การเวียนว่ายตายเกิด
posted on 14 Feb 2008 10:50 by bannpeeploy in buddhism
หลักกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด ผลงานที่ทรงคุณค่าของ อ.วศิน อินทสระ ปราชญ์ผู้ทรงคุณวุฒิแห่งสภาการศึกษามหามกุฎราช์วิทยาลัย มหาวิทยาลัยพุทธศาสนา ได้อธิบายถึงหลักกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด ตอบปัญหาที่คาใจคนหลายยุคหลายสมัยไว้เกือบทุกแง่มุม เช่น คนดีทำไมจึงมีชีวิตตกต่ำ ทำบุญละลายบาปได้หรือไม่ กรรมที่พ่อแม่ทำแต่ลูกเป็นผู้ได้รับ คนตายแล้วไปเกิดอีกเพราะอะไร เหตุที่บุคคลระลึกชาติได้ การเวียนว่ายตายเกิดจะสิ้นสุดเมื่อใด เป็นต้น เพื่อเป็นกุญแจดอกสำคัญไขไปสู่ความสว่างไสวในปัญหาชีวิต เพราะรู้แจ้งว่า ผลทุกอย่างย่อมมีมาเพราะเหตุช่วยให้ตระหนักได้อย่างลึกซึ้งว่าการเกิดของเรามีความหมาย และจะพัฒนาศักยภาพแห่งความดีงามในตัวเราอย่างมีเป้าหมายและเจริญงอกงามถึงขีดสุดได้อย่างไร เชิญหาคำตอบได้จากไฟล์เสียงชุดนี้ค่ะ
พลอยจ๋าได้ลงเนื้อหาเรื่อง หลักกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด ในส่วนของสาระสำคัญของแต่ละตอนไว้ให้ทุกคนได้อ่านกันโดยนะคะ โดยไฟล์เสียงชุดนี้จะมีทั้งสิ้น 4 ตอนค่ะ ขอให้ติดตามรับฟังในตอนต่อๆ ไปด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ..
สนใจรับฟัง หรืออ่าน "หลักกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด" เชิญคลิ๊กที่นี้ค่ะ
ตอนที่ 9 กรรมมีผลเนื่องถึงผู้อื่น
ปัญหาอีกประการหนึ่งที่น่าพิจารณา คือ ความดี ความชั่ว ความบริสุทธิ์ ไม่บริสุทธิ์ มีเฉพาะตน หรือคนอื่นอาจทำให้เราบริสุทธิ์หรือเศร้าหมองได้
ถ้าความดี ความชั่ว ใครทำ ใครได้ ความบริสุทธิ์ ไม่บริสุทธิ์เป็นเรื่องเฉพาะตน คนอื่นจะทำคนอื่นให้บริสุทธิ์ไม่ได้แล้ว ไฉนเล่าเมื่อมารดาบิดาเป็นคนดี ลูกหลานจึงได้รับเกียรติ ได้รับความยกย่องนับถือด้วย เมื่อมารดาบิดาไม่ดี ตระกูลไม่ดี เหตุไรบุตรธิดาและคนในตระกูลจึงต้องได้รับอัปยศด้วย หรือเมื่อมารดาบิดามั่งมีหรือยากจน บุตรธิดาจึงพลอยมั่งมีหรือยากจนไปด้วย ความไม่บริสุทธิ์อาจป้ายสีกันได้ ความบริสุทธิ์อาจประกาศยกให้กันได้
ถ้าเป็นดังที่ว่านี้ก็น่าจะขัดแย้งกับพระพุทธภาษิตที่ว่า “สุทฺธิ อสุทฺธิ ปจฺจตฺตํ นาญฺโญ อญฺญํ วิโสธเย ความบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์เป็นของเฉพาะตน คนอื่นจะทำคนอื่นให้บริสุทธิ์ไม่ได้” ขออธิบายข้อความนี้ดังต่อไปนี้ ที่พระพุทธองค์ตรัสว่า “ความบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์เป็นของเฉพาะตน ใครอื่นจะทำอีกคนหนึ่งให้บริสุทธิ์ไม่ได้” นั้น หมายความว่า บุคคลทำชั่วเองย่อมเศร้าหมองเอง ทำดีเองย่อมผ่องแผ้วเอง ทรงหมายถึงความบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์ชั้นใน-ภายในความรู้สึกสำนึกของตน ไม่ใช่ความบริสุทธิ์ที่คนอื่นถือว่าบริสุทธิ์หรือความเศร้าหมองที่คนอื่นเขาป้ายสีให้
