หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม 

  สวัสดีค่ะมิตรักแฟนบล็อกบ้านพี่พลอย  วันนี้พลอยจ๋าภูมิใจนำเสนอธรรมนิยาย อิงชีวประวัติของท่านพระเทพสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม) วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี ชุดใหม่ เรื่อง "นารีผล" ซึ่งเป็นธรรมนิยายต่อเนื่องจาก ธรรมนิยายชุด สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม และมักกะลีผล  ซึ่งเป็นผลงานการประพันธ์ของท่านอาจารย์สุทัสสา อ่อนค้อม ที่พลอยจ๋าได้เคยนำมาลงไว้แล้วในบล็อกบ้านพี่พลอยนะคะ

นารีผล เป็นธรรมนิยายเรื่องยาว มีทั้งหมด 96 ตอนค่ะ  นับว่าเป็นธรรมนิยายชุดที่ยาวที่สุดในบรรดาผลงานการประพันธ์ของอาจารย์สุทัสสานะคะ "นารีผล" นั้นเป็นธรรมนิยายต่อเนื่องมาจากธรรมนิยายสองชุดก่อน ท่านที่ยังไม่เคยรับฟังธรรมนิยายชุดสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม และมักกะลีผลมาก่อนอาจจะรับฟังได้ไม่ต่อเนื่อง ไม่ทราบเรื่องโดยตลอด เพื่อความต่อเนื่องควรรับฟังธรรมนิยายชุดนี้ต่อจากธรรมนิยายทั้งสองก่อนนี้ค่ะ  ถ้าท่านสนใจฟังธรรมนิยาย 2 ชุดก่อนหน้านี้ ขอเชิญคลิ๊กรับฟังได้ ตามลิงค์ด้านล่างนี้ค่ะ

1. สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม

2. มักกะลีผล

 

 

 ตอนที่ 1 วัดป่ามะม่วง  

วัดป่ามะม่วงอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของวัดพรหมบุรีห่างจากวัดออกไปประมาณ ๕ กิโลเมตร วันที่พระเจริญเดินทางมารับตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาส นายหล่อซึ่งบัดนี้กลายเป็นเศรษฐีชื่อดังของอำเภออินทร์บุรี ได้นำเรือโดยสารมาบริการ ๓ ลำ แม่ประยงค์ภรรยาก็มาด้วย ญาติโยมที่เป็นลูกศิษย์กรรมฐานต่างพร้อมใจกันมาส่ง พร้อมทั้งให้สัญญาว่าจะตามมาเป็นลูกศิษย์ที่วัดป่ามะม่วงเพราะที่วัดพรหมบุรีนั้น เมื่อไม่มีพระเจริญเสียองค์เดียว การสอนกรรมฐานก็เป็นอันต้องยุติ สำหรับเณรทองดีผู้ซึ่งเคยได้ไปเล่าเรียนมาพร้อมกับพระหนุ่มที่สำนักวัดมหาธาตุและจบหลักสูตรก่อน แต่ท่านไม่มีความสามารถในการสอนญาติโยม อีกประการหนึ่งเพราะท่านอายุยังน้อยและเป็นเพียงสามเณร ญาติโยมจึงไม่ศรัทธาปสาทะ มิหนำซ้ำยังแอบค่อนขอดลับหลังว่าท่านเป็น 'เด็กเมื่อวานซืน' ไม่สมควรที่จะมาสั่งสอนคนเฒ่าคนแก่ผู้ซึ่งเห็นโลกมานาน มีประสบการณ์มามาก

เรือโดยสารมาจอดเทียบท่าน้ำวัดป่ามะม่วงเมื่อเวลาบ่ายสองสิบห้านาที มัคนายกและชาวบ้านมารอรับประมาณ ๒๐ คน แต่พวกญาติโยมที่มาส่งมีจำนวนเกือบร้อยทั้งที่เรือบรรทุกได้ลำละ ๓๐ คน มัคนายกเข้ามากราบพระเจริญพร้อมทั้งแนะนำตัวว่า เขาชื่อนายมั่น

