12 เดือน 12 ประเพณี

posted on 11 May 2008 21:09 by bannpeeploy  in education

มกราคม  ฤดูเก็บเกี่ยว 
เดือนยี่เมื่อการเก็บเกี่ยวข้าวในนาเเละนวดข้าวเสร็จสิ้นลง เกษตรกรชาวนาซึ่งทำงานหนัก เพราะต้องทำงานตรากตรำ กลางเเดดฝนอยู่ในโคลนตมเป็นเวลานานๆ เมื่อไถหว่านปักดำ จนต้นข้าวงอกงามเติบโตเเละออกรวง ได้เก็บเกี่ยวพืชผลที่ลงเเรงไว้ เมื่อนวดข้าวเเละเก็บข้าวขึ้นใส่ยุ้งฉางเรียบร้อยเเล้ว เสร็จสิ้น การทำงานอีกครั้งหนึ่ง ก็ร่วมกันทำบุญให้ทานเพื่อความเป็นสิริมงคล เเก่ตนเอง ครอบครัวเเละหมู่บ้าน

 

กุมภาพันธ์ เิดือนมาฆะ 
"
มาฆะ" เเปลว่า เืดือน ๓ ทางจันทรคติเรียกว่า มาฆมาส หรือ มาฆบูชาจาตุรงคสันนิบาต วันมาฆบูชากำหนดตรงกับวันเพ็ญเดือน ๓ ของทุกๆปี พระราชพิธีกุศลวันมาฆบูชานี้ เกิดเมื่อครั้งรัชกาล พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงมีพระราชดำริว่า วันเพ็ญกลางเดือน ๓ เป็นวันพระจันทร์เสวยมาฆฟกษ์ มีเหตุการณ์สำคัญยิ่ง จึงได้พระกรุณาโปรดเกล้าให้จัดทำพิธีมาฆบูชาขึ้น

 

มีนาคม วันตรุษสิ้นปี
พิธีทำบุญวันตรุษเดือน ๔ หรือประเพณีการทำบุญวันตรุษสิ้นปี เริ่่มตั้งเเต่วันเเรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๔ ไปจนถึง วันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ รวม ๓ วัน ตรุษนี้บอกกำหนดสิ้นปี มีการทำบุญให้ทาน เพื่อระลึกถึงสังขารที่ล่วงมา ด้วยดีอีกปีเเล้ว มีการยิงปืนใหญ่ จุดประทัด ดอกไม้ไฟ ตีกลอง เคาะระฆัง เพื่อขับไล่ สิ่งชั่วร้ายต่างๆ ออกจากเมือง ชาวบ้านต่างก็ทำความสะอาด เคหะสถาน เพื่อเตรียมตัวรับปีใหม่ ที่กำลังจะมาถึง 

 

เมษายน  รดน้ำวันสงกรานต์
ในวันเเละเวลาที่พระอาทิตย์ยกขึ้นสู่ราศีเมษ เฉพาะในเดือน ๕ เรียกว่าวันมหาสงกรานต์ เพราะถือว่าเป็นวัน เเละ เวลาตั้งต้นปีใหม่คือ  วันที่ ๑๓ เป็นวันต้น คือวันสงกรานต์  วันที่ ๑๔ วันกลาง  คือวันเนา เเละ วันที่ ๑๕ วันสุดท้าย คือวันเถลิงศก  วันสงกรานต เป็นประเพณีที่ผู้คนมีความ สนุกสนานกัน หลังงานเก็บเกี่ยวว่างเว้นจากการทำไร่ทำนา เป็นเวลาที่ ชาวเกษตรกร ได้พักผ่อน เวลาที่จะหาความสนุกใส่ตน ก่อนที่เวลา ที่จะต้องไปทำการเพาะปลูก อีกครั้ง  ผู้คนสาดน้ำใส่กัน ซึ่งหมายถึงอวยพร ให้เเก่กัน เเละขอให้โชคดี ในปีใหม่ที่จะย่างกลายเข้ามา

 