สมมติว่า คนผู้หนึ่งฆ่าคนตาย แม้จะไม่มีใครรู้เห็น เขาผู้นั้นชื่อว่าเป็นผู้ไม่บริสุทธิ์ในข้อนี้ ส่วนอีกคนหนึ่งไม่ได้ฆ่าใคร แต่หลักฐานภายนอกผูกมัดเพราะถูกใส่ความ เขาต้องได้รับโทษทางกฎหมายเช่นถูกจำคุกหรือถูกปรับ คนทั้งหลายเห็นว่าเขาเป็นอาชญากรหรือฆาตกร แต่ในความเป็นจริงเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ ความเป็นจริงกับปรากฏการณ์ภายนอกมิใช่จะตรงกันเสมอไป ในกรณีดังกล่าวจะเห็นว่าความบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์เป็นเรื่องเฉพาะตนจริง คนอื่นจะทำคนอื่นให้บริสุทธิ์หรือเศร้าหมองหาได้ไม่ พระพุทธเจ้าเองก็เคยถูกใส่ความเรื่องนางสุนทรีและนางจิญจมาณวิกา คนเชื่อไปก็มาก แต่ความบริสุทธิ์ยังเป็นของพระองค์อยู่ตลอดเวลา
ส่วนความบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์ในสายตาของคนทั้งหลายอื่น และในสายตาของศาลนั้นไม่แน่เสมอไป คนผิดแท้ ๆ อาจกลายเป็นคนบริสุทธิ์ได้ เมื่อหลักฐานที่จะเอาผิดไม่เพียงพอ คนถูกคนบริสุทธิ์แท้ ๆ อาจกลายเป็นคนไม่บริสุทธิ์ได้ ถ้าหลักฐานที่ผู้อื่นสร้างขึ้นมีมากพอที่จะปรักปรำให้เขาต้องเป็นคนผิดในสายตาของศาล เพราะศาลย่อมพิจารณาคดีตามหลักฐานพยานทั้งฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลย แล้วลงความเห็นไปตามหลักฐานนั้น
คราวนี้ เรื่องความดีความชั่วหรือบุญบาปที่บุคคลหนึ่งทำแล้ว ผลมาเกี่ยวเนื่องถึงอีกบุคคลหนึ่งนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ เพราะชีวิตของคนเหล่านั้นเกี่ยวเนื่องถึงกัน อย่างที่โบราณว่า “ปลาข้องเดียวกัน มักต้องเน่าเหม็นด้วยกัน” หรือ “ของหอมมักทำให้เครื่องรองรับพลอยหอมไปด้วย”
เพื่อความแจ่มแจ้งในเรื่องนี้ เราควรพิจารณากรรมต่างๆ ดังนี้
1. กรรมส่วนบุคคล
2. กรรมของครอบครัว
3. กรรมของหมู่คณะหรือสังคม
4. กรรมของประเทศชาติ
5. กรรมของโลก
กรรมส่วนบุคคล นั้น ใครทำคนนั้นได้รับเพียงคนเดียว คือเขาทำประโยชน์ส่วนตนของเขา เช่นการศึกษาหาความรู้ ใครทำคนนั้นก็ได้รับเฉพาะตน เขาศึกษาเล่าเรียนเพียงคนเดียว จะให้ญาติพี่น้องพ่อแม่ ผู้ไม่ศึกษาเล่าเรียนพลอยรู้ไปด้วยหาได้ไม่ ต่อเมื่อเขารู้แล้วนำความรู้มาสั่งสอนบอกเล่า นั่นแหละคนอื่นจึงจะพลอยรู้ไปด้วย
แต่เมื่อกล่าวโดยอ้อม เขาผู้ศึกษาสูง มีความรู้ดี ใช้ความรู้นั้นให้เป็นประโยชน์ อยู่ในครอบครัวใด ในหมู่คณะใด ครอบครัวนั้น หมู่คณะนั้นก็พลอยได้รับประโยชน์ไปด้วย ถ้าเขาใช้ความรู้ประกอบกรรมดีถึงระดับชาติ ชาติก็พลอยได้รับเกียรติ ได้รับประโยชน์จากเขาด้วยเหมือนกัน บางทีเขาทำประโยชน์ระดับโลกอย่างเช่นพระพุทธเจ้าและนักวิทยาศาสตร์บางคน เช่น หลุยส์ ปาสเตอร์ เป็นอาทิ โลกก็พลอยได้รับสิ่งดีงามไว้ประจำโลก เพราะอาศัยอัจฉริยบุคคลเช่นนั้น
นี่กล่าวในทางดี ในทางชั่วก็ทำนองเดียวกัน คนๆ เดียวอาจทำให้โลกเดือดร้อนได้กรรมของครอบครัว นั้น คือคนที่อยู่ในครอบครัวเดียวกัน คนใด คนหนึ่งทำดีหรือชั่ว มั่งมีหรือยากจนลง ผลย่อมตกแก่ครอบครัวด้วย เช่น พ่อแม่ทำดีมีชื่อเสียง ลูกๆ ก็พลอยมีหน้ามีตา พ่อแม่ยากจนลง ลูกๆ ก็พลอยลำบากไปด้วย ฯลฯ
กรรมของหมู่คณะหรือสังคมหรือสถาบัน ก็ทำนองเดียวกัน มีความเกี่ยวเนื่องถึงกัน คนในหมู่คณะเดียวกัน มีความสัมพันธ์กันทางชื่อเสียงเกียรติยศ หรือความเสื่อมอัปยศ อย่านึกว่าเราทำของเราคนเดียว เราอยู่ในสถาบันใด สถาบันนั้นย่อมต้องพลอยเสียชื่อหรือได้ชื่อไปด้วย
