ธรรมนิยาย นารีผล ตอนที่ 2
posted on 21 Mar 2008 00:38 by bannpeeploy in buddhism
ตอนที่ 2 หลวงตาเฟื่อง
เมื่อพระเจริญกลับมาถึงกุฏิของท่าน ก็พบภิกษุรูปหนึ่งนั่งรอที่ชั้นล่าง สามัญสำนึกบอกทันทีว่าต้องเป็นหลวงตาเฟื่องแน่นอน เพราะดูหน้าตาแล้วคงจะอายุประมาณหกสิบเศษ เดินเข้ามานั่งยังอาสนะแล้วจึงถามขึ้นก่อนว่า
"ท่านคือหลวงตาเฟื่องใช่ไหมครับ"
"ครับ และท่านคือพระเจริญจากวัดพรหมบุรี ที่จะมารักษาการเจ้าอาวาสวัดนี้ใช่หรือเปล่า"
เมื่อท่านตอบว่าใช่ หลวงตาเฟื่องจึงคุกเข่าแล้วกราบท่านสามครั้งอย่างไม่เต็มใจนัก เหตุเพราะถูก 'ทิฐิพระ' ยุยงว่า 'เด็กเมื่อวานซืนที่ถูกส่งให้มาปกครองเรา' ภิกษุหนุ่มยกมือขึ้นรับไหว้ภิกษุผู้ถือตนว่าสูงวัยกว่า สังเกตเห็นทิฐิที่ฉายออกมาทางแววตาของอีกฝ่ายก็คิดว่าจะต้องคิดกำจัด 'ทิฐิพระ' ของหลวงตาเฟื่องกับหลวงตาอ้อนออกไปให้ได้ มิฉะนั้นก็จะไม่สามารถพัฒนาวัดให้เจริญรุ่งเรืองดังที่ได้ตั้งปณิธานเอาไว้ การจะพัฒนาวัดต้องพัฒนาที่คนก่อน และการพัฒนาคนก็ต้องพัฒนาที่ใจของเขา พระพุทธองค์ตรัสสอนไว้ชัดเจนว่า 'มโน ปุพพงฺคมาธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา - ธรรมทั้งหลายมีใจนำหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จด้วยใจ' ใครจะสร้างสรรค์สิ่งดีงาม หรือจะก่อกรรมทำเข็ญก็มีใจเป็นจุดเริ่มต้น ฉะนั้นถ้าพัฒนาใจให้ดีไว้ก่อน อะไร ๆ ก็จะดีตามไปด้วย
"หลวงาตาบวชมากี่พรรษาแล้วครับ" พระหนุ่มเริ่มการสนทนา มัคนายกบอกท่านว่าหลวงตาเฟื่องเพิ่งบวชได้พรรษาเดียว แต่คงจะดีกว่าหากว่าได้ฟังจากปากเจ้าตัวอีกครั้ง
"เกือบสองพรรษาแล้ว ผมเป็นข้าราชการบำนาญ พอปลดเกษียณได้สองปีเมียเขาก็ให้บวช" ครั้นจะพูดความจริงว่าเมียไล่ให้มาบวชก็เกรงจะอับอายขายหน้า นี่ถ้าสังขารไม่เสื่อมมีหรือจะยอมให้เมียมาบงการชีวิต
"หรือครับ เห็นทายกบอกว่าท่านเคยเป็นตำรวจมาก่อน"
"ครับ ผมเป็นจ่าสิบตำรวจ" น้ำเสียงบ่งบอกความภาคภูมิคิดว่าอย่างไรเสียก็คงดีกว่าพระหนุ่มซึ่งดูหน้าตาท่าทางแล้วคงจบไม่เกิน ป.๔ พระเจริญดูเหมือนจะรู้ความในใจของคู่สนทนา เพราะท่านพูดขึ้นว่า
