บทสวดนี้..แด่เธอผู้เป็นที่รัก
posted on 21 Jul 2008 23:09 by bannpeeploy in computer
สวัสดีค่ะมิตรรักแฟนบล็อกบ้านพี่พลอย
...ของขวัญวันเกิดแด่ นักรบเมืองสิงห์บุรีค่ะ...
เมื่ออายุ 8 ขวบ พลอยจ๋าต้องท่องพระคาถาพาหุงให้ได้ ( บทสวดมนต์ยาวแรกที่ท่องได้ คือ พระคาถาชินบัญชร นะคะ ) เพราะคุณคุณย่าและคุณแม่จะพาสวดในห้องพระตลอดทุกคืนก่อนเข้านอน ( เป็นหน้าที่ของผู้หญิงในบ้านพลอยจ๋าค่ะ ที่จะรับจ้างสวดมนต์ให้ "คุณผู้ชายคนเดียว" ในบ้าน เรา 3 สาวพนึกกำลังกันสวดมนต์ให้คนรัก ซึ่งคุณย่าบอกว่าเรารักผู้ชายคนเดียวกัน อืม.. แต่เป็น "รักสามสุข" มิใช่ "รักสามเศร้า" แต่ประการใดนะคะ อันนี้คุณย่าบอกมา ปะป๋าห้ามว่าหนูนะ ..กิกิ )
ทราบว่าคงเป็นบทสวดมนต์ที่ใครๆ หลายคนคงคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีนะคะ แต่คงมีอีกหลายคนเช่นกันที่เคยได้ยินเพียงผ่านหู แต่ยังไม่ทราบความหมาย เป้าหมายและอานิสงค์ในการสวด พลอยจ๋าขออนุญาตนำมะพร้าวห้าวมาขายสวนล่ะกันนะคะ เพื่อประโยชน์ของเพื่อนๆสมาชิกทุกท่าน และเพื่อประโยชน์ของพี่ช้าง เจ้าของวันเกิดด้วยนะคะ พี่จะได้รู้เนาะทำไหมน้า.. ผู้หญิงเขาสวดบทนี้ให้นักรบกันจังเลย..
เข้าเรื่องกันเลยดีกว่านะคะ ..
| เพลงแปลบทสวดชัยมงค... |
( กรุณาเปิดลำโพง และกด play เพื่อรับฟังเสียงเพลง แปลบทสวดชัยมงคลคาถาด้วยนะคะ ไพเราะสนับจิตมากๆ ค่ะ)
คำแปลพระคาถา "พาหุงมหากา" หรือ "พุทธชัยมงคลคาถา" ซึ่งมีอยู่ด้วยกันทั้งหมดมี 8 บท และมีความมุ่งหมายในการสวดสรรเสริญคุณพระพุทธองค์แตกต่างกันทั้งแปดบทดังนี้นะคะ
. .
พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง
ครีเมขะลังอุทิตะโฆระสะเสนะมารัง
ทานาทิธัมมาะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
บทที่ 1 สำหรับเอาชนะศัตรูหมู่มาก เช่น ในการทำศึกสงคราม ยกทัพจับศึก
เหตุการณ์แห่งชัยมงคลนี้เกิดขึ้นใต้ต้นโพธิ์ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา พระบรมโพธิสัตว์ประทับขัดสมาธิ ผินพระพักตร์สู่ทิศตะวันออกตั้ง พระวรกายตรง ดำรงพระสติมั่น เจริญอานาปานสติภาวนา ตั้งพระปณิธานแน่วแน่ พยายามเพื่อบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณให้จงได้ แม้ว่าเลือดเนื้อและโลหิตจะเหือดแห้งไป เหลือแต่หนังหุ้มกระดูกก็ตามที จะไม่ยอมลุกขึ้นเป็นอันขาด และแล้วพญามารนาม วสวัตตี ชื่อแปลว่า “ ผู้ยังบุคคลอื่นให้ตกอยู่ในอำนาจ ” ครองสวรรค์ชั้นสูงสุด สวรรค์ชั้นนี้นามว่า ปรนิมมิตวสวัตตี
พญามารกลัวว่า พระโพธิสัตว์จะก้าวพ้นจากเงื้อมมือของตน จึงยกพลพหลพลโยธามาผจญ ตัวพญามารเองก็เนรมิตแขนพันแขนยังกะหนวดกุ้งถืออาวุธครบทุกมือเป็นเรื่องผจญมาร ซึ่งมีเรื่องว่าพระยามารยกพลใหญ่หลวงมา พระพุทธเจ้าก็ทรงสามารถเอาชนะได้ จึงถือเป็นบทสำหรับเอาชนะศัตรูหมู่มาก ขี่พญาช้าง นามครีเมขละ นำลิ่วล้อหน้าตาน่าสะพรึงกลัวมาล้อมพระองค์ ออกปากขับไล่ให้พระโพธิสัตว์ลุกจากบัลลังก์ (ที่นั่ง) อ้างว่า บัลลังก์นี้เป็นของมัน พระบรมโพธิสัตว์ตรัสว่า “รัตนบัลลังก์ นี้เป็นของเรา พราหมณ์นามโสตถิยะ ให้หญ้ากุศะเรามา 8 กำ เราเอามาลาดเป็นอาสนะ”
“บัลลังก์นี้เป็นของข้า” พญามารกล่าวเสียงดัง แล้วหันไปขอเสียง สนับสนุนจากบริวารว่า “จริงไหมวะ”
“แม่นแล้ว เจ้านาย บัลลังก์นี้เป็นของเจ้านาย” เสียงลิ่วล้อตะโกนตอบ