ส่วน กรรมของประเทศชาติ เป็นกรรมระดับชาติ แม้บุคคลผู้เดียวทำ ก็อาจเป็นประโยชน์แก่ชาติทั้งชาติหรือเป็นภัยแก่ชาติได้ ยิ่งผู้ซึ่งเป็น ตัวแทนของชาติเช่นทูต ทำสิ่งใดลงไปย่อมหมายถึงการกระทำของชาติ อีกผู้หนึ่งคือผู้ซึ่งเป็นประมุขของชาติเช่นพระมหากษัตริย์ หรือประธานาธิบดี ทำสิ่งใดลงไปย่อมกระทบกระเทือนถึงชาติเสมอ อาจให้คนรักชาตินั้นหรือเกลียดชาตินั้นก็ได้
อนึ่ง คนมากด้วยกันรวมกันเป็นประเทศชาติ ต่างคนต่างทำกรรมชั่วกันมากบ้างน้อยบ้าง นานๆ เข้าผลแห่งกรรมชั่วรวมกลุ่มกัน เนื่องจากมนุษย์ทำกรรมเหมือนๆกันไม่มีใครลงโทษใครได้ ผลแห่งกรรมรวม บันดาลให้ธรรมชาติลงโทษมนุษย์เสียครั้งหนึ่ง เช่น เกิดน้ำท่วมอย่างรุนแรง แผ่นดินไหวบ้านเรือนพังพินาศเสียหายมากมาย เดือดร้อนกัน ทั้งชาติ นี่เป็นกรรมของชาติ แม้คนดีคนบริสุทธิ์ก็พลอยเดือดร้อนด้วยเพราะเป็นบุคคลในชาติ หลายชาติเดือดร้อน โลกก็เดือดร้อน คนในโลกวุ่นวาย ระส่ำระสาย ค่าครองชีพสูงทั่วโลก ประชาชนหาได้ไม่พอเลี้ยงชีพ หาความสงบสุขได้ยากนี่ กรรมของโลก
ด้วยประการฉะนี้ ผู้มีใจไม่คับแคบก่อนทำก่อนพูดอะไร จึงควรคำนึงถึงผลดีผลเสียอันจะตกแก่ครอบครัว สังคม ชาติและโลกไว้ด้วยไม่เพียงแต่คำนึงถึงตนเพียงผู้เดียว กรรมบางอย่างบิดาเป็นคนทำแต่บุตรเป็นผู้ได้รับ เป็นเรื่องน่าพิศวงมาก เช่น บิดาไปตัดมือลิงเพราะลิงได้ทำสิ่งมีค่าของตนเสียหาย ขณะนั้นภรรยาของเขากำลังตั้งครรภ์ เมื่อภรรยาคลอดปรากฏว่าบุตรของเขา มือขาดมาแต่ในครรภ์ มือข้างเดียวกับมือลิงที่ถูกตัด เรื่องนี้นักวิทยาศาสตร์สายชีววิทยาอาจให้เหตุผลทางโรคบางอย่างของมารดาหรือบิดาอันเป็นเหตุให้ลูกต้องเป็นอย่างนั้น แต่ความจริงทั้งมารดาและบิดามิได้เป็นโรคอย่างที่หมอหรือนักวิทยาศาสตร์สงสัยนั้นเลย
เรื่องนี้หลักกรรมและการเกิดใหม่ตอบว่าอย่างไร? ตอบว่า ถ้ามารดาบิดาไม่มีโรคประจำตัวอันเป็นเหตุให้เด็กเป็นอย่างนั้น ก็เป็นเพราะกรรมที่พ่อไปตัดมือลิงด้วยความโกรธแค้น “ทำไม พ่อทำ ผลร้ายจึงตกแก่ลูก?” ได้กล่าวไว้แต่ต้นแล้วว่า นอกจากกรรมส่วนบุคคลแล้ว ยังมีกรรมของครอบครัวอีกด้วย พ่อทำความดี มีลาภ มียศ ผลดียังตกถึงลูกได้ ทำไมเมื่อพ่อทำไม่ดี ผลร้ายจะตกแก่ลูกบ้างไม่ได้
หลักกรรมและการเกิดใหม่มีทางอธิบายได้ 2 ทาง คือ
1. กรรมได้จัดสรร ให้วิญญาณซึ่งเคยทำกรรมอย่างเดียวกับบิดาของเขาในชาตินี้มาเกิด คือเด็กคนนั้นอาจเคยตัดมือลิงในชาติใดชาติหนึ่งในอดีตมาแล้ว
2. กรรมที่รุนแรงมากย่อมหาโอกาสให้ผลโดยเร็ว แต่ยังหาโอกาสสำหรับบุคคลผู้เป็นบิดาไม่ได้ จึงไปลงโทษแก้แค้นเอาที่ลูก ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการทรมานจิตใจผู้เป็นบิดาอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน
การลงโทษของกรรมแบบนี้ เปรียบเหมือนคนผู้หนึ่งไปฆ่าบิดาอัน เป็นที่รักของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง เด็กหนุ่มนั้นมีความพยาบาทรุนแรงเที่ยวตามผู้ฆ่าบิดาตน แต่ไม่อาจหาพบได้ หรือบางครั้งหาพบแล้วแต่บุคคล ผู้นั้นกำลังอยู่ในภาวะแวดล้อมอารักขาของมิตรสหายมากมาย เขาจึงไม่สามารถฆ่าตอบได้ จึงไปซุ่มอยู่ใกล้บ้านของบุคคลผู้ฆ่าบิดาตนเพื่อคอยโอกาสเหมาะ เมื่อเห็นบุตรของผู้นั้นออกมาจากเรือนเห็นว่าทำร้ายได้โดยง่ายและเป็นทางหนึ่งที่จะระบายความแค้นของตนให้คลายลงจึงประหารเด็กคนนั้นเสีย ตามธรรมดาบุตรย่อมเป็นที่รักยิ่งของบิดามารดา เมื่อบุตรถูก ประหาร บิดาย่อมรู้สึกเสียใจ ปวดร้าวยิ่งกว่าถูกฆ่าเองเสียอีก
