education

สุมิตตากุมารี

posted on 28 Jan 2008 14:47 by bannpeeploy in education

สนใจอ่าน เนื้อเรื่อง วิมุตติรัตนมาลี

ตอน สมเด็จพระนางพิมพาภิกษุณี ทั้งหมด คลิ๊กที่นี้ค่ะ

สนใจรับฟัง เสียงอ่าน วิมุตติรัตนมาลี

ตอน สมเด็จพระนางพิมพาภิกษุณี ทั้งหมด คลิ๊กที่นี้ค่ะ

  

วิมุตติรัตนมาลี โดย พระพรหมโมลี

( วิลาศ ญาณวโร ป.ธ.9)

วิมุตติรัตนมาลี  ตอน สมเด็จพระนางพิมพาภิกษุณี

 บทย่อย  สุมิตตากุมารี

จะกล่าวถึงกุมารีนางหนึ่ง ซึ่งเป็นสาวแรกรุ่นโสภาอายุได้ 16 ปี เป็นบุตรีของคฤหบดีชาวปัจจันตคาม วันนั้นเมื่อมีการประกาศว่า ให้มหาชนช่วยกันแผ้วถางทางเพื่อรับเสด็จสมเด็จพระทีปังกรบรมโลกนาถเจ้า ก็มีศรัทธามาร่วมถากถางทางกับชาวบ้านปัจจันตคามทั้งหลายด้วย ครั้นได้ทอดทัศนาเห็นสุเมธฤๅษีผู้มีฤทธิ์เหาะมาจากป่าใหญ่ ก็ให้มีความแปลกประหลาดใจเป็นอันมากกาลต่อมา เมื่อเห็นมหาชนพากันแกล้งชี้มือบอกฤๅษีผู้ขออนุญาตให้ไปทำทางณ บริเวณที่เต็มไปด้วยโคลนเลนซึ่งเป็นสถานที่จะทำให้สำเร็จได้ยากลำบากหากฤๅษีผู้มีฤทธิ์ก็รับทำจำยอมแต่โดยดี เจ้าสุมิตตากุมารีก็มีความเห็นใจแลสงสารท่านฤๅษี จึงช่วยแผ้วถางและขนดินจากที่อื่นเทถมในที่นั่นด้วยใจภักดี แล้วก็ลอบชำเลืองดูร่างฤๅษีผู้ศักดิ์สิทธิ์มีฤทธิ์เหาะเหินเดินอากาศได้อยู่ไปมา

แต่พอได้เสวนาการพระพุทธฏีกาที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทีปังกรบรมศาสดา ทรงประกาศแก่ปวงมหาชนว่า สุเมธฤๅษีจักได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคตกาลอีกนานหนักหนา สุมิตตา กุมารีเจ้า
ก็บังเกิดความยินดีปรีดา รีบวิ่งไปแสวงหาดอกไม้ ได้ดอกอุบลสดใหม่มา 8 ดอก แล้วจึงซบกายถวายบังคมลงตรงเบื้องพระพักตร์ กระทำการสักการบูชาสมเด็จพระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า ออกโอษฐ์ตั้งปณิธานความตาม
ประสาใจของนางในขณะนั้นว่า

" ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐเป็นพระบรมโลกุตมาจารย์ ด้วยเดชะอานิสงส์ที่ข้าพระบาทน้อยได้กระทำการบูชาแก่สมเด็จพระพุทธองค์เจ้าในกาลบัดนี้ ขอให้สุเมธฤๅษี จงเป็นสามีของข้าพระบาทสมใจปรารถนาในภายภาคหน้าด้วยเถิด ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐบุญกุศลใดๆอันเกิดจากพลีกำลังกายถากถางทางเพื่อเสด็จพระพุทธดำเนินในครั้งนี้ก็ดี และบุญกุศที่ได้ถวายสักการบูชาสมเด็จพระทศพลด้วยดอกอุบลอันงามนี้ก็ดี ขอให้สุเมธฤๅษีนี้ จงได้เป็นสามีร่วมรักแห่งข้าพระบาทผู้มีวาสนาน้อยในอนาคตกาลด้วยเถิด"