"นิมนต์ไปที่ศาลาก่อนครับ ไว้ญาติโยมกลับกันหมดแล้วผมค่อยพาท่านไปส่งที่กุฎิ" พูดพลางเดินนำไปที่ศาลา เห็นคนมาส่งมีมากกว่าคนมารับจึงพูดออกตัวว่า "เป็นความผิดของผมเองที่ไม่ได้บอกพวกชาวบ้าน เพราะผมก็เพิ่งจะทราบ มันกระทันหันไปหน่อย"

"ไม่เป็นไรหรอกโยม อาตมาขอขอบใจแล้วก็หวังว่าเราจะช่วยกันพัฒนาวัดนี้ให้เจริญรุ่งเรืองสืบไป" ท่านบอกมัคนายกขณะเดินตามเขาไปยังศาลา "ผมว่าคงยากครับท่าน วัดนี้เก่าและทรุดโทรมมากเห็นว่าสร้างมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา สมภารองค์ก่อนท่านก็ไม่บูรณะปฏิสังขรณ์แต่ประการใด ท่านบอกว่ามันทรุดโทรมและเก่าแก่เกินกว่าจะซ่อมแซมได้" นายมั่นแสดงอาการท้อแท้

"ไม่เป็นไรหรอกโยม เรื่องนั้นไว้ค่อยคิดค่อยทำกันไป อาตมาจะทำให้ดีที่สุดเท่าที่กำลังกายและกำลังทรัพย์จะอำนวย" ภิกษุผู้มาใหม่พูดให้กำลังใจคนเก่าคนแก่ของวัด

"สาธุ ขอให้ท่านจำเริญ ๆ เถิดเจ้าค่ะ อุตสาห์จะมาซ่อมแซมให้ทั้งที่ท่านก็ไม่ใช่คนบ้านนี้ พวกคนบ้านนี้เสียอีกที่ไม่สนใจจะช่วยกันปล่อยให้วัดวาอารามชำรุดทรุดโทรม" โยมคนหนึ่งพูดขึ้น พระเจริญจึงถามนางว่า "โยมชื่ออะไรล่ะจ๊ะ วันหลังจะได้ทักทายกันถูก"

"อิฉันชื่อโถเจ้าค่ะ เกิดที่บ้านแป้งนี่เอง ยังไงอิฉันก็ขอปวารณาว่าจะรับใช้ท่าน หากมีอะไรก็เรียกใช้ได้เลยจ้ะ บ้านอิฉันอยู่ใต้วัดไปนิดเดียวเอง" นางชี้มือไปทางทิศใต้ซึ่งมีบ้านเรือนตั้งอยู่ประปราย

"ขอบใจโยมมาก ถ้าญาติโยมให้กำลังใจกันอย่างนี้ อาตมาก็ค่อยเบาใจ ที่วัดนี้มีพระกี่รูปล่ะโยม" ประโยคหลังท่านถามมัคนายก

"สองรูปครับท่าน มีหลวงตาอ้อนและหลวงตาเฟื่อง หลวงตาอ้อนอายุพรรษา ๕๐ ส่วนหลวงตาเฟื่องเพิ่งจะบวชได้พรรษาเดียว เมื่อก่อนเป็นจ่าสิบตำรวจ พอเกษียณก็มาบวช ท่านเลยได้เป็นหลวงตาเพราะอายุมาก นอกจากพระสองรูปแล้วก็มีเณรอีกรูปหนึ่งชื่อเฉลียวแต่คนเรียกกันว่าเณรเหลียวครับ"

ญาติโยมที่มาส่ง เมื่อนั่งพักกันพอหายเหนื่อยแล้วก็พากันลากลับ ในใจของแต่ละคนค่อนข้างหดหู่เมื่อเห็นสภาพวัด พอจะเดาออกว่า 'อาจารย์' ของพวกตนจะต้องประสบปัญหาหลายด้าน ทั้งเรื่องการพัฒนาวัดและเรื่องการปกครองลูกวัด พระและเณรน่าจะมาต้อนรับ 'ว่าที่สมภาร' แต่ก็ไม่มาสักรูปเดียว ดูมีลับลมคมในอย่างไรชอบกล แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พวกเขาก็จะไม่ทอดทิ้งท่านอาจารย์ จะหมั่นไปมาหาสู่ดูแลสารทุกข์สุกดิบของท่าน พระอย่างท่านอาจารย์ใช่จะหาได้ง่าย ๆ เมื่อไรกัน

