ภาคผนวก กฏแห่งกรรม

posted on 17 Feb 2008 00:11 by bannpeeploy  in buddhism

 

   หลักกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด ผลงานที่ทรงคุณค่าของ อ.วศิน อินทสระ ปราชญ์ผู้ทรงคุณวุฒิแห่งสภาการศึกษามหามกุฎราช์วิทยาลัย มหาวิทยาลัยพุทธศาสนา ได้อธิบายถึงหลักกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด ตอบปัญหาที่คาใจคนหลายยุคหลายสมัยไว้เกือบทุกแง่มุม เช่น คนดีทำไมจึงมีชีวิตตกต่ำ ทำบุญละลายบาปได้หรือไม่ กรรมที่พ่อแม่ทำแต่ลูกเป็นผู้ได้รับ คนตายแล้วไปเกิดอีกเพราะอะไร เหตุที่บุคคลระลึกชาติได้ การเวียนว่ายตายเกิดจะสิ้นสุดเมื่อใด เป็นต้น เพื่อเป็นกุญแจดอกสำคัญไขไปสู่ความสว่างไสวในปัญหาชีวิต เพราะรู้แจ้งว่า ผลทุกอย่างย่อมมีมาเพราะเหตุช่วยให้ตระหนักได้อย่างลึกซึ้งว่าการเกิดของเรามีความหมาย และจะพัฒนาศักยภาพแห่งความดีงามในตัวเราอย่างมีเป้าหมายและเจริญงอกงามถึงขีดสุดได้อย่างไร เชิญหาคำตอบได้จากไฟล์เสียงชุดนี้ค่ะ

พลอยจ๋าได้ลงเนื้อหาเรื่อง หลักกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด ในส่วนของสาระสำคัญของแต่ละตอนไว้ให้ทุกคนได้อ่านกันโดยนะคะ โดยไฟล์เสียงชุดนี้จะมีทั้งสิ้น 4 ตอนค่ะ  ขอให้ติดตามรับฟังในตอนต่อๆ ไปด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ..

 สนใจรับฟัง หรืออ่าน "หลักกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด"  เชิญคลิ๊กที่นี้ค่ะ

    

  ตอนที่ 14 หลักกรรม (ต่อ)  

ผลแห่งกรรมตามนัยแห่งจูฬกัมมวิภังคสูตร  

ในจูฬกัมมวิภังคสูตร มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ (พระไตรปิฎก เล่ม 14 หน้า 376) พระพุทธองค์ทรงแสดงแก่สุภมาณพถึงเหตุที่บุคคลและสัตว์ทั้งหลายแตกต่างกันเพราะกรรมของตน ๆ มีนัยดังนี้

 “สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นผู้รับมรดกกรรม มีกรรม เป็นกำเนิด มีกรรมเป็นพวกพ้องเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมนั่นแหละจำแนกสัตว์ให้ทรามและดี” 

สุภมาณพ ทูลว่า ข้อความที่ทรงแสดงนั้นยังย่อนัก ขอให้ทรงแสดงโดยพิสดาร เพื่อเขาจักได้เข้าใจโดยแจ่มแจ้ง พระพุทธองค์จึงทรงแสดงโดยพิสดาร แต่ในที่นี้จะขอย่อความมา  ดังนี้           

1.บุคคลบางคน มีปกติฆ่าสัตว์ มีใจทารุณโหดร้าย เมื่อสิ้นชีพย่อมตกนรก เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็เป็นผู้มีอายุสั้น

2.  บุคคลบางคน มีปกติเว้นจากการฆ่าสัตว์  มีใจเอ็นดูกรุณาต่อสัตว์ เมื่อสิ้นชีพย่อมไปสวรรค์ เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็เป็นผู้มีอายุยืน

3. บุคคลบางคน ชอบเบียดเบียนสัตว์ให้เดือดร้อนลำบาก เมื่อสิ้นชีพย่อมตกนรก เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์ ก็เป็นผู้มีโรคมาก

4. บุคคลบางคน ไม่ชอบเบียดเบียนสัตว์ เมื่อสิ้นชีพย่อมไปสวรรค์ เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็เป็นผู้มีโรคน้อย

5. บุคคลบางคน มักโกรธ มากไปด้วยความแค้นใจ เมื่อสิ้นชีพย่อมไปนรก เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ย่อมเป็นผู้มีผิวพรรณทราม คือผิวไม่สวย

6. บุคคลบางคน ไม่มักโกรธ ไม่มากไปด้วยความแค้นใจ ไม่ด่าตอบ ไม่โกรธ ไม่พยาบาท มีใจอ่อนโยน  ไม่กระด้าง  เมื่อสิ้นชีพย่อมไปสวรรค์ เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็เป็นผู้มีรูปร่างผิวพรรณงาม น่าดู น่าเลื่อมใส 

7. บุคคลบางคน มีใจมักริษยาเขา มีใจคิดประทุษร้ายเขา อยากให้สมบัติของเขาพินาศ เมื่อสิ้นชีพย่อมตกนรก เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็เป็นผู้มีศักดิ์น้อย วาสนาน้อย

8. บุคคลบางคน ไม่ริษยาเขาในลาภ สักการะ ความนับถือ ไม่คิดประทุษร้ายเขา ไม่อยากให้สมบัติเขาพินาศ เมื่อสิ้นชีพย่อมไปสวรรค์ เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็เป็นผู้มีศักดิ์สูง 