“เห็นไหมๆ ท่านลุกขึ้นเสียดีๆ ยกบัลลังก์ให้แก่ข้า อย่าให้ใช้กำลัง” มันขู่
เมื่อพระบรมพระโพธิสัตว์ยืนยันว่าบัลลังก์เป็นของพระองค์ มันจึงซักว่า “ท่านมีพยานไหมล่ะ”
พระองค์ทรงชี้ดรรชนีลงยังพื้นปฐพี ตรัสว่า “ขอให้วสุนธราเป็นพยาน” ทันใดนั้น นางวสุนธรา หรือ นางธรณีก็ปรากฏกายบีบมวยผมปล่อยกระแสธารไหลมาท่วมกองทัพพญามารจนพ่ายแพ้หนีไปในที่สุด
มาราติเรกะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง
โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง
ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
บทที่ 2 สำหรับเอาชนะใจคนที่กระด้างกระเดื่องเป็นปฏิปักษ์
ในป่าลึกชายแดนเมืองอาฬวี มียักษ์อาศัยอยู่จำนวนมาก วันหนึ่งเจ้าเมืองอาฬวี มียักษ์อาศัยอยู่จำนวนมาก วันหนึ่งเจ้าเมืองอาฬวีไปล่าสัตว์พลัดหลงกับ ข้าราชบริพาน เข้าไปยังป่าลึกถูกพวกยักษ์จับได้ตั้งใจจะเอามาทำ สเต็กกินให้อร่อย เข้าเมืองกลัวตายจึงหาทางเอาตัวรอดโดยกล่าวว่า “ถ้าพวกยักษ์กินตนอิ่มเพียงมื้อเดียว ถ้าปล่อยตนไป ตนจะไปหาคนมาส่งให้กินทุกวัน ขอให้ปล่อยตนไปเถอะ”
พระพุทธองค์ทรงทราบด้วยพระญาณด้วย พระมหากรุณาธิคุณ อันยิ่งใหญ่ต่อชาวเมืองอาฬวี พระองค์จึงเสด็จไปหาอาฬวกยักษ์ หัวหน้าพวกยักษ์ในป่าอาฬวี บังเอิญอาฬวกยักษ์ไม่อยู่ พระองค์จึงเสด็จเข้าไปประทับ ณ ที่นั่งประจำตำแหน่งของแก อาฬวกยักษ์กลับมา พบพระพุทะองค์ประทับที่บัลลังก์ของตนก็โกรธเขี้ยวกระดิกทีเดียวตวาดด้วยเสียงดังฟังชัดว่า “สมณะโล้นมานั่งที่นั่งข้าทำไม ลุกขึ้นเดี๊ยวนี้” พระพุทธองค์ทรงลุกขึ้นอย่างว่าง่าย ยักษ์แกได้ใจ จึงออกคำสั่งอีกว่า “นั่งลง” พระองค์ ก็นั่งลง “ลุกขึ้น” สั่งอีก พระองค์ก็เสด็จลุกขึ้น “นั่งลง” พระองค์นั่งลงตามคำสั่ง
ยักษ์เขี้ยวโง้งได้ใจ หัวร่อ ฮ่าๆ ที่เห็นพระพุทธเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ของชาวโลกทำตามคำสั่งแกอย่างว่าง่าย พระพุทธเจ้านั้นเป็นที่เคารพนับถือของคนเป็นจำนวนมาก การที่แกสามารถสั่งให้คนยิ่งใหญ่ขนาดนั้นทำตามคำสั่งอย่างไม่ขัดขืน จึงทำให้แกภาคภูมิใจที่ปราบพระศาสดาเอกในโลกได้จิตใจจึงผ่อนคลายความดุร้ายลง สงบเยือกเย็นพอจะพูดกันด้วยเหตุผลรู้เรื่อง พระพุทธองค์จึงค่อยๆ สอนให้แกรู้ผิดชอบชั่วดี ยักษ์แกก็เข้าใจและรับได้อย่างเต็มใจ ในที่สุดก็รับเอาไตรสรณคมน์เป็นสรณะตลอดชีวิต
นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง
ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง
เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุเต ชะยะมังคะลานิ
บทที่ 3 สำหรับเอาชนะสัตว์ร้ายหรือคู่ต่อสู้
เช้าวันหนึ่ง ขณะพระพุทธองค์มีพระอานนท์โดยเสด็จ เสด็จออกบิณฑบาตโปรดสัตว์ในเมืองราชคฤห์
พญาช้างตกมันถูกปล่อยจากโรงช้างวิ่งทะยานออกสู่ถนนใหญ่มุ่งหน้ามาทางพระพุทธองค์ และพระอานนท์ ร้องเสียงโกญจนาท (เขาว่า ร้องแปร๋นๆ เสียงแหลมเล็กดุจเสียงนกกระเรียนการร้องของช้างจึงเรียกว่า “โกญจนาท”) มหาชนชาวเมืองวิ่งหนีอลหม่าน
พระอานนท์พุทธอนุชา เกรงภัยจะมาถึงพระพุทะองค์ จึงรีบกลับออกไปหมายสกัดพญาช้างตกมันไว้ ไม่คำนึงถึงชีวิตของตนเองทั้งๆ ที่ยังเป็นเสขบุคคล (เป็นพระโสดาบัน) ไม่ได้เป็นพระอรหันต์ทรงอภิญญา พอที่จะต่อสู้กับพญาช้างตกมันได้ พระพุทธองค์ตรัสเรียกพระอานนท์ให้ถอยกลับมา พระองค์ทรงทำปาฏิหาริย์ให้พญาช้างวิ่งเลี่ยงไปอีกทางหนึ่ง
