หลักกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด ผลงานที่ทรงคุณค่าของ อ.วศิน อินทสระ ปราชญ์ผู้ทรงคุณวุฒิแห่งสภาการศึกษามหามกุฎราช์วิทยาลัย มหาวิทยาลัยพุทธศาสนา ได้อธิบายถึงหลักกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด ตอบปัญหาที่คาใจคนหลายยุคหลายสมัยไว้เกือบทุกแง่มุม เช่น คนดีทำไมจึงมีชีวิตตกต่ำ ทำบุญละลายบาปได้หรือไม่ กรรมที่พ่อแม่ทำแต่ลูกเป็นผู้ได้รับ คนตายแล้วไปเกิดอีกเพราะอะไร เหตุที่บุคคลระลึกชาติได้ การเวียนว่ายตายเกิดจะสิ้นสุดเมื่อใด เป็นต้น เพื่อเป็นกุญแจดอกสำคัญไขไปสู่ความสว่างไสวในปัญหาชีวิต เพราะรู้แจ้งว่า ผลทุกอย่างย่อมมีมาเพราะเหตุช่วยให้ตระหนักได้อย่างลึกซึ้งว่าการเกิดของเรามีความหมาย และจะพัฒนาศักยภาพแห่งความดีงามในตัวเราอย่างมีเป้าหมายและเจริญงอกงามถึงขีดสุดได้อย่างไร เชิญหาคำตอบได้จากไฟล์เสียงชุดนี้ค่ะ

พลอยจ๋าได้ลงเนื้อหาเรื่อง หลักกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด ในส่วนของสาระสำคัญของแต่ละตอนไว้ให้ทุกคนได้อ่านกันโดยนะคะ โดยไฟล์เสียงชุดนี้จะมีทั้งสิ้น 4 ตอนค่ะ  ขอให้ติดตามรับฟังในตอนต่อๆ ไปด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ..

  ตอนที่ 1 กฎแห่งกรรม 

หลักกรรม หรือกฎแห่งกรรมมีอยู่ว่า “บุคคลทำกรรมใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เขาย่อมต้องรับผลแห่งกรรมนั้น” แต่เนื่องจากกรรมบางอย่าง  หรือการกระทำบางคราวไม่มีผลปรากฏชัดในทันที ผู้มีปัญญาน้อยจึงมองไม่เห็นผลแห่งกรรมของตน ทำให้สับสน และเข้าใจไขว้เขว เพราะบางทีกำลังทำชั่วอยู่แท้ ๆ กลับมีผลดีมากมาย เช่น ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข หลั่งไหลเข้ามาในชีวิต ตรงกันข้าม บางคราวกำลังทำความดีอยู่อย่างมโหฬาร แต่กลับได้รับความทุกข์ทรมานต่างๆ มีผลไม่ดีมากมาย เช่น ความเสื่อมลาภ เสื่อมยศ ถูกนินทาว่าร้าย ถูกสบประมาท และความเจ็บไข้  ได้ป่วยหลั่งไหลเข้ามาในชีวิต ความสลับซับซ้อนดังกล่าว ทำให้ผู้รับผลของกรรมสับสน เกิด  ความไม่แน่ใจว่า สิ่งที่ตนทำนั้นเป็นความชั่วจริงๆ หรือ? เป็นความดีจริงๆ หรือ? 

ตามความเป็นจริงแล้ว กรรมชั่วที่เขากำลังทำอยู่ยังไม่ทันให้ผล กรรมดีที่เขาเคยทำไว้ก่อนถึงวาระให้ผลในขณะที่คนผู้นั้นกำลังทำชั่วอยู่ จึงทำให้เขาได้รับผลดี ถ้าเปรียบทางวัตถุก็จะมองเห็นง่ายขึ้น เช่น คนๆหนึ่งกำลังปลูกต้นไม้อันเป็นพิษอยู่ มีผลไม้หอมหวานอร่อยสุก  มากมายในสวนของเขา เขาได้ลิ้มรสอันอร่อยของผลไม้ซึ่งเขาปลูกไว้ก่อนต่อมาต้นไม้มีพิษออกผลในขณะที่เขากำลังปลูกต้นไม้ที่มีผลอร่อยอยู่ เขาบริโภคผลไม้มีพิษรู้สึกได้รับทุกขเวทนา ข้อนี้ฉันใด กรรมกับผู้กระทำกรรมก็ฉันนั้น กรรมดีย่อมให้ผลดี กรรมชั่วย่อมให้ผลชั่ว แต่เพราะกรรมจะให้ผลก็ต่อเมื่อสุกเต็มที่แล้ว (Maturation) และมีความสลับซับซ้อนมาก จึงทำให้งง ทั้งนี้สาเหตุหนึ่งก็เพราะสติปัญญาของคนทั่วไปมีอยู่อย่างจำกัด เหมือนแสงสว่างน้อยๆไม่พอที่จะส่องให้เห็นวัตถุอันสลับซับซ้อนอยู่  มากมายในบริเวณอันกว้างใหญ่ และบริเวณนั้นถูกปกคลุมอยู่ด้วยความมืด เมื่อใดดวงปัญญาของเขาแจ่มใสขึ้น เขาย่อมมองเห็นความเป็นจริง ปัญญาของเขายิ่งแจ่มใสขึ้นเพียงใด เขาย่อมสามารถมองเห็นเรื่องกรรมและความสลับซับซ้อนของชีวิตมากขึ้นเพียงนั้น เหมือนแสงสว่างมีมากขึ้นเพียงใด ผู้มีจักษุปกติย่อมสามารถมองเห็นวัตถุอันละเอียดมากขึ้นเพียงนั้น 

