หลักกรรม

posted on 17 Feb 2008 00:10 by bannpeeploy  in buddhism

   หลักกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด ผลงานที่ทรงคุณค่าของ อ.วศิน อินทสระ ปราชญ์ผู้ทรงคุณวุฒิแห่งสภาการศึกษามหามกุฎราช์วิทยาลัย มหาวิทยาลัยพุทธศาสนา ได้อธิบายถึงหลักกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด ตอบปัญหาที่คาใจคนหลายยุคหลายสมัยไว้เกือบทุกแง่มุม เช่น คนดีทำไมจึงมีชีวิตตกต่ำ ทำบุญละลายบาปได้หรือไม่ กรรมที่พ่อแม่ทำแต่ลูกเป็นผู้ได้รับ คนตายแล้วไปเกิดอีกเพราะอะไร เหตุที่บุคคลระลึกชาติได้ การเวียนว่ายตายเกิดจะสิ้นสุดเมื่อใด เป็นต้น เพื่อเป็นกุญแจดอกสำคัญไขไปสู่ความสว่างไสวในปัญหาชีวิต เพราะรู้แจ้งว่า ผลทุกอย่างย่อมมีมาเพราะเหตุช่วยให้ตระหนักได้อย่างลึกซึ้งว่าการเกิดของเรามีความหมาย และจะพัฒนาศักยภาพแห่งความดีงามในตัวเราอย่างมีเป้าหมายและเจริญงอกงามถึงขีดสุดได้อย่างไร เชิญหาคำตอบได้จากไฟล์เสียงชุดนี้ค่ะ

พลอยจ๋าได้ลงเนื้อหาเรื่อง หลักกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด ในส่วนของสาระสำคัญของแต่ละตอนไว้ให้ทุกคนได้อ่านกันโดยนะคะ โดยไฟล์เสียงชุดนี้จะมีทั้งสิ้น 4 ตอนค่ะ  ขอให้ติดตามรับฟังในตอนต่อๆ ไปด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ..

 สนใจรับฟัง หรืออ่าน "หลักกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด"  เชิญคลิ๊กที่นี้ค่ะ

    

  ตอนที่ 13 หลักกรรม  

โคบาลเห็นผิดสังเกตเช่นนั้นจึงเดินเข้าไปดู เห็นเด็กน้อยนอนอยู่เกิดความรักดังบุตรของตนจึงรีบอุ้มไปเรือน มอบให้ภรรยาเลี้ยงไว้อย่างบุตร นางกาลีแอบดูอยู่เห็นเหตุการณ์นั้นทั้งหมด เศรษฐีมอบทรัพย์ให้อีกหนึ่งพันกหาปณะเพื่อให้กาลีไปซื้อเด็กคนนั้นมา            

ครั้งที่ 2 เศรษฐีให้นำเด็กนั้นไปทิ้งไว้ที่ทางเกวียนหน้าประตูเมือง ด้วยหวังให้โคเกวียนเหยียบ ถ้าโคไม่เหยียบ ล้อเกวียนคงบดขยี้แหลกในการเดินทางครั้งนั้นนายกองเกวียนซึ่งนั่งอยู่ที่เกวียนคันหน้าได้เห็นเหตุการณ์ประหลาดซึ่งไม่เคยเห็น คือเมื่อโคเดินมาถึงที่แห่งหนึ่งได้สลัดแอกออก แม้ชาวเกวียนจะพยายามสวมเข้าอีกกี่ครั้งกี่หน มันก็สลัดแอกออกทุกครั้งไป ยืนนิ่งไม่ยอมเคลื่อนไหว ทำอยู่อย่างนี้จนสว่าง นาย  กองเกวียนลงไปดูเห็นเด็กน้อยนอนขวางทางอยู่  บังเกิดความรักเหมือนลูก จึงนำไปเลี้ยงไว้ เศรษฐีทราบเข้าให้ซื้อเด็กมาอีก  