ขณะนั้นเด็กน้อยคนหนึ่งถูกแม่ทิ้งไว้กลางถนน เพราะกลัวตายร้องไห้จ้าน่าเวทนายิ่ง พญาช้างเปลี่ยนเข็มจากพระอานนท์หันมาหมายกระทืบเด็กน้อยตายคาตีน พระพุทธองค์ทรงแผ่เมตตาภินิหาร ดังหนึ่งทรงหลั่งกระแสธารอันเย็นสนิท ตกต้องจิตพญาช้างสาร ความดุร้ายเมามันพลันหายไปสิ้นมันเดินเซื่องซึมเข้ามาหมอบแทบยุคลบาทยกงวงจบบนกระพองถวายอภิวาท พระศาสดาผู้ทรงยกพระหัตถ์ลูบกระพองมันเบาๆ แล้วมันก็ลุกเดินเชื่องช้ากลับยังโรงช้างเป็นที่อัศจรรย์
อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณันตัง
ธาวันติโยชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง
อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุเต ชะยะมังคะลานิ
บทที่ 4 สำหรับเอาชนะโจร
องคุลิมาล เดิมชื่อ อหิงสกะ มีประวัติความเป็นมาค่อนข้างพิลึกพิลั่น เป็นพระสาวกรูปหนึ่งที่ได้รับยกย่องในฐานะที่เป็น “ผู้ต้นคดปลายตรง” คือ เบื้องต้นประพฤติผิดพลาดจนกลายเป็นโจร ต่อมาในช่วงท้ายแห่งชีวิตกลับเนื้อกลับตัว บวชเป็นสาวกพระพุทะเจ้าสำเร็จพระอรหัตตผล เป็น พระอรหันตขีณาสพ (หมดกิเลสทั้งปวง)
องคุลิมาลเห็นพระห่มผ้าเหลือง ก็ดีใจที่ได้พบเหยื่อเป็นสมณะหรือไม่ ไม่สนใจ ขอแต่ให้ได้นิ้วครบพันก็แล้วกัน จึงถือมีดโกนอาบน้ำผึ้ง เอ๊ย ถือดาบวิ่งไล่พระพุทะองค์ทรงบันดาลฤทธิ์ให้มหาโจรวิ่งไม่ทัน ทั้งๆ ที่เสด็จดำเนินไปตามปกติ มหาโจรร้องว่า “หยุด สมณะ หยุด”
“เราหยุดแล้ว แต่เธอยังไม่หยุด เราหยุดทำบาป แต่เธอยังทำบาปอยู่” พระสุรเสียง กังวานแว่วสัมผัสโสตประสาทจอมโจร
เขาสะดุดกึก รู้สำนึกในความผิดของตนเอง จึงวางดาบเข้าไปถวายบังคมแทบพระยุคลบาท พระองค์ทรงแสดงธรรมให้ฟัง จบพระธรรมเทศนาเขาได้กราบทูลขอบวชเป็นสาวกของพระพุทธองค์
กัตวานะ กัฎฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา
จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ
สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
บทที่ 5 สำหรับเอาชนะการแกล้ง ใส่ร้ายกล่าวโทษหรือคดีความ
หลังจากพระพุทะองค์ทรงประกาศพระพุทธศาสนา ไม่นานก็มีผู้เลื่อมใสออกบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนามากขึ้น พวกอัญเดียรถีย์ (นักบวชลัทธิอื่น) ต่างก็เดือดร้อน ไปตามๆกัน พวกอัญเดียรถีย์วางแผนดิสเครดิตพระพุทธเจ้าโดยให้สาวิกาสาวสวยชื่อจิญจา หรือ จิญจมาณวิกาไปดำเนินการ นางใช้เวลาระยะหนึ่งเข้าเดินออกพระเชตะวันมหาวิหารตอนเช้ามืดเวลาชาวเมืองเดินออกนอกเมืองทำธุรกิจการงาน นางจิญจาก็จะเดินเข้าเมืองเมื่อเขาถามว่า “นางอยู่ที่ไหน” ก็ตอบว่า “เรื่องของข้า” เวลาค่ำ เมื่อประชาชนต่างพากันกลับเข้าเมือง นางก็เดินออกนอกเมือง สวนทางกับพวกเขา เมื่อพวกเขาถามว่า “นางจะไปไหน” ก็ตอบว่า "เรื่องของข้า" ทำอย่างนี้สักระยะหนึ่ง เมื่อถูกถามบ่อย จึงตอบว่า “ฉันอยู่วัดจ๊ะ” “อยู่วัด น่ะ อยู่ส่วนไหนของวัด” ชาวบ้านซักเพราะรู้ว่าพระเชตะวันนั้นเป็นที่อยู่ของสงฆ์ล้วน “ก็พระพุทธเจ้าของพวกท่าน อยู่ที่ไหน ก็นั่นแหละจ๊ะ” นางตอบยิ้มละไมนางบอกว่า ข้านะหรือ ชื่อจิญจิ เพื่อให้สมเหตุสมผลยิ่งขึ้นเธอก็หาไม้กลมๆ มาผูกท้องเอาผ้าพันใส่ชุดทรงกุมารให้คนรู้ว่ามีครรภ์ วันหนึ่งขณะพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมท่ามกลางประชาชนจำนวนมาก นางจิญจามาณวิกาก็เดินอุ้ยอ้ายฝ่าฝูงชนเข้ามาทีเดียว