9. บุคคลบางคน ตระหนี่เหนียวแน่น ไม่ให้ทานไม่สงเคราะห์คนที่ควรสงเคราะห์ เมื่อสิ้นชีพย่อมตกนรก เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ ย่อมเป็นผู้ยากจน มีโภคะน้อย มีสมบัติน้อย 

10. บุคคลบางคน เป็นผู้มีใจเสียสละ ชอบให้ทานสงเคราะห์ เมื่อสิ้นชีพย่อมไปสวรรค์ เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็เป็นผู้มั่งคั่งพรั่งพร้อมไปด้วยโภคสมบัติ 

11. บุคคลบางคน ถือตัวจัด กระด้าง ไม่เคารพผู้ควรเคารพ เมื่อสิ้นชีพย่อมตกนรก เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็เกิดในตระกูลต่ำ

12. บุคคลบางคน ไม่กระด้าง ไม่ถือตัวจัด เคารพคนที่ควรเคารพ เมื่อสิ้นชีพย่อมไปสวรรค์ เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็เกิดในตระกูลสูง

13. บุคคลบางคน ไม่ชอบสอบถามความสงสัยของตนกับท่านผู้รู้ ผู้ฉลาด ไม่ไต่ถามว่า อะไรเป็นกุศล  อกุศล อะไรควรประพฤติ อะไรไม่ควรประพฤติ อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ เมื่อสิ้นชีพย่อมตกนรก เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็เป็นผู้โง่เขลา

14. บุคคลบางคน มีนิสัยชอบสอบถามท่านผู้รู้ หมั่นเข้าหาท่านผู้รู้ ฯลฯ เมื่อสิ้นชีพย่อมไปสวรรค์ เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็เป็นผู้ฉลาดรอบรู้ แหลมคม มีปัญญามาก 

พระศาสดาตรัสในตอนท้ายของพระสูตรนี้ว่า “ดูก่อนมาณพปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีอายุน้อยก็นำไปสู่ความเป็นผู้มีอายุน้อย ฯลฯ ปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญามาก ก็นำไปสู่ความเป็นผู้มีปัญญามาก  ดูก่อนมาณพ  สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน...  กรรมจำแนกสัตว์ให้ ทรามและดี”

ตามนัยแห่งพระสูตรนี้ แสดงให้เห็นว่า บุคคลสั่งสมกรรมอย่างใดย่อมได้รับผลแห่งกรรมอย่างนั้นของตน ประกอบกรรมอันนำไปสู่ความเป็นอย่างใด ย่อมได้รับความเป็นอย่างนั้น สรุปลงในหลักสั้นๆ ที่ว่า “ทำดี ได้รับผลดี, ทำชั่ว ได้รับผลชั่ว”  ผลแห่งกรรมตามนัยแห่งมหากัมมวิภังคสูตร  เมื่อพูดถึงจูฬกัมมวิภังคสูตรแล้วก็ควรพูดถึงมหากัมมวิภังคสูตรเสียด้วย ในมหากัมมวิภังคสูตร  มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ (พระไตรปิฎก เล่ม 14 หน้า 389) กล่าวถึงข้อความที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงเรื่องกรรมและผลของกรรมแก่พระอานนท์ คือตรัสกับพระอานนท์ ใจความว่า 

  มีบุคคลอยู่ 4 จำพวก คือ   

1. ผู้ทำชั่วทั้งทางกาย วาจา ใจ ตายไปแล้วไปตกนรกก็มี ทั้งนี้เพราะบุคคลพวกนี้ได้ทำกรรมชั่วต่อเนื่องกันมาตั้งแต่อดีตชาติจนถึงปัจจุบันชาติ

2. ผู้ทำชั่วทั้งทางกาย วาจา ใจ ตายแล้วไปสวรรค์ก็มี เพราะบุคคลพวกนี้ทำกุศลกรรมไว้มากในชาติก่อนๆ กุศลกรรมนั้นยังมีแรงให้ผลอยู่ ส่วนกรรมชั่วที่เขาทำใหม่ ยังไม่ทันให้ผล 

3. ผู้ทำสุจริตทั้งทางกาย วาจา ใจ เมื่อสิ้นชีพแล้วไปสวรรค์ก็มี เพราะคนพวกนี้ทำความดีติดต่อกันตั้งแต่อดีตชาติจนถึงปัจจุบัน

4. ผู้ทำความดีทางกาย วาจา ใจ ตายแล้วไปนรกก็มี เพราะคนพวกนี้ได้ทำความชั่วไว้มากในชาติก่อนๆ อกุศลกรรมนั้นยังมีแรงให้ผลอยู่ กุศลกรรมที่เขาทำใหม่ยังไม่มีโอกาสให้ผล 

อนึ่ง  นอกจากเหตุผลดังกล่าวแล้ว ขณะจิตที่จวนตาย ยังมีส่วนประกอบอีก คือในขณะที่จวนจะตาย ถ้าจิตของผู้ใดยึดมั่นอยู่ในกุศลกรรม ผู้นั้นย่อมไปสุคติสวรรค์ก่อน จิตของผู้ใดยึดมั่นอยู่ในอกุศลกรรม ผู้นั้นย่อมไปนรกก่อน ตามอิทธิพลของอาสันนกรรม ดังอธิบายมาแล้วในเบื้องต้น