ทำนองเดียวกันนี้ กรรมที่บุคคลทำแล้วถ้าก่อความทารุณแสบเผ็ดให้แก่คนอื่นสัตว์อื่น กรรมจะพยายามให้ผลอย่างรวดเร็ว เพื่อให้สาหัสทันตาเห็น หากยังไม่มีโอกาสให้ผลแก่ผู้ทำโดยตรง เพราะกรรมดีคอยแวดล้อมอยู่ ก็จะให้ผลแก่ครอบครัว เพื่อก่อความสะเทือนใจแก่บุคคลนั้น
อนึ่ง โดยธรรมดา มารดาบิดาที่เห็นลูกคลอดมามีอวัยวะไม่สมบูรณ์ไม่สมประกอบนั้นเป็นความปวดร้าวทรมานไปตลอดชีวิต คลอดมาแล้วตายเสีย ยังจะให้ความเสียใจเพียงครั้งเดียว การลงโทษแห่งกรรมแบบนี้เป็นการลงโทษที่แสบเผ็ดมาก
ตอนที่ 10 กรรมและการให้ผลของกรรม
เมื่อกล่าวโดยหลักใหญ่ กรรมมี 4 อย่าง คือ
1. กรรมดำ มีวิบากดำ
2. กรรมขาว มีวิบากขาว
3. กรรมทั้งดำทั้งขาว มีวิบากทั้งดำทั้งขาว
4. กรรมไม่ดำไม่ขาว มีวิบากไม่ดำไม่ขาว และเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรมหนึ่ง มีพระพุทธาธิบาย ดังนี้
4.1. กรรมดำ ให้ผลดำ คือ กาย วาจา ใจ อันเป็นไปเพื่อความ เบียดเบียน บุคคลนั้นย่อมเกิดในโลกที่มีการเบียดเบียน เมื่อเกิดในโลกที่มีการเบียดเบียนเช่นนั้น เขาย่อมได้กระทบกับผัสสะที่มีการเบียดเบียน ย่อมได้เสวยเวทนาอันเป็นไปเพื่อความเบียดเบียน มีความทุกข์โดยส่วนเดียว เช่นสัตว์นรกทั้งหลาย นี่แหละคือกรรมดำ มีผลดำ
4.2. กรรมขาว มีผลขาว หมายถึง กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมของบุคคลใดไม่มีการเบียดเบียน ไม่เป็นไปเพื่อการเบียดเบียน บุคคลนั้นย่อมเกิดในโลกที่ไม่มีการเบียดเบียน เมื่อเกิดในโลกที่ไม่มีการเบียดเบียนย่อมกระทบกับผัสสะที่ไม่มีการเบียดเบียน (คือไม่มีเรื่องแห่งการเบียดเบียนกัน) เขาย่อมได้รับเวทนาอันไม่มีการเบียดเบียน (คือสุขเวทนา) เป็นสุขโดยส่วนเดียว ดังเช่นเทพเจ้าเหล่าสุภกิณหะ นี่แหละคือกรรมขาว มีผลขาว
4.3 กรรมทั้งดำทั้งขาว มีผลทั้งดำทั้งขาว คือกายกรรม วจีกรรมและมโนกรรมของบุคคลใดเป็นไปเพื่อความเบียดเบียนบ้าง เป็นไปเพื่อความไม่เบียดเบียนบ้าง บุคคลนั้นย่อมเกิดในโลกที่มีการเบียดเบียนบ้าง ไม่มีการเบียดเบียนบ้าง ย่อมกระทบกับผัสสะอันเป็นไปเพื่อความเบียดเบียนบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อความเบียดเบียนบ้าง (คือต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องที่มีการเบียดเบียนบ้าง ไม่มีการเบียดเบียนบ้าง) เขาย่อมเสวยเวทนาอันเป็นไปเพื่อความเบียดเบียนบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อความเบียดเบียนบ้าง เกลื่อนกล่นไปด้วยสุขและทุกข์ ดังเช่นมนุษย์ทั้งหลาย เทวดาบางพวก วินิบาตบางพวก นี่แหละคือกรรมทั้งดำทั้งขาว มีผลทั้งดำทั้งขาว
4.4 กรรมไม่ดำไม่ขาว มีผลไม่ดำไม่ขาว คือเจตนาที่จะละกรรม ทั้งปวง ทั้งกรรมดำ กรรมขาว และกรรมทั้งดำทั้งขาว กรรมเช่นนี้แหละย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม เช่นกรรมของพระอรหันต์