“เสด็จพี่ ดีแต่เทศนาโปรดคนอื่น ทีภรรยาท้องแก่ จวนคลอดแล้วไม่เห็นไยดีเลย จะฝากท่านอนาถบิณฑิกะ หรือคุณแม้ถ้วน เอ๊ย นางวิสาขาช่วยดูแล หรือจะทำอย่างไร ก็รีบๆ จัดการเสียเถิดค่ะ”
พระพุทธองค์ประทับนั่งสงบ ตรัสเบาๆ “น้องหญิง ที่เจ้าพูดนั้นจริงหรือเท็จ เราสองคนเท่านั้นที่รู้”
“ใช่สิ ๆ เรื่องอย่างนี้จะให้ใครเขารู้ได้ยังไง” นางเสริมทันที
พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมต่อ ดังหนึ่งไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำให้ นางจิญจมาณวิกาโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง เต้นเร่าๆ อย่างลืมตัว ว่ากันว่าขณะนั้นพระอินทร์จอมเทพ ทนดูพฤติกรรมต่ำช้าของนางไม่ได้ จึงบันดาลให้ท่อนไม้ที่ผูกท้องอยู่หลุดลงมา แผนการชั่วร้ายก็เลยแตก ถูกประชาชนไล่ออก จากพระเชตวัน แผ่นดินก็ดูเหมือนจะทนไม่ได้เช่นกัน จึงสูบร่างนางหายไปต่อหน้าต่อตาประชาชนจำนวนมาก
สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกะวาทะเกตุง
วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง
ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
บทที่ 6 สำหรับเอาชนะการโต้ตอบ
สัจจกะนิครนถ์คนนี้ก็เป็น “มือวางอันดับหนึ่ง” ของลัทธิเชน เทียบกับสมัยนี้ก็คือนักวิชาการ “แสนรู้” ที่คิดว่าตนรู้มากกว่าใครในหล้าคนอื่นโง่ไปหมด อะไรทำนองนั้นสัจจกะแกจบไตรเพท จบปรัชญาชั้นสูง เป็นผู้ถึงสุดยอดแห่งวิชาการศาสนาของตนแล้ว แกจึงภาคภูมิใจในความเป็นผู้รู้ของตน แกจะเอาเข็มขัดเหล็กมาคาดพุงไว้ ดังหนึ่งคนเป็นโรคปวดหลังเอาสเตย์ ( Stay ) รัดพุงยังไงยังงั้น แกคงคิดว่าพุงเป็นที่เก็บสติปัญญาอันล้ำเลิศกระมัง จึงรัดเข็มขัดเหล็กเส้นเบ้อเร่อไว้กันสติปัญญาหล่นหาย
คิดเอาก็แล้วกัน คนที่คิดว่าสติปัญญาอยู่ที่พุง จะเป็นคนฉลาดได้อย่างไร ที่แท้ก็คนโง่อวดฉลาดนั่นเอง เพราะเหตุนี้แหละคาถาพาหุงจึงจึงบรรยายลักษณะ ของสัจจกะว่า อติอันธภูตัง (คนมือบอดอย่างยิ่ง โง่งมงายอย่างยิ่ง)
สัจจกะรู้ว่าพระพุทะเจ้ามีคนเคารพนับถือมาก มีผู้เลื่อมใสศรัทธามาบวชเป็นสาวกจำนวนมาก รวมทั้งเพื่อนร่วมศาสนาของตนหลายคนด้วย ก็ร้อนใจว่า ถ้าปล่อยให้สถานการณ์เป็นอยู่อย่างนี้ ไม่ช้าศาสนิกของศาสนาตนก็ร่อยหรอ พระเชนทั้งหลายก็จะถูกดับรัศมี ดังหนึ่งหิ่งห้อยท่ามกลางแสงจันทร์ฉะนั้น จึงอาสาไปโต้วาทะกับพระพุทะองค์ให้รู้ดำรู้แดงกันเสียที
มหาชนจำนวนมากได้ติดตามสัจจกะนิครนถ์ไปป่ามหาวันเพื่อฟังการโต้วาทะระหว่างพระพุทธเจ้ากับสัจจกะนิครนถ์ ป่ามหาวันอันกว้างใหญ่ไพศาลก็ถึงกับคับแคบลงมาถนัดตาเพราะเต็มไปด้วย “แขกมุง” ผู้อยากรู้อยากเห็นทั้งหลายเนื้อหาที่โต้กันนั้นมีบันทึกไว้ในจูฬสัจจกสูตร และมหาสัจจกสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๒เกี่ยวกับเรื่อง อัตตา (ตัวตน) และ อนัตตา (มิใช่ตัวตน, ไม่มีตัวตน) และเรื่องเกี่ยวกับการฝึกฝนกายและจิต
เฉพาะในเรื่องอัตตาและอนัตตานั้นสัจจกะนิครนถ์เชื่อมั่นว่า มี“อัตตา”(ตัวตน)และอัตตาตัวนี้เป็นภาวะ “สัมบูรณ์” หรือAbsoluteไม่เปลี่ยนแปลง ในขณะที่พระพุทะเจ้าตรัสอธิบายว่า ขันธ์ 5 (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) เป็น “อนัตตา” (มิใช่ ตัวตนและไม่มีตัวตน)