ข้อความในวัตถูปมสูตรหนึ่ง ยืนยันความสำคัญของจิตเมื่อจวนตายอีกเหมือนกันว่า   “จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา, จิตฺเต อสงฺกิลิฏเฐ สุคติ ปาฏิกงฺขา แปลว่า เมื่อจิตเศร้าหมองเป็นอันหวังทุคติได้ เมื่อจิตไม่เศร้าหมองเป็นอันหวังสุคติได้”  ถอดความอีกทีหนึ่งว่า บุคคลจะไปสุคติหรือทุคติก็สุดแล้วแต่จิตของตนเศร้าหมองหรือผ่องแผ้ว แม้ชีวิตปัจจุบันก็มองเห็นความจริงข้อนี้ได้ ผลแห่งกรรมที่ปรากฏในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา  เรื่องชีวิตและกรรม มีความสลับซับซ้อนมากดังพรรณนามา คนที่ มองชีวิตและกรรมในสายสั้น จึงไม่อาจเข้าใจชีวิตและกรรมอย่างแจ่มแจ้งโดยตลอดได้   

แม้ผู้ได้ญาณระลึกชาติหนหลังได้ (ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ) และได้ญาณรู้อนาคต (อนาคตังสญาณ) แต่ได้ระยะสั้นเพียงชาติ 2 ชาติ ก็ยังหลงเข้าใจผิดได้ เพราะเห็นผู้ประกอบกรรมชั่วในปัจจุบันบางคนตายแล้วไปบังเกิดในสวรรค์ เห็นผู้ทำกรรมดีบางคนตายแล้วเกิดในนรก เขา  ไม่มีญาณที่ไกลกว่านั้น จึงไม่อาจเห็นกรรมและชีวิตตลอดสายได้ ส่วนผู้มีญาณทั้งในอดีตและอนาคตไม่มีที่สิ้นสุดเช่นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสามารถเห็นกรรมและชีวิตได้ตลอดสาย ทรงสามารถชี้ได้ว่า ผลอย่างนี้ๆ มาจากกรรมอย่างใด  

มีตัวอย่างแห่งกรรมมากมายที่ปรากฏในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ว่า บุคคลนั้นๆ ได้ประสบผลดีผลชั่วอย่างนั้นๆ อันแสดงถึงผลกรรมที่สามารถให้ผลข้ามภพข้ามชาติ จะขอนำบางเรื่องมาประกอบการพิจารณาในที่นี้  

1. ภิกษุรูปหนึ่ง ชื่อจักขุบาล ท่านทำความเพียรเพื่อบรรลุมรรคผล จนตาบอดทั้ง 2 ข้าง พร้อมกับสำเร็จเป็นพระอรหันต์ พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าเป็นผลของกรรมที่เมื่อชาติหนึ่ง  พระจักขุบาลเป็นหมอรักษาโรคตา ประกอบยาให้คนป่วยตาบอดโดยเจตนา เพราะคนป่วยทำทีบิดพลิ้วจะไม่ให้ค่ารักษา เรื่องนี้ปรากฏในอรรถกถาธรรมบทภาคหนึ่ง เรื่องจักขุบาล 

2. ชายคนหนึ่ง ชื่อจุนทะ มีอาชีพทางฆ่าหมูขาย คราวหนึ่งป่วยหนัก ลงคลาน ๔ ขาร้องครวญครางเสียงเหมือนหมู ทุกข์ทรมานอยู่หลายวันจึงตาย เรื่องนี้ปรากฏในอรรถกถาธรรมบท ภาคหนึ่ง เรื่องจุนทสูกริก            

3. ชายคนหนึ่งมีอาชีพทางฆ่าโคขายเนื้อวันหนึ่งเนื้อที่เก็บไว้ เพื่อบริโภคเอง เพื่อนมาเอาไปเสียโดยถือวิสาสะ จึงถือมีดลงไปตัดลิ้นโค ที่อยู่หลังบ้านมาให้ภรรยาทำเป็นอาหาร  ขณะที่เขากำลังบริโภคอาหารอยู่นั้นลิ้นของเขาได้ขาดหล่นลงมา เขาคลาน 4 ขา เหมือนโค ร้องครวญครางทุกข์ทรมานแสนสาหัสและสิ้นชีพพร้อมกับโคหลังบ้าน เรื่องนี้ปรากฏในอรรถกถาธรรมบทภาค ๗ เรื่องบุตรของนายโคฆาต            

4. ภิกษุรูปหนึ่ง ชื่อติสสะ เป็นแผลเปื่อยพุพองรักษาไม่หาย พระพุทธเจ้ากับพระอานนท์ไปช่วยดูแลให้อาบน้ำอุ่น แสดงธรรมให้ฟัง พระติสสะได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์พร้อมกับนิพพานในวันนั้น พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าที่เป็นแผลพุพองนั้นเพราะชาติก่อน พระติสสะเป็นพรานนก จับนกขายเป็นอาหาร ที่เหลือก็หักปีกหักขาไว้เพื่อไม่ให้มันบินหนี เรื่องนี้ปรากฏในอรรถกถาธรรมบท ภาค 2 เรื่องปูติคัตตติสสะ            

5. พระนางโรหิณี พระขนิษฐาของพระอนุรุทธพระญาติของพระพุทธเจ้า ทรงเป็นโรคผิวหนังอย่างแรง ทรงละอายจนไม่ปรารถนาพบ  ผู้ใด เมื่อพระอนุรุทธเถระมาถึงเมืองกบิลพัสดุ์ พวกพระญาติต่างก็มาชุมนุมกัน เว้นแต่พระนางโรหิณี พระอนุรุทธจึงถามหา ทราบความว่าพระนางเป็นโรคผิวหนัง พระเถระให้เชิญพระนางออกมาแล้วทรงแนะนำให้ทำบุญโดยให้ขายเครื่องประดับต่าง ๆ เท่าที่มีอยู่ แล้วนำทรัพย์มาสร้างศาลาโรงฉัน ท่านขอแรงพระญาติที่เป็นชาย ให้ช่วยกันทำโรงฉัน  