"ถ้าผมไม่ชิงลาออกเสียก่อน ป่านนี้ก็คงเป็นร้อยตำรวจโทหรือไม่ก็ร้อยตำรวจเอก" ท่านมิได้พูดปด เพราะถ้าอดทนเรียนต่อไปจนจบก็จะเป็นดังเช่นที่พูด ได้ยินดังนั้น ฝ่ายที่ถือตนว่าเลอเลิศกว่าถึงกับหน้าจ๋อยลงไปถนัด คิดว่ายศจ่าสิบตำรวจนั้นสูงกว่าใคร ๆ ในตำบลนี้แล้วเชียว เจ้าเด็กเมื่อวานซืนกลับสูงกว่า เพราะเป็นถึงนายร้อยตำรวจ แล้วความริษยาก็รุมเร้าดวงจิตเมื่อคิดไปว่าคิดที่ตนเห็นเป็นเด็กเมื่อวานซืนนั้นแท้จริงแล้วกลับสูงส่งกว่า เลยรู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นคนต่ำต้อยด้อยค่าน่าอดสูนัก
"ผมเห็นจะต้องขอตัว รู้สึกปวดหัวหนึบ ๆ สงสัยจะอาพาธผมไปล่ะ" พูดจบก็กราบปลก ๆ สามครั้งแล้วลุกออกไป
พระหนุ่มมองตามจนอีกฝ่ายเดินหายไปในความมืด จึงลุกจากอาสนะตั้งใจจะขึ้นไปชั้นบนก็พอดีสามเณรเดินเข้ามานั่งคุกเข่า แล้วกราบสามครั้ง แนะนำตัวเองว่า "กระผมสามเณรเฉลียวครับ ต้องขออภัยที่มิได้ไปต้อนรับท่านสมภาร กระผมเห็นหลวงตาท่านไม่ไปก็เลยไม่กล้า ประเดี๋ยวจะมาหาว่ากระผมทำเกินหน้าเกินตา ท่านสมภารอย่าได้ถือโทษโกรธเคืองกระผมเลยนะครับ"
"เอาละฉันไม่ถือโทษเธอ แต่ว่าเธอจะต้องมาช่วยงานฉัน เวลามีแขกไปใครมาก็ต้องคอยต้อนรับ อ้อ แล้วช่วยดูแลทำความสะอาดกุฏิชั้นล่างให้ด้วย ส่วนชั้นบนฉันจะทำเอง"
"ครับ กระผมเคยรับใช้ท่านสมภารองค์ก่อน และตั้งใจว่าจะรับใช้สมภารองค์ใหม่ด้วย กระผมขอถือโอกาสฝากเนื้อฝากตัว รับกระผมไว้เป็นลูกศิษย์ด้วยนะครับ"
"ตกลง เมื่อเป็นลูกศิษย์ฉันแล้วเธอต้องเรียนกรรมฐานนะ เคยเรียนมาบ้างหรือยัง"
"เรียนอะไรครับ"
"กรรมฐานน่ะซี เคยได้ยินชื่อสติปัฏฐาน ๔ บ้างไหม"
"ไม่เคยครับ เป็นอย่างไรครับ" ถามอย่างสนใจ
"เธอบวชกี่พรรษาแล้ว" พระหนุ่มเปลี่ยนเรื่องถาม ท่านไม่รู้สึกแปลกใจที่เณรเฉลี่ยวไม่รู้จักกรรมฐาน โดยเฉพาะสติปัฏฐาน ๔ ท่านเองเมื่อบวชใหม่ ๆ ก็ไม่รู้ เพราะอุปัชฌาย์ท่านไม่ได้สอน
"สามพรรษาครับ ผมบวชตั้งแต่อายุสิบห้า" สามเณรวัยสิบแปดตอบ คงจะเห็นว่า 'กระผม' นั้นฟังดูเป็นพิธีรีตองมากไป จึงตัด 'กระ' ออกเหลือ 'ผม' เฉย ๆ
"ทำไมถึงมาบวช"
"ผมขี้เกียจทำนาครับ ชีวิตทำนาลำบาก ต้องเอาหลังสู้ฟ้า เอาหน้าสู้ดิน อาบเหงื่อต่างน้ำ ผมเลยต้องมาบวช"
"คิดว่าบวชแล้วจะสบายงั้นหรือ"
"ครับ ดีกว่าทำนาเป็นไหน ๆ "
