ตอนที่ 2  หลวงตาเฟื่อง  

เมื่อพระเจริญกลับมาถึงกุฏิของท่าน ก็พบภิกษุรูปหนึ่งนั่งรอที่ชั้นล่าง สามัญสำนึกบอกทันทีว่าต้องเป็นหลวงตาเฟื่องแน่นอน เพราะดูหน้าตาแล้วคงจะอายุประมาณหกสิบเศษ เดินเข้ามานั่งยังอาสนะแล้วจึงถามขึ้นก่อนว่า

"ท่านคือหลวงตาเฟื่องใช่ไหมครับ"

"ครับ และท่านคือพระเจริญจากวัดพรหมบุรี ที่จะมารักษาการเจ้าอาวาสวัดนี้ใช่หรือเปล่า"

เมื่อท่านตอบว่าใช่ หลวงตาเฟื่องจึงคุกเข่าแล้วกราบท่านสามครั้งอย่างไม่เต็มใจนัก เหตุเพราะถูก 'ทิฐิพระ' ยุยงว่า 'เด็กเมื่อวานซืนที่ถูกส่งให้มาปกครองเรา' ภิกษุหนุ่มยกมือขึ้นรับไหว้ภิกษุผู้ถือตนว่าสูงวัยกว่า สังเกตเห็นทิฐิที่ฉายออกมาทางแววตาของอีกฝ่ายก็คิดว่าจะต้องคิดกำจัด 'ทิฐิพระ' ของหลวงตาเฟื่องกับหลวงตาอ้อนออกไปให้ได้ มิฉะนั้นก็จะไม่สามารถพัฒนาวัดให้เจริญรุ่งเรืองดังที่ได้ตั้งปณิธานเอาไว้ การจะพัฒนาวัดต้องพัฒนาที่คนก่อน และการพัฒนาคนก็ต้องพัฒนาที่ใจของเขา พระพุทธองค์ตรัสสอนไว้ชัดเจนว่า 'มโน ปุพพงฺคมาธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา - ธรรมทั้งหลายมีใจนำหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จด้วยใจ' ใครจะสร้างสรรค์สิ่งดีงาม หรือจะก่อกรรมทำเข็ญก็มีใจเป็นจุดเริ่มต้น ฉะนั้นถ้าพัฒนาใจให้ดีไว้ก่อน อะไร ๆ ก็จะดีตามไปด้วย

"หลวงาตาบวชมากี่พรรษาแล้วครับ" พระหนุ่มเริ่มการสนทนา มัคนายกบอกท่านว่าหลวงตาเฟื่องเพิ่งบวชได้พรรษาเดียว แต่คงจะดีกว่าหากว่าได้ฟังจากปากเจ้าตัวอีกครั้ง

"เกือบสองพรรษาแล้ว ผมเป็นข้าราชการบำนาญ พอปลดเกษียณได้สองปีเมียเขาก็ให้บวช" ครั้นจะพูดความจริงว่าเมียไล่ให้มาบวชก็เกรงจะอับอายขายหน้า นี่ถ้าสังขารไม่เสื่อมมีหรือจะยอมให้เมียมาบงการชีวิต

"หรือครับ เห็นทายกบอกว่าท่านเคยเป็นตำรวจมาก่อน"

"ครับ ผมเป็นจ่าสิบตำรวจ" น้ำเสียงบ่งบอกความภาคภูมิคิดว่าอย่างไรเสียก็คงดีกว่าพระหนุ่มซึ่งดูหน้าตาท่าทางแล้วคงจบไม่เกิน ป.๔ พระเจริญดูเหมือนจะรู้ความในใจของคู่สนทนา เพราะท่านพูดขึ้นว่า