พระนางโรหิณีทรงเชื่อ เมื่อสร้างโรงฉัน 2 ชั้นเสร็จแล้ว ทรงปัดกวาดเอง ทรงตั้งน้ำใช้น้ำฉันสำหรับพระภิกษุสงฆ์เอง ถวายขาทนียะ โภชนียาหารแก่ภิกษุสงฆ์เป็นประจำทุกวัน โรคผิวหนังของพระนางค่อย ๆ หายไปทีละน้อยจนเกลี้ยงเกลา โรคนี้เป็นโรคที่เกิดแต่กรรม ต้องเอาบุญมาช่วยรักษา ลดอิทธิพลแห่งกรรมจนไม่มีอานุภาพในการให้ผลอีกต่อไป เหมือนคนกินยาเข้าไปปราบเชื้อโรค  

วันหนึ่ง พระพุทธเจ้าเสด็จมาเสวยที่โรงฉันของพระนางโรหิณี แล้วตรัสให้พระนางทราบว่าโรคนั้นเกิดขึ้นเพราะกรรมของพระนางเอง ในอดีตกาล พระนางโรหิณีเป็นอัครมเหสีของพระเจ้ากรุงพาราณสี มีจิตริษยาหญิงนักฟ้อนคนหนึ่งของพระราชา ได้ทำเองด้วย ให้คนอื่นทำด้วย คือการเอาผงเต่าร้างหรือหมามุ้ยโรยลงบนสรีระของหญิงนักฟ้อนคนโปรดของพระราชา นอกจากนี้ยังให้บริวารเอาผงเต่าร้างไปโปรยบนที่นอนของหญิงนักฟ้อนคนนั้นอีกด้วย 

หญิงนักฟ้อนคันมาก เป็นผื่นพุพองขึ้นมา ได้รับทุกขเวทนา  แสนสาหัส นี่คือบุพพกรรมของพระนางโรหิณี พระพุทธเจ้าตรัสเตือนว่า  พึงละความโกรธความถือตัวเสีย 

เรื่องนี้ ปรากฏในอรรถกถาธรรมบท ภาค 6 เรื่องพระนางโรหิณี            

6. ในอรรถกถาสาราณียธรรมสูตร ภาค 3 หน้า 110-112 เล่าไว้ว่า ในพุทธกาลมีภิกษุรูปหนึ่ง มีนิสัยชอบเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ได้ปัจจัยอะไรมาก็แบ่งปันแก่ภิกษุอื่นเสมอๆ ด้วยอานิสงส์นี้ ท่านกลายเป็นผู้มีโชคดีในเรื่องลาภอย่างประหลาด ในที่บางแห่ง ภิกษุอื่นไปบิณฑบาตไม่ได้อาหาร  อะไรเลย แต่พอภิกษุรูปนั้นไป ปรากฏว่ามีคนมีจิตคิดทำบุญใส่บาตรให้ท่านจนเต็ม ท่านได้นำอาหารเหล่านั้นมาแบ่งให้ภิกษุอื่นๆ จนหมดคราวหนึ่ง 

พระเจ้าแผ่นดินมีพระประสงค์จะถวายผ้าแก่พระทั้งวัด    มีผ้าเนื้อดีที่สุด 2 ผืน (คงจะเป็นผ้านุ่ง คือผ้าสบงผืนหนึ่ง ผ้าห่มคือจีวรผืนหนึ่ง) พระรูปนั้นทราบเข้าจึงพูดไว้ล่วงหน้าว่า ผ้าเนื้อดี 2 ผืนนั้น จะต้องตกมาถึงท่านอย่างแน่นอน อำมาตย์ได้ทราบเรื่องนี้ จึงนำเรื่องไปทูลกระซิบพระราชา พระราชาเป็นผู้ถวายผ้าเอง ก็ทรงสังเกตผ้าที่วางซ้อนๆกันอยู่ พอมาถึงลำดับภิกษุหนุ่มรูปนั้น ก็เป็นผ้าเนื้อดีทั้ง 2 ผืน ทั้งอำมาตย์และพระราชาต่างมองหน้ากันเป็นเชิงประหลาดใจ 

เมื่อทำพิธีถวายผ้าเสร็จแล้ว พระราชาเสด็จเข้าไปหาภิกษุหนุ่มรูปนั้น ด้วยเข้าพระทัยว่าพระรูปนั้นเป็นพระอรหันต์มีญาณวิเศษอย่างแน่นอน จึงตรัสถามว่าพระคุณเจ้าได้บรรลุโลกุตรธรรมตั้งแต่เมื่อไร ภิกษุหนุ่มถวายพระพรว่า  ยังไม่ได้บรรลุอะไรเลย แต่ที่รู้ว่าผ้าเนื้อดีจะต้องตกแก่ตนนั้นก็เพราะท่านเป็นผู้บำเพ็ญสาราณียธรรมคือการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่อยู่เป็นนิตย์ ตั้งแต่เริ่มบำเพ็ญมาก็ได้ผลอย่างประหลาดอยู่เสมอ คืออะไรที่ดีที่สุด ถ้ามีการแจกกันโดยไม่เจาะจง สิ่งนั้นก็ต้องตกมาถึงท่าน พระราชาทรงชื่นชมยินดีและทรงอนุโมทนา 