"เธออย่าคิดสั้น ๆ แค่นั้น คิดให้ยาว ๆ หน่อย ถ้าเธอมาบวชเพื่อหวังความสุขความสบายแล้วละก็ เธอจะไม่เห็นสัจธรรม ถ้ามนุษย์เห็นแก่ความสุขสบายเหมือนกันไปเสียหมด พระพุทธศาสนาก็จะไม่อุบัติขึ้นมาในโลก การที่เจ้าชายสิทธัตถะออกบวชแสดงว่าความสุขสบายมิได้เป็นจุดหมายของชีวิต แต่มีสิ่งอื่นที่มีค่ากว่า นั่นคือความสงบแห่งจิต ดังมีพุทธพจน์รับรองว่า 'นตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํ - สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี' จุดหมายของการบวชก็คือความสงบแห่งจิต จิตจะสงบได้ต่อเมื่อกิเลสตัณหาถูกทำลายให้สิ้นไป วิธีที่จะให้กิเลสตัณหาถูกทำลายไปโดยสิ้นเชิงนั้นต้องเจริญกรรมฐาน"
"ถ้าเช่นนั้นผมขอเรียนคืนนี้เลยได้ไหมครับ"
"ได้ซิ ฉันจะให้การบ้านเลย คืนนี้เวลานอนให้เธอเอามือวางไว้ที่ท้อง สังเกตอาการพองขึ้นและยุบลงของท้องตอนหายใจ เมื่อท้องพองให้กำหนดในใจว่า 'พอง-หนอ' เมื่อยุบก็กำหนดว่า 'ยุบ - หนอ' นอนกำหนดไปอย่างนี้จนกว่าจะหลับ พยายามจับให้ได้ว่าหลับไปตอนพองหรือยุบ" เณรเฉลียวฟังพระเจริญพูดดังนั้นก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย ๆ จึงถามขึ้นว่า "แล้วทำอย่างไรอีกครับ พอรู้ว่าหลับไปตอนยุบหรือตอนพองแล้วจะได้อะไร
"ไปทำให้ได้ตามที่บอกเสียก่อน แล้วเธอจะรู้ด้วยตัวเธอเองว่าได้อะไร"
"ท่านสมภารบอกก่อนไม่ได้หรือครับ ผมจะได้ปฏิบัติรวดเดียวไปเลย ไม่ต้องมาคอยถามให้ท่านสมภารรำคาญใจ"
"เอาเถอะน่า ฉันไม่รำคาญหรอก ไว้เธอไปปฏิบัติให้ได้เสียก่อนแล้วค่อยมาถามว่าต่อไปจะทำอย่างไร"
"ถ้าเกิดผมอยากรู้ตอนท่านสมภารจำวัดไปแล้วล่ะครับ"
"เธอก็ปลุกได้ แต่ฉันคิดว่าคงไม่นอนก่อนเธอหรอก ปกติเธอนอนกี่ทุ่ม" ท่านถามเณรหนุ่ม
"ประมาณสามทุ่มครับ แล้วท่านสมภารล่ะครับ"
"ตีสอง"
"ตีสองเชียวหรือครับ แล้วตื่นกี่โมงครับ"
"ตีสี่"
"นอนสองชั่วโมงเท่านั้นเองหรือครับ แล้วตอนกลางวันท่านต้องนอนชดเชยอีกหรือเปล่า"
"ฉันไม่เคยนอนกลางวัน โยมยายฝึกฉันมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กฝึกไม่ให้นอนกลางวัน ท่านสอนไว้ว่า ' นอนนานงานน้อย กินบ่อยเงินหมด มีเงินหน้าสด หมดเงินหน้าแห้งแล้งน้ำใจ' ฉันก็จำเอามาใช้"
"แหม ! โยมยายของท่านสมภารสอนดีจังนะครับ ท่านสมภารก็เป็นคนดีด้วย เพราะบางครั้งถึงคนสอนจะดีเพียงใด หากคนถูกสอนไม่เอาเรื่อง ก็คงดีไม่ได้"
"ดีได้ซิ เธอเคยได้ยินที่คนโบราณเขาพูดว่า 'ต้นคด ปลายตรง' ไหมล่ะ"
"เคยครับ คนที่ไม่ดีมาก่อน แล้วภายหลังกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดีได้ คนประเภทนี้ยังดีกว่าพวกต้นตรง ปลายคดนะครับ"