สิ่งใดละเอียดมากเช่นเชื้อจุลินทรีย์ มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น นักวิทยาศาสตร์เขาใช้เครื่องมือคือกล้องจุลทรรศน์ซึ่งมีอานุภาพขยายเป็นพันๆ เท่าของวัตถุจริง จึงทำให้มองเห็นได้ สิ่งใดอยู่ไกลมาก ระยะสายตาธรรมดาไม่อาจทอดไปถึงได้ นักวิทยาศาสตร์เขาใช้กล้องส่องทางไกล จึงสามารถมองเห็นได้เหมือนวัตถุซึ่งปรากฏอยู่ ณ ที่ใกล้ ข้อนี้ฉันใด 

ผู้ได้อบรมจิตและปัญญาแล้วก็ฉันนั้น เป็นนักวิทยาศาสตร์ทางจิตสามารถเห็นได้ละเอียด รู้ได้ไกลซึ่งเรื่องกรรมและผลของกรรมชนิดที่สามัญชนมองไม่เห็นหรือมองให้เห็นได้โดยยาก ทั้งนี้เพราะท่านมีเครื่องมือคือปัญญาหรือญาณ สามัญชนไม่มีปัญญาหรือญาณเช่นนั้น จึงมองไม่เห็นอย่างที่ท่านเห็น เมื่อท่านบอกให้ บางคนก็เชื่อตาม บางคนไม่เชื่อ ใครเชื่อ  ก็เป็นประโยชน์แก่เขาเอง ทั้งด้านการดำเนินชีวิตและจิตใจหาความสุข     ได้เองผู้เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมได้กำไรกว่าผู้ไม่เชื่อ คือทำให้เว้นชั่ว ทำดีได้มั่นคงยั่งยืนกว่าผู้ไม่เชื่อ ทำให้เป็นคนดีในโลกนี้ จากโลกนี้ไปแล้วก็บันเทิงในโลกหน้า เมื่อประสบปัญหาชีวิตอันแสบเผ็ด ก็สามารถทำใจได้ว่ามัน  เป็นผลของกรรมชั่ว เมื่อประสบความรื่นรมย์ในชีวิตก็ไม่ประมาท มองเห็นผลแห่งกรรมดีและหาทางพอกพูนกรรมดีต่อไป

  ตอนที่ 2  ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่วจริงหรือ 

เรื่องนี้เป็นความจริงอย่างยิ่ง แต่ที่คนส่วนมากยังลังเล หรือเข้าใจผิดไปบ้างก็เพราะความสลับซับซ้อนของกรรมและการให้ผลของมัน การได้ดีหรือได้ชั่วนั้นถ้าเอาวัตถุภายนอกเป็นเครื่องตัดสินก็ลำบากหน่อย ต้องรอคอย บางทีขณะที่กำลังรอคอยอยู่นั้น ผลของกรรมอื่นแทรกแซงเข้ามาเสียก่อน ยิ่งทำให้ผู้ทำกรรมซึ่งกำลังรอคอยผลอยู่นั้นงงและไขว้เขวไปใหญ่  

ผลภายนอกและผลภายในของกรรมผลภายนอก คือผลที่ตนเองและคนอื่นมองเห็นได้ง่ายอย่างธรรมดาสามัญ เพราะมันมาเป็นวัตถุสิ่งของหรือสิ่งสมมติ เช่น ลาภ ยศ สรรเสริญ ความเพลิดเพลิน ความมีหน้ามีตาในสังคมเพราะมีทรัพย์เกื้อหนุนให้เป็น หรือในทางตรงกันข้าม เช่น เสื่อมทรัพย์ อัปยศ ถูกนินทาติเตียน มีความทุกข์ต่างๆ รุมสุมเข้ามา เช่น ความเจ็บป่วย ความต้องพลัดพรากจากปิยชน มีบุตร ภรรยา (สามี) เป็นต้น 

ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข นั้น คนทั้งหลายพากันฝังใจเชื่อว่าเป็นผลดี หรือผลของกรรมดี ส่วนเสื่อมลาภ เสื่อมยศ ถูกนินทาติเตียนและทุกข์นั้นเป็นผลชั่ว หรือผลของกรรมชั่ว แต่ในชีวิตปัจจุบันที่เห็นๆ กันอยู่หาได้เป็นเช่นนั้นเสมอไปไม่ ลาภอาจให้เกิดขึ้นโดยทุจริตมิจฉาชีพก็ได้ โดยสุจริตสัมมาชีพก็ได้, ยศอาจเกิดขึ้นโดยประจบสอพลอก็ได้ โดยประกอบการงาน อย่างขยันหมั่นเพียรก็ได้, สรรเสริญอาจเกิดขึ้นเพียงเพราะผู้สรรเสริญเข้าใจผิด หรือเพราะเป็นพวกเดียวกันมีอคติอยู่ในใจก็ได้ เพราะมีคุณความดีจริงก็ได้, ส่วนความสุข ความเพลิดเพลินนั้นเกิดขึ้นได้หลายวิธี  สุดแล้วแต่ชอบ, บุคคลชอบสิ่งใด เมื่อได้สิ่งนั้นตามปรารถนาก็รู้สึกสุขเพลิดเพลินไปพักหนึ่ง เมื่อสิ่งนั้นเปลี่ยนแปลงไป ไม่สมใจปรารถนาก็เป็นทุกข์ 

ในฝ่ายเสื่อมลาภ เสื่อมยศ ถูกนินทา ทุกข์ ก็มีนัยเดียวกันกับฝ่ายลาภ ยศ คืออาจเกิดขึ้นเพราะการทำดี หรือทำชั่วก็ได้ ตัวอย่างเช่น ผู้ทำความดีโดยการบริจาคทรัพย์เพื่อสาธารณกุศลเป็นจำนวนล้าน ทรัพย์นั้นของเขาต้องลดจำนวนลง จะเรียกว่าเสื่อมลาภได้หรือไม่ คนทำความดีอาจถูกถอดยศก็ได้ เมื่อทำไม่ถูกใจของผู้มีอำนาจให้ยศหรือถอดยศ คนทำดีอาจถูกติเตียนก็ได้ ถ้าคนผู้ติเตียนมีใจไม่เป็นธรรม หรืออคติจงใจใส่ร้ายเขา คนทำดีอาจต้องประสบทุกข์ก็ได้ เพราะต้องมีความอดทนต่อความลำบากตรากตรำกาย และความเจ็บใจ เช่นความลำบากกายลำบากใจในการเลี้ยงดูบุตรและสั่งสอนบุตรให้เป็นคนดี ซึ่งท่านเรียกว่า ความทุกข์  ที่ต้องลงทุน (Pre-Payment) 

ผลภายนอกเป็นของไม่แน่นอนอย่างนี้ ถ้าถือเอาผลภายนอกมาเป็นเครื่องตัดสินผลของกรรมย่อมทำให้สับสน เพราะบางคราวผลที่เกิดขึ้น  สมแก่กรรม แต่บางคราวไม่สมแก่กรรม เท่าที่บุคคลพอจะมองเห็นได้ในระยะสั้น 

ส่วน ผลภายใน คือ ผลที่เกิดขึ้นแก่จิตใจของผู้ทำ เป็นผลที่แน่นอนกว่า คือคนทำความดี รู้สึกตนว่าได้ทำความดี  จิตใจย่อมผ่องใสขึ้น จิตสูงขึ้น ส่วนคนทำชั่ว รู้สึกตนว่าเป็นคนทำชั่ว จิตย่อมเศร้าหมองไป อาการที่จิตเศร้าหมองหรือผ่องแผ้วนั่นเองเป็นผลโดยตรงของกรรมดี กรรมชั่ว สุข ทุกข์ของบุคคลอยู่ที่อาการเศร้าหมองหรือผ่องแผ้วของดวงจิตมากกว่าอย่างอื่น ทรัพย์สินสมบัติ ชื่อเสียงเกียรติยศ จะได้มามากเพียงใดก็ตาม ถ้าใจเศร้าหมอง ทุรนทุรายอยู่ด้วยโลภ โกรธ หลงอยู่เสมอแล้ว สิ่งเหล่านั้นหาสามารถให้ความสุขแก่เจ้าของเท่าที่ควรไม่ ตรงกันข้ามกลับเป็นสิ่งให้ทุกข์เดือดร้อนเสียอีก ผู้มีใจผ่องแผ้วเต็มที่เช่นพระอรหันต์ แม้ไม่มีทรัพย์สมบัติภายนอกที่ชาวโลกกระหายใดๆ เลย แต่ท่านมีความสุขมาก เป็นความสุขที่ไม่เจือด้วยทุกข์ 