ครั้งที่ 3 เศรษฐีให้นำไปทิ้งไว้ที่ป่าช้าผีดิบ ด้วยหวังว่าสุนัขหรืออมนุษย์คงทำร้ายเด็กถึงตายแน่ ครั้งนั้น คนเลี้ยงแพะคนหนึ่งนำแพะหลายร้อยตัวไปเลี้ยงใกล้ป่าช้า แม่แพะตัวหนึ่งเที่ยวกินใบไม้ เข้าไปใกล้พุ่มไม้นั้น เห็นเด็กน้อยแล้วมีความเอ็นดู จึงคุกเข่าลงให้เด็กดื่มนม ร่างของมันเป็นสัตว์ดิรัจฉาน แต่ยังมีน้ำใจกรุณา

เมื่อคนเลี้ยงแพะร้องไล่ “เห เห” อยู่ แม่แพะก็หาเคลื่อนไหวไม่ คนเลี้ยงแพะจึงเดินเข้าไปใกล้ คิดว่าจะตีเสียให้สมดื้อ แต่แล้วเขาต้องวางไม้เมื่อเห็นภาพอันน่าประทับใจยิ่งนัก คือเห็นแม่แพะกำลังคุกเข่าให้เด็กดื่ม  นมอยู่ เขามองดูด้วยความชื่นชมพลางเปรยว่า “เจ้าเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ยังรู้จักถนอมชีวิตของผู้อื่น แต่บุคคลผู้ทำให้ชีวิตนั้นเกิดขึ้นแล้ว หารับผิดชอบถนอมชีวิตไม่ ช่างน่าละอายเจ้าเหลือเกิน”  คนเลี้ยงแพะนำเด็กนั้นไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม เศรษฐีให้นางกาลีไปซื้อมาอีก            

ครั้งที่ 4 เศรษฐีให้นำเด็กไปทิ้งที่ภูเขาเป็นที่ทิ้งโจร นางกาลีได้ทำ ตามนั้น ณ ที่นั้นมีกอไผ่ใหญ่มากกอหนึ่งขึ้นที่เชิงเขา เจริญเติบโตไปตามแนวภูเขา ปลายของกอไผ่ประสานกันแน่นหนาเป็นพุ่มใหญ่ เมื่อเด็กถูก  ทิ้งลงไปนั้น เสมือนตกลงไปในเปลผ้า ในวันเดียวกันนั้นหัวหน้าช่างสาน  มีความต้องการไม้ไผ่ จึงชวนบุตรไปตัดไม้ไผ่แถวนั้น เมื่อต้นไผ่ไหว เด็ก  ก็ร้องออกมา ช่างสานและบุตรได้ปีนขึ้นไปทางข้างภูเขาด้านหนึ่งเห็นเด็กนอนอยู่ เกิดความรักจึงนำไปเลี้ยงไว้ เศรษฐีให้คนไปซื้อมาอีก 

เมื่อเศรษฐีพยายามฆ่าอยู่เช่นนี้เด็กก็เติบโตเป็นดรุณมีนามว่าโฆสกะ เขาไม่รู้เรื่องอะไรเลย แต่สำหรับเศรษฐีแล้วเขาเป็นเหมือนหนามที่แทงอยู่ ในนัยน์ตา เศรษฐีไม่สามารถมองเด็กตรงๆ ได้ จึงพยายามหาอุบายฆ่าเด็กอยู่ตลอดเวลา  

ครั้งที่  5  เศรษฐีมีเพื่อนเป็นช่างหม้ออยู่คนหนึ่ง  คิดว่าอาศัยมือช่างหม้อ คงทำลายชีวิตของโฆสกะได้ จึงนัดหมายกับช่างหม้อเป็นที่เรียบร้อยแล้วให้โฆสกะถือจดหมายไป ข้อความในจดหมายว่า  “เด็กคนนี้เป็นลูกที่เลว เมื่อมาถึงแล้วจงสับให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้วโยนลงไปในเตาเผาหม้อ เราจะให้ค่าจ้างแก่ท่านหนึ่งพันกหาปณะ เมื่องานเสร็จเรียบร้อยแล้วจะมีรางวัลพิเศษอีก” 