การอธิบายของพระพุทธองค์ทรงใช้วิธีถามให้สัจจกะตอบ ค่อยตะล่อมเข้าหาจุด เช่นตรัสถามว่า “กษัตริย์ย่อมมีอำนาจในการสั่งริบทรัพย์สั่งจองจำ สั่งฆ่าผู้ที่มีความผิดใช่หรือไม่ (ใช่) กษัตริย์ทีมีอำนาจเด็ดขาดเช่นนี้ จะสั่งให้รูป (หนึ่งในขันธ์ ๕) ว่า จงเป็นอย่างนี้อย่าเป็นอย่างนั้นได้ไหม (ไม่ได้) สั่งให้เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จงเป็นอย่างนี้ อย่าเป็นอย่างนั้นได้ไหม (ไม่ได้)”
ทรงถามไปทีละข้อๆ อย่างนี้ สัจจกะก็ยอมรับว่า ไม่มีอำนาจให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้แล้วพระองค์ก็ตรัสสรุปว่า ที่ท่านว่าขันธ์ ๕ เป็น “ตัวตน” นั้นผิดแล้ว เพราะถ้ามันเป็นตัวตนของเราจริง เราก็น่าจะบังคับบัญชามัน และสั่งให้มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ได้ ความจริงขันธ์ 5 (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน และไม่มีตัวตน
สัจจกะจำนนด้วยเหตุผล ยอมรับว่าตนเข้าใจผิด คัมภีร์บันทึกว่าสัจจกะนิครนถ์ ผู้ถือตนว่าฉลาด ถูกพระพุทะเจ้าปราบสิ้นพยศนั่งจ๋องดุจปูถูกหัก “ก้าม” และ “กรรเชียง” คลานกลับสู่สระน้ำไม่ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น
สัจจกะ นิมนต์พระพุทธเจ้าไปเสวยภัตตาหาร ที่บ้านของตนและประกาศตนเป็นสาวกของพระพุทธองค์แต่ บัดนั้น

นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง
ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต
อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
บทที่ 7 สำหรับเอาชนะเล่ห์เหลี่ยมกุศโลบาย
สมัยหนึ่งพระพุทะเจ้าพร้อมภิกษุสงฆ์จำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นพระอรหันต์ทรงอภิญญาล้วน เสด็จไปโดยนภากาศด้วยอำนาจอิทธิปาฏิหาริย์แห่งฌานสมาบัติ จนลุถึงถิ่นที่อยู่แห่งพญานาคนามว่า นันโทปนันทะ
นันโทปนันทะและบริวารกำลังพักผ่อนสำเริงสำราญอยู่ในสถานที่อยู่ของตน เห็นพระพุทะองค์พร้อมภิกษุจำนวนมาก เหาะข้ามศรีษะ ของตนก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ “สมณะโล้นพวกนี้ถือดีว่ามีอิทธิฤทธิ์เหาะเหินเดินหาวได้ เหาะข้ามศรีษะเรา ปล่อยผงธุลีจากเท้าหล่นต้องศรีษะเรา เดี๋ยวจะเห็นดีกัน” ว่าแล้วแกก็ใช้อิทธิฤทธิ์บันดาลให้เกิดหมอกควันมืดฟ้ามัวดิน ดุจดังกลุ่มหมอกควันพิษจากไฟป่าอินโดนีเซีย อะไรทำนองนั้นแหละครับ
พระเถระนามว่า รัฐปาละ พระอรหันต์ทรงอภิญญารูปหนึ่ง กราบทูลอาสาไปปราบพญานาคอันธพาลตัวนี้ พระพุทธองค์ไม่ทรงอนุญาต ตรัสว่า
“หน้าที่นี้เป็นของโมคคัลลานะ บุตรตถาคตอยู่แล้ว เธอจะรู้เองว่าควรทำอย่างไร”
พระโมคคัลลานะ ทราบว่า พระพุทธองค์มีพุทธประสงค์ให้ท่านไปปราบพญานาค จึงนิรมิตกายเป็นพญานาค เหมือนกัน แต่รูปร่างใหญ่และยาวกว่านันโทปนันทะหนึ่งเท่า รัดร่างนันโทปนันทะกับเขาพระสุเมรุ
พญานาคจะดิ้นอย่างไร ก็ไม่หลุด ยิ่งดิ้นยิ่งถูกรัดแน่นเข้าๆ จนในที่สุดต้องยอมแพ้แต่โดยดี จำแลงกายเป็นมาณพน้อยรูปหล่อ (พ่อรวยหรือไม่ ไม่แจ้ง) ยืนประคองอัญชลีนมัสการพระเถระเจ้า ขอถวายตนเป็นศิษย์
พระเถระพามาณพน้อยไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงประทานพระโอวาท ให้นันโทปนันทะ เว้นขาดจากปาณาติบาต ดำรงตนอยู่ในศีลอย่างเคร่งครัดแต่บัดนั้นมา
ทุคคาหะทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง
พรัหมัง วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง
ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุเต ชะยะมังคะลานิ