พฤษภาคม  วิสาขบูชา
"
วิสาขะ" เเปลว่า เดือนที่ ๖ หรือ เรียกว่า "วิสาขมาส"  ในรัชกาลที่สอง พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย หรงโปรดเกล้าให้ทำพิธี ถวายพระพร เนื่องในวันวิสาขบูชา เป็นครั้งเเรกเมื่อ พศ 2360 (ในราชวงศ์รัตน์โกสินทร์ตอนต้น)ซึ่งเป็นประเพณีนิยมของชาวไทย มาครั้งตั้งเเต่ในสมัยกรุงสุโขทัย ในวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ นี้ ชาวบ้านร่วมกันประดับตกเเต่งบ้านเรือน เเละ วัดวาอาราม ด้วยโคมไฟ พู่กลิ่น พวงดอกไม้สด พวงดอกไม้เเห้ง เเละจุดเทียนสว่างไสว 

 

มิถุนายน หล่อเทียนพรรษา
ก่อนเข้าพรรษา ๑ เดือน ประมาณเดือน ๗ ชาวบ้านจัดการเรี่ยไรขึ้ผึ้ง เเละ ร่วมกันทำพิธีหล่อเทียน เเละ เเกะสลัก ปิดทองอย่างสวยงาม เเห่ขบวน เทียนประกวดเเข่งขันกันสนุกสนาน ในสมัยหรุงัตนโกสินทร์ มีพระราชพิธี ถวายเทียนพรรษาไปตามพระอารามหลวงที่สำคัญๆ ซึ่งได้ปฏิบัติสืบทอด มาจนปัจจุบัน เเละ เนื่องจากเป็นเดือนที่มีผลไม้ต่างๆ ออกผลบริบูรณ์มาก จึงจัดให้มีงานบุญสลากภัต ไปถึงวันเข้าพรรษา   

 

กรกฎาคม เข้าพรรษา
พรรษา เเปลว่า ฝน หรือ ฤดูฝน ฤดูเข้าพรรษาเริ่มต้นเเต่วันเเรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ราวกลางเดือนกรกฎาคมของทุกๆปี  จนถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ รวมเป็นเวลา ๓ เดือน เรียกว่า ไตรมาส ตลอดเวลาเข้าพรรษานี้ ชาวบ้าน ตั้งใจละเว้นอบายมุขทั้งปวง ทำจิตใจให้ผ่องเเผ้ว เยือกเย็น เป็นการสร้าง กุศล ซึ่งพระราชพิธีกุศล เข้าพรรษาถือ เป็นพระราชพิธีเเห่งราชสำนัก  มาตั้งเเต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี สืบเนื่องมาจนปัจจุบัน  

 

สิงหาคม  โกนจุก
"
โกนจุก" เป็นประเพณีไทยเเต่โบราณ เมื่อเด็กอายุครบเดือนได้ทำขวัญเดือน เเละโกนผมไฟ  เมื่อผมมีผมขึ้นใหม่ก็จะเอารัดจุกไว้ตรงกลางศรีษะ ทำทั้งเด็กหญิงเเละชาย, ซึ่งมีความหมายว่าเด็กที่มีผมจุกนั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ ไร้เดียงสา ก็จะได้รับความเมตตากรุณาตามสภาวะที่เป็นเด็ก เมื่อเด็กผู้หญิงอายุได้ ๑๑ ปี เเละ เด็กผู้ชาย ๑๓ ปี บิดามารดา่ก็จะจัดงาน เเละตัดผมจุกออก หรือ ปล่อยผมลงมา  เรียกว่า พิธีโกนจุก ซึ่งหมายความ ว่า เด็กนั้นได้เติบโตย่างเข้าสู่วัยผู้ใหญ่เเล้ว 

 

กันยายน สารท 
"
สารท" เเปลว่า ฤดูใบไม้ร่วง ประเพณีทำบุญในวันสารทนี้ กำหนดตรงสิ้นเดือน ๑๐ ชาวบ้านจะนำโภชนาหาร ทานวัตถุในพิธี เช่น ข้าวมทุปายาท ข้าวยาคูุ ข้าวทิพย์ กระยาสารท เเละ กล้วยไข่ ซึ่งพอดีเป็นหน้ากล้วยไข่สุก ไปตักบาตรธารณะ เสร็จเเล้วก็จะเเจกจ่าย ให้ปันกระยาสารทที่เหลือเเก่เพื่อนบ้าน พิธีสารทเป็นระยะที่ต้นข้าวออกรวง เป็นน้ำนม จึงจัดทำพิธีขึ้นเพือเป็นการรับขวัญรวงข้าว เเละ เป็นฤกษสิริมงคล เเก่ต้นข้าวในนาอีกด้วย   

 