"ถ้าผมไม่ชิงลาออกเสียก่อน ป่านนี้ก็คงเป็นร้อยตำรวจโทหรือไม่ก็ร้อยตำรวจเอก" ท่านมิได้พูดปด เพราะถ้าอดทนเรียนต่อไปจนจบก็จะเป็นดังเช่นที่พูด ได้ยินดังนั้น ฝ่ายที่ถือตนว่าเลอเลิศกว่าถึงกับหน้าจ๋อยลงไปถนัด คิดว่ายศจ่าสิบตำรวจนั้นสูงกว่าใคร ๆ ในตำบลนี้แล้วเชียว เจ้าเด็กเมื่อวานซืนกลับสูงกว่า เพราะเป็นถึงนายร้อยตำรวจ แล้วความริษยาก็รุมเร้าดวงจิตเมื่อคิดไปว่าคิดที่ตนเห็นเป็นเด็กเมื่อวานซืนนั้นแท้จริงแล้วกลับสูงส่งกว่า เลยรู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นคนต่ำต้อยด้อยค่าน่าอดสูนัก

"ผมเห็นจะต้องขอตัว รู้สึกปวดหัวหนึบ ๆ สงสัยจะอาพาธผมไปล่ะ" พูดจบก็กราบปลก ๆ สามครั้งแล้วลุกออกไป

พระหนุ่มมองตามจนอีกฝ่ายเดินหายไปในความมืด จึงลุกจากอาสนะตั้งใจจะขึ้นไปชั้นบนก็พอดีสามเณรเดินเข้ามานั่งคุกเข่า แล้วกราบสามครั้ง แนะนำตัวเองว่า "กระผมสามเณรเฉลียวครับ ต้องขออภัยที่มิได้ไปต้อนรับท่านสมภาร กระผมเห็นหลวงตาท่านไม่ไปก็เลยไม่กล้า ประเดี๋ยวจะมาหาว่ากระผมทำเกินหน้าเกินตา ท่านสมภารอย่าได้ถือโทษโกรธเคืองกระผมเลยนะครับ"

"เอาละฉันไม่ถือโทษเธอ แต่ว่าเธอจะต้องมาช่วยงานฉัน เวลามีแขกไปใครมาก็ต้องคอยต้อนรับ อ้อ แล้วช่วยดูแลทำความสะอาดกุฏิชั้นล่างให้ด้วย ส่วนชั้นบนฉันจะทำเอง"

"ครับ กระผมเคยรับใช้ท่านสมภารองค์ก่อน และตั้งใจว่าจะรับใช้สมภารองค์ใหม่ด้วย กระผมขอถือโอกาสฝากเนื้อฝากตัว รับกระผมไว้เป็นลูกศิษย์ด้วยนะครับ"

"ตกลง เมื่อเป็นลูกศิษย์ฉันแล้วเธอต้องเรียนกรรมฐานนะ เคยเรียนมาบ้างหรือยัง"

"เรียนอะไรครับ"

"กรรมฐานน่ะซี เคยได้ยินชื่อสติปัฏฐาน ๔ บ้างไหม"

"ไม่เคยครับ เป็นอย่างไรครับ" ถามอย่างสนใจ

"เธอบวชกี่พรรษาแล้ว" พระหนุ่มเปลี่ยนเรื่องถาม ท่านไม่รู้สึกแปลกใจที่เณรเฉลี่ยวไม่รู้จักกรรมฐาน โดยเฉพาะสติปัฏฐาน ๔ ท่านเองเมื่อบวชใหม่ ๆ ก็ไม่รู้ เพราะอุปัชฌาย์ท่านไม่ได้สอน

"สามพรรษาครับ ผมบวชตั้งแต่อายุสิบห้า" สามเณรวัยสิบแปดตอบ คงจะเห็นว่า 'กระผม' นั้นฟังดูเป็นพิธีรีตองมากไป จึงตัด 'กระ' ออกเหลือ 'ผม' เฉย ๆ

"ทำไมถึงมาบวช"

"ผมขี้เกียจทำนาครับ ชีวิตทำนาลำบาก ต้องเอาหลังสู้ฟ้า เอาหน้าสู้ดิน อาบเหงื่อต่างน้ำ ผมเลยต้องมาบวช"

"คิดว่าบวชแล้วจะสบายงั้นหรือ"

"ครับ ดีกว่าทำนาเป็นไหน ๆ "