กรรมดำ คือ อกุศล ทุจริตกรรมขาว คือ กุศล สุจริต กรรมทั้งดำทั้งขาว คือ กรรมทั้งที่เป็นกุศลและอกุศล ทั้งทุจริตและสุจริต กรรมไม่ดำไม่ขาว คือ กรรมของพระอรหันต์ สักแต่ว่าเป็นกิริยา ไม่มีผลเป็นสุขหรือทุกข์อีกต่อไปคนที่มีบาปมาก ไปนรก คนที่มีบุญมาก ไปสวรรค์ชั้นดี คนที่มีทั้งบุญทั้งบาป มาเกิดเป็นมนุษย์ เกลื่อนกล่นอยู่ด้วยสุขและทุกข์ สัตว์ดิรัจฉานบางพวกที่มีความสุขตามฐานะของตนก็เพราะมีกุศลวิบากอยู่ด้วย มนุษย์ชั้นสูงแม้จะมั่งมีแต่มีความทุกข์เจือปนอยู่ด้วยก็ เพราะอกุศลวิบากติดตามอยู่ด้วยเหมือนกัน
พระอรหันต์เป็นผู้ละบุญและบาปได้ การกระทำของท่านทั้งหมดเป็นเพียงกิริยา ไม่ก่อให้เกิดวิบากอันจะให้ผลต่อไป ท่านอยู่เหนือความดีความชั่ว เหมือนครูซึ่งอยู่เหนือการสอบได้สอบตก ไม่ต้องดีใจเสียใจ เพราะการสอบได้สอบตก นอกจากพลอยอนุโมทนาต่อการสอบได้ของคนอื่นซึ่งยังเป็นนักเรียนอยู่
อนึ่ง ในโลกนี้เหมือนมหาสาคร หรือมหาสมุทรซึ่งเกลื่อนกล่นอยู่ด้วยสัตว์ร้ายนานาชนิด บุคคลในโลกเหมือนผู้แหวกว่ายอยู่ในมหาสาครอันท่านเรียกว่า “สังสารสาคร” โอกาสที่จะเป็นเหยื่อของปลาร้ายคือความชั่วนั้นมีมาก คนทำความดี ตั้งตนไว้ชอบ เปรียบเหมือนผู้อยู่ในเรือ ธรรมเปรียบเหมือนเรือ ข้อนี้ตรงตามที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ว่า ทรงแสดงธรรมไว้เพื่อให้เป็นเรือหรือแพสำหรับข้ามฝั่ง คนที่อาศัยเรือขึ้นฝั่งได้แล้ว ก็ทิ้งเรือไว้ ณ ฝั่งนั้นเอง ไม่ต้องเข็นเรือขึ้นบก หรือแบกเรือขึ้นไปด้วย
ด้วยเหตุนี้ อริยสาวกเมื่อถึงฝั่งคือพระนิพพานแล้ว ก็ทิ้งเรือคือธรรมเสียด้วย ตรงกับที่พระพุทธองค์ตรัสว่า เราสอนให้ละแม้ซึ่งธรรม ไม่ต้องกล่าวถึงอธรรม
อีกอุปมาหนึ่ง อริยบุคคลเหมือนช่างไม้ ธรรมเหมือนเครื่องมือช่างไม้ เมื่อทำเรือนหรือสัมภาระที่ต้องการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ช่างไม้ก็เก็บเครื่องมือเสีย ไม่วางระเกะระกะไว้
อีกอย่างหนึ่ง กิเลสเปรียบเหมือนโรค ธรรมเหมือนยาบำบัดโรค เมื่อใช้ยาจนหายโรคแล้วก็ไม่ต้องใช้ยาอีกต่อไป เรียกว่าเป็นผู้ละได้ทั้งโรคและยา
พระอรหันต์ผู้ละบุญและบาปได้แล้ว จึงชื่อว่าเป็นผู้ประกอบกรรมที่ไม่ดำไม่ขาว มีผลไม่ดำไม่ขาว กุศลกรรมนั้น แม้จะให้ผลเป็นสุขก็จริง แต่มีความทุกข์แอบแฝงซ่อนเร้นอยู่ด้วย เหมือนตัวหนอนในดอกไม้ เพราะกุศลกรรมที่มีตัณหาอุปาทานเชื่อมโยงอยู่ด้วยนั้น ย่อมก่อให้เกิดภพใหม่ชาติใหม่ เมื่อมีชาติก็ต้องมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะโทมนัสสะ ตามมาเป็นขบวน ด้วยเหตุนี้ ผู้มีปัญญา มีบารมีหรืออุปนิสัยในทางธรรม จึงมองเห็นความเกิดเป็นความทุกข์ เห็นสมุทัยคือตัณหาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ จึงพยายามเพื่อละกรรมทั้งที่เป็นกุศลและอกุศล เพื่อความสิ้นสุดแห่งทุกข์โดยสิ้นเชิง
กิเลสกรรม วิบาก 3 อย่างนี้สืบต่อกันเป็นวัฏฏะ กิเลสเป็นเหตุให้เกิดกรรม เมื่อมีกรรมก็มีวิบาก คือผล ผลดีบ้าง ชั่วบ้าง ก่อให้เกิดกิเลสต่อไป เวียนกันอยู่อย่างนี้ไม่สิ้นสุด พอสิ้นกิเลส กรรมก็หมด วิบากก็หมด
ตอนที่ 11 มาตรฐานแห่งความดีความชั่ว