ข้าวมทุปายาท ซึ่งทำจากข้าวที่เป็นน้ำนมข้างใน ซึ่งจำได้จากการเรียนวิชา ศาสนาพุทธ  พระพุทธเจ้าเสวยข้าวมทุปายาท ก่่อนที่จะตรัสรู้  

 

ตุลาคม เทศกาลทอดกระฐิน
ประเพณีทอดกระฐินนี้ได้ถือปฏิบัติมาตั้งเเต่สมัยกรุงสุโขทัย เเละสืบทอด มาถึงปัจจุบัน ระยะเวลาที่ให้มีการทอดกระฐิน คือ ตั้งเเต่วันเเรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ไปจนถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๒  เทศกาลทอดกระฐินเป็นงานรื่นเริง ของชาวบ้านในโอกาสที่จะได้ทำบุญควบคู่ไปกับความสนุกสนาน ด้วยเป็นระยะที่หว่าน เเละ ดำข้าวเเล้ว อีกไม่ช้าก็จะเก็บได้ จึงเป็นช่วงที่ จะได้พักผ่อนก่อนงานเก็บเกี่ยว การเลือกไปทอดกระฐินที่ต่างถิ่น เพือเป็นการท่องเที่ยว เยี่ยมเยียน เเละ เชื่อมสัมพันธ์ระหว่างกันด้วย   ซึ่งเปิดโอกาศให้ผู้เข้าร่วมได้ ไปเปิดหูเปิดตา ได้เรียนรู้จักคนใหม่ๆ เเละ ได้เที่ยวในสถานที่อื่นด้วย 

พฤศจิกายน  ลอยกระทง
ลอยกระทง คือวันเพ็ญเดือน ๑๒ ฤดูน้ำหลาก อากาศปลอดโปร่งเเจ่มใส ด้วยหมดฤดูฝนเเล้ว ชาวบ้านได้ประดิษฐ์ประดอยกระทงด้วยใบตอง ตกเเต่งด้วยดอกไม้ เมื่อพระอาทิตย์ตกดิน ผู้คนก็เเต่งกายสวยงาม เเละนำกระทงออกไปด้วย จุดธูปเทียนในกระทงสว่างสวยงาม ลอยไปตามลำน้ำอย่างสวยงาม เพื่อเป็นการขอขมาต่อพระเเม่คงคา      จุดประสงค์ของประเพณีลอยกระทงก็คือ เปิดโอกาศให้ประชาชนได้นึกถึง พระคุณของน้ำ เเละขออภัย พระเเม่คงคาที่ตนได้ใช้น้ำมาตลอด ในการดำรงชีพของตน   ในช่วงนี้เป็นช่วงที่อุดมสมบูรณ์ หน้าข้าว หน้าปลา  จะเห็นผู้คนส่วนใหญ่พูดกันว่า ในน้ำมีปลาในนามีข้าว หรือ มีข้าวในนา มีปลาในหนอง ชาวบ้านควรจะทำบุญให้ทาน เเละพักผ่อน สนุกสนาน กันเสียทีหนึ่ง 

 

ธันวาคม ตรุษ เลี้ยง ขนมเบื้อง
ขนมเบื้อง คืออาหารชนิดหนึ่งที่มีใส่ใส้ด้วยกุ้ง  พิธีเลี้ยงขนมเบื้อง  เดือนอ้าย นับเป็นตรุษอย่างหนึ่ง เฉพาะต้องเป็น หน้าหนาว  ตรุษเลี้ยงขนมเบื้องจะต้องเป็นฤดูหนาว เป็น เวลา ที่น้ำลดมีกุ้งชุกชุม เเละ ยังเป็นฤดูที่กุ้งมีมันมากน่า จะทำขนมเบื้องไส้กุ้ง เเต่ก่อนนั้น การละเลงขนมเบื้องนี้นับเป็นคุณสมบัติที่ได้รับความนิยมชมเชยด้วย อย่างหนึ่งของหญิงสาวในความสามารถ ถึงในสมัย รัชกาลที่ ๔ ยังถือกันว่าหญิงใดละเลงขนมเบื้องได้ จีบขนมจีบได้ ปอกมะปรางริ้วได้ จีบใบพลูได้ยาว คนนั้นมีค่าถึง ๑๐ ชั่ง ในสมัยนั้น   ๑๐ ชั่ง = 800 บาท, ซึ่งหมายความว่า ผู้หญิงคนนั้นมีคุญสมบัติที่ดี 

สมัยก่อนมีอัตราเงินดังนี้
4    
สลึง  =  1 บาท   (25 สตางค์ = 1 สลึง)
4   
บาท  =  1 ตำลึง (100  สตางค์ = 1 บาท)
20 
ตำลึง  =  1 ชั่ง

แหล่งที่มา  www.krubanchang.com

ขอขอบคุณค่ะ..