  ตอนที่ 3  กรรมแบ่งออกเป็น 12 ประเภท 

ในตอนนี้ เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้รู้รายละเอียดแห่งกรรม จึงขอกล่าว  ถึงกรรม 12 ซึ่งจัดตามหน้าที่ จัดตามแรงหนักเบา และจัดตามกาลที่ให้ผล เมื่อทราบคำจำกัดความของกรรมประเภทต่างๆ แล้ว ผู้อ่านบางท่านที่ยังไม่เข้าใจก็อย่าเพิ่งใจร้อน  ทำใจเย็นๆ ไว้ก่อน  และขอให้อ่านต่อไป  จะเข้าใจดีขึ้นอย่างแน่นอน 

 กรรมจัดตามหน้าที่มี 4  ชนิด คือ     

1. ชนกกรรม - กรรมที่ก่อให้เกิด หรือส่งให้เกิดในกำเนิดต่างๆ เปรียบเสมือนมารดาของทารก ชนกกรรมนี้เป็นผลของอาจิณณกรรมบ้าง ของอาสันนกรรมบ้าง            

2. อุปถัมภกกรรม - กรรมอุปถัมภ์ เป็นเสมือนพี่เลี้ยงนางนม มี      ทั้งฝ่ายดีและฝ่ายไม่ดี      

3. อุปปีฬกกรรม - กรรมบีบคั้น มีหน้าที่บีบคั้นกรรมดีหรือชั่วให้เพลาลง    

4. อุปฆาตกรรม หรือ อุปัจเฉทกกรรม - กรรมตัดรอน มีหน้าที่ตัดรอนกรรมทั้งฝ่ายกุศลและอกุศล  

 กรรมจัดตามแรงหนักเบามี  4 ชนิด คือ            

1. ครุกรรม - กรรมหนัก ฝ่ายดีหมายถึงฌาน วิปัสสนา มรรคผล ฝ่ายชั่วหมายถึงอนันตริยกรรม 5  คือ ฆ่ามารดา, ฆ่าบิดา, ฆ่าพระอรหันต์, ทำพระพุทธเจ้าให้ห้อโลหิต, ทำสงฆ์ผู้สามัคคีกันให้แตกกัน           

2. อาจิณณกรรม หรือ พหุลกรรม - กรรมที่ทำจนเคยชิน หรือทำมากทำสม่ำเสมอกรรมนี้จะให้ผลยั่งยืนมาก            

3. อาสันนกรรม - กรรมที่บุคคลทำเมื่อจวนสิ้นชีวิต มีอานุภาพให้บุคคลไปสู่สุคติหรือทุคติได้ ถ้าเขาหน่วงเอากรรมนั้นเป็นอารมณ์เมื่อจวนตาย            

4. กตัตตากรรม หรือ กตัตตาวาปนกรรม - กรรมสักแต่ว่าทำ คือ ทำโดยไม่เจตนา   

 กรรมจัดตามกาลที่ให้ผลมี 4 ชนิด คือ            

1. ทิฏฐธัมมเวทนียกรรม - กรรมที่ให้ผลในปัจจุบัน           

2. อุปัชชเวทนียกรรม - กรรมที่ให้ผลในชาติต่อไปถัดจากชาติปัจจุบัน         

3. อปราปรเวทนียกรรม - กรรมที่ให้ผลหลังจากอุปัชชเวทนียกรรม คือให้ผลเรื่อยไปสบโอกาสเมื่อใดให้ผลเมื่อนั้น        

4. อโหสิกรรม - กรรมที่ไม่ให้ผล เลิกแล้วต่อกัน 

  ตอนที่ 4  รายละเอียดของกรรม 

เมื่อกรรมนำไปปฏิสนธิในภพใหม่ คือคนที่ทำกรรมดีไว้ย่อมไปเกิด  ในภพที่ดี คนทำกรรมชั่วไว้มากไปเกิดในภพที่ชั่ว กรรมที่ส่งให้เกิดนั้น  เรียกว่า ชนกกรรม (ชนก-ให้เกิด) สมมติว่าชนกกรรมฝ่ายดีส่งเขาให้เกิดในตระกูลที่ดี มั่งคั่งด้วยทรัพย์สินสมบัติและบริวาร มีตระกูลสูง เขาเกิดเช่นนั้นแล้วไม่ประมาท หมั่นหาทรัพย์เพิ่มเติม รักษาทรัพย์เก่าให้มั่นคง มีความเคารพนบนอบต่อผู้ควรเคารพ ถนอมน้ำใจบริวารด้วยการสงเคราะห์ เอื้อเฟื้อ พูดจาไพเราะ ทำประโยชน์ให้และวางตนเหมาะสม การกระทำ  เช่นนั้นเป็นอุปถัมภกกรรม ช่วยส่งเสริมผลของกรรมดีเก่า รวมกับกรรม       ใหม่ ทำให้เขามั่งคั่งมากขึ้น มีบริวารดีมากขึ้น 