สุเมธฤๅษีโพธิสัตว์ผู้ซึ่งได้รับลัทธยาเทศคำพยากรณ์จากพระโอษฐ์แห่งองค์สมเด็จพระชินสีห์ทีปังกรเจ้าว่า จักได้สำเร็จซึ่งพระพุทธภูมิในอนาคตภายภาคหน้า ครั้นได้เสวนาการกุมารีงามโศภาชาวปัจจันตคาม เจ้ามาตั้งความปรารถนาจะได้ตนเป็นสามี เฉพาะพระพักตร์สมเด็จพระทีปังกรพุทธเจ้าอย่าตรงแท้ตามประสาใจนางเช่นนั้น ก็ให้พลันสะดุ้งตกใจเป็นล้นพ้น ทั้งนี้ก็เพราะว่า ในขณะนั้น ตนเป็นผู้ได้บรรลุถึงฝั่งแห่งฌานสมาบัติอันจัดเป็นวิกขัมภนวิมุตติกิเลสราคะสงบซบอยู่ด้วยอำนาจแห่งกำลังฌาน จะได้มีตัณหาความอยากได้ใคร่ดีในนางกุมารีน้อย แม้แต่สักนิดหนึ่งก็หามิได้ ดังนั้น ท่านสุเมธฤๅษีผู้มีฤทธิ์จึงมีวาจากล่าวห้ามปรามความปรารถนาแห่งเจ้าสุมิตตากุมารีขึ้นว่า

"ดูกรเจ้าซึ่งมีพักตร์อันเจริญ อันความปรารถนาแห่งเจ้าที่จะได้เราเป็นสามีนี้ แม้จะเป็นความปรารถนาที่ดี แต่เราจะได้ชอบใจด้วยแม้แต่สักนิดหนึ่งก็หามิได้ ขอเจ้าจงถอนความปรารถนาเช่นนั้นเสียในกาลบัดนี้ ขอเจ้าอย่าพึง
กระทำความปรารถนาอย่างนั้นเลย จงปรารถนาอย่างอื่นเถิด"

สุมิตตากุมารีสาวงามแห่งปัจจันตคาม ซึ่งมีความปรารถนาในใจอันมั่นคงแรงกล้า แม้จะถูกฤๅษีออกวาจากล่าวห้ามปราม ฉะนี้เป็นหลายหนหลายครั้ง นางก็ยังยึดมั่นอยู่ในความปรารถนาดั้งเดิม หาแปรไปเป็นอื่นไม่

สมเด็จพระจอมไตรโลกนาถทีปังกรบรมศาสดาจารย์ พระองค์ผู้ทรงมีพระญาณอันไม่ขัดข้องในทุกกรณี เมื่อทรงอาวัชนาการดูเหตุอันจักพึงมีในอนาคตกาลแจ้งประจักษ์ ในพระญาณ จึงทรงมีพระมหากรุณาตรัสแก่สุเมธดาบสว่า

"ดูกรสุเมธดาบสเอ๋ย ตัวท่านอย่าได้ห้ามซึ่งความปรารถนาแห่งกุมารีน้อยนี้เลย ด้วยว่า ในอนาคตกาลภายหน้า เมื่อตัวท่านบำเพ็ญพุทธบารมีธรรมเพื่อบ่มพระบรมโพธิญาณให้เต็มเปี่ยมบริบูรณ์นั้น กุมารีมีจิตมั่นคงนี้จักเป็นที่พึ่งอาศัยของท่าน และท่านจักได้บำเพ็ญบารมีเป็นภริยาทานบริจาคในกาลภายหน้าได้ ก็โดยอาศัยกุมารีนี้แลเป็นปัจจัยสำคัญ ดูกรสุเมธดาบสเอ๋ย ถึงเราตถาคตนี้ เมื่อยังสร้างพระบารมีท่องเที่ยวอยู่ในกระแสวัฏสงสารได้อาศัยสตรีภาพจึงมีโอกาสบำเพ็ญภริยาทานเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ขอท่านจงอย่าห้ามความปรารถนาแห่งนาง จงปล่อยให้เป็นไปตามประสาแห่งใจนาง ในกาลบัดนี้เถิด"