 

ด้วยรัก/จากใจ..พลอยจ๋า

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

น่าเอาไปสอนเด็กจังค่ะ จะได้ซึมซับความเป็นไทยให้มากๆกว่าตอนนี้ เราคงเสพวัตถุจากยุโรปมากไปจริงๆ

#1 By rusleeping on 2008-05-11 23:11



ประเพณีมีมาเนิ่นนาน

#2 By little Dog on 2008-05-12 02:08

บทความดี มีสาระ เอาดาวไปเลยพี่น้องHot!

#3 By MinimarT on 2008-05-12 09:14

ตอนเด็ก ๆ เคยไปบ้านคุณอาที่ ตจว. คะ
เคยไปช่วยคุณอาเกี่ยวข้าวด้วย อิอิ สนุกม้ากมาก question

แต่ตอนหลังคุณอาเปลี่ยนให้เขาเช่าที่นา แล้วก็ให้เขาปลูกในที่นาของเราเอง ก็เลยมะได้ทำแล้ว...

ปล. รักษาสุขภาพคะ...มีฟามสุขในวันแรกของสัปดาห์นะคร่า ๆๆๆ big smile

#4 By Nindë Faelivrin on 2008-05-12 10:30

Hot! หลายๆคนพอเดือนกุมภาพันธ์ก็นึกถึงแต่วันวาเลนไทน์นะคะ

#5 By eeddy(อี๊ด) on 2008-05-12 10:51

เด้กๆสมัยนี้
คงไม่ค่อยมีใครรู้จักกันแล้วล่ะ
เพราะขนาดเราซึ่งถือว่าเป็นเด็กรุ่นๆ(เดอะ)
ยังรู้ไม่หมดทั้ง12เดือนเลยนี่นะ

#6 By Nokontherock on 2008-05-12 11:11

พลอยจ๋าหายไปไหนมาอะ คิดถึงนะเออ

#7 By Duoartists in phuket on 2008-05-12 12:03

สรุปมาแบบน้ดีมากเลยนะครับ ^^
เสียดายจังที่ประเพณีพวกนี้หลังๆเป็นแค่วันหยุดธรรมดาไปแล้ว ยกเว้นพวกลอยกระทง
บางอย่างก็หายไปจากสังคมไทยซะแล้วHot!

#9 By clover 4 leaf on 2008-05-12 18:44

หาไฟล์เสียงนี่ให้หน่อยซิ

http://www.larnbuddhism.com/grammathan/pitjarana.html

#10 By MinimarT on 2008-05-13 13:33

ยอดเลย ผมขอก๊อบเลยนะครับพลอย

Hot!
^
^
^
ได้ซิค่ะพี่กัณฑ์ ด้วยความเต็มใจเลยค่ะ double wink

พี่มาดคะ..หาไม่เจอค่ะพี่ รบกวนช่วยตัวเอง ไปก่อนนะพี่นะ ตอนนี้พลอยจ๋ากำลังยุ่งจ้า กำลังเคลียร์ทุกสิ่งให้เรียบร้อย ไม่มีเวลานั่งหน้าจอเลยจ๊ะ..

ชอบเพลงนี้จริงๆ พับเผื่อยดิ YELLOW LIVER เข้ากับบรรยากาศจริงๆ แล้วเจอกันค่ะ !!!

big smile big smile big smile

#12 By พี่พลอยจ๋า on 2008-05-13 21:10

สะสมงานพี่โน้สตั้งแต่ม.3 งั้นตอนนี้ก็อายุ60แล้วนะสิ จ้ากกกกก

#13 By Duoartists in phuket on 2008-05-14 11:40

ประโยชน์มากมาย
ยินดีที่ได้รู้จักครับ
เอาไปเล้ยHot!

#14 By LittleLee on 2008-05-14 22:36

สุดยอดเลยคับถ้าทางภาคอีสานก็เรียกว่าอีต12คลอง14 แต่รุ้สึกจะเป็นของภาคกลางนะคับHot!