โฆสกะอ่านหนังสือไม่ออก นำจดหมายฆ่าตัวเองไป พอดีขณะนั้นบุตรแท้ๆ ของเศรษฐีกำลังเล่นขลุบอยู่หน้าบ้านกับเพื่อนๆ กำลังแพ้มาก เห็นโฆสกะเดินมา โฆสกะเป็นคนเล่นขลุบเก่ง จึงเรียกให้ช่วยแก้มือเอาเงินคืน รับอาสาจะไปส่งจดหมายพ่อให้เอง  

ช่างหม้อไม่รู้จักลูกชายเศรษฐี เมื่อได้รับจดหมายก็ทำตามคำสั่ง สับเด็กจนละเอียดแล้วโยนลงเตาเผาหม้อ ตกเย็นโฆสกะกลับเข้าไปในบ้าน เศรษฐีเห็นเช่นนั้นประหลาดใจจึงถาม ได้ทราบเรื่องราวทั้งปวงแล้วตกใจมาก คร่ำครวญว่า “อย่าฆ่าลูกฉัน อย่าฆ่าลูกฉัน” ประคองแขนทั้ง 2 วิ่งร้องไห้ไปยังบ้านช่างหม้อ แต่สายเสียแล้ว  

ช่างหม้อเห็นดังนั้นจึงกล่าวกับเศรษฐีว่า “ท่านเศรษฐีอย่าเอะอะไปสิ่งใดที่ท่านสั่งให้ข้าพเจ้าทำ ข้าพเจ้าได้ทำสิ่งนั้นเรียบร้อยแล้ว”

เศรษฐีนั้นถูกความโทมนัสใหญ่หลวงท่วมทับเหมือนถูกภูเขาใหญ่ทับอยู่บนอก ตามทำนองแห่งบุคคลผู้ประทุษร้ายต่อผู้ไม่ประทุษร้ายตน  

สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ผู้ประทุษร้ายต่อผู้ไม่คิดประทุษร้ายย่อมได้รับฐานะอย่างใดอย่างหนึ่งใน 10 อย่างโดยพลันคือ        

1.  ประสบทุกขเวทนากล้าแข็ง       

2.  ประสบความเสื่อม       

3.  การแตกทำลายแห่งสรีระ (ตาย)       

4.  อาพาธหนัก       

5.  จิตฟุ้งซ่าน       

6.  อุปสรรค เหตุขัดข้องจากผู้ใหญ่       

7.  การถูกกล่าวหาเรื่องร้ายแรง       

8.  เสื่อมญาติ       

9.  เสื่อมทรัพย์       

10.  ไฟ หรือไฟป่าอาจไหม้บ้าน  

เมื่อบุคคลนั้นตายแล้ว ย่อมเกิดในนรก นี่คือที่จะได้รับอันเป็นส่วนอนาคต  หลังจากนั้นแล้ว เศรษฐียิ่งเกลียดชังโฆสกะมากขึ้น ความเกลียดชังนี้เองเร่งเร้าให้เศรษฐีพยายามขวนขวายฆ่าโฆสกะให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาเขียนจดหมายถึงผู้จัดการผลประโยชน์ในชนบทของเขาว่า เด็กคนนี้เป็นบุตรเลว เมื่อมาถึงแล้วจงฆ่าเสียแล้วทิ้งในหลุมคูถ ดังนี้แล้วมอบจดหมายให้โฆสกะถือไป (นับเป็นครั้งที่ 6 ที่เศรษฐีพยายามฆ่าโฆสกะ)  