จริงดังที่ญาติโยมคิดไว้ เพราะเมื่ออาคันตุกะร่วมร้อยพากันลากลับไป มัคนายกก็พูดขึ้นต่อหน้าชาวบ้านผู้เป็นคนท้องถิ่นนั้นว่า "คนบ้านนี้เอาใจยากครับ พูดอย่างตรงไปตรงมาคือ พวกเขาไม่เต็มใจจะให้ท่านมาเป็นสมภารที่วัดนี้" พระหนุ่มรู้สึกเสียววาบในหัวใจ หากสติสัมปชัญญะก็ทำหน้าที่อย่างว่องไว จึงไม่ทำให้เกิดอาการ 'จิตตก'
    "ทำไมล่ะโยม" ถามด้วยเสียงปกติ
    "คือเขาอยากให้หลวงตาอ้อนขึ้นเป็นสมภารแทน แต่เห็นว่าท่านขาดคุณสมบัติ ผมก็ไม่รู้ว่าขาดยังไง เพราะท่านก็บวชมาตั้งห้าสิบพรรษาแล้ว" มัคนายกออกความเห็น ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ความจริงว่าที่พระเจริญได้รับเลือกให้มารักษาการเจ้าอาวาสที่วัดนี้ เพราะพระเทพสิทธินายกหรือมหาห้อง เจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์เป็นผู้จัดการเรื่องทั้งหมด ท่านต้องการให้พระหนุ่มผู้ซึ่งหลวงพ่อเดิมอาจารย์ของท่านฝากฝังไว้ ได้มีโอกาสที่จะแสดงความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่ การเป็นพระลูกวัดเสียเปรียบตรงที่มักถูกสมภารเจ้าวัดเขม่น หากทำอะไร เกินหน้าเกินตาตน เจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ได้ติดตามข่าวคราวความเคลื่อนไหวของพระเจริญมาโดยตลอด ท่านแน่ใจว่าพระหนุ่มรูปนี้เป็น 'พระแท้' และจะจรรโลงพระศาสนาให้วัฒนาสถาวรสืบไป จึงตั้งใจสนับสนุนอย่างเต็มที่ พระเจริญเองก็ไม่ทราบเรื่องนี้ แม้หลวงพ่อช่อผู้เป็นเจ้าอาวาสวัดพรหมบุรีก็หาทราบไม่

"หลวงตาอ้อนท่านเก่งทางไหนหรือ ญาติโยมจึงศรัทธาอยากให้ท่านเป็นสมภาร" พระหนุ่มถามด้วยใจเป็นกลางปราศจากอคติใด ๆ

"เก่งทางใบ้หวยครับ เขาว่าท่านให้เลขเด็ดทำให้คนรวยมามากต่อมาก แต่สำหรับผม ผมไม่ศรัทธาพระแบบนี้ เพราะพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้สอน ถ้าจะพูดให้แรงกว่านี้คือ ท่านทำผิดพระวินัย เพราะพระดีไม่ได้อยู่ที่ให้หวยแม่น แต่อยู่ที่การเจริญศีล สมาธิ ปัญญา ผมว่านอกจากตัวท่านจะทำผิดวินัยแล้ว ยังทำให้ญาติโยมเข้าใจพระศาสนาผิด ๆ อีกด้วย" มัคนายกระบายความในใจ

"อิฉันเห็นด้วยอย่างยิ่งเจ้าค่ะ อิฉันเองถึงจะไม่ร่ำรวย แต่ก็ไม่เคยคิดจะไปขอเลขเด็ดจากพระ อิฉันไม่ต้องการร่ำรวยด้วยการทำบาปเจ้าค่ะ" นางโถรีบสนับสนุน

"อ้อ. โยมโถก็ไม่ชอบพระใบ้หวยหรือ" พระหนุ่มถามยิ้ม ๆ รู้สึกถูกชะตากับโยมผู้นี้ ด้วยว่าอายุอานามคงจะรุ่นราวคราวเดียวกับโยมมารดาของท่าน