"เธออย่าคิดสั้น ๆ แค่นั้น คิดให้ยาว ๆ หน่อย ถ้าเธอมาบวชเพื่อหวังความสุขความสบายแล้วละก็ เธอจะไม่เห็นสัจธรรม ถ้ามนุษย์เห็นแก่ความสุขสบายเหมือนกันไปเสียหมด พระพุทธศาสนาก็จะไม่อุบัติขึ้นมาในโลก การที่เจ้าชายสิทธัตถะออกบวชแสดงว่าความสุขสบายมิได้เป็นจุดหมายของชีวิต แต่มีสิ่งอื่นที่มีค่ากว่า นั่นคือความสงบแห่งจิต ดังมีพุทธพจน์รับรองว่า 'นตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํ - สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี' จุดหมายของการบวชก็คือความสงบแห่งจิต จิตจะสงบได้ต่อเมื่อกิเลสตัณหาถูกทำลายให้สิ้นไป วิธีที่จะให้กิเลสตัณหาถูกทำลายไปโดยสิ้นเชิงนั้นต้องเจริญกรรมฐาน"

"ถ้าเช่นนั้นผมขอเรียนคืนนี้เลยได้ไหมครับ"

"ได้ซิ ฉันจะให้การบ้านเลย คืนนี้เวลานอนให้เธอเอามือวางไว้ที่ท้อง สังเกตอาการพองขึ้นและยุบลงของท้องตอนหายใจ เมื่อท้องพองให้กำหนดในใจว่า 'พอง-หนอ' เมื่อยุบก็กำหนดว่า 'ยุบ - หนอ' นอนกำหนดไปอย่างนี้จนกว่าจะหลับ พยายามจับให้ได้ว่าหลับไปตอนพองหรือยุบ" เณรเฉลียวฟังพระเจริญพูดดังนั้นก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย ๆ จึงถามขึ้นว่า "แล้วทำอย่างไรอีกครับ พอรู้ว่าหลับไปตอนยุบหรือตอนพองแล้วจะได้อะไร

    "ไปทำให้ได้ตามที่บอกเสียก่อน แล้วเธอจะรู้ด้วยตัวเธอเองว่าได้อะไร"
    "ท่านสมภารบอกก่อนไม่ได้หรือครับ ผมจะได้ปฏิบัติรวดเดียวไปเลย ไม่ต้องมาคอยถามให้ท่านสมภารรำคาญใจ"
    "เอาเถอะน่า ฉันไม่รำคาญหรอก ไว้เธอไปปฏิบัติให้ได้เสียก่อนแล้วค่อยมาถามว่าต่อไปจะทำอย่างไร" 
    "ถ้าเกิดผมอยากรู้ตอนท่านสมภารจำวัดไปแล้วล่ะครับ"
    "เธอก็ปลุกได้ แต่ฉันคิดว่าคงไม่นอนก่อนเธอหรอก ปกติเธอนอนกี่ทุ่ม" ท่านถามเณรหนุ่ม
    "ประมาณสามทุ่มครับ แล้วท่านสมภารล่ะครับ"
    "ตีสอง"
    "ตีสองเชียวหรือครับ แล้วตื่นกี่โมงครับ"
    "ตีสี่"
    "นอนสองชั่วโมงเท่านั้นเองหรือครับ แล้วตอนกลางวันท่านต้องนอนชดเชยอีกหรือเปล่า"
    "ฉันไม่เคยนอนกลางวัน โยมยายฝึกฉันมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กฝึกไม่ให้นอนกลางวัน ท่านสอนไว้ว่า ' นอนนานงานน้อย กินบ่อยเงินหมด มีเงินหน้าสด หมดเงินหน้าแห้งแล้งน้ำใจ' ฉันก็จำเอามาใช้"
    "แหม ! โยมยายของท่านสมภารสอนดีจังนะครับ ท่านสมภารก็เป็นคนดีด้วย เพราะบางครั้งถึงคนสอนจะดีเพียงใด หากคนถูกสอนไม่เอาเรื่อง ก็คงดีไม่ได้"
    "ดีได้ซิ เธอเคยได้ยินที่คนโบราณเขาพูดว่า 'ต้นคด ปลายตรง' ไหมล่ะ"
    "เคยครับ คนที่ไม่ดีมาก่อน แล้วภายหลังกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดีได้ คนประเภทนี้ยังดีกว่าพวกต้นตรง ปลายคดนะครับ"