อะไรคือความดี? อะไรคือความชั่ว? เป็นปัญหาทางจริยศาสตร์ ซึ่งนักปราชญ์ทางนี้ได้ถกเถียงกันเป็นอันมาก๑ และตกลงกันไม่ค่อยได้เพราะมีขอบเขตกว้างขวางมาก อะไรคือคุณธรรม? ก็เป็นปัญหาที่ตอบยากเช่นเดียวกัน นักปราชญ์ทั้งหลาย แม้เป็นถึงศาสดาผู้ตั้งศาสนาที่มีคนนับถือ ทั่วโลกก็ยังบัญญัติคุณธรรมไว้ไม่ตรงกัน ยิ่งหย่อน กว้างแคบกว่ากัน ความชั่วกับความผิด เป็นอันเดียวกันหรือไม่ ความดีกับความ ถูกต้อง เป็นอย่างเดียวกันหรือต่างกัน หมายความว่า ความถูกต้องอาจ ไม่เป็นความดีเสมอไปหรืออย่างไร? นี่ก็เป็นปัญหาทางจริยศาสตร์เช่น เดียวกัน คนส่วนมากมักถือเอาความสุข ความสมปรารถนาในชีวิตปัจจุบันเป็นมาตรฐานวัดความดี คือความดีต้องมีผลออกมาเป็นความสุข ความสมปรารถนา เป็นลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ส่วนความชั่วต้องมีผลตรงกันข้าม แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่แน่เสมอไป ดังได้กล่าวไว้แล้วในตอนที่ว่าด้วยผลภายในผลภายนอก ที่ว่านี้หมายถึงผลของกรรมนั้นโดยตรง
ในแง่ของพระพุทธเจ้าทรงให้แนวคิดไว้ว่า “กรรมใดทำแล้วไม่เดือดร้อนภายหลัง กรรมนั้นดี บุคคลทำกรรมใดแล้ว เดือดร้อนภายหลังกรรมนั้นไม่ดี”
ตามแง่นี้ เราจะมองเห็นความจริงอย่างหนึ่งว่า คนทำชั่วบางคนได้รับความสุขเพราะการทำชั่วนั้นในเบื้องต้น ถ้าเขาเพลิดเพลินในการทำ ชั่วนั้นต่อไป ไม่รีบเลิกเสีย เขาจะต้องได้รับความทุกข์ในตอนปลาย ส่วนคนทำความดีบางคน ได้รับความทุกข์ในเบื้องต้น แต่ถ้าเขามั่นอยู่ในความดีนั้นต่อไป ไม่ยอมเลิกทำความดี เขาย่อมต้องได้รับความสุขในเบื้องปลาย ตรงกับข้อความที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า
“เมื่อกรรมชั่วยังไม่ให้ผล คนชั่วอาจเห็นกรรมชั่วเป็นกรรมดี แต่เมื่อกรรมชั่วให้ผล เขาย่อมเห็นกรรมชั่วว่าเป็นกรรมชั่ว ส่วนคนดี อาจ เห็นกรรมดีเป็นกรรมชั่ว เมื่อกรรมดียังไม่ให้ผล แต่เมื่อใดกรรมดีให้ผล เมื่อนั้นเขาย่อมเห็นกรรมดีเป็นกรรมดี”
โดยนัยดังกล่าวนี้ ถ้ามองกรรมและผลของกรรมในสายสั้น อาจทำความไขว้เขวบ้างในบางเรื่อง แต่ถ้ามองในสายยาว จะเห็นถูกต้องทุก เรื่องไป ความเป็นไปในชีวิตคนเป็นปฏิกิริยาแห่งกรรมของเขาทั้งสิ้น ถ้ามองในสายสั้นก็จะยังไม่เห็น แต่ถ้าเรามองเหตุผลสายยาวก็จะเห็น ทฤษฎีเรื่องการเกิดใหม่ (อันเป็นเหตุผลของกรรมในสายยาว) จึงต้องควบคู่กัน ไปกับเรื่องกฎแห่งกรรม แยกจากกันไม่ได้ เพราะถ้าแยกจากกันเมื่อไร บุคคลก็จะมองเห็นเหตุผลในเรื่องกรรมเพียงสายสั้นเท่านั้น
สมมติว่า วันหนึ่งเป็นชาติหนึ่ง เหตุการณ์ในวันนี้อาจเกี่ยวโยงไปถึงเหตุการณ์ในอีกร้อยวันข้างหน้า เหตุการณ์เมื่อร้อยวันก่อนอาจเกี่ยวโยงมาถึงเหตุการณ์ในวันนี้ ในทำนองเดียวกัน เหตุการณ์เมื่อพันชาติมาแล้ว อาจมาเกี่ยวโยงกับเหตุการณ์ในชาตินี้ คนสามัญอาจงง แต่ท่านผู้ได้ปุพเพนิวาสานุสสติญาณเห็นเป็นเรื่องธรรมดา เหมือนกับเรารู้ว่า เมื่อ ๒๐ ปีก่อน เราเรียนหนังสือมาอย่างไร เราจึงมามีความรู้อยู่อย่างวันนี้
ในเหตุผลสายสั้น คนขโมยเงินย่อมได้เงิน เงินมันไม่ได้ทักท้วงใครว่าถูกหรือผิด ดีหรือชั่ว ถ้ามองกันเพียงวันเดียว อาจเห็นการขโมยเป็นทางดี เพราะได้เงินมาจับจ่ายใช้สอยหาความสุขสำราญได้ แต่ผลที่ตามมาอีกชั้นหนึ่ง คือความเดือดร้อนใจของผู้ขโมยนั่นเอง ซึ่งจะต้องมีอยู่อย่างแน่ๆ ไม่ต้องสงสัย และถ้าเจ้าทรัพย์หรือตำรวจจับได้ เขาต้องได้รับโทษตามกฎหมาย อาจติดคุกหรือถูกประหารชีวิต บางทีในขณะที่เขาได้รับโทษนั้น เขากำลังประกอบกรรมดีบางอย่างอยู่ ระยะเวลาห่างจากวันที่เขา ขโมยถึง 250-300 วัน หรือ 2-63 ปีก็ได้ 9-10 ปีก็ได้ นี่คือตัวอย่างที่ พอมองเห็นกันได้