"แน่นอน และฉันก็กำลังจะบอกเธอว่า ฉันเองก็เป็นประเภทต้นคด ปลายตรง สมัยเป็นเด็กเกเรเกตุงมาก โยมยายเฆี่ยนจนไม่รู้จะเฆี่ยนยังไง ในที่สุดก็เลยเลิก บังเอิญตอนนั้นฉันชินกับไม้เรียวยายเสียแล้ว วันไหนไม่ถูกทำโทษฉันก็จะทวง"
"ทวงอะไรครับ" เณรเฉลียวไม่เข้าใจ
"ทวงให้ยายเฆี่ยนน่ะซี" พระเจริญตอบ รู้สึกสบายอกสบายใจเมื่อได้พูดถึงโยมยายที่ท่านรักและเทิดทูน
"แล้วท่านเฆี่ยนไหมครับ" ผู้อ่อนวัยกว่าอยากรู้
"ตอนหลังท่านคงระอา เลยเลิกเฆี่ยนไปเฉย ๆ ฉันก็ร้อน ๆ หนาว ๆ อยู่หลายวันกว่าจะชินกับการไม่ได้ลิ้มรสไม้เรียวโยมยาย ยังแปลกใจตัวเองมาจนบัดนี้" ท่านพูดยิ้ม ๆ เห็นสมภารเป็นกันเองเช่นนั้น เณรเฉลียวก็หายกังวลและกล้าถามในสิ่งที่ตนอยากรู้
"ท่านสมภารนอนวันละสองชั่วโมงมาตั้งแต่ตอนเรียนกรรมฐานที่วัดมหาธาตุ"
"เปล่า ใครจะทำยังงั้นได้ล่ะ ฉันเพียงแต่บอกเธอว่าฉันไม่เคยนอนกลางวันตั้งแต่เป็นเด็ก เพราะถูกโยมยายฝึกมาอย่างนี้ แต่การนอนวันละสองชั่วโมงนั้นฉันฝึกมาตั้งแต่ตอนเรียนกรรมฐานที่วัดมหาธาตุ"
"หมายความว่าคนที่เรียนกรรมฐานต้องนอนคืนละสองชั่วโมงเท่านั้นใช่ไหมครับ" เณรวัยสิบแปดนึกท้อ ท่านจำวัดวันละ ๘ ชั่วโมง กระนั้นก็ยังแอบงีบในตอนกลางวันอีกหนึ่งหรือสองชั่วโมงเป็นอย่างน้อย
"ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก ตอนฉันไปเรียนใหม่ ๆ ก็นอนวันละ ๖ ชั่วโมง แต่เมื่อทำอย่างนั้นการปฏิบัติไม่ก้าวหน้า ฉันเลยอธิษฐานจิตขอปฏิบัติขั้นอุกฤษฏ์ ซึ่งต้องถือคติ 'กินน้อย นอนน้อย พูดน้อย ทำความเพียรมาก' แล้วเลยยึดถือเป็นข้อปฏิบัติมาจนถึงทุกวันนี้" พระหนุ่มเล่าความหลัง
"แต่ผมคงทำอย่างนั้นไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่อง 'นอน' ผมเรียนตามตรงว่าผมมีโลภะในการนอน ขืนนอนวันละสองชั่วโมง ผมคงตายเสียก่อน"
"ไม่ตายหรอก ฉันยังไม่ตายเลย การทำความดีนั้นยาก แต่ถ้าคุ้นเคยเสียแล้วมันก็ง่าย เหมือนตอนที่ฉันฝึกนอนน้อย ใหม่ ๆ ก็คิดว่ามันยาก แต่พอทำได้แล้วก็เกิดความเคยชิน มันก็เลยไม่ยาก ที่ว่ายากเพราะไม่เคย"
"แล้วอย่างผม จะฝึกนานแค่ไหนครับถึงจะเคย"
"อันนี้เธอต้องถามตัวเอง จะถามคนอื่นไม่ได้ เพราะไม่มีใครรู้จักเราดีเท่ากับตัวเราเอง จริงไหม"
"จริงครับ แต่ผมก็อยากทราบเคล็ดลับว่าทำอย่างไรถึงจะฝึกได้เร็ว ท่านสมภารมีเคล็ดลับอะไรครับ"