โฆสกะรับหนังสือสั่งฆ่าตัวเองใส่ชายพกแล้วถามบิดาว่า “จะได้เสบียงอาหารที่ไหน?”  เศรษฐีตอบว่า “ในระหว่างทางมีบ้านเศรษฐีคนหนึ่งเป็นเพื่อนของข้า (บอกชื่อเศรษฐีนั้น) แกไปถึงที่นั้นแล้วบอกว่ามาจากบ้านข้า เขาจะให้ที่พักและจุนเจือเรื่องอาหารการกิน ไปเถอะไม่ต้องกังวล”         

โฆสกะไปถึงบ้านนั้น บอกชื่อของเศรษฐีผู้เป็นบิดาตนก็ได้รับการรับรองด้วยดี  ภรรยาของเศรษฐีรู้สึกมีเมตตาจิตต่อโฆสกะเป็นพิเศษ

เศรษฐีบ้านนั้นมีธิดาสาวสวยคนหนึ่ง ขณะเดียวกับที่มารดาของเธอกำลังต้อนรับโฆสกะอยู่นั้น เธอได้ใช้ให้หญิงสาวใช้ของเธอไปซื้อของบางอย่างที่ตลาด เมื่อมารดาของเธอเห็นเข้าจึงเรียกมาใช้ให้ปูที่หลับนอนปัดกวาดห้องให้โฆสกะเสียก่อน จึงไปตลาดช้าและกลับช้าไปหน่อย 

ลูกสาวเศรษฐีจึงถามนางว่า ทำไมจึงกลับมาช้ากว่าปกติ นางได้เล่าให้ฟังว่ามีแขกมาพักที่บ้าน  “ใคร? เขาชื่ออะไร?” ธิดาเศรษฐีถาม “ได้ยินคุณนายเรียก โฆสกะๆ เจ้าค่ะ” หญิงรับใช้ตอบพอได้ยินคำว่า โฆสกะ เท่านั้น ความรักก็แล่นเข้าจับใจของหญิงสาว มันเป็นความรักที่ได้สั่งสมติดต่อกันมาเป็นเวลานาน ความจริงธิดาเศรษฐีนั้นหาใช่ใครที่ไหนไม่ เธอคือนางกาลีภรรยาของนายโกตุหลิกนั่นเอง (นายโกตุหลิกก็คือโฆสกะเวลานี้) เมื่อนายโกตุหลิกตายแล้ว นางได้พยายามทำความดีต่อไป แม้จะยากจนทรัพย์แต่ไม่จนใจ นางพยายามเอาแรงกายเข้าช่วยเหลือนายโคบาลในเรื่องบุญกุศล เมื่อสิ้นชีพจึงไปบังเกิดในเทวโลกจุติจากเทวโลกแล้วมาบังเกิดในตระกูลเศรษฐี เพราะกุศลวิบากที่นางได้ทำในสมัยที่เป็นนางกาลี 

ด้วยประการฉะนี้ พอได้ยินคำว่า โฆสกะ เท่านั้น ปุพพสิเนหะ (ความรักเก่า) จึงท่วมหัวใจของนาง สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า 

“ความรักเมื่อจะเกิด ย่อมเกิดด้วยเหตุ 2 ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ เพราะการเคยรักกันมาในชาติก่อนอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่ง เพราะการเกื้อกูลกันในปัจจุบัน เหมือนดอกบัวเกิดในน้ำย่อมอาศัยน้ำ หรือเปือกตมเกิดขึ้น” 