    "แน่นอน และฉันก็กำลังจะบอกเธอว่า ฉันเองก็เป็นประเภทต้นคด ปลายตรง สมัยเป็นเด็กเกเรเกตุงมาก โยมยายเฆี่ยนจนไม่รู้จะเฆี่ยนยังไง ในที่สุดก็เลยเลิก บังเอิญตอนนั้นฉันชินกับไม้เรียวยายเสียแล้ว วันไหนไม่ถูกทำโทษฉันก็จะทวง"
    "ทวงอะไรครับ" เณรเฉลียวไม่เข้าใจ
    "ทวงให้ยายเฆี่ยนน่ะซี" พระเจริญตอบ รู้สึกสบายอกสบายใจเมื่อได้พูดถึงโยมยายที่ท่านรักและเทิดทูน
    "แล้วท่านเฆี่ยนไหมครับ" ผู้อ่อนวัยกว่าอยากรู้
    "ตอนหลังท่านคงระอา เลยเลิกเฆี่ยนไปเฉย ๆ ฉันก็ร้อน ๆ หนาว ๆ อยู่หลายวันกว่าจะชินกับการไม่ได้ลิ้มรสไม้เรียวโยมยาย ยังแปลกใจตัวเองมาจนบัดนี้" ท่านพูดยิ้ม ๆ เห็นสมภารเป็นกันเองเช่นนั้น เณรเฉลียวก็หายกังวลและกล้าถามในสิ่งที่ตนอยากรู้
    "ท่านสมภารนอนวันละสองชั่วโมงมาตั้งแต่ตอนเรียนกรรมฐานที่วัดมหาธาตุ"
    "เปล่า ใครจะทำยังงั้นได้ล่ะ ฉันเพียงแต่บอกเธอว่าฉันไม่เคยนอนกลางวันตั้งแต่เป็นเด็ก เพราะถูกโยมยายฝึกมาอย่างนี้ แต่การนอนวันละสองชั่วโมงนั้นฉันฝึกมาตั้งแต่ตอนเรียนกรรมฐานที่วัดมหาธาตุ"

 "หมายความว่าคนที่เรียนกรรมฐานต้องนอนคืนละสองชั่วโมงเท่านั้นใช่ไหมครับ" เณรวัยสิบแปดนึกท้อ ท่านจำวัดวันละ ๘ ชั่วโมง กระนั้นก็ยังแอบงีบในตอนกลางวันอีกหนึ่งหรือสองชั่วโมงเป็นอย่างน้อย
 "ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก ตอนฉันไปเรียนใหม่ ๆ ก็นอนวันละ ๖ ชั่วโมง แต่เมื่อทำอย่างนั้นการปฏิบัติไม่ก้าวหน้า ฉันเลยอธิษฐานจิตขอปฏิบัติขั้นอุกฤษฏ์ ซึ่งต้องถือคติ 'กินน้อย นอนน้อย พูดน้อย ทำความเพียรมาก' แล้วเลยยึดถือเป็นข้อปฏิบัติมาจนถึงทุกวันนี้" พระหนุ่มเล่าความหลัง
    "แต่ผมคงทำอย่างนั้นไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่อง 'นอน' ผมเรียนตามตรงว่าผมมีโลภะในการนอน ขืนนอนวันละสองชั่วโมง ผมคงตายเสียก่อน"
    "ไม่ตายหรอก ฉันยังไม่ตายเลย การทำความดีนั้นยาก แต่ถ้าคุ้นเคยเสียแล้วมันก็ง่าย เหมือนตอนที่ฉันฝึกนอนน้อย ใหม่ ๆ ก็คิดว่ามันยาก แต่พอทำได้แล้วก็เกิดความเคยชิน มันก็เลยไม่ยาก ที่ว่ายากเพราะไม่เคย"
    "แล้วอย่างผม จะฝึกนานแค่ไหนครับถึงจะเคย"
    "อันนี้เธอต้องถามตัวเอง จะถามคนอื่นไม่ได้ เพราะไม่มีใครรู้จักเราดีเท่ากับตัวเราเอง จริงไหม"
    "จริงครับ แต่ผมก็อยากทราบเคล็ดลับว่าทำอย่างไรถึงจะฝึกได้เร็ว ท่านสมภารมีเคล็ดลับอะไรครับ"
    "คงไม่ต้องเรียกว่าเคล็ดลับ เพราะเป็นเรื่องที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ เธอเคยได้ยินไหม พุทธวจนะที่ว่า 'วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ - บุคคลล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร'"
    