อนึ่ง ความเกี่ยวข้องระหว่างบุคคลในทางดีหรือไม่ดี ทางเกื้อหนุนหรือเบียดเบียน ตัวเขาเองนั่นแหละเป็นคนรู้ เพราะความเกี่ยวข้องเหล่านั้นถูกเก็บรวบรวมไว้ในวิญญาณอันท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏตราบเท่าที่กิเลสยังมีอยู่ เมื่อเจอกันเข้าในชาติใดชาติหนึ่ง ความรู้สึกของวิญญาณย่อมบอกให้เรารู้ว่าเคยเป็นมิตรเป็นศัตรูกันมาอย่างไร
มาตรฐานเครื่องตัดสินกรรมดีกรรมชั่วอีกอย่างหนึ่งตามแง่ของพระพุทธเจ้า คือ กรรมใดทำแล้ว ทำให้กิเลสพอกพูนขึ้น กรรมนั้นเป็น กรรมชั่ว ส่วนกรรมใดทำแล้วเป็นไปเพื่อความขัดเกลากิเลส ทำให้กิเลสเบาบางลง กรรมนั้นเป็นกรรมดี กล่าวให้ชัดอีกหน่อยหนึ่งว่า ทำอย่างใดพูดอย่างใด และคิดอย่างใด ทำให้โลภ โกรธ หลง เพิ่มพูนขึ้นในสันดานหรือในจิต อันนั้นเป็นกรรมชั่ว ส่วนกรรมดีก็ตรงกันข้าม
มาตรฐานนี้ค่อนข้างสูงหน่อย พ้นจากสำนึกของคนสามัญ กล่าวคือ คนทั่วไปไม่ค่อยนึกในแง่นี้ เมื่อเอาลักษณะตัดสินธรรมวินัย 8 ประการมาพิจารณาก็จะยิ่งเห็นชัดขึ้นว่า มาตรฐานแห่งความดีของพระพุทธองค์นั้นอยู่ที่การลดโลภ โกรธ หลง ยิ่งลดได้มากเท่าใด ยิ่งดีมากเท่านั้น ลดได้หมดเกลี้ยงก็ดีถึงที่สุดทรงแสดงลักษณะตัดสินธรรมวินัย ประการ แก่พระนางมหา ปชาบดีภิกษุณีไว้ดังนี้ ธรรมใดเป็นไปเพื่อ :-
1 . ความกำหนัด (สราคะ)
2. การประกอบตนอยู่ในทุกข์ (สังโยคะ)
3. สะสมกิเลส (อาจยะ)
4. ความมักใหญ่ อยากใหญ่ (มหิจฉตา)
5. ความไม่สันโดษ (อสันตุฏฐิตา)
6. ความคลุกคลีด้วยหมู่คณะ (สังคณิกา)
7. ความเกียจคร้าน (โกสัชชะ)
8. ความเลี้ยงยาก (ทุพภรตา)
ทั้ง 8 นี้ พึงทราบเถิดว่า ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ไม่ใช่คำสอนของพระศาสดา ส่วนธรรมใดเป็นไปเพื่อ :-
1. ความคลายกำหนัด (วิราคะ)
2. การไม่ประกอบตนไว้ในกองกิเลส (วิสังโยคะ)
3. การไม่สะสมกองกิเลส (อปจยะ)
4. ความปรารถนาน้อย (อัปปิจฉตา)
5. ความสันโดษ (สันตุฏฐิตา)
6. การไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ (อสังคณิกา)
7. ความไม่เกียจคร้าน คือความเพียรติดต่อสม่ำเสมอ (วิริยารัมภะ)
8. ความเลี้ยงง่าย (สุภรตา)
พึงทราบเถิดว่า ทั้ง 8 นี้เป็นธรรม เป็นวินัย เป็นคำสอนของพระศาสดา เมื่อเอาลักษณะทั้ง 8 ประการนี้มาตัดสินว่า อะไรดี อะไรชั่ว อะไรควรเว้น อะไรควรทำ แล้วจะเห็นว่ามาตรฐานแห่งกรรมดีของพระพุทธองค์นั้นอยู่ในระดับสูง และเป็นการแน่นอนว่า ความดีเช่นนี้ย่อมมีจุดจบใน ตัวเอง คือไม่ใช่ความดีเพื่อลาภ ยศ ชื่อเสียง หรือเพื่อจุดมุ่งหมายอื่น แต่เป็นความดีเพื่อความดี ความดีเพื่อพ้นจากความวนเวียนในสังสารวัฏ เพราะถือว่าการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏนั้น แม้จะเกิดดีเพียงไร ก็ยังเจืออยู่ด้วยทุกข์ ต่างกันแต่เพียงรูปแบบของความทุกข์เท่านั้น แต่ในเนื้อหาแล้วเป็นความทุกข์เหมือนกัน เช่นชาวนาก็ทุกข์อย่างชาวนา พ่อค้า ข้าราชการ พระมหากษัตริย์ พระสงฆ์ ล้วนแต่ต้องทุกข์ในรูปแบบของตนๆ