สุเมธฤๅษีได้เสวนาการพระพุทธฎีกาแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงสวัสดิภาคฉะนี้ ก็มีความเลื่อมใสเชื่อฟังด้วยดี น้อมเศียรศิโรตม์อันทรงไว้ซึ่งชฎา รับพระพุทธฎีกาว่า สาธุ ! สาธุ ! ดังนี้แล้ว ก็ค่อยคลานออกมา เพื่อเปิดโอกาสให้สมเด็จพระพุทธองค์ทรงพาพระภิกษุสงฆ์เสด็จพระพุทธดำเนินไปยังปัจจันตคาม ตามคำอาราธนาของชาวประชาต่อไป ครั้นล่วงทัศนวิสัยสมเด็จพระพุทธองค์และสงฆ์บริษัทแล้ว สุเมธฤๅษีมหาบุรุษ ก็อุฏฐาการลุกขึ้นจากลักษณาการที่ หมอบคลาน หากแต่ยังมีดวงมานเต็มไปด้วยความปรีดาปราโมทย์ จึงมิได้เคลื่อนกายไปไหน กลับทำบัลลังก์นั่งสมาธิคำนึงด้วยปีติว่า

"เราเป็นผู้มีฌานชำนาญเป็นอันดี หมู่ฤาษีทั้งหลายในหมื่นโลกธาตุ จะได้มีอิทธิวิธีธรรม และความสามารถเสมอด้วยตัวเรานั้นหามิได้ เพราะว่าเราได้อาศัยสมาบัติธรรมมากมั่นอยู่ในสันดาน จึงได้เสวยความสุขสิ้นเสื่อมกายวิการเห็นปานดั่งนี้"

กาลเมื่อสุเมธฤๅษีนั่งบัลลังก์สมาธิอยู่นั้น บรรดาเทพเจ้าทุกถิ่นสถานในโลกจักรวาล ต่างก็พากันมาประสานศัพท์นฤนาทก้องแซ่ซ้องสาธุการถวายพระพรว่า

"ข้าแต่ท่านฤๅษี ตัวท่านนี้จักได้ตรัสแก่พระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณสำเร็จเป็นองค์พระบรมโลกุตมาจารย์เป็นที่เที่ยงแท้ มิได้แปรปรวนวิปริต ขอท่านจงตั้งจิตถือมั่นผูกพันความพยายาม อย่าให้ความเพียรนั้นกลับถอยน้อยลงไป จงทำวิริยบารมีให้ยิ่งใหญ่ เพื่อได้ตรัสเป็นองค์สมเด็จพระชินสีห์ตรีโลกนาถเจ้าต่อไป ให้สมกับพระพุทธฎีกาพยากรณ์ในวันนี้เถิดเจ้าข้า"

สุเมธฤๅษีมหาโพธิสัตว์ เมื่อได้สดับคำอำนวยพรของทวยเทพเจ้าดั่งนั้นก็ยิ่งมีกมลมั่นคำนึงวินิจฉัยถึงพุทธฎีกาพยากรณ์ว่า

"ธรรมดาพระพุทธพากยกถา คือ พระพุทธฎีกาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายนี้ ย่อมเป็นสุภาษิต จะได้วิปริตผิดพจนะกระแสแปรไปสองหรือเป็นสภาวะสูญเปล่ามิได้เป็นจริงนั้นย่อมเป็นไปมิได้ พระองค์ดำรัส
อรรถคดีสิ่งไร สิ่งนั้นย่อมเป็นไปแน่แท้ดั่งกระแสพระพุทธบรรหาร พระโพธิญาณแห่งเราคงจักสำเร็จสมประสงค์เป็นแม่นมั่น เรานั้นคงจะได้ตรัสเป็นพระสัพพัญญูเจ้าอย่างเที่ยงแท้ในอนาคต กำหนดกาลอีก 4 อสงไขยแสนกัปเท่านั้น"

ครั้นคำนึงถึงวินิจฉัยฉะนี้แล้ว สุเมธฤๅษีจึงพิจารณาทศบารมีธรรมทั้งปวงสืบไปด้วยอำนาจอภิญญาฌานสมาบัติที่ตนชำนาญแล้วด้วยดีเป็นวสีภาพแล้วก็ทราบชัดว่า โพธิปริปาจนธรรมสำหรับบ่มพระพุทธภูมินั้น ตนได้สั่งสมมามากมายชั่วระยะเวลานานหลายอสงไขยทีเดียว เป็นด้วยเดชะมหานุภาพที่พระดาบสนั่งพิจารณาบารมีที่เคยสร้างไว้ในขณะนั้น พอการพิจารณาพุทธบารมีธรรมอันยิ่งใหญ่จบลงก็พลันบันดาลให้บังเกิดโกลาหลทั่วพิภพจบสกล พสุธาดลพื้นปฐพีก็มีอันก้องกึกพิลึกสนั่นหวั่นไหวประหนึ่งว่าจะแตกทำลายลง