    "เคล็ดลับก็คือต้องใช้ความเพียรพยายามใช่ไหมครับ" เณรหนุ่มยังติดใจกับคำว่า 'เคล็ดลับ'
    "เอาเถอะ ๆ เธอจะว่าเป็นเคล็ดลับก็ได้ แต่สำหรับฉันนั้นไม่ใช่ เพราะเป็นเรื่องที่ใคร ๆ ก็ทำได้ หากมีใจมุ่งมั่น" เงียบกันไปพักหนึ่งสามเณรก็ถามขึ้นว่า
    "ท่านสมภารครับ นารีผลมีจริงไหมครับ ถ้ามี ผมจะไปดูได้ที่ไหน"
    "เธอหมายถึงต้นไม้ที่ออกผลเป็นหญิงสาวน่ะหรือ"
    "ครับ ผมอยากรู้ว่ามีอยู่ที่ไหน"
    "อยู่ที่ป่าหิมพานต์โน่นแน่ะ เธอเคยได้ยินชื่อหลวงพ่อช้าง วัดตึกราชาหรือเปล่า" เณรวัยสิบแปดถูกถาม
    "ไม่เคยครับ ผมรู้จักวัดตึกราชา แต่ไม่รู้จักหลวงพ่อช้าง ท่านสมภารรู้จักหรือครับ"
    "ไม่รู้จักหรอก เพราะท่านมรณภาพตั้งแต่ฉันยังไม่เกิด โยมยายของฉันเป็นลูกศิษย์ท่าน ท่านเคยไปป่าหิมพานต์แล้วมาเล่าให้โยมยายฟังว่าท่านไปพบมักกะลีผล ซึ่งก็คือนารีผลที่เธอว่านี่แหละ"
    "แสดงว่านารีผลมีจริงอย่างนั้นหรือครับ"

    "เรื่องอย่างนี้มันพูดยาก เพราะมันเป็นประสบการณ์เฉพาะของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง คนที่ยังไม่มีประสบการณ์เช่นนี้เขาอาจจะไม่เชื่อ ฉันเองก็ต้องการพิสูจน์อยู่เหมือนกัน คิดว่าวันหนึ่งจะต้องพิสูจน์ให้ได้ เอาล่ะ นี่ก็ดึกพอสมควรแล้ว ฉันจะต้องทำอะไรอีกหลายอย่างว่าแต่พรุ่งนี้ฉันจะไปบิณฑบาต อยากให้เธอไปด้วย เพราะฉันยังไม่รู้เส้นทาง"
    "ครับ ผมจะมาที่กุฏิแต่เช้า ผมบิณฑบาตทางเรือครับ สมภารองค์ก่อนท่านมีเรืออยู่ลำหนึ่ง เวลาออกบิณฑบาตผมเป็นคนพายให้ท่าน เมื่อท่านมรณภาพผมก็เลยออกบิณฑบาตแต่ผู้เดียว"
    "แล้วหลวงตาสองรูปนั่นล่ะ"

    "ท่านก็มีเรือของท่านครับ ต่างคนต่างออก บางวันก็ได้ บางวันก็ไม่ได้ วันไหนได้ก็อิ่ม วันไหนไม่ได้ก็ต้องอด ฉันน้ำลูบท้องไปตามประสา แต่ผมว่าก็ยังดีกว่าทำนาแหละครับ ดีกว่ามาก" พูดจบก็กราบสมภารสามครั้ง แล้วจึงเดินกลับกุฏิซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา

พระเจริญใช้เวลาถึงสามเดือนจึงสามารถปราบ 'ทิฐิพระ" ได้ รู้ว่าหลวงตาอ้อนชอบฉันชาตรากระต่ายและน้ำตาลโตนด ท่านก็พยายามหาไปฝากอย่างสม่ำเสมอ ชาตรากระต่ายนั้นกระป๋องหนึ่งตั้งยี่สิบบาท แพงกว่ายี่ห้ออื่น ๆ เกือบเท่าตัว แต่ท่านก็อุตสาห์ไปหามาถวายจนได้ ตัวท่านเองฉันชาราคาถูก ๆ ทว่าซื้อถวายหลวงตาอ้อนในราคาที่แพงลิบลิ่ว เมื่อได้ของถูกใจ หลวงตาอ้อนค่อยคลายทิฐิลงยิ่งเมื่อรู้ว่าสมภารหนุ่มฉันชาราคาถูกกว่าที่ซื้อถวายท่าน อคติที่มีต่อพระหนุ่มก็มลายไปสิ้น หลวงตาวัยเจ็ดสิบเศษจึงยอมเป็นมิตรกับสมภารหนุ่มด้วยประการฉะนี้

ส่วนหลวงตาเฟื่องนั้นเล่า สามวันแรกที่สมภารองค์ใหม่มาอยู่วัด ท่านไม่กล้ากลับบ้านไปหาลูกหลานเหมือนเช่นเคย พอดียังไม่ถึงเวลาที่มะม่วง มะปราง และน้อยหน่าออกผล ถึงไปก็ไม่มีอะไรฝากลูกหลาน จึงงดเสีย ครั้นวันที่ ๔ ก็ทนต่อไปไม่ไหว ฉันเพลเสร็จจึงต้องไป คิดว่าถึงไม่มีอะไรฝากก็ยังได้ไปเห็นหน้าลูกหลานให้ชื่นบานในหัวใจ เมื่อกลับมาวัดสมภารองค์ใหม่ก็มิได้ว่าอะไรให้ระคายเคือง วันที่ ๕ ท่านจึงไปอีกแล้วก็เลยไปทุกวันเช่นที่เคยปฏิบัติมา

พวกที่ปราบยากสักหน่อยเห็นจะเป็นญาติโยมที่พากันมาเล่นการพนันในโบสถ์ วันแรกท่านเพียงแต่ไปมอง ๆ ดู พวกเขาก็ดูเหมือนจะเกรงใจอยู่บ้าง แต่พอวันที่สองก็ชักจะทำหน้าถมึงทึงเข้าใส่ ครั้นวันที่สามก็ถามท่านว่า

   "มองอะไร" ท่านรีบตอบว่า "เปล่าจ้ะโยม อาตมาเป็นสมภารใหม่ เลยอยากรู้ว่าโยมมาทำอะไรกันในโบสถ์"
    "ก็รู้แล้วนี่ ยังจะมาทำไมอีก" เจ้าคนที่หน้าเหี้ยมเกรียมตะคอก
    "งั้นอาตมาจะกลับละ ตามสบายนะโยมนะ" แล้วท่านก็รีบเดินกลับกุฏิ

รุ่งขึ้นอีกวันท่านก็ซื้อน้ำแข็งใส่น้ำหวานไปเลี้ยงพวกเขา บอกว่า "โยมเล่นกันเหนื่อย ๆ พักทานน้ำแข็งให้สบายใจก่อนนะ" พวกเขาก็พากันกินน้ำแข็งใส่น้ำหวานที่ท่านใส่กระติกไปให้ แล้วท่านก็เพียรซื้อไปให้พวกเขากินทุกวัน บรรดานักการพนันทั้งหลายก็ค่อย ๆ หายหน้าหายตาไปวันละคนสองคน กระทั่งไม่มีใครอยู่ให้ท่านเลี้ยงน้ำแข็งอีก นับแต่นั้นมาก็ไม่ปรากฏว่ามีใครไปเล่นการพนันในโบสถ์วัดป่ามะม่วงอีกเลย แต่กว่าจะปราบทิฐิพระและญาติโยมได้ พระเจริญก็หมดเงินไปหลายชั่ง!

  โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ 

   

ด้วยรัก/จากใจ..พลอยจ๋า

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

เป็นความจริงครับ เรื่องริษยานี่
เห็นได้บ่อยๆเลยสำหรับคนที่มักจะชอบ
ถือตัวว่ามีดีกว่า คนพวกนี้มักจะไม่ค่อยยอมรับ
ว่าคนที่อายุหรือฐานะต่ำกว่าตนก็มีความสามารถ

ผมสงสัยจังว่าถ้าพระเจริญไม่มีเงิน
จะใช้วิธีไหนปราบคนพวกนี้กัน

ยังไม่ได้อ่านตอนแรก แต่พออ่านตอนนี้จบก็ว่า
เดี๋ยวจะต้องกลับไปอ่านตอนแรกแล้วล่ะ
จะคอยติดตามตอนต่อไปอีกนะครับ

= )

#1 By happy kid on 2008-03-21 12:59

นารีผล ต้องติดตามจากที่นี่แล้วล่ะ
ชอบอ่านอะ
บางทีชีวิตเราเกิดมา
มันควรจะคิดเรื่องบาปบุญคุณโทษให้มากๆ
เมื่อตายไป
จะได้ไปเกิดในภพภูมิ ดีดี

แต่ดูเหมือนคนเดี๋ยวนี้
ไม่ค่อยนึกถึงกันเท่าไหร่

#2 By Nokontherock on 2008-03-21 13:15

สงสัยอีกแล้ว...

ทำไมมันมีให้อ่านแค่ ตอน 1 -2 ล่ะจ้ะ ??
พลอยจ๋า

#3 By Nokontherock on 2008-03-21 13:21

^
^
^
แหะๆ..นกจ๋า อันนั้นแหละที่พลอยจ๋ากำลัง-งง- เพิ่งเจอเว็บอาจารย์สุทัสสาเมื่อวานเนาะ แล้วก็สะเพราให้มีบทหนึ่ง ไม่ได้ตรวจดูว่าลงบทไว้เฉยๆ หรือว่ามีเนื้อเรื่องทั้งหมดเลย สรุป..ทุกเรื่องของอาจารย์ มีเนื้อเรื่องแค่ 2 บทเท่านั้นเองคะนก สงสัยเว็บท่านยังไม่เสร็จสมบูรณ์มั้งค่ะ

ต้องขออภัยด้วยนะคะ
big smile big smile big smile

#4 By พี่พลอยจ๋า on 2008-03-21 13:31


ถ้าพลอยจ๋าหาเนื้อเรื่องธรรมนิยายได้ พลอยจ๋าจะนำมาลงให้นะคะ แต่ถ้าไม่สามาระหาได้ครบ คงต้องลงเฉพาะไฟล์เสียง และเนื้อเรื่องย่อสั้นๆ ที่พลอยจ๋าจะสรุปไว้ให้ในแต่ละตอนล่ะกันนะคะ ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจธรรมนิยายอิงชีวประวัติของหลวงพ่อจรัญ ผลงานการประพันธ์ของอาจารย์สุทัสสาค่ะ

big smile big smile big smile

#5 By พี่พลอยจ๋า on 2008-03-21 13:37

แม่นางฉี่เฉียงๆแวะมาเยี่ยม เอาอาโป้ง กะหมี่หุ้นกระดูกมาฝาก ตบท้ายด้วยโอว๋เอว question question ยั่วไห้อยากแล้วจากไป

#6 By Duoartists in phuket on 2008-03-21 14:14

โอเค เด๋วเก็บไว้ไห้พลอยจ๋า1ชุดนะเออ สงสัยตอนนั้นหนังสือนิยายเกี่ยวกับประวัติเจด้าคงออก
มาจำหน่ายพอดีละ จะได้เก็บไว้ด้วยกันเลย

#7 By Duoartists in phuket on 2008-03-21 14:54

วันนี้เกือบทั้งวัน
ตามติดไปเยี่ยมที่ห้องเที่ยวกะไมของ พลอยจ๋า
อื้อหือ ทำไมเดินทางไดบ่อขนาดนั้น น่ะ
นี่นกทำงานตลอดชีวิต ยังไม่มีตังค์ไปขนาดนั้นเลย
สุดยอด ๆ

