปภิกขาจาร
นางดาบสินีนอนทุกข์ทรมานด้วยโรคโลหิตอยู่บนแผ่นกระดานนั้น รอพระดาบสกลับมา แต่ยังไม่ทันที่พระดาบสจะกลับมา นางก็ทำกาลกิริยาตายไปอย่างเดียวดาย
มหาชนผู้เดินทางผ่านไปมา เห็นดาบสินีรูปงามนอนตายอยู่ริมทาง ก็พากันสงสารและร่ำไห้เสียดายรูปสมบัติที่น่ารักของนาง
ฝ่ายพระดาบส เมื่อกลับมาเห็นดาบสินีนอนสิ้นใจอยู่ ปลงใจได้ว่าธรรมดาสังขารเป็นของไม่เที่ยง ย่อมมีอันแตกทำลายได้เป็นธรรมดา ดำริดังนี้แล้วจึงนั่งบนแผ่นกระดานแผ่นเดียวกัน แล้วบริโภคอาหาร
มหาชนที่ยืนห้อมล้อมอยู่เห็นอาการสงบนิ่งของท่านดาบสจึงถามว่า ท่านผู้เจริญ ปริพาชิกานี้เป็นอะไรกับท่าน
ท่านดาบสตอบว่า เมื่อตอนเป็นคฤหัสถ์ นางเป็นภริยาของเรา
มหาชนกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ พวกเราเห็นภริยารูปงามของท่านตายยังพากันเสียใจ อดร่ำไห้ไม่ได้ แต่เหตุใดท่านจึงสงบนิ่งอยู่ได้ ไม่ร้องไห้เศร้าโศกเลย
ท่านดาบสตอบว่า นางปริพาชิกานี้เมื่อเธอยังมีชีวิตอยู่ เธอย่อมเป็นที่รักของเรา มีเมตตาต่อกัน ไม่เบียดเบียนกัน แต่สังขารนั้นเป็นของไม่เที่ยง อายุสังขารย่อมล่วงไป เสื่อมไป บัดนี้เธอไปสู่ปรโลกแล้ว ความพลัดพรากจากกันเกิดขึ้นแล้วเป็นธรรมดา จึงไม่ควรต้องตามเศร้าโศกถึงกันอีก
พระดาบสและมหาชนได้ช่วยกันฌาปนกิจสรีระของนางดาบสินี จากนั้น พระดาบสก็เดินทางกลับสู่หิมวันตประเทศ บำเพ็ญฌานและอภิญญาให้บังเกิด เมื่อสิ้นชีวิตแล้วก็ไปบังเกิดในพรหมโลก
( โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ )
ด้วยรัก/จากใจ..พลอยจ๋า
พระพุทธศาสนา
สมุดลงชื่อเยี่ยมบ้านพี่พลอย