"พวกเราที่มาต้อนรับท่านคือพวกที่ไม่อยากให้หลวงตามอ้อนเป็นสมภารครับ แต่พวกของหลวงตาอ้อนมีมากกว่าสักสิบเท่าเห็นจะได้ ถึงอย่างไรพวกเราก็จะอยู่เคียงข้างท่าน แม้จะมีน้อยกว่าพวกนั้นแต่ผมก็มั่นใจว่าธรรมะย่อมชนะอธรรมครับ" โยมที่หนุ่มกว่าเพื่อนพูดขึ้น พระเจริญจึงชมเขาว่า "โยมพูดเข้าทีดี ขอทราบชื่อหน่อยได้ไหม"

"ผมชื่อม่วงครับ แม่เล่าว่าตอนแพ้ท้องอยากกินแต่มะม่วง ถ้าหากเป็นลูกสาวแกจะให้ชื่อมะม่วง บังเอิญผมคลอดออกมาเป็นผู้ชายแกเลยให้ชื่อว่าม่วงเฉย ๆ" นายม่วงบอกชื่อพร้อมเล่าประวัติความเป็นมาเสร็จสรรพโดยมิต้องให้ถาม

"อาตมาอยากทราบความเป็นไปของคนบ้านนี้ ว่าเขาชอบหรือไม่ชอบอะไรบ้าง จะได้วางตัวได้ถูก โยมพอจะบอกได้ไหม" ท่านถามนายม่วง

"ส่วนใหญ่ชอบเล่นการพนันและไม่ชอบเข้าวัดครับ ผมหมายถึงว่าเข้าวัดมาทำบุญถือศีลน่ะเขาไม่ชอบ แต่ชอบเข้าโบสถ์ครับ"

"เข้ามานั่งวิปัสสนาหรือ" ท่านมองไปที่โบสถ์ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของศาลา เป็นโบสถ์เก่าและชำรุดทรุดโทรมมาก

"ถ้าทำอย่างนั้นก็ดีซีครับท่าน แต่นี่พวกเขาเข้ามาเล่นการพนันกัน เล่นต่อหน้าพระประธานในโบสถ์เลย พูดก็พูดเถอะผมอยากให้หลังคาโบสถ์พังลงมาทับพวกมันให้ตาย ๆ ไปเสีย พวกบาปหนาขืนอยู่ไปก็หนักแผ่นดิน" มัคนายกเป็นคนตอบ

"จริงของทายกจ๊ะท่าน อิฉันเห็นแล้วสังเวชใจเหลือเกิน ทำไมพวกเขาถึงไม่กลัวตกนรกกันก็ไม่รู้" โยมที่นั่งติดกับนางโถพูดเชิงบ่น

"แล้วสมภารองค์ก่อนท่านไม่ว่าหรือ" พระหนุ่มถาม

    "ท่านก็เคยไปว่าเหมือนกัน แต่พวกเขาไม่เชื่อฟัง แถมยังขู่ท่านเสียอีกว่าถ้าไม่อยากอายุสั้นก็อย่ามายุ่งกับพวกเขา สมภารท่านเลยกลัวไม่กล้าไปว่าอีก" มัคนายกตอบ
    "เขาไม่กลัวพวกชาวบ้านว่าเอาหรือ"
    "ก็ขนาดสมภารแท้ ๆ พวกเขายังไม่กลัวไม่เกรง นับประสาอะไรกับพวกชาวบ้าน" คนนั่งติดกับนางโถพูดอีก
    "จริงอย่างที่แม่แต้มพูดนั่นแหละ ขนาดผัวแม่แต้มเป็นกำนัน พวกมันยังไม่กลัวเลยเจ้าค่ะ" นางโถช่วยเสริม พระเจริญจึงรู้ว่าโยมคนนี้ชื่อแต้ม มีสามีเป็นกำนัน
    "แล้ววันนี้โยมกำนันไม่มาด้วยหรือ" ท่านถามนางแต้ม
    "เขาตายไปแล้วจ๊ะท่าน ตายมาได้สองปีแล้ว" นางตอบหน้าสลดลงเมื่อพูดถึงสามี
    "เป็นอะไรตายล่ะ"