ตรงกันข้าม ถ้าเขาได้ฐานะเช่นนั้นเพราะกุศลกรรมในอดีตส่งผลให้ แล้วเขามัวเมาประมาท ผลาญทรัพย์สินด้วยอบายมุขนานาประการเช่นเกียจคร้านทำการงานและคบมิตรเลว เป็นต้น กรรมของเขานั้นมีสภาพเป็นอุปปีฬกกรรม บีบคั้นเขาให้ต่ำต้อยลงจนสิ้นเนื้อประดาตัว บริวารก็หมดสิ้น ถ้าเขาทำชั่วมากขึ้น กรรมนั้นจะกลายเป็นอุปฆาตกรรม ตัดรอนผลแห่งกรรมดีเก่าให้สิ้นไป กลายเป็นคนล่มจม สิ้นความรุ่งเรืองในชีวิต 

 อีกด้านหนึ่ง สมมติว่า บุคคลผู้หนึ่งเกิดมาลำบากยากเข็ญขัดสนทั้งทรัพย์และบริวาร รูปร่างผิวพรรณก็ไม่งาม เพราะอกุศลกรรมในชาติก่อนหลอมตัวเป็นชนกกรรมฝ่ายชั่ว เมื่อเกิดมาแล้วเขาประกอบกรรมชั่วซ้ำเข้าอีก กรรมนั้นมีสภาพเป็นอุปถัมภกกรรมช่วยสนับสนุนกรรมเก่าให้ทวีแรงขึ้น ทำให้ฐานะของเขาทรุดหนักลงไปกว่าเดิม 

แต่ถ้าเขาผู้เกิดมาต่ำต้อยเช่นนั้นแล้วไม่ประมาท อาศัยความเพียรพยายามในทางที่ชอบ ถือเอาความอุตสาหะเป็นแรงหนุนชีวิต รู้จักคบมิตร  ดี กรรมของเขานั้นมีสภาพเป็นอุปปีฬกกรรม บีบคั้นผลของอกุศลกรรมเก่าให้เพลากำลังลง เขามีความเพียรในทางที่ชอบมากขึ้น ขวนขวายในทางบุญกุศลมากขึ้น กรรมของเขาแปรสภาพเป็นอุปฆาตกรรมหรืออุปัจเฉทกกรรม ตัดรอนผลแห่งอกุศลกรรมเก่าให้ขาดสูญ จนในที่สุดเขาเป็นคน  ตั้งตนได้ดี มีหลักฐานมั่นคง 

 ที่กล่าวมานี้ คือกรรมที่จัดตามหน้าที่หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าหน้าที่ของกรรม ซึ่งมีลักษณะหน้าที่ให้เกิด อุปถัมภ์ บีบคั้น และตัดรอน 

ส่วนกาลที่ให้ผล และแรงหนักเบาของกรรมนั้นมีความสัมพันธ์กัน      มาก คือกรรมหนัก (ครุกรรม) ทั้งฝ่ายดี และฝ่ายชั่ว จะให้ผลในปัจจุบันทันตาเห็น (ทิฏฐธัมมเวทนีย์) ส่วนกรรมที่เป็นอาจิณ หรือพหุลกรรมนั้น ถ้ายังไม่มีโอกาสให้ผลในชาติปัจจุบันก็จะยกยอดไปให้ผลในชาติถัดไป (อุปัชชเวทนีย์) และชาติต่อๆไป (อปราปรเวทนีย์) สุดแล้วแต่โอกาส ที่ท่านเปรียบเหมือนสุนัขไล่เนื้อ ทันเข้าเมื่อใดกัดเมื่อนั้น

กรรมที่บุคคลทำเมื่อจวนสิ้นชีวิต (อาสันนกรรม) นั้น มักให้ผล  ก่อนกรรมอื่น เพราะจิตไปหน่วงอารมณ์นั้นไว้แน่นไม่ว่าเป็นฝ่ายดีหรือ  ฝ่ายชั่ว กรรมนั้นใกล้จุติจิตและใกล้ปฏิสนธิจิต ท่านว่า แม้บางคราวจะ   มีกำลังน้อยก็ให้ผลก่อนกรรมอื่น เปรียบเหมือนรถติดไฟแดง เมื่อไฟเขียวอันเป็นสัญญาณให้รถไปได้เปิดขึ้น รถคันหน้าแม้มีกำลังวิ่งน้อยก็ออกได้ก่อน พอผ่านสี่แยกไปแล้ว รถที่มีกำลังดีกว่าย่อมแซงขึ้นหน้าไปได้ 