"คงไม่ต้องเรียกว่าเคล็ดลับ เพราะเป็นเรื่องที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ เธอเคยได้ยินไหม พุทธวจนะที่ว่า 'วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ - บุคคลล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร'"
"เคล็ดลับก็คือต้องใช้ความเพียรพยายามใช่ไหมครับ" เณรหนุ่มยังติดใจกับคำว่า 'เคล็ดลับ'
"เอาเถอะ ๆ เธอจะว่าเป็นเคล็ดลับก็ได้ แต่สำหรับฉันนั้นไม่ใช่ เพราะเป็นเรื่องที่ใคร ๆ ก็ทำได้ หากมีใจมุ่งมั่น" เงียบกันไปพักหนึ่งสามเณรก็ถามขึ้นว่า
"ท่านสมภารครับ นารีผลมีจริงไหมครับ ถ้ามี ผมจะไปดูได้ที่ไหน"
"เธอหมายถึงต้นไม้ที่ออกผลเป็นหญิงสาวน่ะหรือ"
"ครับ ผมอยากรู้ว่ามีอยู่ที่ไหน"
"อยู่ที่ป่าหิมพานต์โน่นแน่ะ เธอเคยได้ยินชื่อหลวงพ่อช้าง วัดตึกราชาหรือเปล่า" เณรวัยสิบแปดถูกถาม
"ไม่เคยครับ ผมรู้จักวัดตึกราชา แต่ไม่รู้จักหลวงพ่อช้าง ท่านสมภารรู้จักหรือครับ"
"ไม่รู้จักหรอก เพราะท่านมรณภาพตั้งแต่ฉันยังไม่เกิด โยมยายของฉันเป็นลูกศิษย์ท่าน ท่านเคยไปป่าหิมพานต์แล้วมาเล่าให้โยมยายฟังว่าท่านไปพบมักกะลีผล ซึ่งก็คือนารีผลที่เธอว่านี่แหละ"
"แสดงว่านารีผลมีจริงอย่างนั้นหรือครับ"
"เรื่องอย่างนี้มันพูดยาก เพราะมันเป็นประสบการณ์เฉพาะของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง คนที่ยังไม่มีประสบการณ์เช่นนี้เขาอาจจะไม่เชื่อ ฉันเองก็ต้องการพิสูจน์อยู่เหมือนกัน คิดว่าวันหนึ่งจะต้องพิสูจน์ให้ได้ เอาล่ะ นี่ก็ดึกพอสมควรแล้ว ฉันจะต้องทำอะไรอีกหลายอย่างว่าแต่พรุ่งนี้ฉันจะไปบิณฑบาต อยากให้เธอไปด้วย เพราะฉันยังไม่รู้เส้นทาง"
"ครับ ผมจะมาที่กุฏิแต่เช้า ผมบิณฑบาตทางเรือครับ สมภารองค์ก่อนท่านมีเรืออยู่ลำหนึ่ง เวลาออกบิณฑบาตผมเป็นคนพายให้ท่าน เมื่อท่านมรณภาพผมก็เลยออกบิณฑบาตแต่ผู้เดียว"
"แล้วหลวงตาสองรูปนั่นล่ะ"
"ท่านก็มีเรือของท่านครับ ต่างคนต่างออก บางวันก็ได้ บางวันก็ไม่ได้ วันไหนได้ก็อิ่ม วันไหนไม่ได้ก็ต้องอด ฉันน้ำลูบท้องไปตามประสา แต่ผมว่าก็ยังดีกว่าทำนาแหละครับ ดีกว่ามาก" พูดจบก็กราบสมภารสามครั้ง แล้วจึงเดินกลับกุฏิซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา
พระเจริญใช้เวลาถึงสามเดือนจึงสามารถปราบ 'ทิฐิพระ" ได้ รู้ว่าหลวงตาอ้อนชอบฉันชาตรากระต่ายและน้ำตาลโตนด ท่านก็พยายามหาไปฝากอย่างสม่ำเสมอ ชาตรากระต่ายนั้นกระป๋องหนึ่งตั้งยี่สิบบาท แพงกว่ายี่ห้ออื่น ๆ เกือบเท่าตัว แต่ท่านก็อุตสาห์ไปหามาถวายจนได้ ตัวท่านเองฉันชาราคาถูก ๆ ทว่าซื้อถวายหลวงตาอ้อนในราคาที่แพงลิบลิ่ว เมื่อได้ของถูกใจ หลวงตาอ้อนค่อยคลายทิฐิลงยิ่งเมื่อรู้ว่าสมภารหนุ่มฉันชาราคาถูกกว่าที่ซื้อถวายท่าน อคติที่มีต่อพระหนุ่มก็มลายไปสิ้น หลวงตาวัยเจ็ดสิบเศษจึงยอมเป็นมิตรกับสมภารหนุ่มด้วยประการฉะนี้