#8 By Nokontherock on 2008-03-21 17:06

แก้ไข
*ห้องเที่ยวละไม

*ได้บ่อย

แก่ตาม เจดา ไป แล้วไหม ล่ะ

#9 By Nokontherock on 2008-03-21 17:07

^
^
^
โห้ย นกจ๋า.. ก้พลอยไม่ได้ไปมาวันเดียวนี้จะ ที่นกเห็นน่ะตั้งแต่พลอยจ๋าจบป.ตรีเลยนะ ยังมีไฟล์ภาพอีกเยอะ จะทยอยเอาลงนะจ๊ะ ส่วนปีนี้ยังไม่มีโปรแกรมไปไหนเลยจ๋า..

ไว้ว่างๆ ไปเที่ยวด้วยกันไหม อยากไปแถบตะวันออกกลางเนาะ อยากไปตาลีบัน..จะชวนนกไปด้วย ในฐานะเคยไปอยู่คาบูลมาก่อน ดีไหมจ๊ะ

big smile big smile big smile

#10 By พี่พลอยจ๋า on 2008-03-21 18:41

พลอยจ๋า..มาจุดประกายปู
ตามมาฟังต่อก็ปรากฎว่า...ไม่ทันใจวัยชราซะแล้ว confused smile confused smile
ทำให้วันนี้ปูต้องนั่งโหลดไปซะ 97 ไฟล์สบายจิต ตอนนี้ฟังไปได้ 20 แล้วค่ะ
แต่เวปที่ไปโหลดมา ยังมีนิทานและเสียงธรรมอื่นๆที่น่าสนใจอีกมากเลยค่ะ เพราะฉะนั้นพรุ่งนี้ปูก็จะไปตั้งหน้าตั้งตาโหลดต่อ
big smile big smile
กรี๊ดดดดดดดดด บล๊อคพี่พลอยสวยมากเรยคร่า อ๊างงงงงงง

บอกตรงๆ นะคะ ยังไม่ได้อ่านไรเลย แค่เห็นก็ โหหหหหหห! นี่บล๊อคนี้มันทำได้สวยขนาดนี้เรยเหรอ

แหะๆ แบบว่าเพิ่งเล่น ทำไรไม่เปน อิอิsad smile sad smile

#12 By -ChaChaCha- on 2008-03-22 14:10

^
^
^
ดีใจจังค่ะปู ที่ทราบว่าปูชอบ ตอนนี้พลอยจ๋าก็ติดงอมแงมเลยล่ะคะ ฟังไปถึงตอนที่ 40 กว่าๆแล้ว น่าเสียดายจังนะคะ ที่พลอยจ๋าไม่สามารถหาเนื้อเรื่องเต็มได้ครบ หาได้เพียง 2 ตอนเท่านั้นค่ะ ตั้งแต่ตอนที่ 3 เป็นต้นไปนั้นพลอยจ๋าต้องขอย่อเนื้อเรื่องให้พอสังเขปล่ะกันนะคะ ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาร่วมฟังธรรมนิยายเป็นเพื่อนกันค่ะ

big smile big smile big smile

#13 By พี่พลอยจ๋า on 2008-03-23 21:54

ชอบเว๊ปนี้มะมากๆ อยากฟัง

#14 By จ๋า (117.47.212.122) on 2008-04-24 22:48

^
^
^

ตอบคุณจ๋า ขอบคุณมากนะคะ ตอนนี้พี่พลอยจ๋ากำลังพยายามหาเนื้อเรื่องธรรมนิยายชุดนารีผลมาลงให้ครบทั้ง 96 ตอนค่ะ แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถหาได้ครบ พบเพียง 2 ตอนเท่านั้นเองค่ะ แต่ระบบเสียงธรรมนิยายก็สามารถรับฟังได้ครบทุกตอนนะคะ ขอให้คุณจ๋ามีความสุขอยู่ในบ้านน้อยหลังนี้ค่ะ

big smile big smile big smile

#15 By พี่พลอยจ๋า on 2008-04-30 12:05

Recommend