ในตำรา ท่านเปรียบผลของอาสันนกรรมว่าเหมือนวัวที่ขังรวมกัน  อยู่ในคอก รุ่งเช้ามารอกันอยู่ที่ประตูคอก พอนายโคบาล (คนเลี้ยงโค) เปิดประตูคอก วัวตัวใดอยู่ใกล้ประตูที่สุดจะเป็นแม่โค ลูกโคหรือโคแก่   ก็ตาม ย่อมออกมาได้ก่อน แต่เนื่องจากกำลังเพลา พอออกมาในที่โล่งแล้ว วัวตัวใดมีกำลังมากวัวนั้นย่อมเดินขึ้นหน้าไป ผลของอาสันนกรรมให้ผลก่อนก็จริงแต่ให้ผลในระยะสั้น เมื่อสิ้นแรงของอาสันนกรรมแล้วก็เป็นโอกาสของอาจิณณกรรมหรือพหุลกรรมคือกรรมที่ตนทำจนเคยชิน ทำจน เป็นนิสัย  

ส่วนกรรมที่ทำโดยไม่เจตนา ที่เรียกว่า กตัตตากรรม หรือกตัตตาวาปนกรรม สักแต่ว่าทำนั้นให้ผลน้อยที่สุด กำลังเพลาที่สุด เมื่อกรรมอื่นไม่มีจะให้ผลแล้ว กรรมนี้จึงจะให้ผล เป็นเหมือนหนี้รายย่อยที่สุด 

กรรมใดคอยโอกาสให้ผลอยู่ แต่ไม่มีโอกาสเลยจึงเลิกแล้วต่อกัน ไม่ให้ผลอีก กรรมนั้นเรียกอโหสิกรรม เปรียบเหมือนเมล็ดพืชที่เก็บไว้นานเกินไปหรือถูกคั่วให้สุกด้วยไฟเสียแล้ว ไม่มีโอกาสงอกขึ้นได้อีก (เรื่องนี้      มีรายละเอียดเพิ่มเติมตอนที่ว่าด้วย กรรมจะหยุดให้ผลด้วยเหตุ ๓ ประการข้างหน้า) กรรมเป็นเรื่องสลับซับซ้อนมาก แต่ผู้มีปัญญาก็พอตรองตามให้เห็นจริงได้ เพราะคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นไม่ยากเกินไปจน   ตรองตามด้วยปัญญาแล้วก็ไม่เห็น และไม่ง่ายเกินไปจนไม่ต้องตรองตาม ก็เห็นกรรมบางอย่างบุคคลทำโดยไม่เจตนาก็จริง แต่ก่อผลสุขและทุกข์ให้แก่ผู้อื่นได้ ผู้ทำกรรมเช่นนั้นย่อมได้รับผลตอบแทนมาในทำนองเดียวกัน คือได้รับสุขหรือทุกข์ซึ่งเกิดขึ้นโดยปราศจากเจตนาของผู้อื่น เช่นเขา   ยิงนกแต่ไปถูกคนเข้า หรือเขายิงคนอื่น ไพล่ไปถูกอีกคนหนึ่งโดยเหตุ   บังเอิญ นี้เป็นผลแห่งกตัตตากรรม 

บุคคลหนึ่งโยนก้อนหินลงไปทางหน้าต่าง บังเอิญก้อนหินนั้นไปถูกคนหนึ่งเข้า หัวแตก กรรมของเขาเป็นกตัตตากรรม เมื่อถึงคราวที่กรรมนี้จะให้ผล ย่อมให้ผลในทำนองเดียวกัน 

ในฝ่ายดี เช่น บุคคลผู้หนึ่งเอาของเหลือไปเททิ้งไม่ได้ตั้งใจจะให้ใคร แต่บังเอิญสุนัขมาได้อาศัยกินรอดชีวิตไปได้ กรรมนั้นของเขาเป็น  กตัตตากรรม เมื่อถึงคราวเขาจะได้รับผลแห่งกรรมนั้น ย่อมได้รับในทำนองเดียวกัน จริงอยู่ พระพุทธองค์ตรัสว่า “เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม” นั้น หมายเอากรรมอื่นทั้งปวง  ยกเว้นกตัตตากรรม  กรรมอย่างเดียวทำหน้าที่หลายอย่าง 