เมื่อปลอดคน ธิดาเศรษฐีลงไปข้างล่าง เห็นโฆสกะนอนหลับอยู่ มีจดหมายติดชายพกอยู่ด้วย  “จดหมายอะไรหนอ?” นางคิดฉงนความอยากรู้อยากเห็นและความรัก ทำให้เธอดึงจดหมายออกจากชายพกของโฆสกะ นำไปอ่านที่ห้อง ทราบเรื่องโดยตลอดแล้วอุทานออกมาว่า   “คนๆนี้ช่างโง่จริง เอาจดหมายสั่งฆ่าตัวติดชายพกแล้วเที่ยวไปทั่ว   บ้านทั่วเมือง น่าสงสารเหลือเกิน ถ้าเราไม่เห็น ไหนเลยจะรอดชีวิตไปได้”   เธอฉีกจดหมายนั้นทิ้งแล้วเขียนจดหมายขึ้นใหม่ฉบับหนึ่ง ความว่า  “โฆสกะนี้เป็นบุตรคนโตของเรา เราประสงค์จะให้แต่งงานกับบุตรีของสุมงคลเศรษฐี (ชื่อสมมติ) สหายของเรา เมื่อหลานเราได้รับจดหมาย  นี้แล้วจงรีบปลูกบ้าน 2 ชั้นให้บุตรเรา ให้มีปราการ (กำแพง) ที่มั่นคง       มียามคุ้มครองรักษาแล้วจัดการแต่งงานให้กับสุมนา (ชื่อสมมติ ได้แก่ตัว   ผู้เขียนจดหมายนั่นเอง) บุตรีของสุมงคลเศรษฐี ขอให้หลานทำให้ดีที่สุดแล้วส่งข่าวให้เราทราบ”  เมื่อเขียนจดหมายเสร็จแล้วก็ใส่ไว้ชายพกของโฆสกะดังเดิม รีบขึ้นสู่ปราสาทชั้นบน ผู้จัดการผลประโยชน์ของเศรษฐีได้ทำทุกอย่างตามจดหมายที่เขา  ได้รับจากมือของโฆสกะ แล้วส่งข่าวไปให้เศรษฐีทราบ  

เศรษฐีนั้นได้รับข่าวแล้ว เกิดโทมนัสอย่างใหญ่หลวงรำพันออกมาว่า “เราต้องการทำสิ่งใดแก่โฆสกะ สิ่งนั้นหาเป็นไม่ เราไม่ต้องการให้สิ่งใดเกิดขึ้นแก่โฆสกะ สิ่งนั้นก็เกิด สิ่งร้ายที่โยนให้โฆสกะ กลับกลายเป็นสิ่งดีไปหมด”  

นี่แหละ บุคคลผู้อันกุศลกรรมคุ้มครองแล้ว ย่อมไม่ประสบภัยพิบัติไม่ว่าใครจะคิดร้ายสักปานใด ส่วนผู้ที่ไม่มีกุศลกรรมคุ้มครอง มีแต่เวรานุเวรติดตาม ย่อมประสบอันตรายเอง  

ความโศกถึงบุตรที่ตายไปหนึ่ง ความแค้นที่ทำอันตรายใดๆ แก่โฆสกะ ไม่ได้หนึ่ง มีผลกระทบกระเทือนต่อร่างกายมาก เศรษฐีนั้นล้มป่วยลง 

สุมนา ภรรยาของโฆสกะ เป็นหญิงฉลาดคาดการณ์ล่วงหน้าว่าการปองร้ายของเศรษฐีอาจไม่หยุดอยู่เพียงเท่านั้น อาจมีแผนการร้ายอะไรอื่นต่อไปอีก จึงสั่งคนรับใช้ในบ้านไว้ว่า ถ้าคนของเศรษฐีบิดาเลี้ยงของโฆสกะมาที่บ้านด้วยธุระเกี่ยวกับโฆสกะแล้ว อย่าบอกให้โฆสกะทราบ จงบอกให้นางรู้ก่อนแต่ผู้เดียว

ฝ่ายเศรษฐีบิดาเลี้ยงของโฆสกะ เกรงว่าเมื่อตนตายไปสมบัติจักตกแก่โฆสกะ จึงให้คนไปตามโฆสกะมาเพื่อบอกให้รู้กันต่อหน้าว่า โฆสกะไม่มีสิทธิในทรัพย์สมบัติใดๆ เลย ให้ผู้จัดการผลประโยชน์หรือทนายความ ประจำตระกูลเป็นพยานเอาไว้  