7. ในคัมภีร์อปทาน (อันเป็นพระประวัติที่พระพุทธเจ้าตรัสเล่าถึง  เรื่อง ในอดีตของพระองค์)  พระไตรปิฎก เล่ม 32 ตั้งแต่หน้า 471 พระองค์ได้ทรงเปิดเผยถึงอดีตกรรมของพระองค์ อันเป็นเหตุบันดาลให้เกิดผลแก่พระองค์ในปัจจุบันมากเรื่องด้วยกัน ขอนำมากล่าวเพียงบางเรื่องดังนี้            

          7.1 ชาติหนึ่ง พระองค์เป็นนักเลงชื่อปุนาลิ กล่าวใส่ความพระ   ปัจเจกพุทธเจ้าพระนามว่าสุรภี ผู้ไม่ประทุษร้ายพระองค์เลยแม้แต่น้อย ผลของกรรมนั้นทำให้พระองค์ต้องตกนรกอยู่นาน ในพระชาติสุดท้ายถูกนางสุนทรีใส่ความว่าพระองค์ได้เสียกับนาง เป็นเรื่องอื้อฉาวมากเรื่องหนึ่งในพุทธกาล 

          7.2 ชาติหนึ่ง พระพุทธองค์ได้ใส่ความสาวกของพระพุทธเจ้าพระนามว่าสัพพาภิภู (พระนามของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ชื่อสาวก) สาวกนั้น ชื่อนันทะ ด้วยผลกรรมนั้น พระองค์ต้องตกนรกอยู่นาน ในพระชาติสุดท้ายที่เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว จึงถูกนางจิญจมาณวิกาใส่ความว่าได้เสียกับนางในพระคันธกุฎีจนนางมีครรภ์ เป็นเรื่องอื้อฉาวที่สุดในพุทธกาล 

           7.3 ชาติหนึ่ง พระองค์ทรงฆ่าน้องชายต่างมารดาเพราะอยากได้ทรัพย์เพียงผู้เดียว โดยผลักน้องชายลงซอกเขาเอาหินทุ่ม ด้วยผลแห่งกรรมนั้น ในพระชาติสุดท้ายที่เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว จึงถูกพระเทวทัตปองร้ายเอาศิลาทุ่ม แต่เพราะกรรมนั้นเบาบางมากแล้วจึงไม่ถูกอย่างจัง ถูกเพียงสะเก็ดเล็กน้อยที่นิ้วพระบาทเท่านั้น*  ผลแห่งกรรมที่พิสูจน์ได้ในปัจจุบัน

มีเรื่องราวอยู่มากมายที่เกิดขึ้นแก่ชีวิตคน อันแสดงให้เห็นถึงผล  ของกรรมอันพิสูจน์ได้ในชาติปัจจุบัน คนที่รู้เรื่องนี้ดีกว่าใครหมดก็คือ ตัวเอง คือผู้ทำกรรมนั่นเอง ผลชั่วบางอย่างมาเผาอยู่ที่ใจ แม้คนภายนอกไม่รู้ไม่เห็น แต่ตัวเองย่อมรู้เห็นอยู่ทุกวัน ผลดีบางอย่าง คนอื่นไม่เห็นแต่มันมาคอยปลอบประโลมให้ความอบอุ่นใจ เย็นใจแก่ผู้ทำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน มันเหมือนโรคภายใน โรคภายนอก และสุขภาพที่ดีหรือสุขภาพที่เลวของแต่ละคนนั่นแหละ คนที่ซาบซึ้งดีที่สุดคือตัวของตัว 

มีผลกรรมบางอย่างซึ่งปรากฏให้เห็นอย่างชัดแจ้งทั้งแก่ตนเองและคนทั้งหลายอื่น เห็นผลแล้วสาวไปหาเหตุได้แน่ชัด 

 ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างการให้ผลของกรรมดังกล่าว ซึ่งข้าพเจ้าขอรวบรวมมาไว้ในที่นี้เฉพาะบางเรื่อง 

1. ในงานฌาปนกิจศพที่วัดมะกอก หรือวัดอภัยทายาราม ข้างอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กรุงเทพฯ ครั้งหนึ่ง เจ้าภาพได้มอบเงินให้ทาง    โรงครัวของวัดเป็นผู้จัดการเรื่องอาหารเลี้ยงพระเลี้ยงคน โดยมีหญิงวัย 40 คนหนึ่งเป็นผู้ควบคุมและจ่ายของ แม่ครัวผู้นั้นได้ไปซื้อเนื้อมาเตรียมไว้ 7 กิโล คงจะยังไม่ได้เก็บให้ดี สุนัขตัวหนึ่งมากินเนื้อหมด หญิงแม่ครัวโกรธแค้นมากผูกอาฆาตว่าจะฆ่ามันให้ได้ เจ้าภาพบอกว่า เมื่อสุนัขกินเนื้อเสียแล้วก็ช่างมันเถอะ  จะไปซื้อมาให้ใหม่ ขอให้ทำอย่างอื่นไปก่อน 

แต่แม่ครัวผู้นั้นหายอมไม่ เมื่อเจ้าภาพออกไปแล้วนางจึงจัดแจงต้มน้ำร้อนด้วยหม้ออวยใบใหญ่ แล้วแกก็ออกไปซื้อเนื้อมา 1 กิโล หั่นไว้เป็นชิ้นๆ พอน้ำร้อนเดือดพล่านดีสมใจแล้วแกก็เอาชิ้นเนื้อที่หั่นไว้ไปโยนล่อสุนัขตัวนั้น มันคิดว่าคนเมตตามัน มันจึงตามกินเหยื่อล่อใกล้เข้ามาๆ จนถึงใกล้หม้อน้ำซึ่งกำลังเดือด ขณะที่มันกำลังกินเหยื่อ ก้มหน้าก้มตา   ขบเคี้ยวอยู่นั้น หญิงแม่ครัวยกหม้อน้ำร้อนเทราดตัวมันอย่างสะใจ น้ำร้อน รดลวกจนทั่วตัว ขนหลุดร่วง เนื้อหนังสุกไปทั้งตัว กระโดดโหยงขึ้นสุดตัวแล้วกระเสือกกระสนไปนอนตายในที่ไม่ไกลนัก หญิงนั้นมีท่าทางสะใจ 