บางทีกรรมอย่างเดียวกันนั่นเอง เรียกชื่อต่างออกไปตามหน้าที่ กาล   และความหนักเบา ตัวอย่างเช่น การฆ่ามารดาบิดาจัดเป็นกรรมหนัก (ครุกรรม) เมื่อให้ผลในปัจจุบัน เช่นถูกฆ่าตอบ หรือต้องถูกจองจำได้รับทุกข์ทรมานในชาติปัจจุบัน พอเขาสิ้นชีพลงไปเสวยทุกข์ในนรก กรรมนั้นเป็นอุปัชชเวทนียกรรม กรรมนั้นเที่ยวติดตามให้ผลอยู่ภพแล้วภพเล่า กรรมนั้นเป็นอปราปรเวทนียกรรม เมื่อให้ผลจนเต็มที่แล้วสมควรแก่เหตุแล้ว  ก็เลิกให้ผล หรือผู้ทำกรรมนั้นสำเร็จเป็นพระอรหันต์เสียก่อน สิ้นชาติ สิ้นภพแล้วกรรมนั้นตามให้ผลไม่ได้อีก จึงกลายเป็นอโหสิกรรม เปรียบเหมือนบุคคลคนเดียวเรียกได้หลายอย่าง เช่น เป็นลูกของพ่อแม่ เป็นพ่อของลูก เป็นสามีของภรรยา เป็นนายของลูกน้อง เป็นครูของศิษย์ เป็นต้น 

กรรมที่บุคคลทำแล้ว จะให้ผลครั้งเดียวพ้นไปก็หาไม่ ย่อมตามให้ผลครั้งแล้วครั้งเล่า ชาติแล้วชาติเล่าจนกว่าจะสิ้นแรงหมดไป เปรียบเหมือนต้นไม้ที่บุคคลปลูกไว้เพียงครั้งเดียว แต่ให้ผลเป็นร้อยๆ ครั้งจนกว่าจะตายไป  ส่วนอาสันนกรรม คือกรรมที่บุคคลทำเมื่อจวนตาย จะเป็นฝ่ายดี ฝ่ายชั่วก็ตาม ที่ว่าให้ผลก่อนนั้นเพราะมีช่วงใกล้ชิดกับการปฏิสนธิในภพใหม่ จึงให้ผลทันทีในขณะที่บุคคลเคลื่อนจากภพเก่าสู่ภพใหม่นั่นเอง แต่ให้ผลในระยะสั้นดังกล่าวแล้ว การตามให้ผลยั่งยืนเป็นหน้าที่ของ อาจิณณกรรม คือกรรมที่บุคคลทำเป็นประจำ 

สมมติว่า บุคคลผู้หนึ่งทำความดีด้วยกาย วาจา ใจเป็นอันมาก หมั่นประกอบบุญกุศลตลอดชีวิต แต่ชีวิตปุถุชนย่อมเคยประกอบกรรมชั่วมาบ้างไม่มากก็น้อย ถ้าในขณะใกล้ตายเขามิได้ระลึกถึงบุญกุศลของเขาเลย กลับระลึกแต่บาปเล็กน้อยที่เคยทำ แรงบาปนั้นจะให้ผลทันที ส่งให้เขาถือปฏิสนธิในกำเนิดที่ต่ำทราม เช่นนรกหรือกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน หรือถ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ก็จะลำบากยากเข็ญอยู่ชั่วระยะหนึ่งเพียง ๗ วัน ๑๕ วัน หรือ ๑ เดือน ๑ ปี เป็นอาทิ แล้วผลแห่งอกุศลกรรมนั้นจะหมดกำลัง เปิดโอกาสให้ผลบุญกุศลที่เขาเคยสั่งสมไว้เป็นประจำให้ผลต่อไป เขาจะประสบความสุขความเจริญได้ที่พึ่งที่พักพิงอย่างดี และมีความสุขตลอดชีวิตใหม่

           ในทางตรงกันข้าม บุคคลอีกผู้หนึ่งทำความชั่วเป็นอาจิณ แต่ถึงกระนั้น เขาก็เคยทำกรรมดีมาบ้างไม่มากก็น้อย เมื่อเวลาจวนตาย เขาระลึกถึงแต่กรรมดีที่เคยทำ เช่นเคยถวายอาหารแด่พระสงฆ์ เคยช่วยเหลือ คนเจ็บ เคยช่วยชีวิตสัตว์ให้รอดตายเป็นต้น เขามิได้ระลึกถึงกรรมชั่ว ระลึกถึงแต่กรรมดีนั้น หรือญาติพี่น้องให้เขาได้ให้ทาน รักษาศีล เจริญพระพุทธคุณในขณะนอนเจ็บเตรียมตัวตายอยู่ เขาระลึกถึงแต่ความดี   แม้เพียงเล็กน้อยนี้ หากตายลงในขณะจิตเช่นนั้น เขาจะต้องไปถือปฏิสนธิในกำเนิดที่ดีก่อน แต่เนื่องจากผลแห่งกรรมดีน้อยมาก จึงหย่อนกำลังให้ผลเพียงเล็กน้อยแล้วหมด จึงเปิดโอกาสให้กรรมชั่วต่างๆ ที่เขาเคยทำไว้รุมล้อมให้ผลต่อไป ทำให้เขาต้องรับทุกขเวทนา ประสบความเสื่อมต่าง ๆ แม้เขาพยายามทำดีมากที่สุด แต่แรงแห่งอกุศลกรรมในอดีตคอยรังควานให้รำคาญเดือดร้อนอยู่ร่ำไป เพราะไม่มีแรงใดเสมอด้วยแรงกรรม 

