ตอนที่ 2  หลวงตาเฟื่อง  

เมื่อพระเจริญกลับมาถึงกุฏิของท่าน ก็พบภิกษุรูปหนึ่งนั่งรอที่ชั้นล่าง สามัญสำนึกบอกทันทีว่าต้องเป็นหลวงตาเฟื่องแน่นอน เพราะดูหน้าตาแล้วคงจะอายุประมาณหกสิบเศษ เดินเข้ามานั่งยังอาสนะแล้วจึงถามขึ้นก่อนว่า

"ท่านคือหลวงตาเฟื่องใช่ไหมครับ"

"ครับ และท่านคือพระเจริญจากวัดพรหมบุรี ที่จะมารักษาการเจ้าอาวาสวัดนี้ใช่หรือเปล่า"

เมื่อท่านตอบว่าใช่ หลวงตาเฟื่องจึงคุกเข่าแล้วกราบท่านสามครั้งอย่างไม่เต็มใจนัก เหตุเพราะถูก 'ทิฐิพระ' ยุยงว่า 'เด็กเมื่อวานซืนที่ถูกส่งให้มาปกครองเรา' ภิกษุหนุ่มยกมือขึ้นรับไหว้ภิกษุผู้ถือตนว่าสูงวัยกว่า สังเกตเห็นทิฐิที่ฉายออกมาทางแววตาของอีกฝ่ายก็คิดว่าจะต้องคิดกำจัด 'ทิฐิพระ' ของหลวงตาเฟื่องกับหลวงตาอ้อนออกไปให้ได้ มิฉะนั้นก็จะไม่สามารถพัฒนาวัดให้เจริญรุ่งเรืองดังที่ได้ตั้งปณิธานเอาไว้ การจะพัฒนาวัดต้องพัฒนาที่คนก่อน และการพัฒนาคนก็ต้องพัฒนาที่ใจของเขา พระพุทธองค์ตรัสสอนไว้ชัดเจนว่า 'มโน ปุพพงฺคมาธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา - ธรรมทั้งหลายมีใจนำหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จด้วยใจ' ใครจะสร้างสรรค์สิ่งดีงาม หรือจะก่อกรรมทำเข็ญก็มีใจเป็นจุดเริ่มต้น ฉะนั้นถ้าพัฒนาใจให้ดีไว้ก่อน อะไร ๆ ก็จะดีตามไปด้วย

"หลวงาตาบวชมากี่พรรษาแล้วครับ" พระหนุ่มเริ่มการสนทนา มัคนายกบอกท่านว่าหลวงตาเฟื่องเพิ่งบวชได้พรรษาเดียว แต่คงจะดีกว่าหากว่าได้ฟังจากปากเจ้าตัวอีกครั้ง

"เกือบสองพรรษาแล้ว ผมเป็นข้าราชการบำนาญ พอปลดเกษียณได้สองปีเมียเขาก็ให้บวช" ครั้นจะพูดความจริงว่าเมียไล่ให้มาบวชก็เกรงจะอับอายขายหน้า นี่ถ้าสังขารไม่เสื่อมมีหรือจะยอมให้เมียมาบงการชีวิต

"หรือครับ เห็นทายกบอกว่าท่านเคยเป็นตำรวจมาก่อน"

"ครับ ผมเป็นจ่าสิบตำรวจ" น้ำเสียงบ่งบอกความภาคภูมิคิดว่าอย่างไรเสียก็คงดีกว่าพระหนุ่มซึ่งดูหน้าตาท่าทางแล้วคงจบไม่เกิน ป.๔ พระเจริญดูเหมือนจะรู้ความในใจของคู่สนทนา เพราะท่านพูดขึ้นว่า

"ถ้าผมไม่ชิงลาออกเสียก่อน ป่านนี้ก็คงเป็นร้อยตำรวจโทหรือไม่ก็ร้อยตำรวจเอก" ท่านมิได้พูดปด เพราะถ้าอดทนเรียนต่อไปจนจบก็จะเป็นดังเช่นที่พูด ได้ยินดังนั้น ฝ่ายที่ถือตนว่าเลอเลิศกว่าถึงกับหน้าจ๋อยลงไปถนัด คิดว่ายศจ่าสิบตำรวจนั้นสูงกว่าใคร ๆ ในตำบลนี้แล้วเชียว เจ้าเด็กเมื่อวานซืนกลับสูงกว่า เพราะเป็นถึงนายร้อยตำรวจ แล้วความริษยาก็รุมเร้าดวงจิตเมื่อคิดไปว่าคิดที่ตนเห็นเป็นเด็กเมื่อวานซืนนั้นแท้จริงแล้วกลับสูงส่งกว่า เลยรู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นคนต่ำต้อยด้อยค่าน่าอดสูนัก

"ผมเห็นจะต้องขอตัว รู้สึกปวดหัวหนึบ ๆ สงสัยจะอาพาธผมไปล่ะ" พูดจบก็กราบปลก ๆ สามครั้งแล้วลุกออกไป