คืนแรกที่ตั้งศพสวดพระอภิธรรมผ่านพ้นไปโดยเรียบร้อย ในวันรุ่งขึ้น รายการบำเพ็ญกุศลเป็นไปตามกำหนด ตอนเลี้ยงเพลมีการลำเลียง อาหารที่ต้มแกงจากข้างล่างเสร็จแล้วส่งขึ้นไปตักจัดตระเตรียมบนศาลาการเปรียญ พวกคนครัวเป็นผู้ส่งจากข้างล่าง คนบนศาลาคอยรับไปตัก จัดใส่ภาชนะ โดยส่งและรับกันเป็นหม้อเป็นชามกะละมังและเป็นเข่งกันทีเดียว 

แม่ครัวคนที่เอาน้ำร้อนลวกสุนัขแกคงลืมเรื่องราวไปแล้ว ได้ยกหม้อข้าวหม้อแกงลำเลียงส่งร่วมกับคนอื่นด้วยอาการยิ้มแย้มแจ่มใส แกปรี่เข้าไปยกหม้อแกงขนาดใหญ่ที่กำลังร้อนระอุตั้งอยู่บนเตา ออกแรงยกเอามาชูส่งขึ้นไปบนศาลา สองแขนชูหม้อแกงขึ้นสูงอยู่ระดับศีรษะเล็กน้อย ทันใดนั้นมีชายคนหนึ่งที่อยู่บนศาลาก้มลงเอื้อมมือจะจับที่หูหิ้วทั้งสองข้างคนรับยังไม่ทันรับ แต่คนส่งคิดว่าเขารับแล้วจึงปล่อยมือทันที หม้อแกงเอียงคว่ำเทราดลงมาตั้งแต่ศีรษะถึงเท้า แกล้มลงสะบัดตัวดิ้นเร่าๆ เนื้อหนังสุกไปทั่ว คนหลายคนรีบพานางส่งโรงพยาบาล แต่ช้าไปเสียแล้วหมอช่วยอะไรไม่ได้ แกมีชีวิตต่อมาอีกเพียง 3 ชั่วโมงก็ขาดใจตาย เพราะทนพิษความทุกข์ทรมานไม่ไหว 

2.   หลายปีมาแล้วมีข้าราชการคนหนึ่ง รับราชการอยู่ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เขาเป็นคนใจเหี้ยมโหดขาดเมตตากรุณาต่อสัตว์ โดยเฉพาะหมาแมวเขาจงเกลียดจงชังนัก เมื่อเขาพบเข้าจะรังแกมันทันที เตะบ้าง ปาด้วยท่อนไม้ ก้อนดิน ก้อนหิน สุดแล้วแต่จะทำอย่างไรได้สะดวกในเวลานั้น เพื่อนจะเตือนด้วยความหวังดีสักเท่าไร เขาก็หาฟังไม่ เพราะเขาเห็นชีวิตสัตว์เช่นแมวหมาไม่มีคุณค่าอะไร บ่ายวันหนึ่ง เขาเจอแมวดำตัวหนึ่ง กำลังหลับอยู่ใต้ร่มไม้ใบดก คนใจบาปเกิดมันเขี้ยวขึ้นมาทันที เขาเดินไปหาก้อนอิฐขนาดใหญ่มา เหวี่ยงทุ่มแมวเคราะห์ร้ายด้วยกำลังแรง มันสะดุ้งโหยงแล้วชักดิ้นชักงอตายไปทันที

เวลาล่วงไป 4-5 เดือน ชายคนนั้นป่วยเป็นโรคชักกระตุก ดิ้นงอไป-มา หายใจไม่ออก ทางบ้านรีบส่งโรงพยาบาล ที่โรงพยาบาล ผู้เล่าได้เห็นอาการของเขาชักดิ้นชักงอไป-มา เหมือนแมวที่เขาทุ่มตาย สุดวิสัยที่หมอจะช่วยเหลือได้ เขาตายไปเหมือนแมวดิ้นตายนั่นเอง

สองเรื่องนี้รวบรวมเก็บความจากนิตยสาร “ศุภมิตรรายเดือน” ข้อเขียนของอาภรโณ ซึ่งผู้เขียนเล่าว่าได้ฟังเรื่องทั้งสองนี้จากจ่าผู้หนึ่งซึ่งได้พบเห็นด้วยตนเอง            

3. จีนผู้หนึ่ง มีอาชีพทางเชือดไก่ขาย เวลาเช้าจะนำไก่ที่ฆ่าแล้วใส่  ถังสังกะสีสำหรับตักน้ำ เอาไม้คานใส่ระหว่างหูหิ้วของถัง และหาบผ่านวัดไปตลาดเสมอ ตอนบ่ายขายไก่ได้แล้วก็กินเหล้าเดินกลับ นานๆ ก็เชือดคอตัวเองเสียครั้งหนึ่ง จนคอมีรอยแผลเป็น ผู้เขียนเป็นเด็กเรียนหนังสืออยู่ในวัดได้เห็นและรู้จักเอง แกชื่อกัง ใครๆ เรียกแกว่าเจ๊กกัง ครั้งหลังสุดดูเหมือนแกเชือดคอตนเองจนตาย            