คราทีนั้น ปวงมหาชนในปัจจันตคามต่างก็พากันล้มสยบหวาดเสียวอยู่ มิได้ล่วงรู้เหตุร้ายดีประการใด ล้วนแต่ตกใจกลัวแก่เหตุการณ์ข้างที่ร้ายนั่นแลเป็นกำลัง จึงรีบพากันเข้าเฝ้าสมเด็จพระทีปังกรพุทธเจ้าแล้วกราบทูลถามว่า

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มหาโกลาหลนี้ ปรากฏมีขึ้นด้วยมหาศักดานุภาพของทวยเทพ อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ หรือ ฤๅษีสิทธิ์ศักดิ์ อสูร นาค ครุฑ ตนใด ข้าพระบาททั้งหลายจะได้ทราบก็หาไม่ จักเป็นมหาวินาศภัยมาบีฑาโลกธาตุ หรือจักเป็นด้วยอำนาจอุปัทวการบาปกรรมสิ่งใดประดามี หรือว่าจะเป็นสวัสดิมงคลประการใด ขอสมเด็จพระจอมไตรโลกนาถจงทรงแสดงเหตุให้ข้าพระบาททั้งปวงได้ทราบด้วยเถิด พระเจ้าข้า"

สมเด็จพระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงทรงมีพระพุทธดำรัส สำแดงเหตุมหาโกลาหลแก่มหาชนในที่นั่นว่า

"ดูราท่านทั้งหลาย ขอท่านทั้งปวงจงอย่ามีความสะดุ้งหวาดเสียวต่อภัยสิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย การที่เมทนีคือแผ่นดินเกิดกึกก้องโกลาหลกำเริบขึ้นนี้ ก็เพราะเหตุที่เราตถาคตได้พยากรณ์สุเมธดาบสว่า เธอจักได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคตกาล บัดนี้สุเมธดาบสนั้นเธอคำนึงวินิจฉัยถึงบารมีธรรมของตน มหาโกลาหลจึงบังเกิดมีขึ้น ด้วยเดชะอำนาจคุณบารมีของพระโพธิสัตว์สุเมธดาบสนั้นเป็นสำคัญ"

หมู่มหาชนครั้นได้สดับพระพุทธฎีกาดังนั้น ต่างก็มีกมลโสมนัสปสันนาการในสุเมธฤๅษียิ่งหนักหนา รีบพากันจัดประทีปธูปเทียนบุปผาสุมาลัย ออกไปประชุมกันสักการบูชา ต่างคนต่างก็ออกโอษฐ์ ออกวาจาเป็นมธุรอรรถวาที
ด้วยคำอันเป็นมงคลเป็นต้นว่า

"ข้าแต่ท่านดาบส ขอให้ท่านได้ตรัสเป็นองค์สมเด็จพระทศพลสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตกาลภายภาคหน้าให้สมจริงตามพระพุทธฎีกาพยากรณ์นั่นเถิด เจ้าข้า"

แม้ปวงเทพยดาในสกลเทวสถานทั่วโลกธาตุ ก็พากันมากระทำสักการบูชาด้วยทิพยสุคนธมาลัยงามเลิศต่างๆทิ้งโปรยปรายลงมาจากนภากาศมากมายราวกับว่าห่าฝนยังปฐพีดลบริเวณนั้น ให้เต็มไปด้วยทิพยบุปผานานาพรรณ
แล้วก็พากันบันลือศัพท์สาธุการเพรียกพร้องร้องถวายเทพพรมงคลว่า

"ข้าแต่สุเมธดาบสผู้เจริญ วันนี้ตัวท่านมีมหาลาภและประสบกองบุญอันยิ่งใหญ่ ได้แล้วซึ่งคำพยากรณ์จากสำนักสมเด็จพระท