คนของเศรษฐีมาถึงบ้านของโฆสกะและสุมนา (ชื่อสมมติ) แจ้งว่าเศรษฐีป่วยต้องการพบโฆสกะผู้เป็นบุตร สุมนาถามว่า เศรษฐีป่วยหนัก     หรือไม่ เมื่อทราบว่าไม่หนัก จึงขอร้องให้บุรุษผู้นั้นพักที่บ้านของตนก่อน จนกว่าเธอจะยอมให้

เมื่อเศรษฐีส่งคนมาในวาระที่ 2 ก็ได้การต้อนรับในทำนองเดียวกัน พอวาระที่ 3 เศรษฐีป่วยหนักมาก สุมนาทราบดังนั้นจึงบอกสามี และเดินทางมายังบ้านของเศรษฐี สุมนานัดหมายกับสามีว่า เมื่อไปถึงแล้วให้สามียืนอยู่ด้านปลายเท้าของเศรษฐี ส่วนตนจะยืนอยู่ด้านเหนือศีรษะ นอกจากนี้แล้วยังให้คนของตนอารักขาอยู่ทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน ทุกอย่างเป็นไปตามที่นัดหมาย ผู้จัดการผลประโยชน์ได้เรียนให้ท่านเศรษฐีทราบว่า  บัดนี้ โฆสกะผู้บุตรได้มาถึงแล้ว  

เศรษฐีให้ผู้จัดการผลประโยชน์รายงานให้ทราบว่า ทรัพย์สมบัติทั้งหมดมีอยู่เท่าใด เมื่อผู้จัดการผลประโยชน์รายงานให้ทราบหมดแล้ว เศรษฐีมีความประสงค์จะกล่าวว่า ทรัพย์สมบัติทั้งหมดเราไม่ให้แก่โฆสกะ แต่เราให้แก่... แต่เมื่อถึงคราวพูดจริงเศรษฐีกลับพูดเรื่องให้ก่อน พูดเรื่องไม่ให้ทีหลัง

พอเศรษฐีพูดว่า “เราให้... เท่านั้น สุมนาเกรงว่าเขาจะพูดคำอื่นต่อไปอีก จึงแสร้งทำเป็นโศกาดูร  คลุกศีรษะลงบนอกของเศรษฐี คร่ำครวญ รำพันต่างๆ ทำนองลูกที่มีความอาลัยต่อพ่อจนสุดจะทนได้ จนเศรษฐีต้องตายโดยมิได้พูดอะไรออกมาอีกเลย   

พระเจ้าอุเทน ราชาแห่งโกสัมพี ทรงทราบว่าเศรษฐีมีบุตรอยู่คนหนึ่งคือโฆสกะ และทรัพย์ทั้งปวงตกแก่โฆสกะ จึงรับสั่งให้โฆสกะเข้าเฝ้า  

บังเอิญวันที่โฆสกะเข้าเฝ้านั้น ฝนตกหนัก น้ำท่วมกระทั่งพระลาน     หลวง โฆสกะกระโดดโลดเต้นไปในน้ำ พระราชาประทับทอดพระเนตรอยู่ที่ใกล้พระบัญชร เมื่อโฆสกะเข้าเฝ้าทรงปลอบโยนว่า “บิดาของท่านหาชีวิตไม่แล้ว อย่าเสียใจ อย่าเศร้าโศกเลย เราจะมอบตำแหน่งเศรษฐีให้แก่ท่านสืบไป”

ในขณะที่โฆสกะเดินทางกลับนั้น เขาค่อยๆ เดินลงน้ำ ค่อยๆ ไป ไม่ กระโดดโลดเต้นเหมือนคราวไปเฝ้าพระราชา   ฝ่ายพระเจ้าอุเทนทอดพระเนตร อยู่ที่ช่องพระแกล ได้เห็นดังนั้นจึงรับสั่งให้ราชบุรุษไปตามโฆสกะมาเฝ้า      อีกครั้งหนึ่ง ตรัสถามว่า ทำไมเมื่อมาจึงกระโดดโลดเต้นมา แต่เมื่อกลับค่อยๆ เดินไป        