ส่วนหลวงตาเฟื่องนั้นเล่า สามวันแรกที่สมภารองค์ใหม่มาอยู่วัด ท่านไม่กล้ากลับบ้านไปหาลูกหลานเหมือนเช่นเคย พอดียังไม่ถึงเวลาที่มะม่วง มะปราง และน้อยหน่าออกผล ถึงไปก็ไม่มีอะไรฝากลูกหลาน จึงงดเสีย ครั้นวันที่ ๔ ก็ทนต่อไปไม่ไหว ฉันเพลเสร็จจึงต้องไป คิดว่าถึงไม่มีอะไรฝากก็ยังได้ไปเห็นหน้าลูกหลานให้ชื่นบานในหัวใจ เมื่อกลับมาวัดสมภารองค์ใหม่ก็มิได้ว่าอะไรให้ระคายเคือง วันที่ ๕ ท่านจึงไปอีกแล้วก็เลยไปทุกวันเช่นที่เคยปฏิบัติมา
พวกที่ปราบยากสักหน่อยเห็นจะเป็นญาติโยมที่พากันมาเล่นการพนันในโบสถ์ วันแรกท่านเพียงแต่ไปมอง ๆ ดู พวกเขาก็ดูเหมือนจะเกรงใจอยู่บ้าง แต่พอวันที่สองก็ชักจะทำหน้าถมึงทึงเข้าใส่ ครั้นวันที่สามก็ถามท่านว่า
"มองอะไร" ท่านรีบตอบว่า "เปล่าจ้ะโยม อาตมาเป็นสมภารใหม่ เลยอยากรู้ว่าโยมมาทำอะไรกันในโบสถ์"
"ก็รู้แล้วนี่ ยังจะมาทำไมอีก" เจ้าคนที่หน้าเหี้ยมเกรียมตะคอก
"งั้นอาตมาจะกลับละ ตามสบายนะโยมนะ" แล้วท่านก็รีบเดินกลับกุฏิ
รุ่งขึ้นอีกวันท่านก็ซื้อน้ำแข็งใส่น้ำหวานไปเลี้ยงพวกเขา บอกว่า "โยมเล่นกันเหนื่อย ๆ พักทานน้ำแข็งให้สบายใจก่อนนะ" พวกเขาก็พากันกินน้ำแข็งใส่น้ำหวานที่ท่านใส่กระติกไปให้ แล้วท่านก็เพียรซื้อไปให้พวกเขากินทุกวัน บรรดานักการพนันทั้งหลายก็ค่อย ๆ หายหน้าหายตาไปวันละคนสองคน กระทั่งไม่มีใครอยู่ให้ท่านเลี้ยงน้ำแข็งอีก นับแต่นั้นมาก็ไม่ปรากฏว่ามีใครไปเล่นการพนันในโบสถ์วัดป่ามะม่วงอีกเลย แต่กว่าจะปราบทิฐิพระและญาติโยมได้ พระเจริญก็หมดเงินไปหลายชั่ง!
โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ
ด้วยรัก/จากใจ..พลอยจ๋า
สารบัญบล็อก













เห็นได้บ่อยๆเลยสำหรับคนที่มักจะชอบ
ถือตัวว่ามีดีกว่า คนพวกนี้มักจะไม่ค่อยยอมรับ
ว่าคนที่อายุหรือฐานะต่ำกว่าตนก็มีความสามารถ
ผมสงสัยจังว่าถ้าพระเจริญไม่มีเงิน
จะใช้วิธีไหนปราบคนพวกนี้กัน
ยังไม่ได้อ่านตอนแรก แต่พออ่านตอนนี้จบก็ว่า
เดี๋ยวจะต้องกลับไปอ่านตอนแรกแล้วล่ะ
จะคอยติดตามตอนต่อไปอีกนะครับ
= )
#1 By happy kid on 2008-03-21 12:59