#15 By Frankie8 on 2008-05-20 00:18

ได้ประโยชน์จริงๆ ค่ะ
เห็นด้วยกับความเห็นแรกค่ะ
ตอนนี้เราคงนำเอาอะไรหลายอย่างมาจากยุโรปมากเกินไป
ตื่นกันซักทีเถอะค่ะ ก่อนที่ความดีงามของเราจะค่อยๆหายไปกับเวลา


#16 By i-iztJtm on 2008-05-21 21:05

"กฐิน" ที่ถูกต้องเขียนอย่างนี้นะครับ อย่างที่เคยเรียนกันมาตามรากศัพท์แล้วความหมายของกฐินคือไม้สะดึงเอาไว้เย็บจีวรครับ

ประเภณีแบบไทยๆ นับวันจะถูกลืมเลือน แล้วแทนที่ด้วยวัฒนธรรมต่างชาติ ภาษาไทยก็ยังเขียนวิบัติด้วยความมักง่าย ช่างเป็นเรื่องที่น่าเศร้าจริงๆ นะครับ
ขอบคุณสำหรับเรื่องน่ารู้นี้ฮะ ^^

#17 By White Paladin on 2008-05-24 19:27

พลอยจ๋า มีอะไรดีๆมาฝากกันเสมอนะ..อ้อส่วรธีมน่ะเราหำลังหารูปอยู่นะ ช่วงนี้เราไม่ค่อยได้อัพบลล๊อคน่ะครับ งานยุ่งมาก ล่าสุดก็โนชิ่งค่าจ้างไปหว่าเจ็ดหมื่นเลยต้องขอเวลาทำใจหน่อยน่ะ...แต่ก็ยังดีมีข้อคิดธรรมมะในบล๊อคของพลอยจ๋าให้อ่านนะครับ...สบายดีนะครับ รักษาสุขภาพด้วย

#18 By มาราธอนแมน on 2008-05-26 13:32

สวัสดีครับพี่พลอยจ๋า ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เข้ามาบ่อยคง สุขสบายดี

เรื่องประเพณี 12 เดือนนี้ทางอีสานเขาก็มีที่น่าสนใจอยู่เหมือนกันนะครับ เรียกว่า
"ฮีต 12 คลอง 14" ไม่แน่ใจว่าพิมพ์ถูกหรือเปล่า ซึ่งประเพณีต่าง ๆ สะท้อนวิถีชีวิตคนอีสานได้อย่างดีเลยละครับ big smile

#19 By ภัทร วีระ on 2008-05-26 14:02

^
^
^

เอนทรี่นี้พลอยจ๋าดองเค็มนานได้ที่เลยนะคะ ภัทรกับเจนมาวันเดียวกันเลย วันนี้มัรรวมพลคนน่ารักจริงๆ เลย กิกิ

ไม่ได้เข้าบล็อกมาหลายวัน โฆษณามาอีกแล้วเดี๋ยวแม่จับกินตับให้หมดเลย โฮกกกก..

#20 By พี่พลอยจ๋า on 2008-05-26 19:42

เหวย เหวย
เพื่อนเราหายไปไหน
มองหา มองหา

#21 By Nokontherock on 2008-05-27 11:08

หายไปนานเลยนะคับ
อัพได้แล้วคับพี่

#22 By Frankie8 on 2008-05-28 23:27

^
^
^

เดี๋ยวขอพี่ตอบคอมเม้นต์ก่อนนะจ๊ะ แล้วพี่จะรีบอัพด่วน ปรู๊ดปรี๊ด..ให้ทันใจน้องเลย แฮะๆ พี่ก็รู้สึกเหมือนกันว่าดองเอนทรี่นี้มานานเต็มทนแว้ววว..

question question question

#23 By พี่พลอยจ๋า on 2008-05-30 21:50

Hot! สาระดีจังเลยค่ะ open-mounthed smile

#24 By ☆[ i ]Rin☆ on 2008-05-31 01:28

นี่สิวิถีแห่งสยามแท้ ๆ แต่เหมือนบางสิ่งบางอย่างจะหายไปตามกาลเวลาแล้วนะขอรับ Hot!
เดือนหน้าก็มิถุนายน ก็มีหล่อเทียนพรรษา
สินะ
อยากจะดูเค้าแห่เทียนจังครับ

big smile
ประเทศไทยเรามีประเพณีดีดีมาช้านาน
ช่วยกันอนุรักษ์ไว้ให้ยาวนาน....

#27 By รีคอนดำ on 2008-05-31 15:48

Recommend