พระหนุ่มมองตามจนอีกฝ่ายเดินหายไปในความมืด จึงลุกจากอาสนะตั้งใจจะขึ้นไปชั้นบนก็พอดีสามเณรเดินเข้ามานั่งคุกเข่า แล้วกราบสามครั้ง แนะนำตัวเองว่า "กระผมสามเณรเฉลียวครับ ต้องขออภัยที่มิได้ไปต้อนรับท่านสมภาร กระผมเห็นหลวงตาท่านไม่ไปก็เลยไม่กล้า ประเดี๋ยวจะมาหาว่ากระผมทำเกินหน้าเกินตา ท่านสมภารอย่าได้ถือโทษโกรธเคืองกระผมเลยนะครับ"

"เอาละฉันไม่ถือโทษเธอ แต่ว่าเธอจะต้องมาช่วยงานฉัน เวลามีแขกไปใครมาก็ต้องคอยต้อนรับ อ้อ แล้วช่วยดูแลทำความสะอาดกุฏิชั้นล่างให้ด้วย ส่วนชั้นบนฉันจะทำเอง"

"ครับ กระผมเคยรับใช้ท่านสมภารองค์ก่อน และตั้งใจว่าจะรับใช้สมภารองค์ใหม่ด้วย กระผมขอถือโอกาสฝากเนื้อฝากตัว รับกระผมไว้เป็นลูกศิษย์ด้วยนะครับ"

"ตกลง เมื่อเป็นลูกศิษย์ฉันแล้วเธอต้องเรียนกรรมฐานนะ เคยเรียนมาบ้างหรือยัง"

"เรียนอะไรครับ"

"กรรมฐานน่ะซี เคยได้ยินชื่อสติปัฏฐาน ๔ บ้างไหม"

"ไม่เคยครับ เป็นอย่างไรครับ" ถามอย่างสนใจ

"เธอบวชกี่พรรษาแล้ว" พระหนุ่มเปลี่ยนเรื่องถาม ท่านไม่รู้สึกแปลกใจที่เณรเฉลี่ยวไม่รู้จักกรรมฐาน โดยเฉพาะสติปัฏฐาน ๔ ท่านเองเมื่อบวชใหม่ ๆ ก็ไม่รู้ เพราะอุปัชฌาย์ท่านไม่ได้สอน

"สามพรรษาครับ ผมบวชตั้งแต่อายุสิบห้า" สามเณรวัยสิบแปดตอบ คงจะเห็นว่า 'กระผม' นั้นฟังดูเป็นพิธีรีตองมากไป จึงตัด 'กระ' ออกเหลือ 'ผม' เฉย ๆ

"ทำไมถึงมาบวช"

"ผมขี้เกียจทำนาครับ ชีวิตทำนาลำบาก ต้องเอาหลังสู้ฟ้า เอาหน้าสู้ดิน อาบเหงื่อต่างน้ำ ผมเลยต้องมาบวช"

"คิดว่าบวชแล้วจะสบายงั้นหรือ"

"ครับ ดีกว่าทำนาเป็นไหน ๆ "

"เธออย่าคิดสั้น ๆ แค่นั้น คิดให้ยาว ๆ หน่อย ถ้าเธอมาบวชเพื่อหวังความสุขความสบายแล้วละก็ เธอจะไม่เห็นสัจธรรม ถ้ามนุษย์เห็นแก่ความสุขสบายเหมือนกันไปเสียหมด พระพุทธศาสนาก็จะไม่อุบัติขึ้นมาในโลก การที่เจ้าชายสิทธัตถะออกบวชแสดงว่าความสุขสบายมิได้เป็นจุดหมายของชีวิต แต่มีสิ่งอื่นที่มีค่ากว่า นั่นคือความสงบแห่งจิต ดังมีพุทธพจน์รับรองว่า 'นตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํ - สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี' จุดหมายของการบวชก็คือความสงบแห่งจิต จิตจะสงบได้ต่อเมื่อกิเลสตัณหาถูกทำลายให้สิ้นไป วิธีที่จะให้กิเลสตัณหาถูกทำลายไปโดยสิ้นเชิงนั้นต้องเจริญกรรมฐาน"

"ถ้าเช่นนั้นผมขอเรียนคืนนี้เลยได้ไหมครับ"

"ได้ซิ ฉันจะให้การบ้านเลย คืนนี้เวลานอนให้เธอเอามือวางไว้ที่ท้อง สังเกตอาการพองขึ้นและยุบลงของท้องตอนหายใจ เมื่อท้องพองให้กำหนดในใจว่า 'พอง-หนอ' เมื่อยุบก็กำหนดว่า 'ยุบ - หนอ' นอนกำหนดไปอย่างนี้จนกว่าจะหลับ พยายามจับให้ได้ว่าหลับไปตอนพองหรือยุบ" เณรเฉลียวฟังพระเจริญพูดดังนั้นก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย ๆ จึงถามขึ้นว่า "แล้วทำอย่างไรอีกครับ พอรู้ว่าหลับไปตอนยุบหรือตอนพองแล้วจะได้อะไร