ในความหมายอย่างสูงที่ว่า “ความดีเพื่อความดี” นี้ ทำให้เราเข้าใจแจ่มแจ้งขึ้นซึ่งพระพุทธภาษิตที่ว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว กลฺยาณการี กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาปกํ”
การทำดี คือการกระทำที่ประกอบด้วยคุณธรรม เช่น เมตตา กรุณา ความเสียสละ ความเอื้อเฟื้อฯ สิ่งที่เขาจะได้รับอย่างแน่นอนคือคุณธรรมที่เพิ่มขึ้นทุกครั้งที่เขาทำ นั่นคือการได้ดี ใจของเขาย่อมสูงขึ้น สะอาด สว่างขึ้นตามสัดส่วนแห่งคุณธรรมที่เพิ่มขึ้น
เสียงสรรเสริญ ก็ไม่ใช่เครื่องวัดความดีที่แน่นอนเสมอไป ในหมู่โจรย่อมสรรเสริญโจรที่เก่งกล้า อันธพาลที่สามารถคุมอันธพาลด้วยกันได้ย่อมได้รับเสียงสรรเสริญจากกลุ่มอันธพาลด้วยกัน บัณฑิตย่อมได้รับเสียงสรรเสริญจากหมู่บัณฑิต แต่ได้รับเสียงติเตียนจากหมู่คนพาล
ด้วยเหตุนี้ เมื่อได้รับสรรเสริญ จึงต้องพิจารณาดูก่อนว่าใครเป็น ผู้สรรเสริญ ถ้าบัณฑิตสรรเสริญก็เชื่อได้ว่าเสียงสรรเสริญนั้นมาจากคุณธรรมหรือการทำความดี
การทำชั่ว คือการกระทำที่ไร้คุณธรรม ที่ว่าได้ชั่วก็เพราะมีนิสัยชั่วเกิดขึ้นในจิต ถ้าทำบ่อยๆ นิสัยชั่วก็พอกพูนขึ้นเรื่อยๆ จนเกาะแน่นเป็นลักษณะนิสัยของผู้นั้นยากที่จะแก้ไขได้ เหมือนดินพอกหางหมู ความชั่วหรือนิสัยชั่วที่พอกพูนขึ้นเรื่อยๆ นั้น ย่อมชักนำเขาไปในทางที่ชั่ว ในที่สุดเขาก็จะพบกับหายนะอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ เพราะวิบากชั่วซึ่งแฝงอยู่ในจิตของเขานั่นเองจะคอยกระซิบ กระตุ้นเตือนให้บุคคลผู้นั้นคิด พูด กระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอันจะนำไปสู่ผลร้าย คือทำให้เขาตัดสินใจผิด ก้าวผิด เมื่อถึงคราวที่กรรมจะให้ผลเพราะวิบากแก่กล้าสุกรอบแล้วนั้น แม้คนมีปัญญาก็อับปัญญา ซึ่งท่านเปรียบว่า นกแร้งมีสายตาไกลสามารถมองเห็นซากศพได้เป็นร้อยๆโยชน์ แต่พอถึงคราวเคราะห์ (ถึงคราวกรรมจะให้ผล) บ่วงอยู่ใกล้ก็มองไม่เห็น เดินเข้าไปติดบ่วงจนได้ ตรงกันข้าม ถ้าถึงคราวกรรมดีจะให้ผล วิบากแห่งกรรมซึ่งสั่งสมอยู่ในจิต ย่อมบันดาล ให้เขาทำ พูด คิดไปในทางที่ถูกอันจะนำไปสู่ผลดีอันนั้น
พิจารณาในแง่นี้แล้ว ควรเว้นกรรมชั่ว สั่งสมแต่กรรมดี เพื่อจะได้ มีวิบากอันดีอยู่ในจิต นี่คือการทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ย้ำอีกทีว่า คนประพฤติกระทำอย่างใดย่อมได้ความเป็นอย่างนั้นขึ้นในตน เช่น หัดเป็นโจรเป็นนักเลง ย่อมได้ความเป็นโจรเป็นนักเลงขึ้นในตน หัดเป็นคนดีในทางไหน ย่อมได้ความเป็นคนดีในทางนั้นขึ้นในตน
ด้วยเหตุนี้ คนที่มีความปรารถนาจะเป็นอย่างใด แล้วเริ่มหัดประพฤติกระทำอยู่เสมอๆ เขาย่อมได้เป็นอย่างนั้นแน่นอน ไม่วันใดก็วันหนึ่ง เร็วหรือช้าสุดแล้วแต่คุณสมบัตินั้นจะสุกรอบหรือแก่กล้า (Maturation) เมื่อใด นี่คือคำอธิบายพระพุทธภาษิตที่ว่า บุคคลทำกรรมเช่นใด ย่อมได้รับผลเช่นนั้น ย่อมต้องรับมรดกแห่งกรรมนั้น
(โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ)
ด้วยรัก/จากใจ..พลอยจ๋า
พระพุทธศาสนา
สมุดลงชื่อเยี่ยมบ้านพี่พลอย