4. จีนคนหนึ่งที่ตลาดพลู ธนบุรี มีอาชีพฆ่าหมู คราวหนึ่งไม่สบาย  ส่งเสียงร้องเหมือนหมู ร้องเรียกเมียซึ่งแต่งงานด้วยกันไม่ถึงเดือนให้เอาอ่าง (รองเลือด) มาให้ เอามีดหมูมา พอได้ของเหล่านี้มาพร้อมแล้วก็ขาดใจตาย 

ข้อ  3,  4  นี้รวบรวมจากหนังสือ “คุณลักษณะพิเศษแห่งพระพุทธศาสนา” ของ อาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ หน้า 362 

5. ในสมัยรัชกาลที่ 5 ชายคนหนึ่งชื่อดำ เป็นชาวนาเกลือ แขวงบางละมุง จังหวัดชลบุรี นายดำหาเลี้ยงชีพในทางรับจ้าง คราวหนึ่งไปรับจ้างเฝ้าไข่จะละเม็ดที่เกาะคราม มีจีนผู้ร้ายมาขโมยไข่เนืองๆ เป็นเหตุ ให้นายดำโกรธเคืองมาก พยายามคอยจับอยู่เสมอ 

คืนหนึ่ง นายดำซุ่มอยู่ เห็นผู้ร้ายคนจีนมาลักไข่จึงเข้าจับได้พร้อมทั้งของกลาง เอาเชือกผูกมัดขโมยไว้อย่างมั่นคง เอาไม้ตีบ้าง เอามีดฟันบ้างตามใจชอบ แต่ขโมยก็ยังไม่เป็นอันตรายสมใจ จึงไปหาหลาวมาสวนทวารหนัก จนจีนขาดใจตาย นายดำได้นำศพจีนคนนั้นไปฝังไว้อย่าง มิดชิดจนแน่ใจว่าลับตาคนดีแล้วก็คงอยู่ต่อมาตามปกติ 

ภายหลังนายดำเลื่อมใสในศาสนา ถึงกับบวชเป็นภิกษุอยู่ที่วัดหนองเกตใหญ่หลายพรรษา จนได้เป็นสมภารปกครองวัดนั้นตลอดมา เมื่อจวนมรณภาพมีอาพาธเป็นโรคบิด ยังมีกำลังพอเดินได้ ไปถ่ายอุจจาระที่ถานก็ถ่ายไม่ออก ภายหลังรู้สึกปวดมวนจึงเดินลงจากกุฏิไปถานอีก ถานนั้นอยู่ในหมู่ต้นกล้วยซึ่งมีทั้งเล็กใหญ่และหน่อมากมาย แม้ท่านจะพยายามถ่ายสักเท่าไรก็หาออกไม่ จึงขยับตัวลุกขึ้นยืนหมายจะกลับไปกุฏิ เวลานั้นท่านรู้สึกว่ามีอะไรเป็นก้อนดำมืดเคลื่อนเข้ามาตรงหน้าท่าน ท่านก็ซวนล้มลงนั่งทับหน่อกล้วยลงไปเต็มแรง หน่อกล้วยนั้นสวนเข้าไปในทวารพอดี เมื่อกลับมากุฏิแล้วให้เด็กไปตัดหน่อกล้วยนั้นมาไว้ ชี้ให้ผู้มาเยี่ยมดูเล่าเรื่องที่ท่านเคยใช้หลาวสวนทวารจีนขโมยให้ฟังว่าผลกรรมมาถึงแล้ว สมภารดำได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัสอยู่หลายวันก่อนถึงมรณภาพ 

6. สมภารดำตามเรื่องที่ 5 นั้น มีพี่น้องหลายคน ในจำนวนนั้น    น้องสาวคนหนึ่งของสมภารดำชื่อเปรม เมื่อเปรมยังเด็กอยู่ ผู้ใหญ่เคยให้ เฝ้าข้าวเปลือกซึ่งได้นำออกมาผึ่งแดดไว้ วันหนึ่งขณะที่เปรมกำลังเฝ้าข้าวเปลือก มีแม่ไก่ตัวหนึ่งพาลูกเล็ก ๆ  13 ตัวมาจิกคุ้ยเขี่ยกัน เปรมแล เห็นแล้วเกิดขัดใจขึ้นมา จึงเอาท่อนไม้เหวี่ยงปาไปเต็มแรง ไม้นั้นตกลงดินก่อนแล้วสะท้อนไปแทงเอาตาข้างซ้ายของแม่ไก่ ทำให้ตาข้างซ้ายนั้นบอดต่อมา 

เปรมแต่งงานแล้วมีลูก 13 คน (เท่าลูกไก่) เวลานั้นนางมีอายุล่วงเข้ามัชฌิมวัย วันหนึ่งหน้าฟาดข้าว คนในบ้านเอารวงข้าวที่เกี่ยวแล้วมาฟาดบนปากถังเพื่อให้เมล็ดข้าวร่วงลงก้นถัง ตามธรรมเนียมที่ใช้  กันในแถบนั้น เมื่อถึงคราวหยุดพักรับประทานอาหารกลางวัน คนเหล่านั้นก็หยุดตามเวลา แต่ข้าวที่ยังไม่ได้ฟาดเหลืออยู่อีก 1 ฟ่อน นางเปรมจึงหยิบไปฟาดเพื่อให้หมดเสียทีเดียว บังเอิญข้าวเมล็ดหนึ่งกระเด็นเข้าตาของนาง แทงถูกแก้วตาซ้าย ทำให้ปวดร้าวเหลือประมาณ ทุรนทุรายน่าสังเวชยิ่งนัก พวกพ้องช่วยกันรักษาพยาบาลตามกำลังสามารถ แต่อาการปวดหาคลายลงไม่  ต่างปรึกษากันที่จะหาหมอมารักษาต่อไป นางเปรมทราบเรื่องจึงห้ามเสีย บอกว่า ผลกรรมของตนตามมาทันแล้ว หมอวิเศษอย่างไรก็คงรักษาให้หายไม่ได้ ในที่สุดตาข้างซ้ายของนางก็บอดเช่นเดียวกับแม่ไก่       