    "ไปทำให้ได้ตามที่บอกเสียก่อน แล้วเธอจะรู้ด้วยตัวเธอเองว่าได้อะไร"
    "ท่านสมภารบอกก่อนไม่ได้หรือครับ ผมจะได้ปฏิบัติรวดเดียวไปเลย ไม่ต้องมาคอยถามให้ท่านสมภารรำคาญใจ"
    "เอาเถอะน่า ฉันไม่รำคาญหรอก ไว้เธอไปปฏิบัติให้ได้เสียก่อนแล้วค่อยมาถามว่าต่อไปจะทำอย่างไร" 
    "ถ้าเกิดผมอยากรู้ตอนท่านสมภารจำวัดไปแล้วล่ะครับ"
    "เธอก็ปลุกได้ แต่ฉันคิดว่าคงไม่นอนก่อนเธอหรอก ปกติเธอนอนกี่ทุ่ม" ท่านถามเณรหนุ่ม
    "ประมาณสามทุ่มครับ แล้วท่านสมภารล่ะครับ"
    "ตีสอง"
    "ตีสองเชียวหรือครับ แล้วตื่นกี่โมงครับ"
    "ตีสี่"
    "นอนสองชั่วโมงเท่านั้นเองหรือครับ แล้วตอนกลางวันท่านต้องนอนชดเชยอีกหรือเปล่า"
    "ฉันไม่เคยนอนกลางวัน โยมยายฝึกฉันมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กฝึกไม่ให้นอนกลางวัน ท่านสอนไว้ว่า ' นอนนานงานน้อย กินบ่อยเงินหมด มีเงินหน้าสด หมดเงินหน้าแห้งแล้งน้ำใจ' ฉันก็จำเอามาใช้"
    "แหม ! โยมยายของท่านสมภารสอนดีจังนะครับ ท่านสมภารก็เป็นคนดีด้วย เพราะบางครั้งถึงคนสอนจะดีเพียงใด หากคนถูกสอนไม่เอาเรื่อง ก็คงดีไม่ได้"
    "ดีได้ซิ เธอเคยได้ยินที่คนโบราณเขาพูดว่า 'ต้นคด ปลายตรง' ไหมล่ะ"
    "เคยครับ คนที่ไม่ดีมาก่อน แล้วภายหลังกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดีได้ คนประเภทนี้ยังดีกว่าพวกต้นตรง ปลายคดนะครับ"

    "แน่นอน และฉันก็กำลังจะบอกเธอว่า ฉันเองก็เป็นประเภทต้นคด ปลายตรง สมัยเป็นเด็กเกเรเกตุงมาก โยมยายเฆี่ยนจนไม่รู้จะเฆี่ยนยังไง ในที่สุดก็เลยเลิก บังเอิญตอนนั้นฉันชินกับไม้เรียวยายเสียแล้ว วันไหนไม่ถูกทำโทษฉันก็จะทวง"
    "ทวงอะไรครับ" เณรเฉลียวไม่เข้าใจ
    "ทวงให้ยายเฆี่ยนน่ะซี" พระเจริญตอบ รู้สึกสบายอกสบายใจเมื่อได้พูดถึงโยมยายที่ท่านรักและเทิดทูน
    "แล้วท่านเฆี่ยนไหมครับ" ผู้อ่อนวัยกว่าอยากรู้
    "ตอนหลังท่านคงระอา เลยเลิกเฆี่ยนไปเฉย ๆ ฉันก็ร้อน ๆ หนาว ๆ อยู่หลายวันกว่าจะชินกับการไม่ได้ลิ้มรสไม้เรียวโยมยาย ยังแปลกใจตัวเองมาจนบัดนี้" ท่านพูดยิ้ม ๆ เห็นสมภารเป็นกันเองเช่นนั้น เณรเฉลียวก็หายกังวลและกล้าถามในสิ่งที่ตนอยากรู้
    "ท่านสมภารนอนวันละสองชั่วโมงมาตั้งแต่ตอนเรียนกรรมฐานที่วัดมหาธาตุ"
    "เปล่า ใครจะทำยังงั้นได้ล่ะ ฉันเพียงแต่บอกเธอว่าฉันไม่เคยนอนกลางวันตั้งแต่เป็นเด็ก เพราะถูกโยมยายฝึกมาอย่างนี้ แต่การนอนวันละสองชั่วโมงนั้นฉันฝึกมาตั้งแต่ตอนเรียนกรรมฐานที่วัดมหาธาตุ"

 "หมายความว่าคนที่เรียนกรรมฐานต้องนอนคืนละสองชั่วโมงเท่านั้นใช่ไหมครับ" เณรวัยสิบแปดนึกท้อ ท่านจำวัดวันละ ๘ ชั่วโมง กระนั้นก็ยังแอบงีบในตอนกลางวันอีกหนึ่งหรือสองชั่วโมงเป็นอย่างน้อย
 "ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก ตอนฉันไปเรียนใหม่ ๆ ก็นอนวันละ ๖ ชั่วโมง แต่เมื่อทำอย่างนั้นการปฏิบัติไม่ก้าวหน้า ฉันเลยอธิษฐานจิตขอปฏิบัติ