    "ตกกระไดจ๊ะ แต่ก็ไม่ได้ตายทันที คือแกนอนป่วยอยู่สามเดือนจึงตาย " บางปิดบังความจริงบางอย่างไว้ ความจริงที่ว่ากำนันเขียวไม่ได้ตกบันไดลงมาเอง หากถูกเมีย 'ผลักด้วยเท้า' ตกลงมา จากนั้นก็ป่วยกระเสาะกระแสะและถึงแก่กรรมในที่สุด พระเจริญเห็นนางแต้มหน้าจ๋อยลงไป จึงพูดขึ้นว่า "เอาละ ก็ทักทายปราศรัยกันพอหอมปากหอมคอแล้ว อาตมาจะขอให้พาไปส่งที่กุฏิสักหน่อย หลังจากนั้นก็จะไปกราบหลวงตาอ้อน ส่วนหลวงตาเฟื่องคงไม่ต้องไปกราบเพราะท่านอายุพรรษาน้อยกว่าอาตมา"
    "แต่ถึงท่านจะไปก็ไม่พบหรอกครับ เพราะท่านไม่เคยอยู่วัด" มัคนายกรายงานซึ่งเท่ากับ 'ฟ้อง'
กราย ๆ
    "ท่านไปอยู่ไหนล่ะ เป็นพระไม่อยู่วัดแล้วจะไปอยู่ไหน" พระหนุ่มถาม
    "อยู่บ้านครับ ท่านกลับบ้านทุกวัน พอฉันเพลเสร็จก็ขนผลหมากรากไม้ของวัดไปให้ลูกหลานกิน ทำอย่างนี้มาตั้งแต่บวชใหม่ ๆ ผมละห่วงท่านเหลือเกิน กลัวว่าตายลงท่านจะต้องไปเกิดเป็นเปรตขโมยของสงฆ์นี่ต้องเกิดเป็นเปรตใช่ไหมครับ" เขาถามสมภารองค์ใหม่

   "ก็ต้องเป็นอย่างนั้น เอาละ เมื่อคุ้นกันแล้วอาตมาจะเป็นคนตักเตือนท่านเอง ตอนนี้ช่วยพาอาตมาไปส่งกุฏิหน่อยเถอะ" มัคนายกและญาติโยมจึงช่วยกันขนเครื่องอัฐบริขารของท่านไปยังกุฏิสมภารซึ่งอยู่ห่างจากศาลาการ เปรียญไปทางทิศใต้ประมาณสิบวา กุฏิ หลังนั้นทั้งเก่า ทั้งรกรุงรัง พวกญาติโยมชายหญิงจึงช่วยกันทำความสะอาดเป็นการใหญ่ พวกผู้ชายไปตักน้ำในแม่น้ำมาใส่ตุ่ม พวกผู้หญิงช่วยกันกวาดถู ปัดหยากไย่ไยแมงมุมตามขื่อ ฝ้า และเพดาน ขณะที่ญาติโยมทำงาน สมภารองค์ใหม่ก็ยืนคอยกำกับให้ทำตรงซอกนั้น ซอกนี้ มุมนั้นยังไม่เกลี้ยง ตรงนั้นยังมีรอยเปื้อน เพราะท่านเป็นคนเจ้าระเบียบและละเอียดถี่ถ้วน โยมผู้หญิงคนหนึ่งถึงกับออกปากว่า "ท่านสมภารเจ้าระเบียบยิ่งกว่าผู้หญิงเสียอีก อิฉันขอยอมแพ้" พระหนุ่มจึงว่า

    "ต้องยกความดีให้โยมยาย อาตมาอยู่กับโยมยายตั้งแต่อายุหกขวบ แหม. เรื่องเจ้าระเบียบงี้ไม่มีใครเกินโยมยายของอาตมา" ท่านพูดถึงโยมยายด้วยความชื่นชม
    "แล้วตอนนี้โยมยายของท่านยังอยู่หรือเปล่าครับ" นายม่วงถาม
    "เสียแล้ว เพิ่งเสียเมื่อสองปีมานี้ โยมยายอายุยืน ตอนตายอายุ ๙๙ ขาดอีกไม่กี่วันก็จะครบร้อย"
    "แล้วหลงไหมเจ้าคะ" นางแต้มถาม
    "ไม่หลงเลยจ๊ะโยม สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ดีเหลือเกิน ตอนจะสิ้นใจก็ให้ศีลให้พรลูกหลาน แล้วก็บอกลา จากนั้นก็หลับไปเฉย ๆ " ภิกษุหนุ่มเล่า ภาพเหล่านั้นยังติดตาติดใจมาจนบัดนี้
    "โถ ช่างมีบุญเหลือเกิน แสดงว่าเป็นคนชอบทำบุญใช่ไหมเจ้าค่ะ" โยมคนหนึ่งถาม
    "ถูกแล้วจ้ะ โยมยายชอบทำบุญ ชอบฟังเทศน์ เล่าให้อาตมาฟังว่าพ่อแม่พาไปวัดตั้งแต่ยังไม่หย่านม โยมล่ะจ๊ะ พาลูกหลานเข้าวัดกันบ้างหรือเปล่า" ท่านย้อนถาม 
    "เด็กสมัยนี้เขาไม่ชอบเข้าวัดกันแล้วเจ้าค่ะ ไม่เหมือนสมัยปู่ย่าตายาย ไม่รู้ว่าในอนาคตจะมีคนเข้าวัดหรือเปล่า น่าเป็นห่วงศาสนานะเจ้าคะ"