คนที่ความชั่วไม่มี ความดีไม่ปรากฏ กรรมที่ทำเมื่อจวนตาย มีความหมายมากสำหรับเขา เหมือนแผ่นกระดาษที่ว่างเปล่า สีอะไรตกลงไปก็เด่นชัดมาก 

  ตอนที่ 5  การมองไม่เห็นกรรม 

กรรมดีหรือชั่วจะคอยติดตามบุคคลผู้ทำอยู่เสมอเหมือนเงาตามตัว แต่การที่คนมองไม่เห็นการตามของกรรมก็เพราะดำเนินชีวิตอยู่ในทางมืด เหมือนบุคคลไม่เห็นผู้ติดตามตนอยู่ในที่มืด พอเข้าสู่ที่สว่าง ถ้าเขาเหลียวไปมอง ย่อมเห็นได้ บุคคลที่ได้รับการอบรมจิตให้สงบ สะอาด และสว่างขึ้นเท่าใด ก็จะยิ่งมองเห็นกรรมและผลของกรรมละเอียดประณีตขึ้นเท่านั้น 

แต่กรรมจะให้ผลก็ต่อเมื่อสุกงอมเต็มที่แล้ว มันมีระยะฟักตัวตามสมควร บุคคลผู้มีปัญญาน้อยจึงเห็นได้ยาก อนึ่งชีวิตของมนุษย์สั้นเกินไป เพียงชีวิตเดียวไม่เพียงพอในการพิสูจน์กรรมให้ตลอดได้ การฟักตัวของกรรมก็เหมือนการมีครรภ์ของสตรี เมื่อครบกำหนดจึงคลอด หรือเหมือนการสุกของผลไม้ ย่อมต้องอาศัยเวลาตามสมควร การรอคอยของกรรมอาจใช้เวลาเป็นร้อยปี พันปี หรือหมื่นปีก็ได้ แม้รอคอยนานถึงปานนั้น    และมีความสลับซับซ้อนมากเพียงใด กรรมก็สามารถหาตัวผู้ทำได้ถูกต้องเสมอ ท่านเปรียบเหมือนลูกโคแม้จะรวมอยู่ในฝูงโคเป็นอันมากก็สามารถหาแม่ของมันพบ หรือเหมือนเด็กที่รู้เดียงสาแล้ว ย่อมจำแม่ของตนได้ 

ดังนั้น ผู้ทำกรรมดีย่อมได้รับผลดีเป็นเครื่องตอบแทน ผู้ทำกรรมชั่วย่อมได้รับผลชั่ว การที่บุคคลลังเลสงสัยในเรื่องนี้ ก็เพราะไปตัดสินเอาตามปรากฏการณ์บางอย่างภายนอก อันมีลักษณะเป็นมายา หลอกหลอน 

คนที่ทำความชั่วไว้มาก ความชั่วจะคอยรบกวนจิตใจของเขาให้กังวลอยู่เสมอ แม้จะปรากฏแก่คนอื่นให้ดูเหมือนว่ามีความสุข แต่ภายในใจของเขาเอง ใครจะเป็นคนรู้ว่ามีสุขทุกข์อันใดทับถมอยู่บ้าง

คนที่ชอบบ่นว่า ทำดีไม่ได้ดี นั้น อาจเป็นเพราะเขาทำดีไม่ถูกต้อง หรือทำดีไม่เป็น หรือมิฉะนั้นก็ใจร้อนเกินไป ตีโพยตีพายอยากได้ผลเร็วๆ ในขณะที่ความดียังไม่ทันให้ผล 

การทำดีเป็นหน้าที่ของบุคคลผู้รักดี  ส่วนการให้ผลเป็นหน้าที่ของ  กรรม เหมือนการไถหว่านเป็นหน้าที่ของชาวนา ส่วนการออกรวงเป็นหน้าที่ของต้นข้าว ย่อมออกรวงตามเวลาอันสมควร เมื่อยังไม่ถึงเวลาอันสมควร จะอ้อนวอนสักเท่าไรก็หาสมปรารถนาไม่ แต่พอถึงเวลาออกรวง ใครจะอ้อนวอนไม่ให้ออกก็ไม่ได้ เรื่องการให้ผลของกรรมก็ทำนองเดียวกันนี้

ผลของกรรมชั่วคอยติดตามบีบคั้น ส่วนผลของกรรมดีคอยติดตามประคับประคองช่วยเหลือผู้ท่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฏ การมองชีวิตต้องมองในระยะยาวและกว้างไกล จึงจะเป็นวิถีชีวิตโดยตลอด 

(โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ)

ด้วยรัก/จากใจ..พลอยจ๋า

  

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

Recommend