7. ชายผู้หนึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ตำบลหนองหมู อำเภอหนองโดน จังหวัดสระบุรี มีอาชีพทางเป็นพ่อค้าเกวียน ได้ซื้อข้าวบรรทุกเกวียนไปขายอยู่เสมอ เขาเป็นคนโหดร้าย ใจอำมหิต ใช้สัตว์พาหนะโดยปราศจากเมตตาปรานี ให้อดหญ้า อดน้ำ กรำแดด กรำฝน สัตว์พาหนะต้องทุรนทุรายด้วยงานหนักและอดน้ำกรำแดดอยู่เสมอ ซ้ำเขาคอยพูดหลอกลวงสัตว์อยู่เสมอว่าไปถึงตำบลโน้นก่อนเถิด จึงค่อยหยุดพักกินน้ำกินหญ้า แต่เมื่อถึงเข้าแล้วก็หาหยุดไม่กลับผัดเพี้ยนในที่ข้างหน้าต่อ ๆ ไปอีก สัตว์พาหนะนั้นได้รับความกระวนกระวายเพราะกระหายน้ำเป็นกำลัง เมื่อถึงที่ที่ได้ดื่มน้ำก็มีแต่น้ำขุ่นข้นเจือด้วยเปือกตม 

เขาได้ใช้สัตว์พาหนะโดยทำนองนี้ตลอดมาจนเขาชราภาพ เมื่อป่วย ใกล้จะสิ้นชีวิตได้แลเห็นนิมิตต่างๆ เป็นต้นว่า ดุมและกงเกวียนหมุนอยู่ที่หน้าอก ครวญครางเรียกให้บุตรและภรรยามาช่วย ครั้นกลับได้สติขึ้นมา  ก็สั่งสอนลูกหลานว่าอย่าเอาเยี่ยงตน จะใช้สัตว์พาหนะให้มีใจสงสารปรานีมัน พูดแล้วก็ครวญครางต่อไปอีก และร้องบอกว่ากระหายน้ำเหลือเกิน เมื่อบุตรภรรยาเอาน้ำมาให้ก็ดื่มไม่ได้  แสดงอาหารหอบและหิวกระหายทำนองเดียวกับสัตว์พาหนะที่ตนเคยทรมานมา เมื่อจะบริโภคน้ำได้บ้าง   ถ้าเป็นน้ำใสก็ดื่มไม่อร่อย ต้องน้ำขุ่นๆ จึงจะอร่อยและพอใจ เขาเสวยทุกขเวทนาอยู่ดังนี้หลายวันจึงสิ้นชีพ

8.   หลวงชี (พระแก่) รูปหนึ่ง มีความขยันขันแข็ง ปลูกต้นไม้และผักต่างๆ ไว้มากที่บริเวณกุฏิของท่าน ชาวบ้านใกล้เคียงได้อาศัยท่านมากเหมือนกัน คนไหนมาขอ ท่านก็ให้โดยดี แต่คนไหนลักขโมยเอา ท่านบ่น  ด่าว่าไปต่าง ๆ นานา ต่อมาวันหนึ่งชายชาวบ้านผู้เป็นพาลคนหนึ่ง คงมา  ลักผักหรือผลไม้ของท่านเข้า เมื่อถูกท่านบ่นก็โกรธแค้นอาฆาตคิดจะฆ่าท่านเสีย จึงให้ภรรยาทำขนมแล้วเอายาพิษคลุกเข้าไว้ ให้คนนำไปถวายหลวงชีรูปนั้น บังเอิญนำไปเมื่อพ้นเพล ท่านฉันเพลเสียแล้ว จึงเก็บขนม ไว้ใต้เตียง เพื่อไว้ให้เด็กที่ชอบมาเล่นในวัดบริเวณกุฏิท่านเสมอๆ  

เย็นวันนั้น เด็กคนหนึ่งมาเล่นที่บริเวณกุฏิของท่าน ท่านจึงเรียกมาและให้ขนมกิน ไม่ช้ายาพิษได้ซ่านไปในกายของเด็ก พระก็ไม่ทราบจะช่วยอย่างไร จึงบอกกล่าวให้พ่อแม่เด็กมารับตัวไปรักษา เด็กคนนั้นเป็นลูกของชายผู้เอายาพิษคลุกขนมถวายพระนั่นเอง เด็กถึงแก่ความตายในวันนั้น 

ข้อ 5, 6, 7, 8 รวบรวมเก็บความจากหนังสือเรื่อง “ภพอื่นและเรื่องควรคำนึง พิสูจน์บุญ-บาปในปัจจุบัน” รวบรวมโดย ศาสตราจารย์ นายแพทย์อวย เกตุสิงห์ และวัฒนา โอสถานุเคราะห์       

ด้วยรัก/จากใจ..พลอยจ๋า

  

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

Recommend