 "ห่วงก็ต้องร่วมมือกันนะโยม ต้องช่วยกันสอนลูกสอนหลานชาติไทยของเราอยู่มาได้จนทุกวันนี้ก็เพราะว่ามีศาสนาเป็นเครื่องยึด เหนี่ยวจิตใจ เราต้องปลูกฝังสั่งสอนให้คนรุ่นหลังยึดมั่นในชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ นะโยมนะ" ท่านถือโอกาสฝากฝัง "สองชั่วโมงต่อมา กุฎิสมภารที่เคยรกรุงรังก็สะอาดสะอ้านดูงามตา พระเจริญอนุโมทนาในกุศลจิตของญาติโยมที่มาช่วย แล้วถามขึ้นว่า "แถวนี้มีน้ำแข็งใส่น้ำหวานขายไหม"
    "มีครับ เหนือวัดไปหน่อยมีร้านน้ำแข็ง มีขนมด้วย ประเดี๋ยวผมจะไปซื้อมาถวาย" นายม่วงขันอาสา
    "อาตมาไม่ฉันหรอก แต่อยากจะเลี้ยงญาติโยม โยมช่วยไปซื้อมาสู่กันกินหน่อยนะ" ท่านล้วงปัจจัยออกมาจากย่ามส่งให้นายม่วง
    "ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ พวกอิฉันไม่อยากรบกวนท่าน แค่นี้ก็อิ่มบุญไปตาม ๆ กันแล้ว" นางแต้มค้านด้วยรู้สึกเกรงในสมภารองค์ใหม่

    "ไม่ได้หรอกโยม อาตมาไม่ชอบเอาเปรียบใคร ขอให้อาตมาได้ตอบแทนบ้าง แม้มันจะน้อยนิดเมื่อเทียบกับน้ำใจของญาติโยมอาตมาขออนุญาตนะ"
    "ถ้าอย่างนั้นก็ตามแต่ท่านจะกรุณาเถิดเจ้าค่ะ" โยมผู้หญิงที่อายุน้อยกว่าเพื่อนว่า หล่อนนึกอยากกิน น้ำแข็งใส่น้ำหวานเพื่อดับกระหาย นายม่วงจึงเดินไปซื้อ สักครู่ก็ถือถาดมาคนละใบกับเด็กหนุ่มลูกเจ้าของร้าน ในถาดมีแก้วน้ำแข็งใส่น้ำหวานบรรจุถาดละ ๑๐ แก้ว ซึ่งเมื่อแจกจ่ายแล้วครบคนพอดี ได้กินน้ำแข็งแก้กระหายกันแล้ว บรรดาญาติโยมก็ลาสมภารกลับบ้านเรือนตน

พระเจริญจัดการสรงน้ำและนุ่งห่มอย่างเรียบร้อย แล้วจึงออกสำรวจรอบ ๆ วัด คิดว่าค่ำ ๆ จึงจะไปกราบหลวงตาอ้อน ท่านเดินสำรวจไปเรื่อย ๆ กระทั่งมายืนอยู่หน้าเสาระเบียงพระวิหาร ที่เสามีตัวอักษรเขียนโคลงสี่สุภาพ ความว่า

  โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ 

   

ด้วยรัก/จากใจ..พลอยจ๋า

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet

Recommend