บทที่ 8 สำหรับเอาชนะทิฏฐิมานะของคน
เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าทรงเอาชนะ ผกาพรหม ผู้มีทิฏฐิแรงกล้าสำคัญว่าตนเป็นผู้ที่มีความสำคัญที ่สุด แต่พระพุทธเจ้าก็ทรงสามารถทำให้ผกาพรหมยอมละทิ้งทิฏฐ ิมานะ และยอมว่าพระพุทธเจ้าสูงกว่า จึงถือเป็นบทที่ใช้เอาชนะทิฏฐิมานะของตน พระพุทธองค์ทรงรักษาพิษงู (ความเห็นผิด) ด้วยใช้ยาวิเศษ คือญาณ (ความหยั่งรู้ความจริง) แล้วในที่สุดพกะพรหม แกก็รอดตาย แปลให้ฟังง่ายๆ ดังนี้ก็แล้วกัน ภาษาพระมันยากอย่างนี้แหละ ท่านสารวัตร อีกอย่างหนึ่งท่านประพันธ์เป็นบทกวีด้วย ก็ต้องถอดความกันหลายชั้นหน่อย
เรื่องมีอยู่ว่า พรหมชื่อ พกะ อยู่ในพรหมโลกเป็นเวลานาน นานเสียจนแกเกิดความเข้าใจผิดว่า สรรพสิ่งเที่ยงแท้ไม่แปรผัน เป็นมาอย่างไรก็เป็นอยู่อย่างนั้นชั่วนิรันดรที่แกคิดเช่นนี้เพราะแกก็อยู่มานานมาก ไม่เห็นเป็นอย่างอื่นเลย ความเข้าในผิดอย่างนี้เรียกว่า “สัสตทิฐิ” (เห็นว่าสรรพสิ่งเป็นนิรันดร)
พระพุทธเจ้า เสด็จไปเทศน์ โปรดพกะพรหม ให้คลายความเห็นผิดนี้เสีย แต่กว่าจะเอาแกอยู่ก็ต้องออกกำลังพอสมควร พกะพรหมท้าพระพุทธเจ้าแสดงฤทธิ์หายตัว พระพุทะองค์ทรงรับคำท้า และแล้วการประลองฤทธิ์ก็เกิดขึ้น (แน่ะ พูดยังกับหนังกำลังภายใน)
ไม่ว่า พกะพรหมจะหายไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหน พระพุทธองค์ทรงหายพระองค์บ้าง พกะพรหมก็หมดปัญญาค้นหา ท้ายสุดเมื่อแกยอมแพ้พระพุทธองค์ก็เสด็จออกมาจากมวยผมแก
และการที่พระพุทธเจ้าเสด็จออกมาจากมวยผมพรหม เท่ากับเป็นสัญลักษณ์ให้รู้ว่า พระองค์ทรงเอาชนะได้ในทางปัญญาทรงสอนให้คนโง่แกมหยิ่งหัดใช้ “สมอง” คิดให้เข้าใจธรรมดาของสังขารทั้งหลายเสียบ้างแล้วจะเข้าถึงสัจธรรมอันสูงสุด
เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฏฐะคาถา
โย วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที
หิตวานะเนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ
โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะปัญโญ
บทส่งท้าย
เราจะเห็นได้ว่า ของดีวิเศษอยู่ในนี้ และถ้าพูดถึงการที่จะเอาชนะหรือการแสวงหาความมีชัย ก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไรนอกเหนือไปจาก ๘ ประการที่กล่าวข้างต้น
คาถาสรุปนั้นท่านย้ำว่าใครก็ตามที่สวดคาถาพาหุงเป็นประจำ จะพ้นจากภยันตรายทั้งปวง และบรรลุพระนิพพานได้ (นี่ย่อมหมายถึงสวดแล้วดำเนินตามรอยยุคลบาทของพระศาสดา ในเรื่องการเอาชนะความชั่วร้ายทั้งปวงด้วยนะคะ)
ท้ายนี้ขอเล่าเกร็ดเกี่ยวกับคาถาพาหุงสักเรื่อง ท่านศาสตราจารย์เสฐียร พันธรังษี สมัยยังเป็นนักหนังสือพิมพ์ ท่านได้รับเชิญ จากรัฐบาลนัสเซอร์ แห่งอียิปต์ ทำอย่างไรไม่ทราบท่านทำหนังสือเดินทางหาย ท่านนั่งสวดคาถาพาหุงกลับมาไม่ทราบกี่เที่ยว จนเครื่องบินลงสนามบินประเทศอียิปต์
ท่านรอให้คนอื่นเดินออกไปก่อน ตนเองยืนอยู่ท้ายเขา พลางสวดคาถาและภาวนาขอให้เข้าเมืองได้ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองก็ประทับตราคนนั้นคนนี้จนเหนื่อย พอมาถึงท่านท่านร้องดังๆ ว่า “ฉันเป็นแขกนัสเซอร์” เขาตอบว่า “แขกท่านนัสเซอร์เรอะ เชิญเลย” ตกลงไม่ต้องดูพาสปอร์ตเลย อาจารย์เสฐียรพงษ์กล่าวว่านี้คือความมหัศจรรย์ของคาถาพาหุง ปาฎิหาริย์หลายอย่างซื้อได้ด้วยใจศรัทธา..