โฆสกะกราบทูลว่าเมื่อมานั้นเป็นชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง แต่เมื่อกลับพระราชาพระราชทานตำแหน่งเศรษฐีให้แล้ว เศรษฐีจะทำอย่างเด็กชาวบ้านหาสมควรไม่ 

พระราชาทรงดำริว่า “บุคคลผู้นี้ฉลาด รู้การอันควรและไม่ควรแก่ตน เขาควรแก่ตำแหน่งเศรษฐีอย่างยิ่ง เราควรยกย่องเขาให้ปรากฏ” ดังนี้  พระราชทานสิ่งอันเป็นสัญลักษณ์แห่งเศรษฐีอย่างละร้อย

โฆสกะนั้นยืนบนรถ ทำประทักษิณพระนคร ทำนครโกสัมพีให้เอิกเกริกแล้ว ฝ่ายสุมนาภรรยาของโฆสกะได้ยืนมองดูสามีอยู่ที่หน้าต่าง เห็นสามีพร้อมด้วยเกียรติยศอันยิ่งใหญ่จึงพูดกับนางกาลี (หญิงคนใช้ที่นำโฆสกะไปทิ้งหลายครั้ง) ว่า “ดูเถิด กาลี โฆสกะได้สมบัติใหญ่เห็นปานนี้เพราะเราแท้ๆ” 

เมื่อนางกาลีสงสัยเรียนถาม นางจึงเล่าให้ฟังตั้งแต่โฆสกะนำจดหมายฆ่าตัวติดชายพกไป... นางกาลี จึงเล่าเรื่องเบื้องต้นของโฆสกะให้สุมนาฟังเหมือนกัน ขณะที่โฆสกะกลับมานั้น สุมนาระลึกอยู่ว่า โฆสกะได้สมบัติเห็นปานนี้เพราะตนโดยแท้ จึงหัวเราะขึ้น โฆสกะเห็นอาการหัวเราะของภรรยาเหมือนมีเลศนัยอยู่จึงถามว่าหัวเราะเพราะเหตุไร? นางเล่าเรื่องของเขาให้ฟังตั้งแต่ถือจดหมายฆ่าตัวไป และสรุปว่าที่ได้สมบัติเห็นปานนี้เพราะนางได้ช่วยเหลือ โฆสกะฟังแล้วไม่เชื่อ หาว่าภรรยาปั้นเรื่องขึ้น ต่อเมื่อนางกาลียืนยันและเล่าเรื่องแต่ต้นให้ฟังอีกคนหนึ่ง โฆสกะจึงเชื่อและได้สลดใจเป็นอันมาก ปลงสังเวชว่า “กรรมของเราหนักแท้ คงมีเวรานุเวรติดตามมา เราพ้นจากความตายเห็นปานนี้ คงเพราะบุญช่วยคุ้มครองรักษา เราจะประมาทไม่ได้แล้ว ต้องรีบขวนขวายทำบุญกุศล” 

ตั้งแต่นั้นมา โฆสกะได้สละทรัพย์วันละพันกหาปณะเพื่อทำอาหารเครื่องอุปโภคแจกจ่ายแก่คนกำพร้า คนยากจน และคนทุพพลภาพ ตั้งให้กฎุมพีผู้หนึ่งชื่อมิตต์เป็นผู้จัดแจงทาน  

เรื่องของโฆสกะที่นำมาเล่าประกอบนี้ เพื่อชี้ให้เห็นว่ากรรมมิได้สูญหายไปเมื่อบุคคลตายแล้ว แต่จะติดตามให้ผลอยู่ตลอดเวลา ส่วนชั่วทำให้ตกต่ำลำบาก ส่วนดีช่วยคุ้มครองรักษา ผู้ที่กุศลกรรมคุ้มครองแล้วย่อมตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ 

(โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ)

ด้วยรัก/จากใจ..พลอยจ๋า

  

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

Recommend