ที่มา ; หนังสือ จากหนังสือ คาถาพาหุงคาถาแห่งชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธองค์
ของ ศาสตราจารย์พิเศษเสฐียรพงษ์ วรรณปก ขอขอพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ
เพลงประกอบ ชื่อ เพลงแปลบทสวดชัยมงคลคาถา ชุด เพลงแปลจากบทสวดมนต์
ขับร้องโดย คุณคณาคำ อภิรดี และคุณ ชัช วัฒนไกร
เพลงแปลบทสวดชัยมงคลคาถา
ขี่ช้างศึก ครีเมขละจะห้ำหั่น
ยกเสนาโห่ก้องฟ้ามาประจัญ
หมายฟาดฟันภควันต์ให้บรรลัย
จอมมุนีประทับระงับจิต
นิ่งสนิทพระทัยมั่นไม่หวั่นไหว
อาศัยทานบารมีฤทธิไกร
บันดาลให้พระทรงภพสยบมาร
ขอเดชะชัยชนะพุทธองค์
บันดาลมงคลชัยให้ไพศาล
เป็นมิ่งขวัญคุ้มเหตุเภทภัยพาล
แด่เราท่านถ้วนทั่วทุกตัวตน
อาฬวกะยักษ์ร้ายใจฉกาจ
หมายพิฆาตจอมมุนีให้ปี้ป่น
ตลอดคืนยันรุ่งมุ่งผจญ
พระทรงใช้ความอดทนสู้เหตุการณ์
ขอเดชะชัยชนะพุทธองค์
บันดาลมงคลชัยให้ไพศาล
เป็นมิ่งขวัญคุ้มเหตุเภทภัยพาล
แด่เราท่านถ้วนทั่วทุกตัวตน
ช้างตกมันหันใส่ดุจไฟป่า
ร้องแปร๋นแปร๋นแล่นมากลางถนน
หมายขยี้บี้บดพระทศพล
แด่พ่ายมนต์เมตตาพระทรงญาณ ขอเดชะชัยชนะพุทธองค์
บันดาลมงคลชัยให้ไพศาล
เป็นมิ่งขวัญคุ้มเหตุเภทภัยพาล
แต่เราท่านถ้วนทั่วทุกตัวตน
โจรทะนงองคุลิมาลหาญกล้า
สองมือคว้าดาบชูสู่สถล
วิ่งไล่ล่าตถาคตทศพล
สิ้นสามโยชน์อดทนมุ่งราวี
พระมุนินท์ชินสีห์มิมีขลาด
ย่างพระบาทปกติตามวิถี
โจรยิงไล่ยิ่งห่างในทันที
พระทรงมีฤทธิ์วิเศษเผด็จ
ขอเดชะชัยชนะพุทธองค์
บันดาลมงคลชัยให้ไพศาล
เป็นมิ่งขวัญคุ้มเหตุเภทภัยพาล
แด่เราท่านถ้วนทั่วทุกตัวตน
นางจิญจามารยาสารพัด
ยั่วยวนชวนกำหนัดทุกแห่งหน
เอาเยื่อไม้เคียนพุงมุ่งผจญ
กล่าวอ้างพระทศพลคือสามี
พระมุนินท์ชินสีห์มิได้หวั่น
พระทัยมั่นสงบสง่ามีราศี
นางกล่าวร้ายอย่างไรมิไยดี
ใช้ขันตีข่มจิญจามารยามาร
ขอเดชะชัยชนะพุทธองค์
บันดาลมงคลชัยให้ไพศาล
เป็นมิ่งขวัญคุ้มเหตุเภทภัยพาล
แด่เราท่านถ้วนทั่วทุกตัวตน
นิครนถ์ชื่อสัจจกะพหูสูต
เป็นนักพูดเก่งกล้าท้าทุกหน
หาญโต้พระพุทะเจ้าด้วยเมามน
ทศพลใช้ปัญญาชำนะมาร
ขอเดชะชัยชนะพุทธองค์
บันดาลมงคลชัยให้ไพศาล
เป็นมิ่งขวัญคุ้มเหตุเภทภัยพาล
แต่เราท่านถ้วนทั่วทุกตัวตน
นันโทฯนาคราชฉกาจฤทธิ์
พ่นควันพิษพันพัวมืดมัวหน
โมคคัลลาน์ โอรสทศพล
ใช้ฤทธิ์ดลดับพิษสนิทนาน ขอเดชะชัยชนะพุทธองค์
บันดาลมงคลชัยให้ไพศาล
เป็นมิ่งขวัญคุ้มเหตุเภทภัยพาล
แด่เราท่านถ้วนทั่วทุกตัวตน
พกาพรหมบรรทมสถานทิพย์
สูงลิบลิบลิ่วลิ่วโพยมหน
เห็นผิดผิดคิดว่าตนอยู่คงทน
ดุจพิษร้ายทำลายคนทรามปัญญา จอมมุนีกรุณารักษาพิษ
ด้วยตัวยาอมฤตคือญาณกล้า
ให้พรหมเห็นชั่วดีมีปรีชา
รู้ว่าสังขาราไม่ยืนนาน ขอเดชะชัยชนะพุทธองค์
บันดาลมงคลชัยให้ไพศาล
เป็นมิ่งขวัญคุ้มเหตุเภทภัยพาล
แด่เราท่านด้วยทั่วทุกตัวตน
พุทธชัยมงคลทั้งแปดนี้
บุรุษสตรีเช้าค่ำสวดพร่ำบ่น
จะห่างภัยนานาในสากล
ถึงวิมุติหลุดพ้นทุกคนเอย
แอทเท็นชั่นพลีส แอทเท็นชั่นพลีสสสสสส..
( กรุณาทำน้ำเสียงเหมือน พีอาร์แอร์พอต จะได้อารมณ์มะม่วง 11รด. มากๆค่ะ กิกิ )
อนึ่ง ฮื่อๆ.. พลอยจ๋าโดนรุมทำร้าย แง่ๆ ช่วยเขาด้วย "เรื่องโหวต" พลอยจ๋ายังไม่ได้บอกเลยอ่ะว่าจะไม่แบ่งทีให้ เดี๋ยวรอพลอยจ๋าทำอะไรให้เสร็จก่อนนะคะแล้วจะจัดคอลัมม์ให้ ตอนนี้ยังไม่ว่างเลยค่ะ รับรองพลอยจ๋าจะจัดให้ถูกใจกันทุกๆ ฝ่าย ไม่ต้องโวยวายนะคะ.. พูดกันดีๆ นะ โตๆ กันแล้วอย่าทำตัวเหมือนพันธมิตรนะ อายเด็กๆ มันเนาะ เรามารักกันดีกว่าประนีประนอม ถนุถนอนน้ำใจ .. ใจเย็นๆ ท่องไว้ใจเย็นๆ เดี๋ยวแบ่งลูกแมวให้ไปเลี้ยงนะคนล่ะสองตัว เย๊ยยย.. ไม่เกี่ยว
อะสอง ใครเคยตกเครื่องบินบ้างคะ (คำถามชวนหวาเสียว) ไม่ใช่เครื่องบินตกนะคะ แต่แบบว่าตกเครื่องบินอ่ะคะนี่เป็นครั้งที่ 2 ของชีวิตพลอยจ๋าที่ตกไฟลท์ ขอบอกสองคำ "เสี่ยวมาก" 55555 ครั้งแรกไม่เท่าไรนะในประเทศแต่พนักงานกราว์มันก็กวนใช่ย่อย ย้ำอยู่นั้นไปอยู่ไหนมาทำไมไม่ได้ยินเขาประกาศ อ๊ะแหม่เจ๊..อีปี้พลอยจ๋าได้ยินมันจะมายืนหน้าตะแหง๋วแม้วอยู่ตรงนี้เหรอ แต่ครั้งนั้นมันสุดวิสัยเขาเปลี่ยนเกรทกระทันหันพลอยจ๋ามึนเพิ่งตื่นถือว่าน่าให้อภัย แต่วันนี้ซิ.. "เสี่ยวแดก" มากมาย ลืมวันเดินทาง แล้วมันก็นะ.. เฮ้อ ความลาวนี่มันไม่เข้าใครออกใครจริงๆ เลย เสียเงินค่าปรับโดนมิใช่เหตุอันควร โอ้ละหนอ มายเลิฟ.. กรี๊ดๆๆๆ ทำไมถึงลาวกับช้านนน.. ด้ายยย..
อะสาม *** พลอยจ๋าไม่อยู่บ้าน 10 กว่าวันนะคะ ไปสำรวจดาวอังคาร(อีกแล้วเหรอ..) ฝากดูแลบ้านด้วยนะคะ *** อย่าให้ขโมยมายกเค้าบ้านเขาไปหมดเหลือแต่เสาบ้านนะค่ะ ไปแล้วจ้า.. ขอให้มีความสุขทุกวันนะคะ บุญรักษา สวัสดีค่ะ
เนื่องในข้อหา "วันเกิดคนหล่อ" พลอยจ๋าขอเปลี่ยนโลโก้ประจำตัวตอนจบหน่อยนะคะ
กิกิ โลโก้ใหม่ของพลอยจ๋า หื่นไม่ใช่เล่นนะเคอะ..
ด้วยรัก ..กิกิ.. /จากใจ..พลอยจ๋า
แท็ค ; วันเกิดพี่ช้าง.. ยาปาดา ปาดู้.. , ตกเครื่องเลยมาอัพ HBD แบบชิลล์ๆ
สารบัญบล็อก












